หลักการค้า

“ดักปลาในหนองที่ไม่มีปลา จะขยันหมั่นเพียรเท่าไหร่ ถ้าไม่มีปลาอยู่ในที่นั้น ความเพียรก็จะเป็นหมัน” ธรรมคำสอนจากหลวงพ่อชา

การทำการค้า หรือที่เรียกว่า ธุรกิจส่วนตัว ถึงแม้จะลำบากในตอนแรก แต่สบายในตอนหลัง เมื่อการค้าอยู่ตัวแล้ว จะมีเวลาว่าง สามารถใช้เวลาว่างดูแลครอบครัว มีเวลาว่างไปพักผ่อนได้นานๆ โดยไม่ต้องใช้เวลาแลกกับเงินเหมือนลูกจ้าง โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลในปัจจุบัน เจ้าของกิจการสามารถเลือกทำงานที่ใดก็ได้ทั่วโลก โดยผ่านอินเตอร์เน็ต ทำงานในสถานที่ที่ตัวเองอยากจะอยู่ โดยไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่แต่ในเมืองอีกต่อไป




มีคนบอกว่า การทำการค้ามีความเสี่ยง นั่นเป็นเพราะ คนพูดไม่เคยทำการค้า ซึ่งบรรดาเจ้าของกิจการรู้กันดีว่า การทำการค้าจะอยู่รอดได้ ต้องทำตามกำลังของตัวเอง คนที่ขยายตัวเร็วเกินกำลังคนและเงิน จะมีโอกาสเจ๊งได้

มีคนเคยบอกว่า ทำการค้าต้องใช้เงิน ซึ่งถูกต้องบางส่วน แต่อีกแง่หนึ่ง ถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องมีความรู้ และเครื่องมือที่พร้อมใช้หาเงินได้ทันที ถ้าเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ คือไม่มีอะไรเลย คนที่มีทุนน้อยจะต้องมี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ หารายได้ที่ไม่มากนัก แค่ให้พอมีกำไรและมีเวลาเหลือ เพื่อใช้เตรียมพื้นฐานต่างๆให้ดี ซึ่งได้แก่ คน สถานที่ และเครื่องมือต่างๆ ถ้ามุ่งหารายได้ให้มากๆตั้งแต่แรก โดยที่พื้นฐานยังไม่ดี จะเกิดความยุ่งยากตามมา ทำให้ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะเตรียมพื้นฐาน เมื่อพื้นฐานไม่ดีก็ทำให้งานเกิดความล่าช้า ทำให้ลูกค้าไม่พอใจ แล้วเสียลูกค้าได้ แต่สำหรับคนที่มีทุนหนา สามารถใช้เงินสร้างพื้นฐานให้ดีก่อน แล้วจึงโฆษณาใหญ่ หารายได้มากๆในครั้งเดียว คนมีเงินจึงได้เปรียบมากกว่า ตรงที่ไม่ต้องเสียเวลาในช่วงแรก นี่คือสาเหตุที่คนมีเงินมากกว่า มีโอกาสชนะการแข่งขันมากกว่า

สำหรับคนที่ไม่มีเงินไปต่อเงิน โบราณสอนว่า อย่าหมิ่นเงินน้อย แปลว่า ถึงแม้จะเป็นงานที่ได้เงินเล็กน้อย แต่ถ้ามันสามารถเป็นฐานให้เรามีกินมีใช้รายวัน และมีเวลาว่างไปทำงานใหญ่ขึ้นต่อไป เราไม่ควรปฎิเสธงานเช่นนี้ เพราะ ถ้ามัวแต่เลือกทำงานใหญ่ที่ได้เงินมาก อาจจะต้องรอนานและต้องใช้เงินมาก ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายรายวัน ทำให้งานใหญ่ล้มเหลวได้

คนรวยมาก ไม่ใช่เพราะได้เงินก้อนใหญ่ก้อนเดียวจากแหล่งเดียว และไม่ใช่เพราะเขาทำงานบริการ ที่ต้องเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน เพราะการทำแบบนั้นจะต้องเหนื่อยไปตลอดชีวิต แม้แต่คนที่เก็บค่าเช่าก็ไม่รวย อาจสบายกว่างานบริการเพราะเหนื่อยครั้งแรกครั้งเดียว ต่อมาก็มีรายรับทุกเดือน แต่เป็นแค่รายได้คงที่ทุกเดือน เมื่อต้องเก็บเงินรายเดือน ก็ต้องมีเรื่องบริการมาเกี่ยวข้อง ยิ่งขยายตัวมากก็ยิ่งเหนื่อยมาก งานรับเหมาก็เหมือนงานบริการ แถมยังอาจโดนโกงอีก คือสร้างเสร็จแล้ว คนจ้างไม่จ่ายเงิน เป็นลูกจ้างก็ไม่มีวันรวย เป็นได้อย่างมากที่สุดแค่รองจากเจ้าของ ถ้าเจ้าของหรือหัวหน้าบอกว่าไม่ก็คือไม่ ในหน่วยงานเล็กๆอาจใช้เวลาไต่เต้าแค่ไม่กี่ปี ก็ได้ตำแหน่งรองจากเจ้าของ แต่ถ้าหน่วยงานใหญ่ๆอาจใช้ต้องไต่เต้าจนแก่ แต่พอไต่เต้าถึงจุดสูงสุดแล้ว จะลาออกก็ยาก เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบค้ำคอ แถมยังอาจมีเรื่องเพราะเจ้าของยอมไม่ให้ลาออก สรุปว่า งานที่ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามความต้องการของลูกค้า จะขยายตัวมากไม่ได้ เพราะ ธรรมชาติของคน ทำงานช้า ถ้าขยายมากๆจะทำไม่ทัน ไม่เหมือนเครื่องจักร ทำงานเร็ว มีแต่เครื่องจักรเท่านั้น ที่จะตอบสนองความต้องการของคนจำนวนมากได้

คนรวยมาก คือคนที่ได้เงินมาจากคนจำนวนมาก  ถ้าเราได้เงินจากคน 1 ล้านคน คนละ 1 บาท เราก็จะได้เงินถึง 1 ล้านบาท แต่ถ้าเราจะขายสินค้าราคา 1 ล้านบาท ให้กับคนๆเดียว เราจะทำไม่ได้ เพราะสินค้าที่สามารถขายได้ในราคา 1 ล้านบาท ไม่ได้สร้างขึ้นมาง่ายๆ ต้องลงทุนค้นคว้าวิจัยสูง และ ต้องอาศัยคนจำนวนมาก มาช่วยกันสร้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจ้างคนจำนวนมาก ในขณะที่มีทุนจำกัด ดังนั้น ถ้าอยากรวย จงขายสินค้าที่เป็น mass-market ซึ่งหมายถึง ทำอย่างเดียว สร้างครั้งเดียว แล้วขายหลายๆคน แม้แต่ขอทานที่ได้เงินจากคนจำนวนมาก ก็ยังรวยกว่าคนทั่วไป มีตัวอย่างของลุงเอี่ยมขอทานวัดไร่ขิงที่เคยเป็นข่าวดังในปี 2555 ว่า บริจาคเงินให้วัดไร่ขิงถึง 1 ล้านบาท จากเงินที่ได้จากการขอทานเพียงอย่างเดียว หรืออย่างบริษัทขายน้ำมันมีรายได้ปีละ 2 ล้านล้านบาท ได้กำไรแค่ 5% ก็คือ 1 แสนล้านบาท ทั้งๆที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีรถยนต์ส่วนตัว จะเห็นว่าการทำ mass ถึงแม้จะไม่ได้ขายคนจำนวนมาก แต่ก็จะได้กำไรไม่ใช่น้อยแล้ว ถ้ารอแต่จะขายคนจำนวนมาก ก็อาจไม่รู้จะทำอะไร จนสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

สินค้าที่จะได้รับความนิยมต้องมี หลายองค์ประกอบ คือ
สินค้าที่ทำกำไรดี คือ สินค้าที่ต้องใช้อยู่เรื่อยๆ ใช้แล้วหมดไป ส่วนสินค้าที่ซื้อครั้งเดียวจบ มักจะอยู่ไม่ค่อยรอด อย่างเช่น ไฟฉาย กับ ถ่านไฟฉาย อาจจะราคาพอๆกัน แต่ไฟฉายซื้อครั้งเดียว สามารถใช้ได้ตลอดชีวิตคน ในขณะที่ถ่านไฟฉาย ใช้แล้วหมดได้ ต้องเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ สินค้าที่ซื้อครั้งเดียวจบ นอกจากจะต้องขายคนจำนวนมากแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนรุ่นให้น่าซื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งการปรับเปลี่ยนแต่ละครั้ง ก็ต้องใช้เงินลงทุนไม่ใช่น้อย สินค้าที่ซื้อครั้งเดียวจบ ก็สามารถทำขายได้ แต่ควรทำทีหลังสุด เวลาขาดทุนจะได้ไม่เดือดร้อน

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นขายสินค้าอะไร  ควรเริ่มต้นจากทดลองใช้จริงก่อน ถ้าทำเป็นงานอดิเรกจะดีมาก เพราะงานอดิเรก ทำจากความชอบ คนที่่ทำการค้าด้วยความชอบ จะทำได้ดี และอยู่กับมันได้นานโดยไม่เบื่อ พอทำไปแล้วก็จะพบปัญหา เมื่อหาทางแก้ปัญหาได้ อาจจะเป็นการประดิษฐ์อะไรขึ้นมาสักอย่าง เราก็ขายสิ่งนั้นให้คนอื่นได้ใช้ด้วย การหาเครื่องมือมาแก้ปัญหา ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทดลองใหม่ เพราะจะใช้ทรัพยากรมาก เราควรจะเริ่มต้นจากสิ่งที่มีคนคิดอยู่แล้ว โดยออกไปค้นหา ถ้าเป็นพวกฝรั่งแถบตะวันตก ในอดีต ก็จะอาศัยเดินทางไปทั่วโลก เพื่อดูว่ามีประเทศไหนมีอะไรบ้าง แล้วก๊อปปี้มาทำต่อ แต่ในปัจจุบัน วิทยาการต่างๆสะสมอยู่ในประเทศแถบตะวันตก เราจึงไม่ต้องเสียเวลาเดินทางค้นหาไปทั่วโลก แค่มองหาในประเทศแถบตะวันตก ก็จะเจอคนที่พบปัญหาแบบเดียวกัน แล้วหาทางแก้ไว้ให้แล้ว เป็นวิทยาการใหม่ที่ประเทศเรายังไม่มี สามารถก๊อปปี้มาใช้ได้เลย แต่ถ้ายังไม่มีใครบนโลกใบนี้คิด เราจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะต้องใช้ทรัพยากรมาก

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนจากงานอดิเรก มาเป็นการค้า นั่นหมายถึง ต้องเปลี่ยนจาก การทำแบบฟรีๆ มาเป็นการทำแบบหวังผลกำไร ถ้าทำการค้าแล้วไม่ได้กำไรมากพอ อย่าทำเลยดีกว่า เพราะจะเปลืองตัวทำร้ายตัวเองด้วยความเครียดกับคน ทำเป็นงานอดิเรกต่อไปจะดีกว่า

สินค้าที่ดีจะต้องปลอดภัยจากภัยต่างๆ รวมไปถึงภัยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ฟองสบู่แตกในปี 2540 ทำให้ธุรกิจก่อสร้างหยุดชะงัก, น้ำท่วมไทยในเดือนตุลาคม 2554 ก็ทำให้ธุรกิจวัสดุก่อสร้างต้องหยุดชะงัก เพราะระบบขนส่งและโรงงานผู้ผลิตถูกน้ำท่วม

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ถ้านำมาขายในรูปแบบดั้งเดิม จะได้ราคาต่ำ และ ไม่ค่อยมีคนซื้อ แต่เมื่อนำมาแปรรูป ให้เหมาะสมกับคน จะขายดีขึ้น และขายได้ในราคาที่แพงขึ้น เช่น องุ่น กิโลกรัมละ 50 บาท แต่เมื่อนำมาทำน้ำองุ่นใส่น้ำแข็ง จะขายได้ถ้วยละ 60 บาท และนำกากมาทำพายองุ่น จะขายได้ชิ้นละ 20 บาท ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นถึงอย่างน้อยเท่าตัว

กิจการที่ควรหลีกเลี่ยงคือ กิจการที่โดนควบคุมหรือผูกขาดมาจากต้นขั้ว อาจเป็นเพราะทุกคนต้องใช้ หรือ เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ สิ่งที่ทุกคนต้องใช้ อย่างพวกน้ำมันพืชหรือรถขนส่งคน จะถูกรัฐบาลควบคุมราคา เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ถึงแม้ว่าจะปล่อยให้เอกชนทำ แต่พอจะขึ้นราคา รัฐก็จะเข้ามาควบคุมทันที พอวัตถุดิบแพง รัฐก็จะเข้ามาช่วยด้วยการสั่งวัตถุดิบมาจากเมืองนอกบ้าง พอเอกชนหยุดทำเพราะสู้ราคาไม่ไหว ก็จะ หาผู้ประกอบการรายใหม่มาแทนบ้าง แต่ไม่อนุญาติให้ขึ้นราคา หรือ แม้แต่กิจการที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ ก็โดนหน่วยงานของรัฐผูกขาด ถ้าหน่วยงานเหล่านี้ไม่เป็นมืออาชีพ นึกจะเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยน นึกจะขึ้นราคาก็ขึ้น ทำให้เราต้องเดือดร้อน ไม่มีทางเลือกอื่น อย่างเช่น ถึงแม้ว่าจะไม่โดนควบคุม แต่ถ้าแหล่งวัตถุดิบผูกขาด ก็ค่อนข้างเสี่ยง เพราะแหล่งวัตถุดิบข้ดข้อง หรือเปลี่ยนอะไรทีหนึ่ง เราก็ต้องเดือดร้อน

กิจการทีทำเงินได้มาก คือกิจการผูกขาดแต่เพียงเจ้าเดียวในตลาด ส่วนกิจการที่มีการแข่งขัน จะเป็นไปตามหลัก demand supply คือ ยิ่งมีการแข่งขันมาก ราคายิ่งตก คนที่ขายราคาแพงกว่า โดยที่ไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นผูกมัดลูกค้าไว้ ลูกค้าจะหนีไปหารายอื่นที่ราคาถูกกว่า หรือให้เยอะกว่า ถึงแม้ว่าจะมีคุณภาพดีกว่าก็ยังรอดยาก เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะเน้นเรื่องคุณภาพเสมอไป ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่ต้องใช้ของคุณภาพ แต่เจ้าของบริษัทอาจไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ พนักงานที่ตัดสินใจอาจเป็นมือใหม่ ที่ไม่สนใจเรื่องคุณภาพ ดู IBM เป็นตัวอย่าง ผลิตโน๊ตบุ๊ค thinkpad ที่ดีทีสุดในโลก มีจุดเด่นหลายอย่าง เช่น ใช้งานคงทน มี trackpoint ใช้แทนเมาส์ แต่ยังแข่งสู้โน๊คบุ๊คคุณภาพต่ำยี่ห้ออื่นไม่ได้ จนสุดท้ายต้องขายกิจการโน๊คบุ๊คให้คนจีนไปทำต่อ จะเห็นว่า ในสถานการณ์การแข่งขัน มีวิธีเดียวที่ผู้ค้าจะรอดได้คือ เปลี่ยนไปขายอย่างอื่น หรือ สร้างความแตกต่าง หาจุดเด่นที่สามารถผูกมัดลูกค้าไว้ได้

การประเมินว่ากิจการใดจะมีกำไรเพียงใด ให้ดูจากคู่แข่งเวลาที่เขาออกบูธ โดยเฉพาะตามตลาดในต่างจังหวัด ถ้ากิจการทำนองนี้ มีพนักงานขายแค่คนเดียว ไม่มีคนช่วยเลย แสดงว่าไม่มีเงินจ้างคน นั่นคือกิจการนั้นโตยาก ถ้ายังขายแบบเดิมอยู่

ธรรมชาติของมนุษย์ต้องการใช้สินค้าที่มีคุณสมบัติ 3 อย่างคือ ทำให้ตัวเองดูดี, ใช้งานได้ชาญฉลาดตามที่ต้องการ, และ ให้ความบันเทิง ผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่สามารถตอบสนองได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะบางคนถนัดด้านศิลปะ บางคนถนัดด้านเทคนิค ผู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดนี้ได้ คือ สตีฟ จ็อบส์ ทำให้สินค้าของเขาก็จะได้รับความนิยมสูงสุด

ความจริงในทางการค้า มีหลายเรื่อง ที่ไม่มีสอนในโรงเรียน หรือแม้ในหลักสูตร MBA ต้องอาศัยเรียนรู้ประสบการณ์จริง คือ ต้องเคยทำผิด และเคยทำถูกมาก่อน จึงจะรู้ผลทั้งสองด้าน มือใหม่ที่ยังไม่รู้ความจริงเหล่านี้ ยากที่จะประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จในช่วงแรก แต่อยู่ได้ไม่นานก็ล้ม เช่น ธรรมชาติของลูกค้าคือ ถ้าเราดีกับลูกค้า ลูกค้าก็จะตอบแทนกลับมาเพิ่มอีก การช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าบางเรื่องอาจเป็นความผิดของลูกค้าเอง ซึ่งลูกค้าก็รู้อยู่แก่ใจ เพียงแต่ไม่พูด และหวังจะได้ความช่วยเหลือจากเรา  ถึงแม้ว่าบางเรื่องจะไม่เกี่ยวกับการค้าขายโดยตรง อาจเป็นการขอความช่วยเหลือเรื่องอื่น ความช่วยเหลือเหล่านี้ จะทำให้ลูกค้าประทับใจ  และจะตอบแทนเราด้วยการอุดหนุนเพิ่ม หรือ แนะนำลูกค้าใหม่มาให้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราใจดำกับลูกค้า เรื่องเล็กๆน้อยๆก็ปฎิเสธที่จะช่วย หรือ คิดเงินเพิ่ม ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่พูดอะไร แต่ในใจรับไม่ได้ สุดท้ายก็จะหนีไปที่อื่นหมด โดยเฉพาะพ่อค้ามือใหม่ เมื่อมีลูกค้ามาก มีรายได้ดี มักจะหยิ่ง บังคับให้ลูกค้าเปลี่ยนตามใจตนเอง เปลี่ยนแล้วย้อนกลับไม่ได้ โดยไม่รู้ความจริงว่า สาเหตุที่ลูกค้ามาอุดหนุนเรา เพราะชอบในสิ่งที่เราเป็น พอเปลี่ยนไป ลูกค้ากลับไม่ชอบ เพราะทุกคนมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย เมื่อเรียนรู้เรื่องใดแล้ว ก็ไม่มีเวลามาปรับตัวเพื่อเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะเมื่อถูกยัดเยียดในช่วงเวลาที่ตัวเองไม่พร้อม สุดท้ายแล้วก็จะทำให้ลูกค้าหนีไปหมด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าสินค้าหยุดนิ่งอยู่กับที่ ขาดการพัฒนาทางเลือกใหม่ๆ เมื่อมีคู่แข่งให้ทางเลือกที่ดีกว่า ลูกค้าก็จะทยอยหนีไปเช่นกัน จะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ควรสร้างทางเลือกไว้ แล้วรอให้ลูกค้าเป็นคนตัดสินใจเปลี่ยนเองเมื่อเขาพร้อม ถ้าเป็นสินค้าก็ง่าย คือออกรุ่นใหม่แล้วเปลี่ยนชื่อรุ่นไปเลย แต่ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนจริงๆ อาจเป็นเพราะอะหลั่ยหาไม่ได้ ก็ควรมีทางเลือกให้ลูกค้ากลับไปใช้ของเดิมได้ เพราะถึงแม้ว่าวันนี้เราจะคิดว่าของใหม่ดีกว่าของเก่า แต่ลูกค้าอาจไม่คิดเช่นนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ลูกค้าส่วนใหญ่ อาจจะบอกว่าของใหม่แย่กว่าของเก่าก็ได้

ข้อดีของการเอกชนเหนือราชการคือ สะดวกรวดเร็ว และเป็นมิตร อย่างเช่น ข้าราชการจะไม่ค่อยง้อประชาชน ถ้าเราไปติดต่อราชการ อาจจะโทรเท่าไหร่ก็โทรไม่ติด ต้องเดินทางไปเพียงเพื่อจะได้ข้อมูลเล็กๆน้อยๆ ส่วนเอกชนมักจะโทรติดได้ง่าย มีพนักงานที่นอบน้อม ยอมทนโดนท่านด่าได้ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อให้เลือกระหว่างราชการกับเอกชน คนส่วนใหญ่จึงเลือกเอกชน ถึงแม้ว่าเอกชนจะราคาแพงกว่า ผู้ที่ทำการค้าขายจึงไม่ควรละทิ้งข้อดีเหล่านี้ การรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ จำเป็นต้องรู้ธรรมชาติของลูกค้าว่า ลูกค้าชอบอะไรง่ายๆและรวดเร็ว ไม่ชอบขั้นตอนยุ่งยาก ไม่ชอบต้องลำบากทำอะไรเอง  และไม่ชอบรอ คนขายที่รู้ความจริงข้อนี้ จึงจำเป็นต้องทำงานแบบป็นฝ่ายรุก ช่วยทำให้ลูกค้าเท่าที่จะทำได้ อย่านั่งรอให้ลูกค้าเอง เพราะลูกค้าจะเบื่อหน่ายแล้วหนีไป เช่น แทนที่จะให้ลูกค้ากรอกแบบฟอร์มเอง คนขายควรจะเป็นฝ่ายกรอกให้

มนุษย์สามารถสร้างเทคโนโลยีอะไรก็ได้ เพื่อเอาชนะธรรมชาติ แต่จุดอ่อนด้านเทคโนโลยี ที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้คือ การสร้างเทคโนโลยีที่ ฉลาด (ผู้ใช้ตั้งค่าได้มากมายตามใจชอบ), เป็นมิตร (ใช้แล้วไม่สับสนงงงวย) และ ปลอดภัย (คงทน ไม่โดนแฮคหรือโดนไวรัส) แต่การสร้างเทคโนโลยีที่ไม่มีจุดอ่อนทั้ง 3 ข้อ เช่นนี้ จะต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อลงรายละเอียด ทำให้มีต้นทุนสูง ทำให้ต้องขายราคาแพง จึงอาจไม่ได้รับความนิยม เพราะ คนจำนวนมากยังดูที่ราคา และ ไม่มีรสนิยมถึงขั้นต้องเพอร์เฟค พวกเขาจึงยอมรับได้กับปัญหาที่ตามมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โทรศัพท์ไอโฟนซึ่งมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ แต่ราคาแพง เครื่องละ 2 หมื่นกว่าบาท คนจำนวนมาก จึงหันไปใช้โทรศัพท์แอนดรอยด์ ซึ่งถึงแม้จะมีการออกแบบซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ด้อยกว่า แต่ราคาถูกกว่า 10-20 เท่า

เรื่องการผลิต มีคนบอกว่าจ้างผลิต สบายกว่าผลิตเอง หากสังเกตุจะพบว่า คนที่พูดเช่นนั้น ไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องเครื่องจักรและเทคโนโลยีเลย การผลิตเองถึงแม้ว่าจะต้องวุ่นวายกับเครื่องจักรเสีย และต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรราคาแพง แต่ผลที่ได้รับเปรียบเสมือนการนั่งรถเมล์กับขับรถยนต์ส่วนตัว คือ ทำตามใจได้มากกว่า สามารถผลิตได้ในปริมาณมากน้อยตามความต้องการของตลาด ไม่ต้องลงทุนสต๊อกสินค้ามาก และทรัพย์สินทางปัญญาไม่รั่วไหล การจ้างผลิตนอกจากจะต้องเสียเงินค่าจ้างแต่ละครั้งมากแล้ว ยังต้องเตรียมแผนงานให้รัรบจ้างเข้าใจ เสียเวลารอคอยผู้รับจ้างที่งานยุ่งกับลูกค้ารายอื่น และฟังเราไม่เข้าใจทำให้ทำผิด แถมยังเสี่ยงโดนก๊อปอีก มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ที่ฝรั่งจ้่างจีนและเกาหลีไต้หวันผลิต สุดท้ายโดนก๊อปมาขายแข่ง

ฝ่ายผลิตกับฝ่ายขาย จำเป็นต้องแยกกัน เพราะถ้าเป็นคนเดียวกัน (ที่ไม่ใช่เจ้าของ) ฝ่ายผลิตอาจจะขโมยของไปขาย เพราะเห็นความแตกต่างของกำไรแล้วตาโต

คนๆหนึ่งหรือบริษัทหนึ่ง ไม่สามารถขายของคุณภาพต่ำราคาถูก กับของคุณภาพดีราคาแพง ไปพร้อมๆกันได้ เพราะ ลูกค้าเป็นคนละแบบกัน คนที่ขายของถูก อาจจะดูแลลูกค้าแบบชุ่ยๆได้ ส่วนคนที่ขายของแพง มักจะต้องดูแลลูกค้าอย่างดี ถ้าขายของคุณภาพดีราคาแพง กับ ของคุณภาพต่ำราคาถูก ไปพร้อมๆกัน จะสับสนเรื่องการดูแลลูกค้า ลูกค้าที่ใช้ของคุณภาพต่ำราคาถูก มักจะมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ค่อยดี มีเงินน้อย มีความรู้น้อย ภาษาอังกฤษก็อ่านไม่ออก ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษก็ฟังไม่เข้าใจ ใช้อินเตอร์เน็ตก็ไม่เป็น ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ถ้าอุทิศแรงและเวลาไปดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ จะเหนื่อยมาก จึงต้องดูแลแบบชุ่ยๆ, ต่างจากลูกค้าที่ใช้ของคุณภาพดี ราคาแพง เข้าใจเรื่องต่างๆได้ง่าย ถึงแม้จะไม่ต้องดูแลมาก แต่ต้องการการดูแลที่มีคุณภาพ ถ้าได้รับการดูแลแบบชุ่ยๆเขาก็จะไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้ สินค้าจึงมีหลายรุ่นราคาต่างกัน หรือโรงแรมก็มีตั้งแต่ 1-5 ดาว ราคาต่างกัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความศรัทธาในยี่ห้อหรือ brand loyalty มาเกี่ยวข้องอีกด้วย คือ ลูกค้าบางคนที่เคยใช้สินค้ามามาก ย่อมรู้ดีว่า สินค้าแต่ละยี่ห้อไม่เหมือนกัน บางยี่ห้อผลิตมาแบบชุ่ยๆ ใช้ไม่นานก็มีรวนหรือพัง คนกลุ่มนี้ ไม่ต้องการให้ชีวิตยุ่งยากเวลาของใช้มีปัญหา จึงพยายามเลือกสินค้ายี่ห้อที่ใช้ทนทาน เมื่อรู้ว่ายี่ห้อใดผลิตสินค้าที่เชื่อใจได้ วันหลังเจอยี่ห้อนั้น ผลิตสินค้าใหม่ ออกมาวางขาย ก็จะตัดสินใจซื้อได้ทันที โดยไม่ต้องลังเลหาข้อมูลเพิ่มเติม  แต่ถ้ายี่ห้อนั้นผลิตสินค้าคุณภาพต่ำออกมา ก็จะทำให้ลูกค้าหมดความศรัทธา ทำให้ลูกค้ามีความจำที่ไม่ดีกับยี่ห้อนั้น และจะไม่ซื้อยี่ห้อนั้นอีกต่อไป การขายของคุณภาพต่ำจึงทำให้เสียชื่อเสียงของยี่ห้อที่สร้างมายาวนาน ด้วยเหตุนี้ การขายสินค้า ถึงแม้จะมีสินค้าหลายอย่าง แต่ควรอยู่ภายใต้ยี่ห้อเดียวกัน เพื่อให้คนซื้อตัดสินใจได้จากประวัติเก่าที่อยู่ในหัว

ความอยู่รอดของกิจการค้ามี 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ คนที่ใจดีเรื่องเงิน มักจะอยู่ไม่รอด เพราะขาดเงิน กิจการที่อยู่รอดได้จึงต้องเคี่ยวคือคิดเงินเท่าที่จะคิดได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเคี่ยวมากไปลูกค้าก็จะหนีเช่นกัน ดังนั้น เราจึงต้องชั่งน้ำหนักให้เหมาะสม ด้วยการดูว่าสินค้าใดที่มีคู่แข่ง ให้ดูว่าคู่แข่งให้อะไร อย่าให้น้อยกว่า อย่าให้มากกว่า คืออย่าขายแพงกว่าคู่แข่ง อาศัยเหนือกว่าคู่แข่งด้วยการมีสินค้าหรือตัวเลือกที่คู่แข่งไม่มี ซึ่งแน่่นอนว่า ถ้าไม่มีอะไรแตกต่างจากคู่แข่งเลย แล้วยังขายแพงกว่า ลูกค้าจะทยอยหนีไปเรื่อยๆจนหมด

รายจ่ายใหญ่ของกิจการคือ ค่าคนงาน กิจการที่ต้องจ้างคนงาน อย่าคำนวณจากค่าแรงขั้นต่ำสุด เพราะค่าแรงต่ำสุดอาจจะปรับขึ้น เพียงเพราะนโยบายประชานิยมของรัฐบาลหรือค่าครองชีพที่ถึบตัวขึ้น ด้วยเหตุนี้ นายจ้างจำเป็นต้องคำนวณค่าแรงของแต่ละคนให้สูงที่สุดไว้ก่อน ถึงแม้จะเป็นลูกจ้างระดับล่างก็ตาม ในอนาคตเขาก็ต้องการเงินเดือนมากขึ้นเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อรู้ค่าแรงสูงสุดแล้ว จึงมาเทียบกับรายได้ของกิจการ ว่าพอจะมีกำไรหรือไม่ ถ้ากำไรน้อย อย่าทำเป็นอันขาด ปล่อยให้คนอื่นทำจะดีกว่า เพราะ ในอนาคตอาจมีปัญหาที่ไม่คาดฝันมากมาย กลายมาเป็นรายจ่ายบานปลาย อย่างเช่น เกิดอุบัติเหตุ หรือ น้ำท่วม ต้องอพยพคนงานไปทำงานที่อื่น ฝืนทำไปโดยไม่มีเงิน ก็จะต้องมาลงที่ตัวเอง ต้องเหนื่อยมาก เครียดมาก จนป่วย เรียกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ว่า ค่าความอยู่รอด ถ้าคิดจะทำการค้าเรื่องที่อยู่รอดเองตามลำพังไม่ได้ ควรรอให้ตัวเองทำกิจการอื่น จนมีเศษเงินเหลือทิ้งขว้างได้ แล้วค่อยนำเศษเงินนั้นมาทำ

การตั้งราคา ต้องรู้ธรรมชาติของผู้ซื้อ ว่าไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากราคาถูกหรือแพง แต่ตัดสินใจซื้อจากเงินในกระเป๋าตัวเอง คนจะซื้อของคุณภาพดีที่สุด เท่าที่ตัวเองต้องการ และเงินในกระเป๋าจะจ่ายได้ คนมีเงินในกระเป๋าน้อย จำเป็นต้องจ่ายน้อย คนมีเงินในกระเป๋ามาก ก็กล้าจ่ายมาก คนที่ขายของราคาเดียว จึงไม่รวย เพราะได้ลูกค้ากลุ่มเดียว ถ้าขายของถูก ก็ได้แต่ลูกค้าที่มีเงินน้อย ถ้าขายของแพง จะไม่ค่อยมีลูกค้า เพราะ ลูกค้าบางคนจะจ่ายแพงได้ ต้องเริ่มจากจ่ายถูกๆ เพื่อทดลองใช้ก่อน เมื่อใช้แล้วไม่ดีก็เปลี่ยนไปหายี่ห้ออื่นที่คุณภาพดีกว่า ถ้าใช้แล้วถูกใจก็จ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อให้ตัวเองได้ใช้งานสะดวกสบายขึ้น  ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องทำสินค้าให้มีคุณภาพดีที่สุด แล้วจึงหาวิธีทำเงินเพิ่มขึ้น โดยปรับเปลี่ยนตัวเลือก หรือปริมาณ หรือทั้งสองอย่าง เพื่อทำให้สินค้ามีหลายราคา กล่าวคือ คุณภาพคงเดิม แต่จ่ายมากได้มาก จ่ายน้อยได้น้อย ถ้ายังไม่มีเงิน ก็ต้องจ่ายน้อยไปก่อน รอมีเงินก็จะจ่ายมากขึ้น วิธีนี้ เรียกอีกอย่างว่า นำของราคาถูกมาให้ทดลองใช้ จะทำให้สุดท้ายแล้ว เราได้เงินมากกว่าการขายของราคาเดียว ผมเคยขายของราคาราคาเดียว ปรากฎว่า กว่าจะเก็บเงินได้สักแสนบาท ใช้เวลาเป็นปีเลย แต่พอเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้ ปรากฎว่า สามารถเก็บเงินแสนบาทได้ในเวลาแค่เดือนเดียว ทั้งๆที่จำนวนลูกค้าน้อยลงด้วยซ้ำ ข้อควรระวังในการปรับเปลี่ยนตัวเลือก คือ การตัดตัวเลือกออก ต้องไม่มีให้ใช้เลย อย่ามีให้ใช้แบบครึ่งๆกลางๆ เพราะผู้ใช้จะเข้าใจผิดว่ายังทำไม่เสร็จ หรือทำได้ไม่ดี แล้วก็จะไม่ซื้อรุ่นที่แพงกว่านี้ ด้วยเหตุนี้ ราคาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อเป็นหลัก แต่อยู่ที่ปัจจัยภายนอก 2 อย่างคือ
สินค้าที่มีคู่แข่ง ถ้าขายราคาแพงกว่าคู่แข่ง จะเหมือนการเข้าสู่วงจรอุบาทว์ ลูกค้าจะยิ่งหนีไปหาคู่แข่งที่ราคาถูกกว่า ทำให้ตัวเองยิ่งมีรายได้ลดลง ทำให้ยิ่งต้องขายราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้ว รายได้จะไม่พอกับรายจ่าย ทำให้ต้องเลิกกิจการไป วิธีแก้ปัญหานี้คือ ขายราคาเท่าคู่แข่ง แต่ลงทุนด้านการตลาดมากขึ้น พอจำนวนลูกค้ามากขึ้น จะมีกำไรมากขึ้น จนสามารถขายได้ถูกกว่าคู่แข่งในที่สุด

การตลาดที่ดีที่สุดคือแบบปากต่อปาก คือ ต้องมีแรงจูงใจ ให้คนใช้บอกต่อ ดูตัวอย่างของ facebook โด่งดังขึ้นมาตั้งแต่ปีคศ. 2003 ก็เพราะ ให้เรากดส่งอีเมล์ไปหาเพื่อน ชวนเพื่อนมาสมัคร พอเพื่อนสมัครแล้ว เราก็จะได้บรรยายความรู้สึกส่วนตัวให้เพื่อนได้รู้ ผ่านทาง facebook นั่นคือเราได้ความสบายใจกลับมา เรื่องความสบายใจแค่นี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม แต่ก็ทำให้ facebook มีผู้ใช้ทั่วโลกถึงกว่า 950 ล้านคน 

จากการที่ผู้เขียนลงสำรวจตลาดสดครึ่งประเทศ ทางเหนือและอีสาน สรุปได้ว่า ตลาดและผู้ซื้อมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน ตลาดที่ของเยอะราคาถูก จะมีคนเดินมาก ตลาดที่ของน้อยหรือราคาแพงจะมีคนเดินน้อย แต่ตลาดที่คนเดินเยอะก็จะมีการแย่งที่และกีดกันที่ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ประกบอการใหม่ได้แทรกเข้าไป

การออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ขายดีขึ้น และขายได้ในราคาแพงขึ้น หากเราไปเดินห้าง ดูน้ำหอมยี่ห้อต่างๆ จะเห็นว่า น้ำหอมทุกยี่ห้อ จะใช้งานเหมือนกันคือ เป็นสเปรย์ฉีด น้ำหอมเหล่านี้จะใช้ขวดรูปทรงพื้นๆ เหมือนพวกสเปรย์ตะไคร้หอม ที่วางขายตามร้านของชำทั่วไปก็ได้ แต่พวกเขาไม่ทำ กลับออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีรูปทรงประหลาดๆ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์มีผลต่อราคาอย่างไร ผมเคยเจอคนขายน้ำองุ่นรายหนึ่ง ใส่ขวดพลาสติกธรรมดา ขายขวดละ 20 บาท แต่ไม่ค่อยมีคนซื้อ เลยเปลี่ยนมาเป็นขวดแก้ว แล้วขึ้นราคาอีก 5 บาทเป็นค่าขวด ปรากฎว่า ขายดีขึ้นมาก การออกแบบไม่จำเป็นต้องหวือหวา อาจจะทำให้ดูสุภาพละเอียดนุ่มนวล ย่อมน่าซื้อกว่า สินค้าที่ไม่ได้ออกแบบเลย

แบรนด์หรือยี่ห้อ คือ การตั้งชื่อ พร้อมกับความหมายให้แก่ผลิตภัณฑ์นั้น เพื่อให้ผู้ใช้จำได้ จึงควรสร้างคำศัพท์ใหม่เพื่อไม่ให้ซ้ำกับใคร และควรใช้ชื่อที่ไม่ยาวจนเกินไปจนจำยาก ชื่อสั้นๆสัก 2-3 คำกำลังดี แล้วจึงหาคำนิยามสั้นๆที่บอกใครว่าแบรนด์นี้คืออะไร เหตุผลที่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ก็เพราะผู้ซื้อที่ไม่รู้รายละเอียด จะอาศัยความจำ ตัวอย่างที่ดีของการสร้างแบรนด์คือ อีโน คลายกรดลดแน่นเฟ้อ ทุกคนจำขึ้นใจว่า เวลาท้องอืด ต้องกินอีโน

กำไรที่แท้จริงจากการค้าขาย ไม่ได้มาจากลูกค้าขาจร แต่มาจากลูกค้าเดิมที่กลับมาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก การจดบันทึกประวัติการติดต่อกับลูกค้าแต่ละราย โดยเฉพาะตัวแทนจำหน่าย ที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากจะต้องหาที่เก็บข้อมูล ที่เก็บได้เป็นเวลานานแล้ว ยังต้องเก็บข้อมูลให้ถูกต้อง และค้นหาง่ายด้วย เพราะ เมื่อผ่านไปหลายปี อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ เนื่องจากลูกค้ามีพนักงานหลายคน พอเปลี่ยนพนักงาน คนใหม่ก็มาขอข้อมูลย้อนหลัง หรือยังเป็นคนเดิม แต่คนเดิมก็ยังลืมว่าตัวเองเคยทำอะไรไว้ แทบทุกคน จะไม่มีระบบบันทึกข้อมูลเก็บไว้เป็นเวลานาน บางคนไม่มีการจดบันทึกเลย แล้ววันที่เกิดปัญหาขึ้น เพราะเขาจำผิด เขาจะมาหาว่าเราผิดได้ หรือถามแล้วเราตอบไม่ได้ ข้อมูลแรกที่ต้องเก็บคือ ลูกค้าสั่งให้เราทำอะไร วันที่เท่าไหร่ เริ่มตั้งแต่ติดต่อกันครั้งแรก

เมื่อขายสินค้าได้กำไรแล้ว ปัญหาต่อมาก็คือ เกิดคู่แข่ง วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ อย่าบอกใครว่า ตนเองทำงานอะไร
คนที่รู้ว่าเราทำอะไรก็จะมาขอพึ่ง แล้วคนเหล่านั้นจะกลายเป็นตัวถ่วง เราจึงต้องรู้วิธีป้องกัน เช่น
แต่ถ้าใครถามว่าทำอะไร แล้วเราไม่บอก เขาอาจจะหาว่าไม่จริงใจ เราจึงต้องบอกอาชีพที่เขาจะมาขอความช่วยเหลือไม่ได้ และต้องเป็นเรื่องที่เราทำได้จริง อย่าโกหก เพราะบางคนอาจทดสอบเรา แล้วพบว่าเราทำไม่ได้จริง

การตั้งราคาขาย ควรมีทั้งราคาขายส่งและราคาขายปลีก ถึงแม้ว่าจะขายปลีกอย่างเดียว แต่ไม่ช้าก็จะบางรายที่ต้องการซื้อจำนวนมาก ถ้าไม่มีราคาขายส่ง พอเขาซื้อมากขึ้น เขาอาจจะคิดว่าแพง แล้วหนีไป ทำให้เสียลูกค้า

การขายปลีกกับขายส่ง มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การขายปลีก ได้เงินง่าย ไม่มีลูกค้าติดหนี้ เพราะทุกคนจ่ายสด แต่จะวุ่นวายตรงที่ต้องดูแลลูกค้าที่ไม่ค่อยมีความรู้ หรือ ขาดระเบียบวินัยเหมือนเด็ก จึงต้องขอความช่วยเหลือจากเราบ่อยๆ ทำให้เราต้องเหนื่อยมากขึ้น มีคู่มือแต่ไม่อ่าน บางคนนิสัยไม่ดีชอบด่า หรือไม่เคยได้รับการอบรมเรื่องมารยาท บางคนขอความช่วยเหลือมากกว่าที่เราให้ได้ บางคนเห็นแก่ตัวชอบเอาเปรียบโดยไม่คิดว่าเราจะเดือดร้อนอย่างไร ถ้าเราไม่มีระบบรองรับก็จะปวดหัว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้แก้ไขได้ด้วยการปฎิเสธไป บอกว่าไม่มีก็จบ แต่ลูกค้าจะหนีหมด แล้วเราก็จะพบว่าลูกค้าดีๆมีเหลือน้อยมาก ด้วยเหตุนี้เราจึงควรต้องมีกฎเกณฑ์ให้รัดกุม เช่น ตั้งราคาขายปลีกให้สูงขึ้น ป้องกันตัวเองจากลูกค้าเรื่องมาก ถ้าซื้อมากขึ้นก็จะได้ส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าซื้อน้อยก็จะไม่ได้ส่วนลด เป็นต้น การขายปลีกที่ว่าปวดหัวกับลูกค้าเรื่องมากอยู่แล้ว การขายส่งยิ่งปวดหัวกว่า ถึงแม้จะไม่ต้องดูแลลูกค้าจำนวนมาก ไม่ต้องโดนลูกค้านิสัยเสียมาด่า เพราะตัวแทนจำหน่ายมักจะพูดจาดี แต่เราจะต้องปวดหัวกับตัวแทนจำหน่ายบางคน ที่ตามใจลูกค้ามากเกินไป ขอนั่นขอนี่จนทำให้เราต้องทำงานมากขึ้น แล้วปฎิเสธยากกว่าลูกค้าปลีก เพราะตัวแทนจำหน่ายถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ อยากจะขออะไร เราก็ต้องเกรงใจ บางรายอาศัยติดต่อกันมานาน หรือซื้อจำนวนมาก ขอติดหนี้ พอติดหนี้แล้วทวงยาก บางรายจ่ายช้า บางรายจ่ายสับสนเช่น จ่ายหนี้แค่บางส่วน ไม่จ่ายหมด หรือ จ่ายงวดหลังก่อน งวดแรกยังไม่จ่าย เราจะปวดหัวกับยอดที่เขาชำระมา ถ้าเรามึนเมื่อไหร่ ก็จะกองงานไว้ ทำให้บางยอดตกหล่นไป พอวันหลังว่าง จะมาทวง เขาก็จะแกล้งทำเป็นลืม บอกว่าจ่ายไปแล้ว ทำให้เราต้องเสียเวลามาไล่ค้นประวัติเก่า ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน กับปัญหาที่เกิดจากคนแค่คนเดียว บางรายขี้โกงใช้เทคนิคดึงหนี้ เช่น แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องว่าสั่งซื้ออะไรไป ขอให้เราส่งรายการที่เคยส่งไปแล้วไปให้ใหม่ หรือ ตั้งกฎเรื่องวางบิลขึ้นมาเองว่า มีกำหนดวันจ่ายเช็คแค่เดือนละครั้ง บางทีแบ่งเป็นช่วงเช้าช่วงบ่ายอีก ถ้าเราไปรับเงินไม่ทัน ก็จะไม่ได้เงิน ต้องรอเดือนถัดไป ปัญหาเหล่านี้ ทำให้การค้ายุ่งยากขึ้นอีกมหาศาล เพราะเราต้องทำระบบมารอบรับความสับสนจากคนเหล่านี้ นอกจากจะต้องทำระบบรองรับความต้องการอันหลากหลาย ที่เกิดจากตัวแทนจำหน่ายไปตามใจลูกค้าในเรื่องที่เราไม่อยากทำแล้ว ยังต้องทำระบบบัญชีเพิ่ม เพราะการขายส่งไม่ได้เงินทันทีเหมือนขายปลึก พอได้รับเงินทีหลังก็ลืมไปแล้ว ต้องมานั่งนึก นั่งคำนวณเงินใหม่อีกรอบ เท่ากับทำงานสองรอบ แล้วพวกที่จ่ายเงินสับสน ทำให้เราต้องทำงานยืดยาวไปอีก ด้วยเหตุนี้ การ ขายส่งต้องตั้งกฎขึ้นมาล่วงหน้า เพื่อป้องกันตัวแทนจำหน่ายเอาเปรียบ เช่น มี 3 ราคา ถ้าจ่ายเงินสดแล้วได้ ราคาถูกสุด ถ้าติดหนี้จะขายราคาเต็ม ถ้าประวัติดีจ่ายหนี้ตรงเวลา ค่อยลด ราคาให้เล็กน้อย แต่ถ้าเรื่องมาก ชอบวางบิล จะไม่ลดราคาให้เลย แถมมีระบบ จ่ายช้าคิด ดอกเบี้ยเพิ่มด้วย เพราะตัวแทนจำหน่ายมักจะติดต่อ กันนาน ถ้าไม่ตั้งกฎไว้ตั้งแต่แรก มาเปลี่ยนภายหลังจะลำบาก หรือ ถ้าเลือกได้ก็ควรเลือกเฉพาะตัวแทนจำหน่ายที่ดี จ่ายเงินตรงเวลา ไม่มีระบบวางบิล

การขายส่งให้กับคนไทย จำเป็นต้องรู้นิสัยคนไทย คือใช้เงินเก่ง พอหาเงินมาได้แล้ว จะเอาไปใช้จ่ายส่วนตัวก่อนจนหมด จนไม่มีเงินให้เจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้ต้องตามทวงบ่อยๆจึงจะได้ เพราะฉะนั้น ขายคนไทยต้องขายปลีก จึงจะปลอดภัยที่สุด ถ้าต้องขายส่ง ต้องเก็บเงินมัดจำมาก่อน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าสินค้าชิ้นนั้นติดตลาดเพียงใด ถ้าขายส่งกับแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าจะไม่โกง จึงไม่ต้องเก็บเงินมัดจำ

คนที่ทำการค้าแล้วเจ๊ง ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากขายไม่ได้ แต่เพราะ ขยายตัวไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า แค่การโฆษณาก็อาจนำลูกค้าแห่กันมาใช้กันจนถล่มทลาย จนระบบต่างๆที่มีอยู่ไม่อาจรองรับได้ สินค้าหรือบริการมีไม่พอ ถึงตอนนั้น ลูกค้าเริ่มไม่พอใจกับความล่าช้า เจ้าของกิจการมักจะเคยเจอปัญหานี้กันมาหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้ ขณะเริ่มต้นสร้างกิจการใหม่ๆ จึงไม่ควรโฆษณามากเกินไป ควรค่อยๆทำไป ตามขีดจำกัดในการรองรับลูกค้าของตัวเรา การ ระมัดระวังเรื่องการโฆษณาจะช่วยไม่ให้มีคู่แข่ง การโฆษณาแบบตูมตาม จะทำได้ก็ต่อเมื่อเรายิ่งใหญ่จนคิดว่าคู่แข่งตามไม่ทันแล้ว ถึงแม้จะมีสินค้าบางชิ้น โฆษณาเท่าไหร่ก็ขายไม่ออก นั่นเป็นเพราะขายสินค้าจากการคาดเดา คือตัวเองไม่ได้ใช้เอง จึงไม่รู้รายละเอียดลึกๆของสินค้าชิ้นนั้น จึงไม่สามารถจูงใจให้คนมาซื้อ แต่สำหรับสินค้าที่คนขายใช้เอง จนพบว่าใช้แล้วดี ย่อมขายได้แน่นอน แต่ปัญหาที่ทำให้เจ๊งคือ เมื่อลูกค้ามากขึ้น ความต้องการก็หลากหลายขึ้น ถ้าขายเก่ง ก็จะหลุดเรื่องการผลิต ถ้าเป็นผู้ผลิต ก็จะหลุดเรื่องการขาย งานขายคือ ลูกค้าบางคนอาจจะต้องการซื้อปลีก บางคนเป็นลูกค้าเก่าต้องการส่วนลด บางคนซื้อไปขายต่อ ฯลฯ ซึ่งทั้งงานขายและงานผลิตนั้น ใช้ทักษะไม่เหมือนกัน ยังไม่นับเรื่องอื่นอย่างเช่น การทำบัญชี จ่ายภาษีอีก ส่วนของงานผลิตก็ยิ่งหนัก เพราะ คนส่วนใหญ่ความรู้ไม่ถึง จึงสร้างสินค้าที่มีจุดบกพร่อง เวลาสินค้ามีปัญหาก็ต้องรับผิดชอบ ถึงแม้ว่าสินค้าจะไม่มีปัญหาเลย แต่ก็ยังสร้างไม่ทันความที่หลากหลายออกไป เช่น ถึงแม้ว่าทุกคนจะต้องใช้โทรศัพท์มือถือ และบางคนต้องการแค่โทรเข้าออกอย่างเดียว แต่บางคนก็ต้องการใช้รับส่งอีเมล์ด้วย บางคนก็ต้องการใช้เล่นเกมส์ ถ่ายรูป chat gps บางคนก็ต้องการความโก้หรู จะเห็นว่า ถ้าเราทำโทรศัพท์ที่โทรเข้าออกได้อย่างเดียว ไม่มีตัวเลือกหลากหลาย เราจะขายได้มาก ก็ต่อเมื่อไม่มีคู่แข่ง แต่เมื่อมีคู่แข่งที่มีทางเลือกมากขึ้น เช่น ทำให้รับส่งอีเมล์ได้ดีขึ้น เราก็จะเสียลูกค้าบางส่วนไปให้คู่แข่ง ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจาก เราไม่มีทรัพยากรพอที่จะสร้างตัวเลือกเหล่านั้นได้ทันคู่แข่ง หรือเราไม่สร้างเอง เพราะมองโลกแคบ สุดท้ายลูกค้าก็จะย้ายไปอยู่กับคู่แข่งเพิ่มขึ้น จนเรามีลูกค้าน้อยจนรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และต้องปิดกิจการไปในที่สุด ขอให้ดูตัวอย่างของตำนานโทรศัพท์ เริ่มจากโนเกีย ที่ผลิตออกมาเป็นรายแรกๆ ทุกคนจะใช้โนเกียเพราะว่าทนทาน ใช้แล้วไม่ค้าง แต่มีข้อจำกัดเรื่องซอฟท์แวร์ไม่ฉลาด ทำอะไรไม่ค่อยได้นอกจากโทรเข้าออก ต่อมามีแบล็คเบอร์รี่ ซึ่งแช็ทได้ คนจึงแห่ไปใช้กันทำให้แบล็คเบอร์รี่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ส่วนโนเกียเริ่มมีรายได้ลดลง ต่อมามี ไอโฟน ที่ใช้งานได้หลากหลายกว่า และที่สำคัญคือไม่ค้างเหมือนแบล็คเบอร์รี่ ลูกค้าแบล็คเบอร์รี่ เริ่มเปลี่ยนไปใช้ไอโฟนกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ยอดขายของแบล็คเบอร์รี่ลดลงเรื่อยๆ จนประสบภาวะขาดทุนมหาศาล เช่นเดียวกับ โนเกียที่ต้องปลดคนงานออกเรื่อยๆ แต่โนเกียก็ยังอยู่ได้ เพราะ ยังมีตลาดกลุ่มที่ใช้โทรศัพท์โทรเข้าออกอย่างเดียว ไม่ต้องการตัวเลือกอื่นมากนัก สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้งโนเกียและ แบล็คเบอร์รี่ ตกกระป๋อง

การหาเงิน ต้องใช้เวลานาน จึงควรเริ่มทำแต่เนิ่นๆ ถ้ามาเริ่มทำตอนที่กำลังร้อนเงิน จะทำไม่ทัน ถึงแม้ว่าจะขายได้แล้ว แต่ช่วงเริ่มต้นจะขายได้น้อย เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น จึงจะขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ใช้เวลา 1 ปี กว่าจะเริ่มมีคนซื้อมากขึ้นจนเริ่มมีกำไร บางเรื่องทำยาก อาจใช้เวลาเตรียมตัวหลายปีกว่าจะขายได้ ขอให้ดูตัวอย่างรถยนต์ ถึงแม้จะมีเงินทุนพร้อม แต่กว่าจะผลิตออกมาได้คันหนึ่งต้องใช้เวลาหลายปี แต่พอเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เงินก็จะไม่ขาดมือ แต่ถึงตอนนั้นเราก็มักจะใช้เงินเพลินจนลืมเก็บ มารู้ตัวอีกทีตอนที่รายได้หด จะขยับขยายทำอะไรเพิ่มเติมก็ไม่ได้แล้ว ต้องไปเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่อีก เปรียบเหมือนกับตอนที่เราสุขภาพแข็งแรง แต่ไม่รู้จักดูแลเรื่องอาหารการกิน พอเจ็บป่วยขึ้นมา ก็ช่วยไม่ทันเสียแล้ว บางคนกว่าจะกู้สุขภาพขึ้นมาให้ดีได้เหมือนเดิมก็ใช้เวลานานหลายปี ดังนั้นก่อนที่จะใช้เงิน ควรนึกถึงเวลาไม่มีรายได้ ว่าจะเอาเงินที่ไหนใช้ เมื่อมีเงินเก็บเพียงพอแล้ว จึงจะสามารถใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้

หลักการตลาด

ลูกค้าเมื่อเริ่มเห็นสินค้าใหม่หรือยี่ห้อใหม่ ที่ตัวเองไม่เคยใช้ จะกลัวก่อน คนขายจึงจำเป็นต้องมีสินค้าทดลอง และสินค้าราคาถูกให้ลูกค้าซื้อไปทดลอง เมื่อเขาใช้แล้วรู้ว่าไม่ถูกหลอก จึงจะเริ่มซื้อมากขึ้น คนที่ไม่รู้หลักการตลาด จะทำสินค้าขนาดใหญ่มาแล้วขายไม่ออก

ธรรมชาติของผู้ซื้อ

การจะขายของได้ จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของผู้ซื้อ
  1. เงินมาของไป เป็นวิธีคิดพื้นฐานของคนทั่วๆไป
  2. ที่ไหนมีคน ที่นั่นมีเงิน เป็นวิธีคิดที่พัฒนามาอีกขั้น พวกพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผงขายของ จะเข้าใจเรื่องนี้ดี หากสังเกตุจะพบว่า ที่ไหนมีเทศกาล จะมีคน และมีพ่อค้าแม่ค้าตามมา ถึงแม้ว่าค่าที่วันละหลายพันบาท ก็ยังกล้าสู้ราคากัน
  3. ที่ไหนมีความสะดวกสบาย ที่นั่นมีคน เป็นวิธีคิดขั้นสูงขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างพ่อค้าแม่ค้าตามแผงรู้กันดีว่า ลูกค้าจะเลือกเดินแค่บางเส้น ไม่ได้เดินทั่วไป หากไปตั้งเส้นที่คนไม่ค่อยเดิน จะขายไม่ค่อยได้ เราสามารถประยุกต์หลักข้อนี้มาใช้ได้ว่า ถ้าเราสร้างสินค้าหรือบริการที่ช่วยให้คนสะดวกสบาย ราคาถูกลงหรือฟรี จะดึงคนเข้ามาหาเราได้ 
  4. ที่ไหนมีเงิน ที่นั่นมีคน เพราะเงินสามารถนำมาซื้อความสะดวกสบายได้ คนจึงวิ่งเข้าหาสถานที่ที่จะได้เงิน เช่น ซื้อหวย หรือ หางานทำ
  5. คนทั่วไปชอบจับจ่ายเล็กๆน้อยๆ จนไม่มีเงินเหลือจับจ่ายสินค้าชิ้นใหญ่ การขายของจึงต้องมีสินค้าทดลอง ที่ราคาถูก พอคนใช้แล้วดี จึงกล้าจ่ายแพงขึ้น และ พ่อค้าแม่ค้าจะรู้ดีว่า ช่วงต้นเดือนจะขายของดีเพราะเงินเดือนออก แต่พอช่วงครึ่งหลังของเดือนจะขายของไม่ดี เพราะคนใช้เงินหมดแล้ว หลักข้อนี้ ช่วยให้เรามองต่อไปได้ว่า คนส่วนมากจะมีฐานะไม่ดีนัก ต้องซื้อบ้านอยู่นอกตัวเมือง เพราะบ้านในเมืองราคาแพง ทำให้พวกเขาต้องขับรถเข้ามาทำงาน หรือทำธุระในเมือง เช่นหาหมอ พอเข้ามาก็ไม่มีที่จอดรถ ไม่มีที่กิน คนที่ฉลาดจะเลือกซื้อที่ดินในเขตชุมชน คนโง่จะไปซื้อที่ดินตามนอกเมืองซึ่งไม่มีคน 

ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นมากกว่าพระเจ้า

การค้าที่ถอยหลังลงคลอง นอกจากจะเกิดจาก ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แล้ว ยังเกิดจากความโหดร้ายใจดำกับลูกค้า ตั้งกฎเกณฑ์ข้อจำกัดต่างๆ ถ้าลูกค้ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เขาก็จะหนีไปใช้ทางเลือกอื่น ทำให้ลูกค้าน้อยลงเรื่อยๆ จนกิจการอยู่ไม่ได้ คนที่ทำการค้าไปได้สักพัก จนเริ่มมีลูกค้ามากขึ้น เริ่มพึ่งตัวเองได้ จะเริ่มหยิ่งผยองกับลูกค้า เหมือนในหนังสือเรื่อง Who CEO fail ที่บอกว่า นิสัยข้อหนึ่งที่ทำให้กิจการล้มเหลวเพราะความหยิ่งผยองของตัวเจ้าของเอง เรื่องนี้มีคำกล่าวของฝรั่งบอกว่า ลูกค้าคือพระเจ้า แต่คนไทยที่อ่อนประสบการณ์จะบอกว่า ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า เรื่องนี้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์มายาวนาน รู้ดีว่า ลูกค้าเป็นยิ่งกว่าพระเจ้า เพราะ พระเจ้าให้เงินเราไม่ได้ ทำให้เราจนก็ไม่ได้ แต่ถ้าเราทำให้ลูกค้าไม่พอใจ ลูกค้าจะไม่ให้เงินเรา แล้วเราจะอดตายแน่นอน ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรดูแลลูกค้าเหมือนลูกของเราเอง เขาขออะไรเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ยอมเหนื่อยช่วยเขาไป พอลูกค้าพอใจ เขาก็จะให้เงินเรา แล้วจะไม่ค่อยมายุ่งกับเราอีก (ยกเว้นบางรายที่ไม่ค่อยมีมารยาท) แถมยังบอกต่อด้วย แต่ถ้าเราใจดำกับลูกค้า ลูกค้าก็จะไม่พอใจ แล้วเปลี่ยนไปซื้อกับที่อื่น แถมลูกค้าบางคนที่มีปากมีเสียง ยังสามารถนำเรื่องไม่ดีของเราไปป่าวประกาศให้คนอื่ได้รู้อีก ทำให้ลูกค้าหนีหมด ที่จริงแล้ว ลูกค้าเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะเขาพึ่งตัวเองไม่ได้ จึงต้องมาพึ่งเรา บางคนอาจจะวางมาดข่มขู่เราบ้าง ตามประสาคนเริ่มมีอำนาจ แต่ถ้าเราตอบโต้ เขาก็จะหมดทางสู้ เมื่อเขาสู้ไม่ได้ เขาก็จะตอบโต้เรากลับ ด้วยการเลิกใช้บริการกับเรา กำไรจากการค้า จะขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้า พ่อค้าจึงต้องรู้จักละเอียดอ่อนกับความรู้สึกของลูกค้า ไม่ทำอะไรที่ลูกค้าไม่พอใจ คิดอยู่เสมอว่า ลูกค้าเป็นเหมือนลูก ที่ต้องคอยทะนุถนอม แต่ต่างจากลูกตรงที่ เราไม่สามารถตักเตือนว่ากล่าวได้ ยกเว้นถ้าทำให้ไม่ได้จริงๆ ก็บอกเหตุผลไปว่าเพราะอะไร ซึ่งเราจะรู้จิตใจของลูกค้าได้ด้วยการนำตัวเองเข้าไปเป็นลูกค้า เช่น การส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ลูกค้าจะรู้สึกพอใจมากกว่า ถ้าไม่ต้องเสียค่าขนส่ง เพราะรู้สึกว่าค่าขนส่งเป็นเงินที่สูญเปล่า พ่อค้าหัวใส จึงรวมค่าขนส่งไว้ในค่าสินค้าแล้วขนส่งให้ฟรี

พระราชาให้เบ็ด แต่พ่อค้าควรให้ปลา (Don't teach customer to fish, just give them the damn fish.) เพราะ ถ้าเราสอนให้ลูกค้าหาปลาเอง พอเขาหาเป็นแล้ว เขาจะจากเราไป ไม่มาซื้อปลาที่เราอีก หรือที่แย่กว่านั้นคือ กลายเป็นคู่แข่งของเรา

การติดต่อกับลูกค้า ให้หาเบอร์โทรแยกสำหรับเรื่องงานโดยเฉพาะ อย่าใช้เบอร์ส่วนตัว เพราะ เคยมีเหตุการณ์ที่เจ้าของเบอร์ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือ เคยมีเรื่องส่วนตัวแทรกเข้ามาในเรื่องงาน ทำให้ต้องปิดโทรศัพท์ 

การตั้งราคา

ราคาที่คนซื้อไม่รู้สึกว่าแพง แล้วตัดสินใจซื้อได้เลยโดยไม่ต้องคิด คือราคาที่ไม่เกินค่าข้าว 1 มื้อ ถ้ามากกว่าค่าแรงขั้นต่ำคือ แพง

ลูกค้าคิดเหมือนกันว่า ไม่อยากเสียเงินเยอะ ถ้าที่ไหนมีของลดราคา ก็จะแห่กันไป การขายปลีกที่ต้องการให้ลูกค้าที่กำลังลังเล ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ก็คือการลดราคาให้ เช่นเดียวกับ ลูกค้าที่อยากจะซื้อจำนวนมากขึ้น แต่ก็กลัวเสียเงินมาก จึงเลือกที่จะซื้อทีละน้อยๆ แต่ถ้าคนขายมีโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเมื่อซื้อจำนวนมากขึ้น ก็จะช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินมากขึ้นได้

การกู้เงิน

บางครั้งการลงทุนจำเป็นต้องกู้เงิน เพราะเรามีเงินไม่มากพอ หลักการกู้เงินคือ กู้ทีละน้อยๆ เท่าที่จำเป็นต้องใช้ ถ้าต้องการใช้เพิ่มแล้วค่อยไปกู้ใหม่ อย่ากู้ทีเดียวเป็นก้อนใหญ่ เพราะ จะจ่ายหนี้ไม่ไหว สุดท้ายทำได้มาเท่าไหร่ก็เหมือนเทน้ำลงบนทราย และอย่ามีหนี้นอกระบบเด็ดขาด เพราะ ดอกเบี้ยจะแพงมาก และ จะขึ้นเร็วมาก ถ้าเป็นหนี้นอกระบบ หรือสถานะกิจการเริ่มแย่ลง จนมีหนี้เสีย สามารถแก้ไขได้ด้วยการ ปรับโครงสร้างหนี้ โดยจะมีหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ที่สามารถช่วยเหลือได้ อย่างเช่น สสว. (หน่วยงานของรัฐที่ให้การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและย่อม) จะให้กู้เงินเพื่อไปใช้หนี้นอกระบบ เพื่อนำหนี้นั้นเข้ามาในระบบ

การกู้เงิน ควรมองหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งมักจะเป็นแหล่งเงินกู้ของภาครัฐ ที่ทำออกมาเพื่อช่วยเหลือเอกชน ถ้าไม่มี ลองสร้างกลุ่มเพื่อเรียกร้องไปยังรัฐบาล โดยเอาปัญหาของสังคมในปัจจุบันเป็นที่ตั้ง เช่น เศรษฐกิจถดถอย

การหานักลงทุน หรือที่เรียกว่า Venture capital มีหลักอยู่ว่า ควรหาคนที่เราเคารพ เพราะ เขาต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต จึงควรหาด้วยความระมัดระวังเหมือนการหาคู่

บัญชี

เมื่อมีเรื่องเงิน มักจะมีเรื่องบัญชีมาเกี่ยวข้อง ถ้าเราทำการค้าคนเดียว ไม่ต้องพึ่งใคร หาเงินมาได้ก็ใช้คนเดียว มีรายได้อยู่รอด เราไม่จำเป็นต้องทำบัญชีก้ได้ แต่ถ้าต้องไปขอเงินจากคนอื่น เราจำเป็นต้องทำให้คนอื่นเข้าใจ ซึ่งตัวเลขทางบัญชี จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้ การพูดลอยๆโดยไม่มีหลักฐานหรือตัวเลขทางบัญชี ใครๆก็พูดได้ แต่การจะพูดให้คนเชื่อ ต้องมีตัวเลขมายัน

หลักการทางบัญชีมีอยู่ว่า คนที่ต้องการลงทุนทำอะไรสักอย่าง ช่วงแรกอาจมีเงินไม่พอ จำเป็นต้องกู้ แต่ธนาคารมีหลักอยู่ว่า จะให้กู้แค่ครึ่งหนึ่ง หรือไม่เกิน 1.5 เท่าของเงินส่วนตัวของเข้าของกิจการ เพราะ ถ้าให้กู้มากกว่านี้ มีโอกาสสูงที่ผู้กู้จะไม่สามารถผ่อนชำระได้ คนที่จะได้กู้มากกว่านี้ ต้องเป็นคนพิเศษจริงๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีใครทำได้ หรือ ถ้ากู้รัฐก็ต้องเป็นโครงการที่ทำเพื่อสังคม

เมื่อนำเงินกูัมารวมกับเงินของเจ้าของ จึงกลายเป็นสมการทางบัญชีที่เป็นจริงเสมอว่า

    สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ

การตลาด

หลักการตลาดคือ
  1. ทำให้คนเห็นว่าเรามีตัวตนอยุ่บนโลกใบนี้
  2. เห็นแล้วต้องซื้อทันที เพราะถ้ารอเวลาผ่านไป เขาอาจจะเปลี่ยนใจ
ถ้าคนที่เห็นสินค้าของเรา เป็นคนที่กำลังมีปัญหาหรือต้องการของสิ่งนี้ ที่เรียกว่า กลุ่มเป้าหมาย โอกาสจะขายได้มีสูง เราไม่สามารถทำการตลาดแบบใครก็ได้ เพราะ เรามีเงินจำกัด จึงจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายจะไม่สนใจเรา

กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด กลุ่มแรกที่เราควรรู้คือ คนที่ช่วงอายุแตกต่างกัน จะมีความคิดแตกต่างกัน (ด้วยเหตุนี้ เวลาเด็กนักเรียนมีปัญหา ครูจึงต้องเรียกผู้ปกครองมาคุย เพราะเด็กไม่เข้าใจที่ผู้ใหญ่พูด) และคนที่เกิดต่างยุคกัน ก็อาจจะมีการศึกษาที่แตกต่างกัน เด็กรุ่นใหม่จะมีการศึกษาสูงกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาจึงมีชีวิตอยู่ในอินเตอร์เน็ต แต่คนรุ่นก่อนจบแค่ป.4 ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น แถมพออายุ 40 ปีขึ้นไปก็จะเริ่มสายตายาว พวกเขาจึงมีชีวิตอยู่กับทีวีและวิทยุ เป็นต้น

เมื่อคนเห็นแล้ว เราต้องทำตัวให้น่าเชื่อถือ คนถึงจะกล้าซื้อ

แต่การจะทำให้คนกลับมาซื้อใหม่ จะต้องจริงใจกับลูกค้า เพราะถ้าโกหก ลูกค้าจะไม่ซื้อซ้ำหรือบอกต่อ ลูกค้าคนหนึ่งสามารถบอกต่อลูกค้าใหม่ได้อีก 10 คน

การหาคนงาน

หลังจากผมพยายามรับสมัครคนงานหลายวิธี พบว่าวิธีที่ได้ผลดีคือ ติดประกาศขนาด A4 แถวสถานที่ทำงานนั่นเอง สถานที่ใดที่หาคนยากๆ ก็ยังมีคนประหลาดๆที่เราไม่คิดว่าจะมีอยู่ โผล่มาสมัครอย่างรวดเร็ว วิธีมีข้อดีคือ ได้คนที่อยู่ใกล้ ขจัดปัญหาเรื่อง การเดินทาง ที่พัก และอาหารการกิน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคน การติดป้ายแล้วเขียนให้ชัดเจน จะได้คนไทยแท้ๆ ซึ่งถ้าเขียนคุณสมบัติให้ชัดเจน ก็จะได้คนที่เราต้องการ อุดหนุนคนไทยดีกว่าอุดหนุนคนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนิสัยใจคอต่างกับเรา และชอบทำร้ายคนไทย เช่น พม่าชอบขโมยของ ก่อนหน้านี้ผมเคยทดลองหาคนมาหลายวิธีทั้งลงประกาศในเน็ต หรือ ให้คนอื่นแนะนำให้ แต่ไม่ได้ผลดี เพราะการลงเน็ตจะได้คนไกล ส่วนการให้คนอื่นแนะนำให้จะมีตัวเลือกจำกัด


เริ่มเขียน เมย.59