วิธีอยู่ร่วมกับผู้อื่น

หลักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นคือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าทำให้ใครลำบากใจ


"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
มนุษย์นี่ที่รักอยู่สองสถาน บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา"
โดย สุนทรภู่

มนุษย์ในสังคม ไม่เหมือนกันทุกคน มีความแตกต่างกัน การจะอยู่ในสังคม อย่างปกติสุข เราต้องแยกระหว่าง คนปกติ กับคนไม่ปกติ คนไม่ปกติจะเข้ามาทำลายชีวิตเราทั้งทางตรงและทางอ้อม คนไม่ปกติ คือคนโง่ บ้า หรือดื้อรั้น เพราะถูกเลี้ยงมาแบบทิ้งขว้าง พอโตขึ้นจะสร้างปัญหาให้คนอื่นทั้งทางกายและใจ ทางกายเช่น มักง่าย หรือมีค่านิยมประหลาด ทางใจเช่น มีอคติกับคนอื่น เราวัดคนไม่ปกติได้ โดยเปรียบเทียบกับคนปกติ คือคนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ไม่สร้างปัญหาให้คนรอบข้าง เราควรจดตัดคนไม่ปกติออกจากชีวิตตั้งแต่แรก อย่าปล่อยให้เขาเข้ามาในชีวิตเราแล้ว เพราะจะไล่ออกยาก เนื่องจากหลายคนจะมีข้ออ้างเรื่องภาระครอบครัว หนี้สิน และอารมณ์ความรู้สึก ทำให้เรารู้สึกผิดแล้วยังต้องเก็บเขาไว้ทำลายชีวิตเรา

เราสามารถทำอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่สรางปัญหาให้คนอื่น ถ้าเราสร้างปัญหาให้คนอื่น คนอื่นก็จะสร้างปัญหาให้เรา เกิดการทะเลาะหรือตั้งกฎขึ้น นอกจากไม่สร้างปัญหาแล้ว ถ้าเรารู้จักเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือคนอื่นด้วย เราจะได้รับการยกย่องดูแลช่วยเหลือ

มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน เพราะภัยบนโลกนี้มีมากมายเหลือเกิน ลำพังคนเดียวไม่สามารถเอาตัวรอดได้ แม้แต่สัตว์ยังต้องอยู่กับเป็นฝูง แต่การอยู่ร่วมกัน ย่อมมีภัยจากมนุษย์ด้วยกันเอง หรือ เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น เราจึงต้องรู้วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่น กฎต่อไปนี้เป็นเหมือนภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม เมื่อเราเข้าใจโลกเข้าใจคน เราจะไม่ต้องเป็นทุกข์กับคนแย่ๆในสังคม แถมยังรู้วิธีจัดการกับคนไม่ดี

การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ต้องรู้จัก ปล่อยวาง อย่ามัวแต่จ้องจะจับผิดหรือโทษคนอื่น คิดว่าถึงไม่มีเขา ความผิดพลาดก็ยังคงเกิดขึ้นได้ เพราะโลกนี้เป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ไม่มีอะไรแน่นอน และสุดท้ายก็จะสูญไปไม่มีอะไรเหลือ เราจึงไม่ควรยึดติดกับตัวตนเราเขามากเกินไป การทำตัวเป็นมิสเตอร์หรือมิส เพอร์เฟค คอยจับผิดคนอื่น จะใช้ได้เฉพาะเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น ถ้าใช้กับทุกเรื่อง เวลาเห็นใครพูดหรือทำอะไร ที่ผิดจากตัวเองคิด แล้วพยายามโต้แย้ง จะไม่มีใครอยากคบด้วย แถมยังทำให้ตัวเองเครียดอีกด้วย พอเครียดไปนานๆก็จะป่วยทั้ืงทางกายและทางใจ นั่นคือถ้าเห็นใครทำนิสัยเสียเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ทำให้เราเดือดร้อนมากเกินไป เราควรจะรู้จักให้อภัยและปล่อยผ่านเลยไป เพราะแต่ละคนถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน สังคมและการศึกษาแตกต่างกัน แถมประสบการณ์ชีวิตยังต่างกันอีกด้วย ทำให้แต่ละคนแตกต่างกันทั้งความคิด ความชอบ และระเบียบวินัย ถึงแม้เราอาจจะมองว่า สิ่งที่เขาทำเป็นผลเสียต่อตัวเขาเอง เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ แต่ผลเสียในสายตาของเรา อาจเป็นผลดีของเขาก็ได้ เช่น ช่วยให้เขาคลายเครียด ถ้าเราไม่รู้เหตุผลของเขา เราก็ควรเคารพการตัดสินใจของเขา ดังที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่า The one who eats everything must not treat with contempt the one who does not, and the one who does not eat everything must not judge the one who does. แต่ถ้ามีเรื่องใดที่เขาทำความเดือดร้อนให้คนอื่น ควรหาทางป้องกัน เช่น ถ้าเขาเป็นคนจัดสิ่งของไม่มีระเบียบ คนอื่นหยิบมาใช้ลำบาก ตักเตือ่นแล้วไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เราควรจะแยกสิ่งของของเขาออกมาไม่ให้ปะปนกับคนอื่น ข้อควรระวังคือ พยายามอย่าใช้วิธีเลิกคบ เพราะ แต่ละคนก็มีข้อดีของตัวเอง การละทิ้งข้อดีของเขา เพียงเพราะเรารับไม่ได้กับข้อเสียของเขา ถือว่าไม่คุ้มค่า

โลกนี้มีหลายแง่มุม แต่ละคนก็มีหลายแง่มุม เราจึงไม่ควรตัดสัมพันธ์กับคน เพียงเพราะเห็นพฤติกรรมของเขาเพียงมุมเดียว เช่น คนที่โง่เขลา หรือ ดื้อรั้นชอบเถียง อย่างเด็กที่เพิ่งเริ่มโต อาจมีมุมที่อ่อนแอ ซึ่งเมื่อถึงกาลสถานที่และเวลาที่เหมาะสม เขาอาจจะได้เห็นความจริง หรือได้เจอกับตัวเอง แล้วเปลี่ยนความคิด

การจะเข้าใจคนในสังคม ต้องจัดคนออกเป็นกลุ่มๆ คนแต่ละกลุ่มจะมีพฤติกรรมแตกต่างกัน ตามการศึกษา และเศรษฐกิจ

เราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ด้วยการเลือกที่จะตอบสนอง

ถ้าเราพยายามจะเปลี่ยนทุกคน เราจะต้องทะเลาะกับทุกคน จนเราไม่มีเพื่อนเหลือ แล้วเวลาเราเดือดร้อนขึ้นมาก็จะพึ่งใครไม่ได้ มีหลายสิ่งบนโลกใบนี้ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ฝนตกฟ้าร้อง แดดออก ฯลฯ เราไม่สามารถห้ามคนอื่นพูดคุยหรือเปิดทีวีเสียงดัง หรือถ้าทำได้ เราก็จะเสียเวลาทั้งชีวิต ไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่คนอื่นสร้างขึ้นได้ไม่รู้จบ ซึ่งสุดท้ายแล้ว เราก็จะไม่มีอะไรเหลือให้กับอนาคตตัวเอง เป็นนิสัยของคนทั่วไป ที่ต้องการเปลี่ยนทุกอย่างในโลก ยกเว้นตัวเอง

แทนที่จะติเตียนคนอื่น เราควรโทษตัวเอง ว่าเป็นตัวปัญหา แล้วเปลี่ยนที่ตัวเราเอง เช่น ทำงานได้เงินเดือนน้อย ยังไม่ควรติเตียนเจ้านายว่าเอาเปรียบ แต่ควรโทษตัวเองว่า ด้อยความสามารถ แล้วเลือกที่จะพัฒนาตัวเอง

อย่าร่วมทางกับคนโรคจิต

หญิงสาวคนหนึ่ง รู้จักกับชายหนุ่มผ่านทางออนไลน์ ชายหนุ่มโทรมาตอนตี 1 บอกว่าให้ช่วยออกมาเป็นเพื่อนเที่ยว หญิงสาวบอกว่าจะนอนแล้ว แต่ชายหนุ่มยังชวนออกมา ทำให้หญิงสาวเกรงใจต้องยอมออกไป โดยชายหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์มารับ แวะซื้อเบียร์โดยให้หญิงสาวจ่าย แล้วบอกให้หญิงสาวโอนเงินเข้าบัญชีเขา 3 พันบาท ก่อนจะไปกดโอนออกมามอบให้หญิงสาวเก็บไว้ ต่อมาไปจอดแวะห้องน้ำปั๊มน้ำมัน แล้วบอกให้หญิงสาวทิ้งกระเป๋าเงินไว้กับเขา ระหว่างที่หญิงสาวเข้าห้องน้ำ เขาก็สตาร์ทรถหนีไปพร้อมกับกระเป๋าเงิน นี่คือตัวอย่างของชายโรคจิต ซึ่งถ้าหญิงสาวรู้จักสังเกตุตั้งแต่แรก ตอนที่เขาดันทุรังชวนออกมา โดยไม่รู้สึกสงสารคนกำลังจะนอน เธอคงไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนโลกนี้ ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ แต่เป็นคนโรคจิต (หรือเรียกง่ายๆว่า คนบ้า) คือคนที่ทำอะไรไม่คิดถึงคนอื่น ชอบสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้คนอื่น ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งสร้างความเดือดร้อนมาก คนบ้าจะมีสมองฝ่อเล็กกว่าคนทั่วไป สมองเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่เหมือนอย่างกล้ามเนื้อตามลำตัว แต่โชคดีที่สังเกตุได้จากคำพูดและพฤติกรรม แต่ลำพังคำพูดหรือการกระทำเพียงครั้งเดียว ว่าเป็นคนคิดถึงคนอื่น ยังเชื่อใจไม่ได้ 100% เพราะอาจเป็นการเสแสร้งแกลังทำ ตามประสบการณ์ที่เขาเคยเรียนรู้มา ต้องดูไปสักระยะ 3 เดือนถึงไม่เกิน 1 ปี นิสัยที่แท้จริงจะปรากฎ เช่น เจอกันแรกๆอาจพูดจาดี ทำตามคำสั่ง แต่พอมีบางอย่างมากระทบ นิสัยที่แท้จริงจึงเริ่มปรากฎ เริ่มหยาบคาย ดื้อไม่ทำตามคำสั่ง แม้แต่คนปกติบางคน เมื่อถูกความโลภเข้าครอบงำ สามารถแปลงร่างเป็นปีศาจฆ่าคนได้

คนบ้าจะมีคำพูดและพฤติกรรม ที่ชอบละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของคนอื่น ในขณะที่คนปกติไม่ทำกัน การจะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เราจึงต้องแยกแยะให้ได้ก่อนว่า ใครเป็นคนบ้า แล้วอย่าไปยุ่งกับเขาตั้งแต่แรก เพราะ คนบ้าจะนำความเดือดร้อนมาให้เรา เราจะต้องเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาอารมณ์ และความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของเขา (ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้) ทำให้เราต้องเสียสละเวลาและทรัพยากรอันมีค่าให้กับเขา ทำให้ชีวิตเราโดนฉุดรั้งอยู่ตลอดเวลา บางทีอารมณ์คนบ้าก็ทำร้ายตัวเอง เพราะโดนตอบโต้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จนเครียดจนนอนไม่หลับ ทำสุขภาพแย่จนเสียงาน ตรงกันข้ามกับการใช้ชีวิตกับคนปกติ ซึ่งจะมีความเกรงใจ ไม่พยายามขอหรือก้าวล่วงให้เราลำบาก ถ้าเราจำเป็นต้องยุ่งกับคนบ้า ต้องรู้วิธีจัดการ

การจะรู้จักคนบ้า เราต้องรู้จักว่า คนปกติเป็นอย่างไร เพราะคนบ้า คือคนที่มีคำพูดและการกระทำต่างจากคนปกติ คนปกติต่างจากคนบ้าตรงที่ คนปกติจะรู้จักยับยั้งชั่งใจ คนปกติเวลาพูดหรือทำอะไร จะเกรงใจคนอื่น เวลาโกรธ จะบอกตัวเองว่า อย่าแสดงออกมากเกินไป เพราะคนอื่นอาจมองเราผิดปกติ หรืออาจไปทำร้ายจิตใจเขา เวลาพูดอะไรคิดหน้าคิดหลัง และลงรายละเอียด ต่างจากคนบ้าที่จะไม่รู้จักยับยั้งพฤติกรรม เวลาปกติจึงพูดหรือทำโดยไม่สนใจว่าจะรบกวนใคร ชอบพูดใส่หูคนอื่น แต่ไม่ฟังคนอื่นพูด เตือนไปก็เหมือนเป่าปี่ให้ควายฟัง เวลาโกรธจะแสดงอารมณ์ออกมาเต็มที่ อาจโวยวาย ด่า กรีดร้อง ทำร้ายร่างกายตัวเองหรือคนอื่น แล้วค่อยมาขอโทษทีหลัง ในเวลาปกติก็จะหลอน พูดในสิ่งที่ไม่เป็นจริง ไม่มีเหตุผล ไม่มีรายละเอียด เคยมีตัวอย่างเหตุการณ์จริง ที่ร้านของดาราชื่อมิค มีป้าคนหนึ่ง โทรมาสั่งอาหาร หลายแสนบาทแล้วปิดมือถือหนี ไม่ยอมจ่าย สุดท้ายเมื่อเจ้าของร้านเข้าแจ้งความจึงเห็นบัตรคนบ้า ซึ่งอดีตเป็นข้าราชการระดับหัวหน้าในกระทรวงแรงงาน

คนบ้ามีหลายระดับ คนบ้ามากนั้น คนทั่วไปสามารถดูออกอยู่แล้ว คือจะมีอาการประสาทหลอน เช่น พูดคนเดียว หรือพูดเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง สาเหตุเกิดจากสมองเสื่อม จากเคยเสพยาเสพติดมาก่อน หรือเป็นโรคต่างๆเช่น เบาหวาน ทำให้น้ำตาลไปเลี้ยงสมองไม่พอ

ปัญหาคือ คนบ้าน้อยๆ ดูรูปร่างหนาตาภายนอกจะเหมือนคนปกติ มีปะปนอยู่ทั่วไปในสังคม ใช้ชีวิตและทำงานได้เหมือนคนปกติ โดยที่คนรอบตัวไม่รู้ว่า คนนั้นเป็นโรคจิต เพราะคุยด้วยรู้เรื่อง แต่จะมีพฤติกรรมประหลาดๆ ที่เราไม่เคยพบเห็นในคนปกติ แสดงออกมาในบางเวลา (เช่น โวยวายโดยไม่อายใคร หรือ กราบเท้าคนที่ไม่ได้มีบุญคุณมาก โดยเฉพาะการกราบเท้า เป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยในคนบ้า ซึ่งคนปกติจะไม่ทำกัน) เรียกคนประเภทนี้ว่า toxic person หรือ high conflict person เรียกเป็นภาษาไทยว่า บุคคลอันตราย หรือคนที่ทำให้สภาพแวดล้อมเป็นพิษ เกิดจากตอนเด็กถูกเลี้ยงดูมาไม่ดี (child abuse) อาจถูกปล่อยปละละเลย หรือถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ ทำให้โตขึ้น กลายเป็นคนที่ชอบสร้างปัญหาให้คนอื่นหนักใจ เพราะไม่รู้จักควบคุมตัวเอง มักจะใช้คำพูดหรือการกระทำ ที่ละเมิดสิทธิ์คนอื่นอยู่เรื่อย เปรียบเสมือนรถไม่มีเบรค เลยชนดะไปเรื่อย คนพวกนี้อาจแสดงพฤติกรรมได้หลายอย่าง แต่มีนิสัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ชอบหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งสร้างปัญหาให้คนอื่น ตรงกันข้ามกับคนปกติ ที่จะชอบยุติปัญหาความขัดแย้ง

การตัดสินคนบ้า จะใช้การเทียบกับคนปกติ ว่าเวลาเราพูดแบบนี้ แล้วคนปกติควรจะตอบเช่นไร ถ้าเขาตอบต่างไปจากคนปกติ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขามีปัญหาทางจิต เช่น
ถ้าอยู่กับใครแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า คนนั้นมีปัญหาทางจิต หรือเป็นโรคประสาท คนพวกนี้อยู่ร่วมกับใครไม่ได้ ต้องอยู่คนเดียว เพราะจะมีอารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คุยกันไม่รู้เรื่อง ชอบพูดโดยไม่มีเหตุมีผลหรือข้อเท็จจริง ชอบสร้างเรื่องพูดใหัคนอยู่ด้วยอารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา พูดโดยไม่รู้กาละเทศะ บางคนใช้ให้เราเสียเวลาทำนั่นทำนี่เหมือนคนใช้ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำให้คนอื่นเดือดร้อน การทนอยู่กับคนเหล่านี้ เท่ากับทำร้ายตัวเอง เพราะอารมณ์ผิดปกติของเขา จะทำให้เราหมดไฟ (burnout) กลายเป็นโรคประสาทตามไปด้วย เราจะเปลี่ยนเป็นคนหดหู่ หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายเวลาอยู่ในสังคม ถ้าทนอยู่กันไปก็จะทะเลาะกันแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และอาจลงเอยด้วยคนนึงตาย คนนึงติดคุก สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครทนอยู่กับคนบ้าได้ ต้องปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว ไม่สามารถร่วมงานหรือร่วมชีวิตกับใครได้ ถ้าเป็นบ้านคือ บ้านแตก ต่างคนต่างไป

คนโรคจิตไม่สามารถอยู่ร่วมกับใครได้ เพราะคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่คิดถึงจิตใจคนอื่น ให้ทำงานด้วยก็ไม่ได้ เพราะไม่ทำตามคำสั่งใคร ขนาดตัวเองยังควบคุมตัวเองไม่ได้ เวลามีคนตักเตือนก็จะเถียงหรือย้อน เพื่อให้คนเตือนหยุดพูด

เมื่อเรารู้แล้วว่าใครมีปัญหาทางจิต มีทางออกทางเดียวคือ หนี พวกหมอพยาบาลจิตเวชจะรู้กันดี เวลาเจอคนบ้าด่าใส่ มักจะพูดติดตลกว่า หลบกันแทบไม่ทัน ถ้าอยู่ร่วมบ้านหรือที่ทำงานเดียวกัน ก็ต้องหนีแยกไปอยู่คนละที่ จึงจะปลอดภัย ถ้ามีลูกด้วยกันแล้วก็อาศัยไปๆมาๆ สาเหตุที่เราต้องหนีให้ห่างๆ เพราะ คนบ้าไม่รู้ว่าตัวเองบ้า จึงตักเตือนไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะบอกว่าเขาเป็นคนบ้า เขาไม่เชื่อเรา เราขู่เขาก็ไม่กลัว เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาคิดเป็นเรื่องจริง แถมยิ่งพูด จะยิ่งเป็นการยั่วยุให้เขาอาละวาด คนที่ไม่เข้าใจก็จะทะเลากับเขา จนถึงขั้นทำลายข้าวของหรือลงไม้ลงมือ แม้แต่คนที่รู้ว่าเขาบ้า ก็ยังเดือดร้อนจากการอาละวาดของเขา จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติชั่วขณะหนึ่ง อย่าทะเลาะกับคนบ้า เพราะจะมีผลเสียกับตัวเราเอง ทำให้คนรอบตัวมองเราว่าเป็นคนชอบทะเลาะเบาะแว้ง

การร่วมทางกับคนบ้า เหมือนการทำร้ายตัวเอง ด้วยการสร้างศัตรูใกล้ตัว เพราะคนบ้าจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งบ่อยครั้ง บางทีเราตำหนิคนบ้า บางทีคนบ้าตำหนิเรา ทำให้เราเครียดตลอดเวลาจนหัวหงอก แก่เร็ว ถ้าเป็นคนบ้าประเภทวิตกจริต เราจะโดนจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา เช่น โดนแอบดูข้อความส่วนตัวในโทรศัพท์ ว่าคุยกับใคร ถ้าบวกกับอาการอื่นอย่างประสาทหลอน ก็จะถูกกุเรื่องเท็จมากล่าวหาเราให้ลำบากใจ ทำให้ต้องเราพูดเยอะ เพื่ออธิบายในเรื่องพื้นๆ ว่าไปทำอะไรที่ไหนกับใคร เพราะเขาไม่สามารถเดาใจใครได้

คนบ้าไม่ได้บ้าตลอดเวลา แต่บางครั้งดี ในเวลาปกติอาจดูน่ารัก แต่พอบ้าขึ้นมา จะทำให้เราอยากหนี แต่พอเราหนี เขาอาจเปลี่ยนอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว มาง้อให้เราใจอ่อน ถ้าเราทนอยู่ต่อไป อีกไม่นานเราจะได้เจอกับความบ้าแบบเดิมอีก หรืออาจจะหนักขึ้น เป็นๆหายๆอยู่อย่างนี้ จนเราเป็นบ้าตามไปด้วย ในกรณีเช่นนี้ ให้นึกถึงตอนที่เขาบ้ามากที่สุด แล้วตัดใจหนี โดยคิดว่า เราจะต้องไม่เจอสภาพนั้นอีก เพราะชีวิตจะมีความเจริญได้ ต้องหยุดทะเลาะกันก่อน จึงจะมีเวลาทำงาน แต่การอยู่กับคนบ้า จะโดนหาเรื่องทะเลาะอยู่เรื่อยๆ คนที่ยังทะเลาะกันอยู่ ชีวิตจะไม่มีทางเจริญได้ เพราะพอจะก้าวไปข้างหน้าก็เหมือนโดนดึงฉุดไว้ตลอดเวลา คือเวลาทะเลาะกันแล้ว งานการทุกอย่างจะหยุดชะงัก หลังจากทะเลาะ คนบ้าอาจไม่คิดอะไร แต่คนปกติจะหมดอารมณ์ไปอีกนาน การหนีห่างจากคนบ้า จึงควรทำในเวลาปกติ มีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี อย่าทำในเวลาที่อาการบ้ากำเริบ อาจหนีลำบาก

เวลาจำเป็นต้องอยู่กับคนบ้า เราควรจะหาทางไม่ให้ติดโรคบ้า ด้วยการทำตัวให้เหมือนพระพุทธรูป คือไม่ต้องสนใจฟังหรือเก็บคำพูดของเขามาใส่ใจ ไม่ต้องตอบสนองใดๆ เพราะยิ่งตอบสนองเพื่อให้เขาหยุด เขาจะยิ่งบ้า ยิ่งทะเลาะกัน แต่ถ้าเรานิ่ง เดี๋ยวเขาก็เลิกบ้าไปเอง ถ้าเขาเป็นคนพูดมาก เราควรใส่หูฟังอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาเริ่มพูดก็เปิดฟังเสียงอื่น เพื่อกลบเสียงของเขา เขาก็จะไม่รู้ว่าเราฟังเสียงกลบอยู่ แต่เราต้องมีวิธีปิดเสียงอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เขารู้ว่าเรากำลังฟังอะไรอยู่ เผื่อเวลาที่จำเป็นต้องฟังเขา หรือ บางคนที่สนิทกัน อาจมาแอบดึงหูฟังจากหูเราไปฟัง ซึ่งปกติถ้าฟังจากโทรศัพท์มือถือ จะหยุดเล่นเมื่อดึงสายหูฟังออก ถ้าไม่มีหูฟัง เวลาได้ยินก็ต้องเดินหนี เราไม่สามารถทนฟังคนบ้าพูดได้ เพราะเขาจะพูดให้เราอารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใส่ใจคำพูดของเขา แต่เสียงของเขาก็ยังรบกวนสมาธิของเรา เราไม่จำเป็นต้องให้เกียรติคนบ้า เพราะคนบ้าไม่รู้จักเกรงใจให้เกียรติเรา ถึงเราจะไม่ใส่ใจเขา เขาก็แยกอารมณ์ไม่ออกว่าเรารู้สึกอย่างไร อะไรถูกผิด เวลาจำเป็นต้องอยู่ร่วมห้องกับคนบ้า ควรทำเหมือนอยู่กันคนละที่ คือสงบปากสงบคำ พูดเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพราะถ้าพูดมากเกินไป คนบ้าจะนำไปจินตนาการต่อ จนเกินเลยจากโลกแห่งความเป็นจริง แล้วนำเรื่องที่ไม่เป็นความจริงมาก่อกวนตำหนิติเตียนเรา ถึงคราวนี้แก้ไขลำบากแล้ว เพราะถึงแม้เราจะพยายามอธิบายว่าสิ่งที่เขาคิดไม่เป็นความจริง แต่คนบ้าก็ยังปักใจเชื่อในจินตนาการของตัวเอง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆอย่างพ่อแม่เรา อย่าพยายามแม้แต่จะช่วยเหลือเขา เพราะคนบ้ามักจะทำแต่เรื่องบ้าๆ ขาดความยั้งคิด เช่น ใช้เงินหรือให้ของมีค่าหายากกับคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล และไม่คิดถึงอนาคต มีมากใช้มาก เวลาไม่มีเงินก็ยังพยายามมหาคนมาช่วยเหลือ อาจซื้อรถราคาแพงโดยอาศัยชื่อคนอื่นค้ำประกัน แล้วตัวเองไม่มีปัญญาผ่อน ถ้าจำเป็นต้องสั่งงานกัน พยายามใช้วิธีเขียนแทนคำพูด อย่าคุยด้วยเหตุผล แต่ให้ตามน้ำในลักษณะแสดงความเห็นอกเห็นใจ ถ้าอาการบ้ากำเริบ ให้เรานิ่งเฉยไม่ตอบโต้ เดี๋ยวเขาจะสงบไปเอง

คนบ้าใช้งานอะไรไม่ได้เลย เพราะคุมปากและการกระทำไม่อยู่ ถ้าอยู่กับเพื่อนร่วมงานก็จะหาเรื่องทะเลาะ พอพูดถึงปัจจุบันและอนาคตก็จะโยงไปเรื่องอดีต พอคุยกันเรื่องสาธารณะก็โยงไปเรื่องส่วนตัว ถ้าอยู่กับลูกค้าก็จะคุยเพ้อเจ้อเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานจนมั่วไปหมด จนลูกค้าที่เป็นคนปกติรับไม่ได้ เหมือนซอฟท์แวร์ที่รวนๆ กดปุ่มหนึ่งไปแสดงอีกอย่าง

ก่อนที่เราจะคบหากับใคร ควรสำรวจก่อนว่าเขาเป็นคนบ้าหรือไม่ คนบ้ามักจะตื๊อเก่ง ไม่มีความเกรงใจ วิธีไล่คนบ้าคือ หาเรื่องตำหนิเขา หรือบอกเขาไปตามตรงว่า เขาเป็นคนบ้า ให้ไปพบจิตแพทย์ ซึ่งคนบ้าจริงๆจะอารมณ์เสียแล้วเลิกยุ่งกับเรา

บางครั้งเราจำเป็นต้องร่วมงานกับคนบ้า ด้วยเหตุผลเรื่องคุณธรรม เช่น เขามีภาระดูแลครอบครัว ถ้าเขาตกงานคนนึง ครอบครัวจะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้น โดยเฉพาะลูกๆจะไม่ได้เรียนหนังสือ เรามีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการไล่เขาไปจากชีวิต เช่น ให้เขาทำงานที่ไม่ยุ่งกับใคร หรือถ้าจำเป็นต้องให้เขาร่วมงานกับคนอื่น ต้องรู้วิธีจัดการกับเขา และรู้จักปล่อยวาง สาเหตุที่เราต้องปล่อยวาง เพราะคนบ้าคือคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสิ่งของเครื่องใช้รอบตัวแล้ว ก็ยังไม่สมบูรณ์เหมือนกัน บางทีสิ่งของสร้างปัญหา ทำเราเสียเวลา มากกว่าคนบ้าเสียอีก  อย่างเช่น microsoft windows หรือโทรศัพท์มือถือ ที่บางทีก็จะรวน แต่เราไม่สามารถด่ามันได้ ต้องทนใช้อย่างเดียว เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรด่าคนบ้ามากนัก แค่ตักเตือนดีๆให้เขาปรับตัว ถ้าเขาปรับตัวไม่ได้ เราควรจะเดินหนีออกมา จะเดินหนีชั่วคราวหรือถาวร ขึ้นอยู่กับว่า เรื่องนั้นคอขาดบาดตายหรือไม่ แต่ถ้าเราไม่รู้จักปล่อยวางเลย เราก็จะต้องอยู่คนเดียวในโลก หรือคบได้เพียงไม่กี่คน เพราะ โลกนี้เต็มไปด้วยคนไม่สมบูรณ์แบบ บางคนเป็นมาก บางคนเป็นน้อย คนที่เราคบได้อาจเป็นเพราะเขายอมอ่อนให้เรา เช่น พ่อแม่

อย่าร่วมทางกับคนโง่และดื้อรั้น

คนโง่พาไปทำแต่เรื่องโง่ๆ คนดื้อรั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ถ้าโง่แล้วดื้อรั้นด้วย เตือนอะไรก็ไม่ฟัง จะฝืนทำแต่วิธีผิดๆ จนพาเราไปลงเหว ยิ่งถ้าเถียงเก่งด้วย ยิ่งทำให้ทะเลาะกัน จนอาจถึงขั้นฆ่ากันตาย มีตัวอย่างจริง ของคนงานเขียงหมู 2 คน ทำงานด้วยกัน คนแรกชอบขโมยหมู ถูกเตือนแล้วยังดื้อรั้น ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม คนที่สองเห็นแล้วเตือนอีกครั้ง แต่คนแรกยกปังตอขู่ ทำให้คนที่สองโกรธ ปาปังตอไปใส่คนแรก จนเสียชีวิต

ไม่มีใครเพียบพร้อมไปหมด คนที่ถูกตักเตือนแล้วไม่รู้จักปรับตัว จะลงเอยด้วยความเสื่อม เพราะจะทำตัวไม่ตรงกับความต้องการของสังคม ดังคำพระว่า คนที่ไม่ฟังคำตักเตือน เป็นพวกสัตว์นรก คือ ตายไปลงนรก เกิดใหม่เป็นสัตว์ให้คนเชือด

โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนที่ไม่รู้จักปรับตัว จะลงเองด้วยความเสื่อม วิธีสังเกตุคนที่รู้จักปรับตัวคือ จะแสดงหาอ่านหนังสือ หรือทดลองสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ

คนดื้อรั้น ไม่ปรับตัว มักมีอาการโรคจิตควบคู่ด้วย ทำให้ใช้เหตุผลไม่เป็น ถ้าเราร่วมทางกับคนเหล่านี้ เขาจะนำเราไปสู่ความเสื่อม ไม่มีทางเจริญก้าวหน้ามากไปกว่าจุดที่เป็นอยู่

หยุดคนที่มาทำร้าย ด้วยการตอบโต้

คนฉลาดโดนแทงมาต้องแทงกลับ เพื่อให้อีกฝ่ายหยุด เราจะได้ไม่โดนแทงจนตาย

สังคมปัจจุบัน มีทั้งคนดี และ คนชั่ว เพราะ แต่ละคนถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน บางคนพ่อแม่และสังคมสั่งสอนมาดี แต่บางคนโง่และเห็นแก่ตัว สามารถสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น โดยไม่เกรงใจใคร ถ้าคุยด้วยดีๆแล้วยังไม่ฟัง เขาก็จะทำร้ายเราอยู่ฝ่ายเดียว และทำร้ายเราไปเรื่อยๆ เหมือนคนรังแกสัตว์เพราะสัตว์ไม่มีทางสู้ เราจึงต้องตอบโต้ให้เขารู้ว่า ถ้าเขาล้ำเส้นเข้ามา เราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เพื่อให้เขาจะเจ็บตัว ธรรมชาติของคนและสัตว์ ไม่ต้องการเจ็บตัว ถ้ารู้ว่าทำไปแล้วต้องเจ็บตัว ก็จะไม่อยากทำอีก เหมือนเวลาหมาเห่า ถ้าเราเดินหนี มันจะยิ่งวิ่งไล่ แต่ถ้าเราแกล้งหยิบก้อนหิน ทำท่าจะปาใส่ มันจะวิ่งหนี ทั้งที่เรายังไม่ได้ปา

เวลามีคนมาทำร้าย ขั้นแรก ให้มองหาว่าเขามีจุดอ่อนอะไรบ้าง แค่ขู่เรื่องจุดอ่อน เขาก็จะกลัวแล้วยอมอ่อนให้เรา โดยที่เราไม่ต้องลงมือตอบโต้จริง
การกระทบกระทั่งเล็กๆน้อยๆ ควรเริ่มต้นด้วยการพูดคุย เพราะบางครั้งก็เกิดจากความไม่ตั้งใจ ถ้าเป็นคนมีการศึกษาจะสามารถพูดคุยด้วยเหตุผล และคุยอย่างสุภาพได้ เช่น ถ้าเขาถามเรา แทนที่เราจะเป็นฝ่ายตอบคำถามอย่างเดียว เราก็ถามเขากลับบ้าง เป็นการตอบโต้ แล้วเขาก็จะเงียบไปเอง เพราะ แน่นอนว่า เรื่องที่เราถามกลับ มักจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับเขา ที่จะต้องไปทำหรือค้นหาความจริง ถ้าเป็นคนอายุน้อยกว่า มักจะให้ความเคารพกับผู้สูงอายุ จึงใช้วิธีพูดคุยด้วยเหตุผลได้ แต่ถ้าเป็นคนการศึกษาน้อย จะต้องแล้วแต่คน ถ้าเป็นพวกผู้สูงอายุ มักจะไม่ค่อยฟังใคร จึงต้องใช้วิธีอื่นต่อไป เริ่มต้นด้วยมาตรการนุ่มๆคือการใช้กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย หรือแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้มาแก้ไข ถ้ายังไม่ได้ผล จึงค่อยใช้วิธีนอกกฎหมาย ซึ่งมีมากมายหลายวิธี เริ่มตั้งแต่การข่มขู่ด้วยวาจา จนถึงการลงมือทำอะไรบางอย่าง

การตอบโต้ด้วยวิธีนอกกฎหมาย ให้เริ่มต้นด้วยการหาตัวคนทำให้เจอ แค่นี้คนทำก็จะเริ่มกลัวแล้ว แต่ถ้ารู้ตัวคนทำอยู่แล้ว เราต้องหาจุดอ่อนของเขาให้เจอ แล้วยกจุดอ่อนของเขามาพูด เขาก็จะยอมแพ้เรา เช่น ถ้าเราโดนพวกตำรวจรังแก จุดอ่อนของคนพวกนี้คือ กลัวหลุดจากตำแหน่ง แค่เราบันทึกเสียงหรือวีดีโอไว้ เขาก็จะกลัว ถ้าโดนคู่กรณีที่เป็นคนค้าขายรังแก จุดอ่อนของคนพวกนี้คือ ไม่ค่อยมีเวลา ถ้าเราทำให้เขารู้สึกว่าเริ่มยุ่งยาก เช่น ขู่ว่าบุกไปที่ร้านของเขา เขาก็จะยอมทำให้เรื่องจบไวๆ ถ้าเป็นพวกบริษัทห้างร้านมารังแก จุดอ่อนของคนพวกนี้คือ กลัวเสียชื่อเสียง เราก็ขู่เขาว่า มีโอกาสเสียชื่อเสียง แต่ถ้าคุยกันดีๆไม่ได้ เพราะเขาตะคอกหรือใช้กำลังใส่เรา แสดงว่าเป็นพวกเรียนน้อย วิธีสุดท้ายที่นำมาใช้ได้คือ ใช้เสียงข่มขู่เหมือนตะคอกใส่ ทำเหมือนนักเลง เพื่อให้เขารู้สึกเหมือนกับว่า เรากำลังจะทำร้ายเขา เป็นวิธีเดียวกับการไล่สัตว์

กฎการตอบโต้ คือ ต้องรู้จักขอบเขต ทำเพื่อให้เขาหยุดทำร้ายเราเท่านั้น อย่าทำร้ายเขามากเกินไป มิฉะนั้น เขาอาจจะตอบโต้กลับ เหมือนหมาจนตรอก เมื่อไม่มีทางหนีก็ต้องสู้

คนที่เอาเปรียบคนอื่น คือพวกไม่มีความคิด มีความกลัวและความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง คือมีนิสัยผู้หญิง คนพวกนี้จึงมักจะไม่เริ่มต้นด้วยการพูดคุยเพื่อขออนุญาต แต่มักจะแอบทำไม่ให้เรารู้ตัว เราจึงไม่สามารถพูดดีๆกับเขาได้ แต่การตอบโต้กับคน ถ้าใช้แรงจะไม่ได้ผล ต้องใช้สมอง จึงจะได้ผล

ถ้าเป็นคนที่เจอหน้ากันอยู่ทุกวัน การข่มขู่อาจไม่ได้ผล การปะทะคารม อาจทำให้บาดหมางใจกัน ต้องใช้สงครามเย็น วิธีง่ายๆคือ เขาทำเราอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้นกลับ อีกวิธีหนึ่งคือ เชือดไก่ให้ลิงดู แกล้งเล่นละครเพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเป็นคนน่ากลัว และกล้ามีเรื่อง การข่มขู่ด้วยการลงมือทำ มักจะต้องทำหลายๆวิธี เพื่อให้เขารู้ว่า เราเป็นคนเอาเรื่อง

บางครั้งเสียงจากเราคนเดียวก็ไม่ได้รับการตอบรับ การหาพรรคพวกมาช่วย มารุมประชาทัณฑ์ เป็นการตอบโต้ทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เพราะตามปกติ ไม่มีใครอยากโดนคนจำนวนมากรุม ตั้งแต่รุมด่า จนถึงปฎิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ แค่โดนรุมด่าก็แย่แล้ว ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก เราสามารถเสี้ยมให้คนที่เกี่ยวข้อง มารุมเขาได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครมาเกี่ยวข้องเลย ทำได้แค่ปล่อยข่าวให้คนทั่วไปประนาม ผมเคยเจอกรณีที่ไปรษณีย์มาส่งของที่บ้าน แล้วตีกลับให้ผมไปรับตรงที่ทำการไปรษณีย์แทน โดยอ้างว่าไม่มีใครอยู่บ้าน ทั้งที่ผมนั่งรออยู่ในบ้าน ซึ่งการเดินทางไปรับทำให้ผมเสียเวลามาก ผมจึงเขียนประกาศลงในอินเตอร์เน็ตร่วมกับคนอื่นที่โดนแบบเดียวกัน พร้อมกับส่งหน้านั้นไปร้องเรียนที่ไปรษณีย์ ทางไปรษณีย์จึงเร่งแก้ไขให้ มีการส่งพนักงานไปรษณีย์มาขอโทษถึงบ้าน

ถ้ายังแก้ปัญหาด้วยจิตวิทยาไม่ได้ วิธีสุดท้าย ที่คนบนโลกนี้ใช้ได้ผล คือ ใช้เครื่องจักรเครื่องมือช่วย เพราะแม้แต่การรบระหว่างประเทศ ก็ยังมักจะชนะกันด้วยเครื่องมือ เช่น ถ้ายังมีคนมาแอบมายกแผงกั้นหน้าบ้านผมออก ผมก็ใช้วิธีซื้อรถเพิ่มอีกคัน รถคันหนึ่งขับไปทำธุระ ส่วนรถอีกคันจอดกันที่ไว้หน้าบ้าน

การกระทบกระทั่งเล็กๆน้อยๆ ถ้าเรื่องใดที่ไม่ทำให้เราเดือดร้อนมากนัก เราควรจะอดทน ไม่ควรสร้างศัตรูเพิ่ม เพราะจะทำให้ชีวิตเรายุ่งยากขึ้น การรบที่ดีที่สุดคือไม่ต้องรบ เพราะเมื่อเกิดการรบขึ้นแล้ว ความบาดหมางใจ มักจะทำให้ต้องรบกันไปอีกนาน ปัญหาส่วนใหญ่ แก้ไขได้ ด้วยการผูกมิตร เช่น พูดกับเขาด้วยความเคารพ ซื้อของกินดีๆไปฝากเขา เมื่อเป็นมิตรกันแล้ว เขาก็จะเกรงใจเรา เรื่องอะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วยเรา แต่ถ้าคนไหนเป็นมิตรด้วยไม่ได้ จำเป็นต้องตอบโต้ เพื่อไม่ให้เขามาทำร้ายเราอีก

คนที่มาทำร้ายหรือก่อกวนเรา มักจะไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด ถึงแม้จะรู้ว่าโดนเราขู่ ว่าจะฟ้องหรือร้องเรียน ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะมีความผิด จนกว่าจะผลจะออกมา เช่น ถูกหัวหน้าด่า หรือ ถูกศาลตัดสิน จึงคอตก ไปต่อไม่ถูก

อย่าให้ความหวังใคร

การให้ความหวังแล้วมาปฎิเสธทีหลัง คือการทำร้ายคนอื่น นอกจากจะทำลายเวลาของเขาที่จะใช้ไปหาทางเลือกอื่นแล้ว บางคนที่ผิดหวัง จะเครียดท้อแท้มาก บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย แถมยังทำร้ายตัวเราเอง คนที่อยู่รอดก็จะมองเราเสียคน หมดความน่าเชื่อถือ

ถ้าใครขออะไรจากเรา แล้วเราไม่แน่ใจว่าจะให้ได้หรือไม่ หรือรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องปฎิเสธ ให้ปฎิเสธไว้ก่อน อย่าบอกให้เขารอให้เราตัดสินใจ

ถ้าเราเสนออะไรให้ใคร ควรเขียนเงื่อนไขให้ชัดเจน อย่าพูดไปล่วงหน้าหรือรับปากเขาว่าน่าจะได้ แล้วถึงเวลามาบอกเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่เพิ่มเติม ทำให้เขาไม่ผ่านเงื่อนไข

ดังนั้น ก่อนจะบอกว่า จะให้อะไรใคร ควรคิดให้รอบคอบ ถ้ารับปากว่าจะให้ แล้วต้องให้ อย่าเปลี่ยนภายหลัง

วิธีคบเพื่อน

พ่อแม่เปรียบเสมือนมือที่ติดตัวเรา ช่วยเราได้แทบทุกอย่าง ส่วนเพื่อนเปรียบเสมือนเครื่องมือ ถ้าใช้เครื่องมือไม่ถูกกับงาน จะไม่ได้ผล แถมยังทำให้ความสัมพันธ์ขาดด้วย เปรียบเหมือนใช้กรรไกรตัดกระดาษไปตัดลวด ทำให้กรรไกรพัง เป็นวิถีของคนโง่ คนฉลาดรู้จักมองให้ออกก่อนว่า เครื่องมือนั้นใช้ทำอะไรได้บ้าง ถ้าใช้เครื่องมือให้ถูกกับงาน จะช่วยเราได้มากกว่ามือเปล่า เราไม่สามารถหวังให้เครื่องมือช่วยเราได้ทุกอย่างฉันใด เราก็ไม่สามารถหวังให้เพื่อนช่วยเราได้ทุกเรื่องฉันนั้น เราจึงไม่ควรหวังที่จะให้เพื่อนช่วยเราได้ทุกเรื่องเหมือนพ่อแม่ เช่น ให้ยืมเงินได้ไม่รู้จบ ถ้าเราหวังเช่นนั้น เราคือคนโง่ ที่จะไม่มีเพื่อน คือไม่มีเครื่องมือเหลือเลย ในทางกลับกัน ถ้าเราคบคนอื่นโดยที่ไม่ยอมเสียอะไรเลย เราจะไม่มีเพื่อนเหลือเช่นกัน เปรียบเสมือนคนที่ไม่รู้จักบำรุงรักษาเครื่องมือ ผมเคยเห็นคนที่อายุ 60 กว่าแล้ว เวลาจัดงานศพของแม่ตัวเอง ไม่มีเพื่อนเก่ามาเลย มีแต่เพื่อนที่เขาเพิ่งรู้จักใหม่ ซึ่งต่อมาได้รู้นิสัยว่า เขาเป็นคนที่ไม่ชอบช่วยเหลือใคร มีตัวอย่างที่ผมเคยเจอมากับตัวเองคือ เวลาไปเที่ยวไกลๆ ผมจะชอบซื้อขนมมาฝากเพื่อนบ้าน แต่ต่อมาเศรษฐกิจไม่ค่อยดี จึงไม่ได้ซื้ออีก จนผ่านมา 10 กว่าปี เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้านขึ้น เช่น ถอยรถไปชนมอเตอร์ไซค์เขาล้ม หรือจอดรถล้ำที่ไปบ้านเขา แต่ปรากฎว่า เขาไม่ว่าอะไร แถมยังช่วยเหลือเต็มที่ ช่วยจ่ายค่าซ่อมรถของเขาให้โดยที่ผมไม่ต้องจ่าย แสดงให้เห็นว่า การให้คนอื่น สามารถเป็นหนี้บุญคุณไปได้นาน เราสามารถทวงบุญคุณภายหลังได้ ตัวอย่างที่เคยปรากฎมาคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อน แถมสมัยเรียนยังชอบชวนเพื่อนมานอนที่บ้าน ทำให้ต่อมาเขาได้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง ได้เป็น ผบ.ทบ.และได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีอยู่บ่อยครั้ง

ในเวลาที่เราตกต่ำที่สุดในชีวิต แล้วต้องการความช่วยเหลือจากเพื่อน เราจะได้รู้ว่าเพื่อนคนไหนนิสัยเป็นยังไง เพื่อนบางคนช่วยเราครั้งแรก แต่พอครั้งต่อๆไป เราขอความช่วยเหลือซ้ำอีก กลับปฎิเสธ เพื่อนบางคนบอกว่าจะช่วย แต่พอถึงเวลาขอความช่วยเหลือจริงๆ กลับปฎิเสธ ประเภทหลังนี้ เรียกว่า หลอกลวงหักหลัง เราสมควรเลิกคบ เพื่อไม่ให้โดนหลอกซ้ำอีก

โบราณว่า เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก เพื่อนทั้งสองประเภทนี้ จะไปเที่ยวกินกับเราเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพื่อนมีหลายระดับ แต่ละระดับจะช่วยเหลือเราไม่มากก็น้อย ถ้าเราเลือกคบแต่เพื่อนตาย เราจะไม่มีเพื่อนเหลือเลย เพราะแม้แต่เพื่อนตาย ก็ยังช่วยเราแค่ระดับหนึ่ง ไม่เหมือนพ่อแม่ที่ช่วยเหลือเราทุกเรื่อง แม้แต่เพื่อนกินที่ไม่เคยช่วยเหลือเรา อาจจะมีประโยชน์ในการให้ข้อมูลบางอย่าง

ความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ดีที่สุดคือ คบทุกคน ไม่เลือกว่าเขาจะช่วยเหลือเรามากหรือน้อย คนที่ช่วยเหลือเราน้อย ให้คบแบบค้าขาย คือ คิดเงินจากเขาเมื่อมีโอกาส เช่น ถ้าเขาใช้ให้เราซื้อของให้ เราอาจอ้างว่าจ้างมอเตอร์ไซค์ไปซื้อให้ แล้วมีค่าจ้าง มาคิดกับเขา อย่าช่วยเขาฟรีๆ เพราะเราอาจต้องมีเสียใจทีหลังเมื่อรู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดี หรือเวลาที่เราเดือดร้อนแล้วเขาไม่ช่วย แม้แต่ตกลงว่าจะแลกเปลี่ยนกันก็อาจโดนเขาเบี้ยวในภายหลัง แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรามารู้ภายหลังว่าเขาเป็นคนดี เราสามารถให้เขากลับได้

แต่ถ้าเป็นเพื่อนที่ช่วยเหลือเราด้วยใจ เราจึงค่อยช่วยเขาฟรีๆ ช่วยเหลือเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัว ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรอวดรวยกับคนที่เรายังไม่รู้นิสัยใจคอ เพราะถ้าเขารู้ว่าเรารวย เราจะไม่มีข้ออ้างเรียกเงินจากเขา และเราไม่ควรรีบช่วยเหลือใคร จนกว่าจะแน่ใจว่าเขารู้จักให้ตอบ

ปัญหาคือ การคบเพื่อน จะรบกวนนำความเดือดร้อนมาให้เรา ถ้าไม่ขอยืมเงิน ก็ทำให้เราเสียเวลา ด้วยการขอแรง ขอความรู้ หรือคุยเล่นสนุกสนาน ทำให้เราเสียเวลาอันมีค่าไป ดังนั้น ถ้ามีเพื่อนคนไหนรบกวนเราฟรีๆ เราจำเป็นต้องเลือกให้กับคนที่รู้จักให้ตอบ ถ้าเราไม่รู้นิสัยเขา ก็ต้องหาโอกาสทดสอบ ว่าเขาเป็นคนอย่างไร เราอาจไม่สามารถขอเขากลับตรงๆ เพราะเขาจะรู้ตัว แต่ให้พูดเรื่องความทุกข์ยากของคนอื่น ถ้าเขาอยากช่วยหรือเคยช่วย เแสดงว่าเขารู้จักให้ เช่น เราอาจเตี๊ยมกับแม่ค้าคนหนึ่ง ให้แกล้งพูดตอนเราเดินผ่านว่า ช่วยซื้อหน่อยไม่มีค่านม แล้วดูพฤติกรรมของเพื่อน ว่ามีน้ำใจแค่ไหน เพื่อนที่มีน้ำใจ เราควรจะช่วยเหลือเขา แต่ถ้าเขาไม่เคยคิดจะช่วยใครเลย เราควรจะเลิกคบ

อย่าเชื่อคนที่คำพูด การแต่งกาย หรือการแสดงออกภายนอก แต่ให้เชื่อคนที่การกระทำ

การพูดเป็นเรื่องง่าย ใครๆก็พูดเกินความจริงได้ ยิ่งคนบ้า ยิ่งพูดเกินความจริงได้ง่าย คนที่พูดตรงกับความเป็นจริงตลอดเวลา มีน้อยมาก

ทุกคนจะพูดให้ตัวเองดูดี ไม่พูดข้อเสียของตัวเอง ถ้าเราหลงชื่อคำพูดของเขา เราจะถูกหลอกให้ทำตามที่เขาต้องการ และข้อเสียของเขาที่ซ่อนอยู่ จะทำร้ายเราได้

คนสามารถแสดงออกไม่ตรงกับใจ เช่น บางคนเจอหน้ากันแสร้งทำดีตอบ แต่ลับหลังนินทา, บางคนเคยรู้จักเรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เจอกัน กลับแกลังทำเป็นไม่รู้จักเรา อาจเป็นเพราะ เขาไม่อยากคุยกับเราเพราะ เราพูดไม่รู้เรื่อง หรือไม่มีผลประโยชน์ หรืออาจเป็นเพราะ ไม่ไว้ใจเราหลังจากไม่ได้เจอกันนาน

การกระทำเท่านั้น ที่เป็นตัวพิสูจน์ว่าคนๆนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อเห็นการกระทำแล้วเราจะพบว่า มีคนจำนวนมากที่พูดว่าทำได้ แต่ทำไม่ได้ บางคนพูดว่าตัวเองทำงานดี แต่ถึงเวลาทำจริงๆแล้วทำงานไม่ได้เรื่อง บางคนแต่งกายดูสะอาด แต่เวลาทำงานแล้วไม่สะอาด ไม่มีระเบียบ

คำพูดเป็นของปลอม การกระทำเป็นของจริง เวลาได้ยินใครพูดอะไร อย่าเพิ่งไปเชื่อ แต่ให้ดูว่าใจเขาคิดอะไร ซึ่งจิตใจจะแสดงออกทางการกระทำ เราจึงตัดสินคนได้จากการกระทำที่ผ่านมาของเขา มีตัวอย่างของ นางวรรณลี ชาวจังหวัดอุดรธานี เกิด พศ.2515 พ่อแม่มีอาชีพเกษตรกร ตอนเด็กรับจ้างเหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป ทั้งตัดอ้อย ลอกปอ ดำนา ฯลฯ ได้เงินค่าจ้างวันละ 130 บาท รู้สึกเบื่อว่าลูกชาวนาทำไมลำบาก แม่บังคับให้เรียนก็ไม่ยอมเรียน โตขึ้นมาไปทำงานโรงงานในนิคมแหลมฉบัง ได้เรียนรู้โลกภายนอก รู้ว่าเมื่อไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มันลำบากขนาดไหน ต้องปรับตัวเก็บเงินทำงานทุกอย่าง พอเริ่มเห็นเพื่อนมีแฟนฝรั่งแล้วสบาย จึงอยากสบายเหมือนเพื่อน ไปทำงานที่บาร์ที่พัทยาแทน วันแรกฝรั่งมาเห็นไม่ให้ทำงาน เพราะเห็นว่าเป็นคนซื่อ โกหกไม่เป็น ไม่สมควรทำงานแบบนี้ ควรไปเป็นแม่บ้านแม่ครัว ทำงานออฟฟิส อาสาส่งให้เรียนหนังสือสูงๆ แต่ตนไม่ชอบเรียนจึงปฎิเสธ ฝรั่งให้ไปด้วยแล้วให้เงิน 2 หมื่น แล้วบอกให้ตนกลับบ้าน เพราะเป็นคนซื่อ ไม่สมควรอยู่พัทยา แต่ความตั้งใจของตนคือ อยากได้ผัวฝรั่ง จึงไม่เชื่อฝรั่งคนนั้น เมื่อกลับบ้านเอาเงินให้พ่อแม่เสร็จก็กลับไปอีก จนได้พบนักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์ ได้แต่งงานและไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ มีลูกสาว 1 คน จนสามีตายจึงกลับมาอยู่เมืองไทย เป็นคนชอบซื้อหวย จนถูกหวยรางวัลใหญ่ 90 ล้านตอนอายุ 48 ปี เธอเล่าว่า ถูกรางวัลใหญ่ เพราะทำความดีสม่ำเสมอ กตัญญูพ่อแม่ หลังถูกหวยมีพี่น้องมาหามากกว่าเดิม มีทุกอำเภอ ทุกจังหวัด จากเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นนิสัยคนไทยได้ว่า ดื้อเงียบ ปากอย่างใจอย่าง เป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราไม่สามารถรู้นิสัยคนไทยได้จากคนพูด ต้องดูที่การกระทำแล้วตีความเอาเอง แถมยังสะท้อนวัฒนธรรมไทยว่า พอมีเงินแล้ว ใครๆก็อยากเข้าหา ดังภาษิตโบราณว่า มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่

อีกตัวอย่างในต่างประเทศ เป็นของเครื่องบินพาณิชย์ MH17 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ ถูกยิงตกในยูเครน เมื่อวันที่ 17 กค.57 ทำให้ผู้โดยสารตายทั้งลำ แต่กลุ่มกบฎฝักไฝ่รัสเซีย ออกมาปฎิเสธว่าไม่ได้เป็นคนทำ ทั้งๆที่ ประวัติก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยยิ่งเครื่องบินรบของยูเครนตกมาแล้ว และหลังจากนั้น พวกเขาก็ได้ยิงเครื่องบินรบของยูเครนตกอีก ต่อมาไม่กี่วัน สมาชิกบางคนของกลุ่มกบฎได้ออกมายอมรับว่า พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเครื่องบินของกองทัพยูเครน พอเข้าไปดูจุดที่เครื่องบินตกจึงรู้ว่าเป็นเครื่องบินโดยสาร แถมยุโรปยังออกมาเปิดเผยว่า มีหลักฐานว่า มีการเคลื่อนย้ายขีปนาวุธซึ่งใช้ยิงอากาศยาน ระหว่างรัสเซียและพื้นที่กบฏจริง

คำพูดหรือตัวหนังสือที่ใครคนหนึ่งสื่อออกมา อาจจะไม่ตรงกับใจ เพราะเหตุผลบางอย่าง อาจจะสื่อออกมาผิดเพราะสื่อสารไม่เก่ง หรือ สื่อออกมาเพียงเสี้ยวหนึ่งคือบอกไม่หมด บางคนเกรงกลัว หรือ มีผลประโยชน์ บางคนชมเราอย่างเดียว ไม่เคยตำหนิเลย เพราะเขาเกรงใจเรา ต้องพึ่งพาเรา ในขณะที่บางคน ตำหนิเรา เพราะ เขามีปมในใจ แต่บางคนก็หวังดี บางคนกำลังอารมณ์เสีย บางคนกำลังยุ่ง ฯลฯ ดังนั้น เราจึงไม่ควรเชื่อหรือมัวแต่จับผิดคนจากคำพูดหรือตัวหนังสือ แต่ให้มองไปที่ก้นบึ้งของหัวใจ ว่าที่เขาสื่อออกมาแบบนั้น เพราะอะไร เขาต้องการอะไร หรือมีปมในใจอย่างไร

ใจคนจะสื่อออกมาทางการกระทำ ใจบอกอย่างไร คนก็จะทำอย่างนั้น เพียงรวบรวมการกระทำทั้งหมดของเขา เราก็จะรู้ได้ว่าเขาคิดอะไร แต่การกระทำที่เราเห็นด้วยตาอย่างเดียว ยังไม่พอที่จะใช้ตัดสินคน เพราะเขาอาจจะแสดงออกมาไม่หมด และ แต่ละคนอาจมีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น เราจึงจำเป็นต้องมีหลักฐานมายืนยันด้วย

บางครั้งการมองที่เบื้องหลังชีวิตของคนๆนั้น ก็บอกได้ว่าเขาคิดอะไร บางคนตำหนิติเตียนว่าสิ่งที่เรามีอยู่ไม่ดี แต่ในใจลึกๆแล้ว เขาอิจฉา เพราะ เขาไม่มีความสามารถที่จะได้สิ่งนั้นมา

การมองคนที่คำพูดหรือตัวหนังสือ จะทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเราที่มีต่อเขา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซึ่งไม่เหมาะเลยสำหรับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะชีวิตคู่ จะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องเล็กๆน้อยๆได้ง่าย ต่างจากการมองที่จิตใจ ซึ่งจะทำให้ความรู้สึกของเรากลายเป็นคนที่นิ่ง

คำพูดของคน จะใช้ได้ดีเฉพาะ เพื่อแปลความรู้สึกของคนๆนั้นในขณะนั้น เช่น ชอบใจ หรือ ไม่พอใจ เช่น เมื่อพาใครไปเที่ยว แล้วเขาบอกว่า ลืมเอากล้องถ่ายรูปมาด้วย หรือวันหลังจะพาครอบครัวมาอีก แสดงว่าเขาชอบใจสถานที่แห่งนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องไปถามเขาอีกว่า ชอบหรือไม่

คนบางคนพูดถึงแต่เรื่องของตัวเอง หรือคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่อาจเป็นเพราะเขานึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เขาอาจะเป็นคนที่เสียสละอย่างมาก ในขณะที่ คนบางคน อาจจะพูดหวาน แต่เป็นนักต้มตุ๋น บางคนชอบพูดตลก แต่เป็นคนเห็นแก่ตัว ฯลฯ


คนที่ดูด่าว่าเรา หรือกระทำกับเราอย่างโหดร้าย แท้จริงแล้วเขาอาจหวังดีกับเรา ยกตัวอย่างเช่น การฝึกทหาร อาจมีการทำโทษให้วิดพื้นหรือวิ่งรอบสนาม แต่นั่นเป็นการฝึกให้เราแข็งแกร่ง ด้วยผู้ฝึกหวังว่าเราจะเอาตัวรอดได้ในสนามรบจริง เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่ดุด่าลูก ในใจลึกๆหวังว่าอยากให้ลูกได้ดี คนที่ชอบพูดจาโผงผาง ไม่เกรงใจใคร แต่ลึกๆแล้วเป็นคนดีและหวังดี

แต่ในทางกลับกัน คนที่พูดหวานๆกับเรา หรือทำดีกับเรา อาจเป็นเพียงเปลือกนอก แท้จริงแล้วเขามีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ ซึ่งเมื่อได้เวลาที่เหมาะสมก็จะเผยออกมาในรูปของการกระทำ ดังที่เรียกว่า ปากหวาน ก้นเปรี้ยว มีตัวอย่างของสาวบาร์แถวพัทยา ที่หลอกฝรั่งให้ซื้อบ้านซื้อรถให้ พอโอนเสร็จ ก็ไล่ฝั่งพวกนั้นให้ไปนอนกลางถนน ผู้หญิงพวกนี้มีพื้นฐานมาจากความยากจน โดยเฉพาะในชนบท ทำให้มองเห็นแต่เรื่องเงินเป็นสำคัญ

แม้แต่การดูคนที่การกระทำ ก็อาจทำให้ตัดสินคนผิดได้บ้าง ตัวตัดสินที่ดีที่สุดคือเวลา รอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน พฤติกรรมคนก็จะเปลี่ยน เมื่อนั้นเราจะรู้จักเขามากขึ้น เราจึงไม่ควรจะรีบตัดสินคนอื่น เห็นใครทำอะไร อย่ารีบสรุปว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาอาจมีเหตุผลทีเราไม่รู้ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันเราอาจทำอย่างเขาก็ได้ ถ้ามีคนขับรถปาดหน้า อย่าเพิ่งไปโกรธเขา เราอาจจะมารู้ภายหลังว่า เขาอาจจะกำลังปวดท้องต้องรีบไปเข้าห้องน้ำ หรือกำลังรีบไปโรงพยาบาล หรือติดธุระสำคัญ

อย่าตัดสินคนที่การแต่งกาย

จากข่าวครู 5 คนข่มขืนเด็ก พบว่ารูปครูแต่ละคนล้วนแต่ใส่ชุดสูท หรือชุดราชพิธีสีขาว ดูงดงามน่าเชื่อถือ สอนเราว่า แม้แต่คนชั่วที่สุดในโลก ก็สามารถใส่เสื้อผ้าหลอกคนได้

เราสามารถเลือกคบคนจากการแต่งกายได้ คนรวยๆหรือมีการศึกษาสูง มักจะแต่งตัวธรรมดา ไม่อวดของแบรนด์เนม เพราะพวกเขาไม่มีปมด้อยที่จะต้องหาอะไรมากลบเกลื่อน ยิ่งเราเห็นคนแต่งตัวมอมแมม ยิ่งไม่ควรประมาทกับคนประเภทนี้

ระวังคนต่างยุค ต่างวัฒนธรรม

คนที่โตมาต่างยุคกัน จะมีวิธีคิดแตกต่างกัน ตามการศึกษาและสภาพสังคมในยุคนั้น มีตัวอย่างของเมืองไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่จอมพล ป.บอกให้คนไทยมีลูกมากๆ จะได้เป็นมหาอำนาจ แต่ลืมให้การศึกษา ทำให้คนที่เกิดจากยุคนั้น มีการศึกษาน้อย ทำให้มีรายได้ไม่พอใช้ และด้อยคุณธรรม เพราะโตมาในสังคมที่มีคนยากจนจำนวนมาก ต่อมาปี 2517 นายมีชัย วีระไวทยะ เห็นว่าคนเกิดเยอะเกินไป จึงผลักดันโครงการ ลูกมากจะยากจน ทำให้คนที่เกิดในยุคหลังจากนั้น ได้รับการศึกษาที่ดีกว่า มีรายได้ดีกว่า รู้จักเสียสละมากกว่า  ยกเว้นคนที่เติบโตมาจากถิ่นชนบทที่อดอยากยากจน อาจจะมีนิสัยไม่ต่างอะไรจากคนยุคก่อน เมื่อคนจากสองยุคมาอยู่ร่วมกัน จึงเกิดปัญหาขึ้น เพราะคนยุคใหม่ไม่รู้ว่า คนยุคเก่าโง่เขลา และเห็นแก่ตัว

คนต่างวัฒนธรรม อาจเป็นคนในประเทศเดียวกัน แต่ต่างพื้นที่ อย่างเช่น คนในเมือง กับ คนในชนบท หรือต่างประเทศอย่างเช่น ไทยกับ พม่า คนที่เกิดและโตในเมืองจะมีนิสัยคนละอย่างกับคนชนบท เพราะในเมืองมีของกินของใช้ให้เลือกมาก คนจึงมีนิสัยเลือกมากกว่า ต่างจาก คนที่เติบโตมาในชนบท ชีวิตมักจะไม่ค่อยมีตัวเลือก จึงติดนิสัยใช้ชีวิตมักง่ายมาตั้งแต่เด็ก ขาดความละเอียด ชอบดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่จนเละเทะ มีตัวอย่างของคนชนบท ที่มาอาศัยในเมือง พอถึงช่วงเทศกาล ชอบดื่มเหล้าเปิดเพลงเสียงดัง ซึ่งคนในเมืองไม่ทำแบบนั้น บางคนรำคาญไปตักเตือน แล้วโดนทำร้ายกลับ เช่นเดียวกับคนพม่า ที่มาอาศัยในเมืองไทย หลายคนมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย เพราะในพม่ายังยากจน การปล้นเป็นเรื่องปกติ อีกตัวอย่างคือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตั้งแต่ปี พศ.2502 รัฐบาลไทยเปิดให้คนในพื้นที่ เปิดโรงเรียนปอเนาะสอนศาสนากันเอง โดยไม่ใช้หลักสูตรของรัฐบาลไทย ตั้งแต่นั้นมา ก็เกิดขบวนกการแบ่งแยกเดินแดนขึ้น ต่อสู้กับรัฐบาลไทยยืดเยื้อไม่จบสิ้น สอนให้รู้ว่า การจะรวมหรือแยกประเทศ อยู่ที่การรวมหรือแยกหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้คนคิดเหมือนหรือต่างกัน คนคิดต่างกันจะอยู่ร่วมกันยาก

คนไทยที่บ้านโทรมๆผุพัง แต่ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องละ 35,000 บาท สุดท้ายไม่มีเงินผ่อน ต้องโดนยึดที่ดิน

คนอีกพวกที่เราควรอยู่ให้ห่าง คือพวกรสนิยมสูงรายได้ต่ำ พบในคนที่เรียนน้อย แล้วชอบอวดของแพง (ดูได้จากเสื้อผ้า โทรศัพท์ รถ เครื่องประดับ ฯลฯ) แต่บ้านยังโทรมๆหรือยังเช่าเขาอยู่ คนพวกนี้มักจะเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลา เพราะได้สิ่งของมาด้วยการผ่อน เงินที่หามาได้จึงหมดไปกับการใช้หนี้ ซึ่งบางเดือนก็จะไม่พอใช้

หลักการทำงานร่วมกับคนอื่น

เราไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตนเองได้หมด ต้องพึ่งพาคนอื่น การใช้คนอื่นให้ทำอะไร ต้องรู้วิธี มิฉะนั้น จะเกิดปัญหาหนักใจตามมา จนทำให้งานล้มเหลวในที่สุด เพราะเข้ากันไม่ได้ คนทำงานไม่ใช่เพราะเงินเพียงอย่างเดียว แต่จะยั่งยืนเพราะเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญในหน้าที่นั้น ที่คนอื่นต้องมาพึ่งพาจนขาดเขาไม่ได้

หลักการเลือกเพื่อนร่วมทาง ด่านแรกคือ ความรับผิดชอบ ซึ่งดูได้จาก การรักษาคำพูด และการดูแลครอบครัว คนที่นัดครั้งแรก แล้วมาตามนัดหรือไม่ และมาตรงเวลาหรือไม่ คนที่เบี้ยวนัดหรือโทรเลื่อนนัดกระชั้นชิด แสดงให้เห็นว่า แค่คำพูดของตัวเอง ยังรับผิดชอบไม่ได้ แล้วจะรับผิดชอบเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร

ด่านที่สองที่เราต้องดูคือ เขารับคำด่าได้หรือไม่ โดยทดลองด่าเขาก่อนที่จะตัดสินใจร่วมทางกันในระยะยาว คนที่โดนด่าแล้วรับไม่ได้ หนีไปเลย ควรปล่อยให้เขาหนีไปตั้งแต่ต้น ดีกว่าปล่อยเวลาผ่านไปจนมีภาระผูกพันกัน เพราะถ้าเขาหนีไปวันนั้น จะทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีคำพูดกระทบกระทั่งกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง เนื่องจากไม่มีใครสมบูรณ์แบบ คนที่สามารร่วมทางกันได คือคนที่โดนตำหนิเรื่องจริงแล้วรับฟังเพื่อนำมาปรับปรุง

ด่านที่สาม คือ ต้องดูว่าเขาโลภมากหรือเดือดร้อนเรื่องเงิน จนต้องมารบกวนเราหรือไม่

เมื่อเงื่อนไขเหล่านี้ผ่าน สามารถร่วมงานกันได้ในระยะยาว มีหลักการใช้คนคือ

นกทำรังยังดูต้นไม้ คนเลือกนายให้ดูน้ำใจ

อนาคตของลูกน้องอยู่ที่หัวหน้า ถ้าเราทำงานตรงกับความต้องการของหัวหน้า ก็จะได้เลื่อนขั้น หัวหน้ามี 2 ประเภท คือ ชอบประจบ กับ ดูที่ผลงาน หัวหน้าที่ดีจะต้องดูที่ผลงานเท่านั้น นอกจากนี้ เจ้านายดียังคอยช่วยเหลือลูกน้อง ไม่ทอดทิ้ง เวลาที่เราเดือดร้อน

ถึงแม้ว่าลูกน้องจะต้องเปลี่ยนสีไปตามหัวหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรเปลี่ยนคือ การยึดมั่นในความถูกต้อง ถ้าได้รับคำสั่งให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่นไปทำร้ายคนอื่น ควรจะเลิกทำดีกว่า เพราะ สุดท้ายแล้ว ความดีย่อมชนะความชั่ว แล้วความชั่วจะมาผูกมัดตัวเราเอง

การจะดูว่าเจ้านายนิสัยอย่างไร ดูได้จากลูกน้องของเขา เพราะ เจ้านายอย่างไรก็จะเลือกลูกน้องแบบเดียวกัน และลูกน้องก็จะทำตามคำสั่งเจ้านาย ถ้าลูกน้องทำงานไม่ได้เรื่อง แสดงว่าเจ้านายทำงานไม่ได้เรื่อง แค่คุยกับลูกน้องคนเดียวในหน่วยงานนั้น ก็พอจะเป็นตัวแทนของหน่วยงานนั้นได้แล้ว

คนดี คือ คนที่คิดถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น

คนจะดีหรือไม่ดี อยู่ที่ผู้อื่นตัดสิน ดังนั้น หลักข้อแรกของคนดี จึงได้แก่ การไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ถ้าเราทำให้ใครเดือดร้อน คนที่เดือดร้อนจะว่าเราเป็นคนไม่ดี หลักอีกข้อของคนดีคือ ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น จะเริ่มเห็นว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เดี๋ยวไอ้นั่นพัง ไอ้นี่พัง บางทีตัวเราก็พัง คนดีในสายตาของผู้ใหญ่ จึงได้แก่คนที่ช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ถึงแม้ว่าคนที่เห็นคนหนึ่งช่วยอีกคนหนึ่ง จะไม่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนั้น แต่ก็ยังรู้สึกชื่นชม เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ตัวเองจะมีโอกาสประสบชะตากรรมเช่นเดียวกัน แล้วมีคนมาช่วย

ธรรมเนียมปฏิบัติของมนุษย์ คือ ไม่ควรทำอะไรตามใจชอบ โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น เพราะการทำบางอย่าง แม้จะถูกใจเรา แต่เป็นการขัดใจผู้อื่น ย่อมไม่ใช่ของดี เมื่อขัดใจคนอื่นแล้ว เขาอาจจะไม่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือเราในอนาคต หรือ ดีไม่ดีอาจทำอันตรายเราได้

คนมีอยู่ 2 ประเภทคือ คนดี กับ คนชั่ว โลกนี้จึงไม่ได้มีแต่คนดีอย่างเดียว แต่มีคนชั่วด้วย คนชั่วในเวลาปกติจะดูไม่ออก แต่เมื่อได้โอกาสที่เหมาะสม เขาจะแสดงออกมาด้วยการทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกายและวาจา เปรียบเสมือนเชื้อโรคอยู่ได้เพราะโลกนี้มีมุมมืด อย่างไรก็ตาม ในเวลาปกติ ก็ยังมีหลายวิธีที่เราจะรู้ได้ว่าคนๆนั้นเป็นคนดีหรือคนชั่ว

คนดีหรือคนไม่ดี อย่างแรกให้ดูที่ความเกรงใจ และ การรักษาคำพูด คนที่เกรงใจคนอื่นคือคนที่คิดถึงความเดือดร้อนของคนอื่น ส่วนคนที่ไม่รักษาคำพูด จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ภพภูมิสูงคือสถานที่ๆคนดีไปอยู่ คนที่มาจากสถานที่เหล่านี้ มีกฎอยู่ว่า ไม่พูดโกหก ดังนั้น คนที่พูดแล้วทำไม่ได้ นัดแล้วไม่มาตามนัด คือคนที่ไม่ได้มาจากภพภูมิสูง คือไม่ใช่คนดีนั่นเอง หรือคิดง่ายๆก็คือ แค่คำพูดของตัวเองยังรับผิดชอบไม่ได้ แล้วจะไปรับผิดชอบเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร ถ้าฝืนคบคนเหล่านี้ไป จะเจอปัญหาตามมาอีกมาก อย่างถ้านัดแล้วไม่มาตามนัด ก็แสดงว่าเขาไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนของคนอื่นที่ต้องรอ คนที่จะทำแบบนี้ได้ คือคนที่ไม่คิดถึงว่าใครจะเดือดร้อนอย่างไร ฝืนคบไป ก็มีแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้เราในภายหลัง คนที่ไม่รักษาคำพูดเพียงครั้งเดียว ครั้งต่อไปก็จะทำเลวได้อีกนับไม่ถ้วน ขอให้ดูจากประวัติศาสตร์ของเขมร ที่พระยาละแวกเคยส่งสาส์นมาถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งสยามว่า "จะเป็นข้าพระบาทตราบชั่วกัลปาวสาน" แต่ต่อมา พระยาละแวกได้กลับคำ เข้ามาปล้นและตีเมืองเล็กเมืองน้อยในอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งในสมัยสมเด็จพระนเรศวร มีการรับกองทัพละแวกเข้ามาร่วมรบ (ในภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร 3) แต่ก็ต้องช้ำใจอีกเพราะ นอกจากกองทัพละแวกจะไม่ช่วยรบแล้ว ยังกวาดต้อนเอาสมบัติของข้าศึกกลับไปยังบ้านเมืองของตน ทั้งๆที่สยามเป็นผู้ออกรบจนชนะฝ่ายเดียว พอสยามติดศึกกับพม่าทีไร ละแวกก็จะฉวยโอกาส ยกเข้ามาตีอีกฝั่งเป็นการซ้ำเติม จนถึงในปัจจุบัน เขมรก็ยังพยายามอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนรอบเขาพระวิหาร คนไทยจึงรู้กันดีว่าคนเขมรคบไม่ได้

คนปกติจะมองไม่ออกว่าดีหรือชั่วหรือไม่ จนกว่าจะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง จึงจะเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา คนที่ชอบละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนอย่างไร ไม่เคยถามคนที่เดือดร้อนว่ารู้สึกอย่างไร ไม่เคยแม้แต่จะขออนุญาติเขาเวลาที่ต้องทำให้เขาเดือดร้อน คนเหล่านี้คือคนไม่ดี คนเหล่านี้ถึงแม้จะรู้ว่าอะไรดี แต่หักห้ามใจที่จะทำชั่วไม่ได้
ต่างจากคนดีจะทำเพื่อตัวเองก็ต่อเมื่อไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ถ้ามีคนเดือดร้อน เขาจะไม่ทำ หรือทำแบบเกรงใจ และรู้จักตอบแทน ดังนั้น ถ้าเราอยากจะรู้ว่าใครดีหรือไม่ดี ให้ชักชวนเขาไปทำเรื่องไม่ดี โดยเอาผลประโยชน์มาล่อ

คนที่นับถือคนเช่นใด แสดงว่าเป็นคนเช่นนั้น คนที่นับถือคนดี คือคนดี เช่นเดียวกับคนที่เกลียดใคร แสดงว่าเป็นคนตรงข้ามกับคนเช่นนั้น คนที่เกลียดคนดี แสดงว่าเป็นคนไม่ดี อย่างเช่น เรารู้ว่าในหลวงเป็นคนดี เพราะท่านอุทิศตนเพื่อคนไทย เพราะฉะนั้นคนที่เกลียดในหลวง ก็คือคนไม่ดี

คนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น คิดถึงประโยชน์ของคนหมู่มาก คือสุดยอดของคนดี คนพวกนี้คือโพธิสัตว์มาเกิด สมควรคบหาสมาคมด้วย คบแล้ววางใจได้ว่าเขาจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เรา ดังนั้น วิธีหนึ่งที่จะวัดคนดีคือ ดูว่าเขาทำอะไรเพื่อคนอื่น เพื่อส่วนรวม โดยไม่หวังผลตอบแทน

การช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า ถือเป็นวิสัยของผู้ที่แข็งแรง คนที่เห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบคนอื่น เป็นนิสัยของลูกผู้หญิง ส่วนคนที่ชอบทำร้ายผู้อื่น เป็นนิสัยของสัตว์

เจ้าของผู้ก่อตั้ง google ใส่รองเท้าสีแดง จนมีดาราบางคน
นำไปพูดออกทีวีว่าเธอประหลาดใจกับ
การแต่งกายอันแสนจะธรรมดาของมหาเศรษฐีคนนี้

อย่าสนใจว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร แต่ต้องรู้จักมารยาทด้วย

คำสรรเสริญหรือนินทา ล้วนแต่เลวทั้งนั้น เพราะไม่ช่วยให้เราดีขึ้นเลย เราดีขึ้นได้ด้วยตัวของเราเอง

เราไม่ได้ไปขอใครกิน ถึงขอเขาก็ไม่ให้ เราจึงไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาของใคร เพราะสายตาคนอื่น มักจะผิดจากความโง่เขลา และเชื่อตามๆกันมา มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย อย่างที่ จ.อุบลราชธานี มีลุงคนหนึ่งเลิกทำนาข้าว หันมาปลูกทุเรียนบนดินทราย แต่โดนเพื่อนบ้านแวะเวียนมา พูดจาดูถูก บางรายก็หาว่าบ้า แต่เขาไม่สนใจ ยังก้มหน้าก้มตาทำ จนผ่านไป 3-4 ปี ทุเรียนเริ่มออกผล แค่นั่งๆนอนๆอยู่ในสวนของตัวเอง ก็มีคนเข้าไปจับจองขอซื้อ มีรายได้ปีละหลายแสนบาท จนทุกคนที่เคยดูถูกต้องเปลี่ยนความคิด อีกรายหนึ่ง เป็นชาวบ้านปากช่อง ปลูกต้นไม้ยืนต้นเป็นสวนป่า มีแต่คนหาว่าบ้า ปลูกไปเมื่อไรจะโต เชื่อสิยังไงก็ไปไม่รอด จนต่อมา ต้นไม้ในที่ดิน มีมูลค่าหลักล้านบาทต่อไร่ สามารถนำไปเป็นหลักค้ำประกันเงินกู้ได้ด้วย

คนที่ศีลธรรมต่ำกว่า ย่อมไม่เข้าใจคนที่ศีลธรรมสูงกว่า คนที่รู้น้อย ย่อมไม่เข้าใจสิ่งที่คนรู้มากกว่าพูด เด็กมีประสบการณ์น้อย จะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด คนที่ไม่เข้าใจ คนโง่เหล่านี้ มักจะพูดจาดูถูกคนที่ตกต่ำ หาว่าเขาพูดผิด แล้วยกย่องคนที่ฐานะตำแหน่งหน้าที่ แบบนี้ถือว่าเลวเช่นกัน เราไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวด้วย

สิทธิ์ของเราถูกจำกัดด้วยสิทธิ์ของคนอื่น การไม่สนใจว่าใครจะมองเราอย่างไร ไม่ได้หมายถึง ไม่สนใจทุกเรื่อง แต่ต้องดูมารยาทคือความเหมาะสมด้วย เรื่องที่ไม่มีเหตุผลหรือกฎระเบียบมาเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องการแต่งตัว เราจะแต่งชุดไทยหรือชุดญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องแคร์ใคร แต่ถ้าเราไปติดต่อธุระ จำเป็นต้องแต่งตัว ตามกฎระเบียบของสถานที่ มิฉะนั้น ชีวิตเราจะมีปัญหา อาจถูกห้ามไม่ให้เข้า ถึงแม้ว่าจะไม่มีกฎระเบียบ แต่มีเหตุผลที่คนจำนวนมากปฎิบัติกัน ถ้าเราไม่ทำตัวกลมกลืน ก็จะถูกเพ่งเล็งติเตียนจากคนจำนวนมาก จนชีวิตเราไม่ปกติสุข แต่ถ้าไม่มีกฎระเบียบหรือเหตุผลใดๆ เราก็สามารถแต่งตัวอย่างไรก็ได้ ผู้ชายสามารถที่จะจะใส่รองเท้าสีแดง หรือ โทรศัพท์มือถือสีชมพู โดยไม่ต้องกลัวผู้หญิงหรือใครต่อใครจะมองว่าเขาเป็นแต๋ว เพราะจริงๆแล้วตัวเขาเองไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถึงจะถูกวิจารณ์แบบลับๆ แต่ก็ไม่มีกฎระเบียบอะไรที่จะมาบังคับให้ต้องเปลี่ยน ผู้ชายอาจจะมีเหตุผลที่ต้องใช้โทรศัพท์สีชมพู เพราะ กลัวหาไม่เจอ และ ไม่มีสีอื่นให้เลือกนอกจากสีดำ ถ้าเขากลัวคนอื่นจะมองว่าเป็นแต๋วแล้วใช้สีดำ เขาจะต้องพบกับความสูญเสียในภายหลัง ทำโทรศัพท์หายต้องซื้อเครื่องใหม่ จะเห็นว่าหลักการคิดคือ เหตุผลสำคัญกว่าความรู้สึก

คนอื่นได้แต่มองแต่ทำอะไรเราไม่ได้ เพราะ เราไม่ได้ขอเขากิน เราตายเขาก็ไม่ได้ตายด้วย เราอิ่มเขาก็ไม่ได้อิ่มด้วย เราหิวเขาก็ไม่ได้หิวด้วย จึงมีแต่ดาราเท่านั้นที่ต้องห่วงหน้าตา เพราะดาราต้องใช้หน้าตาหากิน ถ้าเรามัวแต่ห่วงหน้าตา จะทำให้คิดไม่ออก แต่ถ้าเราเลิกกังวลเรื่องหน้าตา เราจะเริ่มมองเห็นเหตุผล คนที่มีเหตุผล คือคนที่จะได้รับยกย่อง ส่วนคนที่ห่วงหน้าตามักจะถูกรังเกียจ จงพอใจที่จะแกลังบ้าเพื่อไม่ให้ใครมายุ่ง เราจะได้ไม่เดือดร้อน เขาจะนินทาว่าเราเลวขนาดไหนก็ตาม เราก็ไม่ได้เลวไปตามที่เขาพูด เขาจะสรรเสริญว่าเราดีขนาดไหนก็ตาม เราก็ไม่ได้ดีไปตามที่เขาพูด ดังนั้นจงอย่าสนใจทั้งคำนินทาและคำสรรเสริญ ถ้าเรามั่นใจว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแคร์กับกระแสสังคม เขาจะมองในแง่ไหนเขาจะพูดว่าอย่างไรเรื่องของเขา เราตั้งหน้าทำในสิ่งถูกต้องต่อไป แล้วหลังจากที่เราตั้งหน้าทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกจริง เดี๋ยวเขาคล้อยตามมาเอง แต่อย่าไปหวังคำ ขอโทษจากคนอื่น ๆ ไม่มีหรอก พวกนี้พอถึงเวลามันรู้ว่าเราทำถูกตัวมันเองผิดมันก็ แหะ แหะ เงียบฉี่อย่างเก่งเจอหน้าก็ยิ้มแหย ๆ หน่อย เวลาที่มีคนด่าเรา แล้วเราโกรธ ให้นึกถึงคนที่เข้าใจเรา คิดว่าเราเป็นคนอื่นที่มองเรื่องนี้อยู่ และรู้ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น แค่นี้ก็จะสบายใจไม่ต้องเสียเวลาไปแก้ตัว เช่น ถ้าเขาว่าเราเป็นหมา แต่เราไม่มีหาง แสดงว่าเราไม่ได้เป็นหมา

คนที่ดูถูกเราในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความดีหรือความชั่ว เช่น ดูถูกว่าเราฐานะไม่ดี เราไม่ควรจะเก็บมาใส่ใจเลย เพราะ ถึงแม้ว่าเราจะปรับปรุงตัวเอง จนเขาดูถูกไม่ได้แล้ว ถึงวันนั้นเขาก็ยังจะอิจฉาและหาเรื่องอื่นที่เป็นจุดอ่อนของเรามาตำหนิ หรือไม่ก็สาบแช่งให้เราตกต่ำลง ทางที่ดีที่สุดคือ หลีกให้ห่างๆจากคนเหล่านี้ ถึงจะมีอะไรดี ก็ไม่ต้องไปอวดว่าตัวเองมีอะไร หากลองสืบหาความจริงจะพบว่า คนเหล่านี้มีพื้นฐานครอบครัวที่มีปัญหา พ่อแม่อยู่ไม่ครบหรือพ่อแม่สอนมาไม่ดี

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องสนใจใคร แต่เราควรรู้จักมารยาทในสังคมด้วย เพราะคนในสังคมต้องพึ่งพาอาศัยกันในบางเวลา แม้แต่ผู้หญิงที่ดูโง่ๆคนหนึ่ง ก็ยังมีผู้ชายที่เข้มเข็งหนุนหลัง และอาจเป็นเจ้าของบ้านที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเราอาจต้องขออาศัยพึ่งพาเขา จอดรถ ซื้อของกิน ขายของ ฯลฯ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ควรสร้างความเดือดร้อนให้ใครแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ และในเวลาที่คนอื่นกำลังเดือดร้อน ถ้าเรามัวแต่หาความสุขใส่ตัว โดยไม่สนใจช่วยเหลือคนอื่น ก็จะทำให้คนอื่นหมั่นใส้ วันหลังเวลาเราเดือดร้อน เราก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ

เวลามีคนที่เรายังไม่สนิท ชักชวนให้ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หากไม่ต้องเสียเวลามากนัก เราควรจะรับคำเชิญ เพราะการทำกิจกรรมร่วมกัน จะทำให้สนิทกัน เมื่อสนิทกันแล้ว จะพึ่งพาอาศัยกันได้ การสร้างสัมพันธ์ตอนที่ต้องการความช่วยเหลือ จะไม่ทันเสียแล้ว เพราะการพึ่งพาอาศัยกัน ต้องอาศัยความเชื่อใจกัน การทำให้คนเชื่อใจ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง เช่น นัดแล้วมาตามนัดทุกครั้ง ไม่โกหก พูดแล้วรักษาคำพูด ความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ฯลฯ

บางทีเราต้องอดทนกับคนที่ไม่เข้าใจเรา เผื่อวันนึงเขาอาจเข้าใจเรา

มีตัวอย่างในชีวิตจริงมากมาย ผู้ที่ทำเรื่องแปลกประหลาดแล้วไม่มีคนเข้าใจ เพราะโลกนี้มีคนโง่อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม คนโง่เหล่านั้นจะได้เห็นและเข้าใจได้ อาจจะชาตินี้หรือชาติหน้า เมื่อถึงเวลานั้นคนที่ไม่เข้าใจก็จะกลับมาขอโทษ หรือยกย่องชื่นชมเรา ขนาดพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้รู้ทุกเรื่องและพูดถูกทุกเรื่อง ยังไม่สามารถพูดให้ทุกคนเชื่อได้เลย ท่านว่าบัวมีสี่เหล่า ขนาดใช้เวลาสองพันกว่าปีก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่เชื่อหรือเชื่อแต่ไม่เข้าใจ หรือดูอย่างพระเยซู ที่โดนตรึงกางเขน เพราะคนรุ่นนั้นไม่เข้าใจ แต่คนรุ่นต่อมากลับนับถือจนกลายเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ สิ่งสำคัญคือ ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าพระเยซูท้อใจที่ไม่มีใครเข้าใจ แล้วไม่ทำอะไรเลย ท่านคงจะไม่มีใครรู้จัก

มีหลายคนที่บกพร่องมาจากการเลี้ยงดูและสังคม แต่บางคนตายแล้วก็ยังไม่เข้าใจอะไร ถ้าเราเอาคำพูดของคนเหล่านั้นมาใส่ใจ เราอาจจะหลงทางหรือตัดสินใจผิดได้ การละเลยคำพูดของคนเหล่านั้นไป จะช่วยให้เราก้าวไปสู่จุดหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าได้

ถ้าคนที่โง่คือพ่อแม่ไม่เข้าใจลูก ยิ่งจำเป็นต้องอดทนและให้อภัย เพราะ ครั้งหนึ่งลูกก็เคยไม่เข้าใจพ่อแม่ และทำให้พ่อแม่เสียใจด้วยคำพูด แต่พ่อแม่ยังไม่ถือโทษโกรธแล้วทิ้งไป

การสื่อสารกับผู้อื่น ต้องชัดเจน อย่าทำให้ใครต้องเดา หรือ ตั้งคำถามตามมาทีหลัง

เมื่อคนรู้ ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้  การสื่อสารให้คนเข้าใจ ต้องให้รายละเอียดในครบทุกแง่มุม เพราะ ต่างคนอาจมองกันคนละมุม อย่างเช่น การขายของ ถ้าขายปริมาณเพิ่มขึ้น จะต้องคิดเงินเพิ่มขึ้น ลูกค้าบางคนอาจจะคิดถึงยอดรวมใหม่ทั้งหมด แต่บางคนจะคิดแยกว่าเพิ่มเท่านี้ ต้องจ่ายเงินเพิ่มเท่าไหร่ จึงต้องให้รายละเอียดทั้ง 2 แบบ

ทำอะไรให้คนอื่นคาดเดาได้

เราอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ถ้าเราไม่สร้างปัญหาให้ใคร และเขาจะต้อนรับเรา ถ้าเราช่วยเขา

เวลาทำอะไรที่อาจจะไปสร้างปัญหาให้คนอื่น เราจึงควรหาวิธีสื่อสารให้เขาเขารู้ว่า เรากำลังจะทำอะไร เช่น เข้าไปในจอดรถบางที่ เราควรจะถามเจ้าของสถานที่ก่อน ว่าเขาให้จอดหรือไม่ ถ้าเวลาขับรถ แล้วต้องการเลี้ยวหรือจอดขวางคนอื่น ควรให้สัญญาณ ด้วยการเปิดไฟเลี้ยวหรือไฟกระพริบไว้ล่วงหน้า เพื่อให้คนอื่นได้เตรียมตัว ถ้าเราทำพฤติกรรมเหมือนคนบ้า คือคนอื่นคาดเดาไม่ได้ เพราะมีพฤติกรรมไม่เหมือนคนปกติ เราจะสร้างความเดือดร้อนให้เขา จนอยู่ร่วมสังคมกับคนอื่นไม่ได้

อย่าชื่นชมหรือตำหนิใคร ต่อหน้าคนอื่น

ทุกคนมีอีโก้คือ รักตัวเอง การตำหนิใครต่อหน้าคนอื่น จะทำให้เขาเสียหน้า แล้วจะรู้สึกอับอายหรือไม่พอใจ แม้แต่การชมใครต่อหน้าคนอื่น ก็ยังต้องระวัง เพราะเมื่อมีพระเอก ก็จะมีผู้ร้าย ถ้าเป็นงานที่มีหลายคนมาเกี่ยวข้อง แล้วเราชมแค่บางคน คนที่ถูกชมจะเป็นพระเอก ส่วนคนที่เหลือจะรู้สึกน้อยใจ กลายเป็นผู้ร้าย บางคนอาจแค่ออกความคิด แล้วคนอื่นลงมือทำ ถ้าไม่ได้คนออกความคิด คนลงมือทำก็จะหลงทาง ดังนั้น งานที่มีคนมาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ควรพูดว่า เราชนะ ทุกคนคือพระเอก ขอบคุณทุกคนโดยไม่ต้องเอ่ยชื่อใคร ผู้นำที่ไม่รู้เรื่องนี้ มักจะเอ่ยชื่อแค่บางคน โดยเฉพาะคนที่ลงมือทำ แต่ไม่ให้เครดิตกับคนออกความคิด

ถ้าเรารู้ว่าเขาพูดผิดหรือทำผิด ควรให้คนอื่นเป็นคนตัดสิน คนมีความคิดย่อมดูออก แต่อาจไม่แสดงออก ถ้าอยู่กับคนไม่มีความคิด ย่อมดูไม่ออก วิธีที่ดีกว่าการตำหนิ คือทำให้ดู แล้วให้คนอื่นตัดสินว่าผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกัน แต่ถ้าทำให้ดูไม่ได้ ต้องเรียกมาคุยกันสองต่อสอง และใช้วิธีพูดเหตุผล ไม่ใช่ตำหนิ ถึงแม้ว่าเขาจะต่อว่าเราในที่สาธารณะ เราก็ควรจะเรียกเขามาคุยลับๆ อย่าเถียงหรือขอโทษกลับในที่สาธารณะ เพราะมีแต่เราจะเสีย ถ้าเราเถียงเราก็ถูกมองว่าไม่ได้รับการอบรม แต่ถ้าเราขอโทษคนก็จะมองว่าเราผิด คุยกันข้างหลังแล้วขอให้ฝ่ายที่มาต่อว่าเราว่าออกมาให้ข่าวใหม่หรือนิ่งไปเสีย และเช่นเดียวกัน ถ้าใครทำผิดเป็นที่รู้กันในสังคม อย่าปลดหรือลงโทษเขาในขณะนั้น จะทำให้เขาอับอายเพราะสังคมจะเห็นชัดเจนว่าเปลี่ยนเพราะเขาทำผิด รอสักพักให้เรื่องเงียบไปก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนแบบเงียบๆ อย่างน้อยก็ทำให้บางคนที่ช่างสังเกตุคาดเดากันไปต่างๆนาๆ และ คำพูดที่ตักเตือน ต้องแทรกความดีของเขาเข้าไปก่อน เช่น ถ้าเจอเพื่อนผู้หญิงดูหน้าตาโทรมให้ทักว่า ทำไมปล่อยตัวขนาดนี้ แสดงว่าเรายังเห็นว่าเขาเป็นคนหน้าตาดี เพียงแต่ช่วงนี้อาจเปลี่ยนไป

ถ้าเห็นคนพูดในที่สาธารณะ แต่พูดไม่ถูกต้อง เราไม่ควรแย้งตรงๆด้วยเหตุผล เพราะจะทำให้คนพูดเสียหน้า แต่ให้ใช้วิธีตั้งคำถาม แล้วให้สาธารณชนตัดสิน คำถามว่า "ทำไมถึงคิดว่าเป็นอย่างนั้น" จะฟังดูสุภาพมากกว่าคำถามว่า "คืออะไร" เพราะการถามว่าคืออะไร เหมือนกับว่าเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่การถามว่า ทำไมถึงคิดว่าเป็นอย่างนั้น บอกให้รู้ว่าเราตั้งใจฟังแล้ว

อย่านำเรื่องลับ ไปพูดในที่แจ้ง

ถ้าเป็นเรื่องดีๆ จะนำไปพูด ยังต้องระวังให้มาก แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี หรือ แม้แต่เรื่องที่รู้กันอยู่สองคน ไม่ควรจะนำมาเปิดเผยให้คนนอกได้รู้ ถ้าจะนำมาเปิดเผย ควรจะขออนุญาติอีกฝ่ายเสียก่อน มิฉะนั้นจะถูกตำหนิ ว่าไม่มีมารยาท ถ้าเป็นผู้ชายก็จะถูกตำหนิว่าไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย

อย่าเชื่อใครง่ายๆ แยกให้อกว่าอะไรคือความเชื่อ อะไรคือความจริง

เวลาฟังใครพูดเรื่องอะไร อย่างแรก ควรจะแยกให้ออกก่อนว่า เรื่องที่เขาพูดมาเป็น ความเชื่อ หรือ ความจริง ความจริงคือสิ่งที่มีอยู่จริง ส่วนความเชื่อจะเป็นพวกความคิดเห็นส่วนตัว ที่ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ คนที่ผ่านโลกมาน้อยหรือมีประสบการณ์กับเรื่องนั้นมาน้อย มักจะอยู่กับความเชื่อ ส่วนคนที่ผ่านโลกมามาก มักจะพูดเรื่องที่เป็นความจริง

อย่าเชื่อคนแปลกหน้า ส่วนคนที่รู้จักกันมานานมักจะรู้นิสียใจคอกันอยู่แล้วจีงไม่น่าเป็นห่วง ข่าวสารที่เราได้ยินมา ไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม มักจะมีการบิดเบือน อาจเกิดจากลอกมาผิด ตีความผิด หรือมีการแต่งเติมเพื่อเข้าข้างผู้เล่า ถ้าต้องการรู้ความจริง ต้องไปดูที่ต้นตอว่าเป็นอย่างไร

อย่าด่วนสรุป อย่าเดา เพราะมักจะเดาผิด

ระมัดระวังในการให้ข้อมูลกับผู้อื่น
ข้อมูลที่เราส่งออกไปให้ผู้อื่นแล้ว ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ หรือ แก้ไขได้แต่ยากลำบาก และ ยังทำให้ผู้รับสารเกิดความสับสนตามมา เพราะฉะนั้น ก่อนจะให้ข้อมูลอะไรกับใคร ต้องตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วน ว่าข้อมูลถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เพราะ ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เมื่อผู้อ่านจับได้ เราจะหมดความน่าเชื่อถือไป

การเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ ไม่เหมือนการพูดคุยกับเพื่อน การคุยกับเพื่อน สามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ จะถูกหรือผิด ก็ไม่มีใครใส่ใจไปค้นหา ต่างจากการพูดหรือเขียนออกสู่สาธารณะ ซึ่งจะถูกบันทึกไว้ในโลกนี้ตลอดไป ถ้าเราพูดผิด ก็จะทำให้เราเสียหน้า เสียชื่อเสียง หรือโดนคนจำนวนมาก ตำหนิติเตียน

คนในสังคมจะไม่เชื่อความคิดเห็น แต่เชื่อความจริง คือ เหตุการณ์ที่ปรากฎขึ้นจริง ถ้าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของใคร ก็จะต้องมีพื้นฐานมาจากการศึกษาและปฎิบัติจริง นั่นคือ ต้องมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลด้วย

ก่อนจะเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ ต้องตรวจสอบว่า เรื่องนั้นมีหลักฐานอยู่จริง ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัวของเรา และไม่ใช่เรื่องที่ได้ยินมาผิด นั่นคือ ก่อนจะพูดหรือเขียนอะไร ต้อง double check กับแหล่งข้อมูลนั้นก่อน อย่าเอาข้อมูลมาจากความจำ ด้วยเหตุนี้ เวลามีคำถาม จึงไม่ควรรีบตอบ เพราะ เราอาจจะฟังมาผิด หรือตีความหมายของผู้พูดผิด แม้แต่ข่าวก็อาจเขียนผิดได้  ถ้าเราไม่สามารถถามผู้พูดกลับไปได้ ก็ต้องตรวจสอบข้อมูลจากคนอื่นหรือแหล่งอื่น จนแน่ใจว่า ได้ยินตรงกัน และ เข้าใจตรงกัน เพราะฉะนั้น ถ้ามีข้อมูลมาจากแหล่งเดียว อย่าตอบ

อย่าไปแก้ไขของที่คนอื่นทำไว้แล้ว

เพราะอาจไปทำของเขาเสีย ถึงแม้ว่าการแก้ไขจะเป็นเรื่องที่ดี ก็ไม่ควรไปยุ่ง เพราะเราไม่รู้ว่ามีอะไรเชื่อมโยงไว้บ้าง เจ้าของเขามีเหตุผลอย่างไรถึงได้ทำเช่นนั้น  สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมมีเจ้าของ หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งใด ต้องถามเจ้าของก่อน เพราะ

วิธีปฎิเสธ

การปฎิเสธ โดยอ้างปัญหาส่วนตัวอย่างเช่น ป่วย หรือ ไม่มีเงิน เป็นปัญหาที่คนทั่วไปยอมรับได้ และไม่สามารถบังคับได้ แถมยังไม่เป็นการดูถูกคนที่ชวนอีกด้วย แต่เพื่อนบางคนอาจตื๊อมากๆ การอ้างว่าไม่มีเงินอาจไม่ได้ผล เพราะเพื่อนยินดีออกเงินให้ เราจึงต้องใช้วิธีปฎิเสธอย่างอื่น

ก่อนจะสอนคนอื่น ให้ลองทำดูด้วยตนเองก่อน

การพูดโดยไม่เคยทำ มีโอกาสพูดผิดสูงมาก เพราะธรรมชาติมีความสลับซับซ้อนอยู่ในตัว ผมเคยซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่ง คนขายบอกว่าใช้ซิมได้ทุกค่าย แต่พอนำมาใช้จริงแล้วบางค่ายใช้ไม่ได้ นั่นคือคนขายพูดโดยที่ยังไม่ได้ทดสอบครบทุกค่าย

ถ้าไม่ทดลองทำเอง เวลามีคนซักถามแล้ว ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร การท่องตำรามาสอนคนยังใช้ไม่ได้ เพราะ ตำรามีโอกาสเขียนผิดมาก บางเรื่องเชื่อตามๆกันมา ไม่เคยพิสูจน์ พอลงมือทำจริง ปรากฎว่าสิ่งที่ตำราเขียนมาผิดหมด

คนที่สอนคนอื่น โดยที่ตัวเองไม่เคยทำ เรียกว่าอยู่บนหอคอยงาช้าง มักจะพูดผิด แล้วคนรู้จักก็จะขาดศรัทธา ถ้าเป็นคนไม่รู้จัก ก็จะโดนถามกลับว่า คนพูดเก่งมาจากไหน

ก่อนจะพูด ต้องรู้ก่อนว่า คุยกับใคร

การพูดให้คนเชื่อ ต้องมีตัวอย่างของจริง คนไม่เชื่อทฤษฎีอย่างเดียว เพราะรู้ดีว่า ใครไม่มีประสบการณ์ก็ยกทฤษฎีมาอ้างได้ พิสูจน์ได้ยากว่าจริงหรือไม่ แต่เมื่อมีตัวอย่างของจริง คนจะสามารถพิสูจน์ได้ก่อนที่จะเชื่อ ถ้ามีรูปของจริงประกอบด้วย (เรียกว่าหลักฐาน) ยิ่งทำให้คนเชื่อง่ายโดยไม่ต้องไปพิสูจน์ ยิ่งเจอพวกยกตัวอย่างของจริงแล้วยังเถียง เมื่อมีหลักฐานจะไม่มีใครเถียงออก ยิ่งถ้าเป็นหลักฐานที่มีรูปคนอยู่ จะดึงความสนใจของผู้คนและสร้างความเชื่อถือได้มาก ถ้าไม่อยากเปิดเผยหน้า อาจจะเบลอดวงตา หรือถ่ายจากด้านหลังขณะทำกิจกรรม

ถ้ายังไม่มีหลักฐาน หรือหลักฐานไม่แน่น อย่าพูดเลยดีกว่า เพราะจะไม่มีคนสนใจ หรือถ้ามีคนสนใจ ก็มีคนเถียงมากมาย ต้องเสียเวลาอธิบายแต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะคนที่เถียงก็จะขอให้หาหลักฐานมาให้อยู่ดี

โบราณว่า เป่าปี่ให้ควายฟัง เปรียบเปรยว่า คนโง่ฟังไม่เข้าใจ ถ้าคนฟังไม่เข้าใจหรือไม่เห็นด้วย ไม่พยายามพิสูจน์ มันก็คือเรื่องไม่จริง บางเรื่องที่ลึกซึ้งมากๆ อย่างเช่น การแพทย์, การศึกษา, ผีสางเทวดา ฯลฯ เป็นเรื่องที่ต้องคนทั่วไปเข้าไม่ถึง ถ้าเราพูดออกไป จะไม่มีใครเชื่อ ดังคำกล่าวของฝรั่งว่า "It is not important that you are right; it is important that the other person agrees to" เรื่องความเชื่อพวกนี้ จะทำให้คนเชื่อได้ด้วยการ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งแปลว่าเราต้องเหนื่อยมาก บางทีทำให้ดูแล้วคนโง่ก็ยังไม่เชื่อ

อย่างแรกที่จะดูคนโง่คือ ดูการศึกษา คนที่เรียนมาน้อย จะฟังเรื่องที่สลับซับซ้อนไม่เข้าใจ ยิ่งถ้าระดับมัธยมต้นลงมา จะฟังเข้าใจแต่เรื่องชาวบ้านๆ เช่น นิยายน้ำเน่า การพูดให้คนพวกนี้ฟังก็จะโดนเถียงกลับไปข้างๆคูๆ เราจึงไม่ควรเสียเวลาพูดคุยกับคนพวกนี้ คนพวกนี้แค่ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ในสังคม โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่บางครั้งการที่เราไม่พูดอะไรเลย ก็อาจจะทำให้เขามองว่าเราหยิ่ง ทางออกที่ดีที่สุดคือ ถ้ามีอะไรพอจะเตือนได้ก็เตือน ถ้าเขาเถียงกับเราก็เงียบเสียแล้วทำใจว่า สมองเขารับได้แค่นั้น เรากับเขาเหมือนอยู่กันคนละโลก

โลกนี้เต็มไปด้วยคนโง่และคนบ้า นอกจากคนเรียนน้อยแล้ว คนอายุน้อยมักจะโง่ แต่คนอายุมากก็โง่ได้ถ้าเห็นโลกมาน้อย คนบ้าคือคนที่ไม่รับรู้โลกตามความเป็นจริง ซึ่งพบมากในคนสูงอายุที่สมองไม่ค่อยดีเพราะเจ็บป่วยมานาน โดยเฉพาะผู้หญิงพบมากที่สุด

วิธีพูดให้คนเชื่อคือ พูดความจริง และพูดถูกใจคน

เวลาเราพูด จะมีคนฟังแล้วคิดตาม บางคนเก็บไปพิสูจน์ ถ้าเราพูดความจริงทุกครั้ง คำพูดของเราจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาพูดครั้งต่อไป คนอื่นจะเชื่อ ยกย่อง และทำตามที่เราพูดอย่างง่ายดาย แต่ถ้าเราไม่พูดความจริง เราจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ คือหมดความน่าเชื่อถือ พูดครั้งต่อไปไม่มีใครฟัง การพูดความจริงจึงมีความสำคัญที่สุดกับคนที่มีอาชีพต้องพูดให้คนอื่นเชื่อ และทำตาม อย่างเช่น หมอ

เมื่อเจอคนฉลาดพอจะรับฟังได้แล้ว ต้องรู้วิธีพูดให้คนอื่นเชื่อ คือ พูดความจริง และ พูดถูกใจคน พูดความจริงคือ พูดแล้วคนอื่นเถียงไม่ได้ หรือเมื่อมีเถียงแล้ว เราสามารถหาหลักฐานมายืนยัน ให้คนอื่นเถียงไม่ได้ แต่ถึงแม้เราจะพูดดีเพียงใด ถ้าคนอื่นไม่ถูกใจ (อาจเป็นเพราะเราไปติเตียนเขา) เขาก็จะไม่อยากฟังในสิ่งที่เราพูด

ความจริง คือ มีตัวตนอยู่จริง หรือ ทำได้จริง ในโลกของผู้ใหญ่ เรียกกันว่า หลักฐาน หรือพิสูจน์ได้  ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ทุกวันจนรู้กันดีว่า ข่าวลวงมีมาก เพราะการพูดเป็นเรื่องง่าย แค่อ้าปากหรือพิมพ์ก็พูดได้แล้ว แต่การพูดให้ตรงกับความเป็นจริงเป็นเรื่องยาก การทำก็เป็นเรื่องยาก (it is easier said than done) ดังนั้น การจะพูดให้ผู้ใหญ่เชื่อ จึงต้องอ้างอิงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนรู้จักกันแพร่หลายหรือไปพิสูจน์ด้วยตัวเองได้ไม่ยาก แค่ยกตัวอย่างสั้นๆก็พอ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ จำเป็นต้องยกเอกสารมาประกอบ

วิธีพูดให้คนเชื่อ ต้องเริ่มจากพูดในเรื่องที่เขารู้และเชื่อว่าถูกต้อง เพื่อให้เขาเชื่อว่าเรารู้จริง หลังจากนั้นจึงค่อยนำเสนอเรื่องที่เขาไม่รู้ ถ้าเราเริ่มต้นพูดในเรื่องที่เขาไม่รู้ เขาจะลังเลว่าเรื่องที่เราพูด เชื่อถือได้หรือไม่

เรื่องจริงที่ยังไม่ปรากฎขึ้น สามารถนำมาพูดให้คนเชื่อได้ โดยไม่มีหลักฐาน ก็ต่อเมื่อมีหลายๆคนพูด แต่ถ้าเรารู้อยู่คนเดียว จะสามารถพูดได้ ก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่คนอื่นสามารถพิสูจน์ได้ โดยเฉพาะการพูดให้คนจำนวนมากได้ฟัง จะมีบางคนเก็บไปพิสูจน์ อาจใช้เวลาเป็นเดือน จนพบว่าเป็นความจริง เขาก็จะนำมาป่าวประกาศ เป็นกระบอกเสียงให้เราในเวลาต่อมา พอมีคนพูดมากขึ้น ก็จะเริ่มมีคนเชื่อ

พระพุทธเจ้าสอนว่า ถ้าอยากให้ใครฟังในเรื่องที่เรานำเสนอ ให้นำเรื่องดีของเขามาพูดก่อน แล้วเพิ่มเติมว่า ยังมีข้อบกพร่อง เพื่อเสนอความคิดเห็นของเราเข้าไป ถ้าเราเริ่มต้นด้วยการบอกว่าเขาผิดแล้ว เขาจะรู้สึกต่อต้าน ทำให้เขาเกิดอารมณ์โกรธ แล้วเขาจะไม่ค่อยอยากจะฟังเรา ทำให้เราต้องเสียเวลาอธิบายยืดยาว กว่าจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้ว่า เราเพียงแค่อยากจะเพิ่มเติมในส่วนที่เขาขาด

คนที่จะพูดความจริงได้ ต้องแยกแยะได้ว่า เรื่องไหนคือ ความเชื่อ เรื่องไหนคือ ความจริง ความเชื่อเป็นความคิดเห็นของคน ที่ไม่มีเหตุการณ์จริงมารองรับ ส่วนความจริงไม่ได้เกิดจากความคิดหรือจินตนาการ เพราะความคิดของคนอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ความจริงต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเป็นปรัชญาหรือหลักการ ก็ต้องเกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ถ้าเป็นความคิดเห็น ก็ต้องบอกว่าใครเป็นคนพูด ถ้าพูดเองก็ต้องบอกด้วยว่าเอาข้อมูลมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยทำจริง

สำหรับคนที่มีหน้าที่ในเรื่องนั้นอยู่แล้ว การจะบอกให้เขาไปทำ ต้องมีรายละเอียด และที่สำคัญคือ มีหลักฐานชัดเจน มิฉะนั้นเขาก็จะถามกลับมา ทำให้เสียเวลา

แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ เราไม่มีทางเปลี่ยนความเชื่อของคนด้วยคำพูด เพราะ นิสัยของคน ถูกสั่งสมมาตั้งแต่เด็ก พอเขาได้ยินอะไรที่ตรงกับนิสัยของตน ก็จะกลายเป็นความเชื่อ ความทรงจำที่เลวร้ายบางเรื่องก็กลายเป็นปมอยู่ในใจ ที่ไม่มีวันแก้ได้ การที่เราจะพยายามเปลี่ยนเขาด้วยคำพูดนั้น เป็นไปไม่ได้เลย หรือทำได้แต่ก็เหนื่อยมาก ต้องใช้เวลานานนับสิบปี มีวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนความเชื่อของคนได้อย่างรวดเร็วคือ ปล่อยให้เขาเจอกับตัวเอง เราช่วยเขาได้มากที่สุด เพียงแค่กระตุ้นต่อมสำนึกเขาไปว่า "พูดไปก็ไม่ฟัง ต้องปล่อยให้เจอกับตัวเอง" ด้วยความหวังว่า สักวันเขาจะคิดได้เอง

ความจริงเพียงข้อเดียว ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน เพราะ แต่ละคนมีปัญญา และ ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเด็ก มักจะฟังเรื่องที่ผู้ใหญ่พูดกันไม่เข้าใจ จึงด่วนสรุปว่าผู้ใหญ่พูดผิด และเถียงกลับ เพียงเพื่อจะอวดฉลาด โดยไม่รู้ว่าตัวเองโง่กว่า คนอายุมากบางคน ก็สอนไม่ได้เพราะทิฐิมาก ข่าวคราวต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ ยิ่งทำให้คำพูดอย่างเดียวไม่น่าเชื่อถือ เจอคนแบบนี้ จึงยังไม่ควรพูด เพราะพูดไปเขาก็ไม่มีวันเข้าใจ เหมือนเอาเรื่องบนบกไปเล่าให้ปลาฟัง เขาฟังแล้วก็คิดต่อไปไม่ได้ คิดได้แต่เรื่องที่ตัวเองเจอมา และ ชอบเถียงกลับ ยกโน่นยกนี่มาเถียง เพียงเพื่อให้ตัวเองชนะ อย่าเสียเวลากับคนพวกนี้

คนที่มีประสบการณ์ฟังเข้าใจ จะไม่มีคำถาม มีแต่คำตอบที่มีเหตุผลมาเสริมหรือหักล้างกัน

คนที่มีสมอง แค่ได้ยินใครเอาเรื่องจริงมาพูด เขาก็จะเชื่อ ไม่ต้องทำให้ดู คนที่มีปัญญา ถึงแม้จะไม่มีประสบการณ์ เขาจะฟังเงียบๆ ถ้าเป็นเรื่องที่เขายังไม่รู้ เขาจะเก็บไปพิสูจน์ เรื่องไหนที่ตัวเองรู้แล้ว ก็ถือว่าเป็นการตอกย้ำว่าตนเองคิดถูก ถ้าเรื่องไหนที่ตนเองรู้มากกว่า ก็นำข้อมูลมาเสริมว่าตนเองเจอมาแบบนี้ จะเห็นว่าคนฉลาด แค่คุยด้วยก็รู้แล้ว จริงๆแค่มองตาก็รู้แล้ว คนฉลาดแววตาจะเป็นประกาย ดังนั้น ก่อนจะพูดต้องดูว่า เขาฉลาดพอที่จะรับรู้เรื่องที่ตนเองยังไม่เคยมีประสบการณ์ได้หรือเปล่า 

เป็นไปไม่ได้ ที่จะเอาชนะคนโง่ ด้วยการโต้เถียง บางคนพูดแล้วยังไม่เชื่อก็ต้องทำให้ดู ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถพูดให้คนโง่เชื่อได้ แต่ถ้าเราลงมือทำให้เขาดู จนผลออกมาว่า เราพูดถูก ทุกคนจะเชื่อ ดังภาษิตว่า "ถ้าเธอพูดฉันจะฟัง ถ้าเธอทำฉันจะเชื่อ" พอเขาเห็นด้วยตาแล้ว ต่อไปเขาจะยอมรับ และตั้งใจฟังทุกคำที่เราพูด ต่อไปสอนอะไรก็จะง่าย เหมือนการซื้อสินค้า ถ้ายี่ห้อไหนเคยใช้แล้วคุณภาพดีทนทาน ต่อมาเราก็จะกล้าซื้อสินค้าประเภทอื่นของยี่ห้อนั้นโดยไม่ต้องลังเลเรื่องคุณภาพ เราควรจึงจะรอให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นเสียก่อน แล้วค่อยยกมาพูด แต่ถ้าไม่สามารถทำให้ดูได้ คนโง่และขาดประสบการณ์ ไม่ใช่ว่าจะสอนไม่ได้เลย ต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีอ้อมๆ เช่น
ถ้าต้องสอนคนหมู่มาก ต้องหาวิธีที่คนโง่ที่สุดในกลุ่มเข้าใจได้ จะได้ไม่เกิดข้อโต้แย้งขึ้น หรือ ดูว่าทุกคนมีพื้นฐานเรื่องไหนเหมือนกัน เพราะในสังคมหนึ่งอาจมีคนหลากหลายพื้นฐานมาอยู่รวมกัน ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ศรัทธา ต้องมองพื้นฐานด้านศรัทธา ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ปัญญา ต้องมองพื้นฐานด้านปัญญา

การพูดให้คนทำ ต้องพูดเรื่องที่เขาจะเดือดร้อน หรือมีผลประโยชน์

ทุกคนจะกลัวตัวเองเดือดร้อน เมื่อรู้ว่าทำหรือไม่ทำอะไรแล้วตัวเองต้องเดือดร้อน เขาจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเป็นผู้ปกครองประเทศ แค่พูดให้เขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่ทำแล้วประชาชนจะเข้าใจผิด เขาจะสั่งการให้ทำได้โดยง่าย

คนที่พึ่งพาได้ (ตั้งแต่หัวหน้า คู่ชีวิต จนถึงผู้ผลิตสินค้า) คือ คนที่ยึดถือความมั่นคง

คนที่ยึดถือความมั่นคง คือคนที่คิดเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และไม่ไปเปลี่ยนแปลงหรือทิ้งของเดิม เมื่อใช้หลักนี้แล้วจะพบว่าคนส่วนใหญ่พึ่งไม่ค่อยได้ เพราะคนส่วนใหญ่เวลาเจอปัญหาแล้วชอบเปลี่ยน แทนที่จะแก้เฉพาะจุดที่มีปัญหา บางทีไม่มีปัญหาแต่เบื่อก็เปลี่ยน เราจึงจำเป็นต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุด พึ่งตนเองไม่ได้หมายถึงทำทุกอย่างคนเดียว แต่หมายถึงลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมได้ยาก เราอาจมีลูกน้องจำนวนมากได้ แต่ต้องเลือกคนที่เชื่อใจได้ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มิฉะนั้นจะทำให้เราปวดหัวในเวลาต่อมาที่เขาเกิดเปลี่ยนอะไรแล้ว เราได้รับผลกระทบต้องสละเวลามาเปลี่ยนตาม 

อยากได้ดี ต้องอ่อนน้อม อย่ามัวแต่เถียง

ผู้ใหญ่มีประสบการณ์มาก จึงรู้วิธีเอาตัวรอดมาก ต่างจากเด็กที่ประสบการณ์น้อย ยังไม่เคยเจอปัญหา พอเจอปัญหาจึงหาทางออกไม่ได้  เด็กมีดีแค่ตรงที่ว่าง่ายสอนง่าย แต่ถ้าเด็กดื้อชอบเถียง ก็ไม่มีอะไรดีเหลือเลย ไม่่มีผู้ใหญ่คนไหนอยากสอนหรือตักเตือน ผู้ใหญ่หลายคนจะพูดตักเตือนแค่ครั้งเดียว ถ้าใครไม่ฟังก็จะจำไว้ แล้วไม่เสียเวลาพูดกับคนนี้อีก เด็กดื้อชอบเถียงจึงยากที่จะได้ดี

คนสุภาพอ่อนน้อมจนเป็นนิสัยจะถูกมองว่าได้รับการอบรมมาดี ส่วนคนชอบเถียง ผู้มีประสบการณ์ย่อมดูออก ว่าไม่ได้รับการอบรมมาทั้งจากที่บ้านและที่โรงเรียน ผู้ใหญ่คือผู้ที่มีอายุมากกว่า เมื่อเขาผ่านประสบการณ์มามากว่า เขาย่อมมีความรู้และความสามารถ มากกว่าเราในบางเรื่อง ถ้าเรามัวแต่จะเถียงเขา วันหลัง ผู้ใหญ่ก็ไม่อยากจะสอนอีก เพราะคิดว่าเราเก่งแล้ว จึงไม่ต้องช่วย หรือ คิดว่าเด็กคนนี้ไม่ฟัง สอนไปคงไม่เข้าใจ ปล่อยให้ไปเจอกับตัวเอง และเราเองก็คงจะไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากเขา เพราะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเขา สุดท้ายก็ต้องช่วยตัวเองไปทุกเรื่อง เด็กที่ไม่มีผู้ใหญ่สนับสนุน จึงมีโอกาสก้าวหน้าในชีวิตได้ยาก เพราะต้องเสียเวลาไปกับการทำผิดพลาด มีตัวอย่างที่ผมเคยไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้าน ได้เจอแม่ของเพื่อน จึงคุยกับท่านสักพัก ท่านก็บอกว่า ขากลับให้ระวังถนนสร้างใหม่ คนเลี้ยวผิดกันมาก พอขากลับผมเจอถนนเส้นนั้นจริงๆ เริ่มสับสน พอนึกถึงคำเตือนของท่าน จึงเข้าใจแล้วเลี้ยวรถไปถูกทาง โดยไม่ต้องเสียเวลาหลงทางเหมือนคนอื่น ผมจึงได้เข้าใจด้วยตนเองว่า ความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ สุดท้ายก็จะให้ประโยชน์ต่อตัวเราเอง ดังภาษิตโบราณว่า เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด

ผู้ใหญ่ไม่คุยกับเด็กที่มัวแต่เถียง ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่จะเป็นเผด็จการ แต่เพราะมีรายละเอียดสำคัญ ที่ยังต้องคุยกันอีกมาก เมื่อเด็กมัวแต่เถึยงเข้าข้างตัวเอง หรือ ยกตำรานั่นนี่มาอ้าง โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ ผู้ใหญ่จึงต้องหยุดพูด เพราะรู้ว่า เรื่องสำคัญกว่าคงจะไม่ได้พูด หรือพูดต่อไปคงไม่ฟัง

บางเรื่องผู้ใหญ่อาจจะพูดผิด ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เมื่อฟังแล้วควรนิ่งเสีย เพราะ ทุกคนผิดกันได้ จริงๆแล้วเขาอาจพูดถูก แต่ลึกซึ้งเกินไป จนประสบการณ์เราไปไม่ถึง สิ่งสำคัญคือ บางเรื่องที่เขายังไม่พูด เขาอาจจะรู้มากกว่าเราก็ได้

ถ้าเรื่องไหนที่เขาเตือนแล้ว เรามั่นใจว่ารู้มากกว่าเขา เพราะเคยทำมาก่อน ก็ควรจะหาโอกาสที่เหมาะสม อธิบายกลับไป ด้วยคำพูดที่สุภาพ การพูดถูกโอกาสและการพูดอย่างสุภาพไม่ถือว่าเป็นการเถียง

เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ใหญ่ผู้ที่ผ่านชีวิตมามากว่า การแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่คนหนึ่ง จะแสดงให้ผู้ใหญ่ทุกคนที่ได้เห็น รู้ได้ทันทีว่าเราเป็นคนที่รู้กาลเทศะ รู้่ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ผู้ใหญ่ก็จะตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ลังเล ว่าเด็กคนนี้ คบหาได้ แล้วผู้ใหญ่ก็จะยินดีช่วยเหลือเราได้ทันที ไม่ต้องดูใจกันนาน

คนไทยเรียกอังกฤษว่าเมืองผู้ดี เพราะได้เห็นว่า คนอังกฤษเป็นคนสุภาพอ่อนน้อม ให้เกียรติผู้อื่น และ ยินดีที่จะเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับผู้อื่น จะว่าไปแล้ว คุณสมบัติเหล่านี้ ล้วนมีอยู่ในคนที่ได้รับการเลี้ยงดูมาจากครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่อยู่ครบ พ่อแม่คอยดูแลเอาใจใส่

คนก้าวร้าว อารมณ์แปรปรวนง่าย เกิดจากถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง หรือ ถูกเลี้ยงดูมาจากครอบครัวที่ขาดการอบรม คนทั่วไปย่อมสังเกตุเห็นได้ ไม่จำเป็นต้องไปประจานให้ตัวเราเสื่อมเสียไปด้วย  ส่วนคนที่แกล้งสุภาพ คนอื่นจะดูกำพืดออก อาจดูรู้ว่าดัดจริต คนที่ชอบเรียกร้องความเท่าเทียมกันกับคนอื่นในเรื่องใด เป็นคนที่มีปมด้อยในเรื่องนั้น คนที่ห่วงแต่ผลประโยชน์ของตนเอง ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ ไม่รู้จักเสียสละ คือ คนที่ถูกแม่เลี้ยงมา ไม่มีพ่อ ถึงแม้ว่าจะมีพ่อแม่อยู่ครบ แต่ถ้าได้คู่ครองที่ถูกแม่เลี้ยงมา ก็จะถูกเป่าหูได้ สาเหตุเกิดจาก ความอ่อนแอของผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงมีนิสัยสนใจแต่เรื่องของตัวเอง จนไม่ได้มองในมุมของคนอื่น เช่น เวลามีคนโทรมาถามทาง ผู้ชายจะถามกลับไปว่า "ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน คุณมองเห็นอะไรแถวนั้นบ้าง" แต่ถ้าผู้หญิงจะเริ่มตอบว่า "ตอนนี้ฉันอยู่ที่นี่ และมีสิ่งที่อยู่ใกล้ฉันคือ.."

เมื่อโดนตำหนิ อย่าย้อน

คนบางคนเมื่อโดนตำหนิว่าตนเองไม่ดีอย่างไร แทนที่จะแก้ไขสิ่งที่ไม่ดี หรือชี้แจงว่าตนเองไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวหา กลับพูดว่าคนที่ด่าตนก็ไม่ใช่คนที่ดีจริง หรือบางครั้งก็บอกว่าคนอื่นๆก็ไม่ดีเหมือนกัน ตรรกะแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องที่คนๆนั้นโดนด่าน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะไม่ชี้แจงอะไร คงเป็นเพราะผิดจริง จึงไม่อาจชี้แจงได้ แล้วพยายามหาพวกว่าคนที่ว่าคนที่ว่าตนนั้นก็ไม่ดี และยังมีคนอื่นที่ไม่ดีเหมือนกัน

บางคนเวลาที่โดนใครว่าก็ไม่ชี้แจง แต่จะบอกว่าคนที่ด่าตนนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะมาด่าตนหรือไม่มีอำนาจที่จะมาด่าตน แต่ไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่ตนเองโดนด่านั้นเป็นเรื่องไม่จริงอย่างไร เช่นคำพูดว่า "คุณเป็นใครมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน". หรือ "พ่อแม่ฉันยังไม่ว่าเลยแล้วคุณเป็นใครมาว่าฉัน" หรือ "หน่วยงานนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตัดสินว่าฉันผิด" เรื่องที่ตนเองถูกกล่าวหาไม่ชี้แจง แต่กลับไปบอกว่าคนที่ว่าตนนั้นไม่มีสิทธิ์จะว่า อย่างนี้จะให้เราคิดอย่างไร นอกจากคิดว่าเขาผิดจริงตามที่โดนด่า จึงไม่มีอะไรที่จะชี้แจง

ตามตรรกะแล้วคนเราเมื่อถูกใครว่าอะไร ถ้าเราไม่เป็นเช่นนั้นก็ต้องชี้แจงให้หลุดจากคำกล่าวหา ไม่ควรสู้ด้วยการพูดว่าคนที่ว่านั้นก็ไม่ดีเหมือนกัน หรือมีคนอื่นก็ไม่ดีอีกตั้งหลายคน ซึ่งเท่ากับกำลังพูดว่าก็เลวพอๆกันหลายคน และไม่ควรพูดว่าคนที่ว่าเรานั้นมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์จะว่า ต้องชี้แจงให้ตนเองหลุดจากคำกล่าวหาน่าจะถูกต้องกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วคนอื่นเขาก็จะเชื่อว่าเราผิดหรือเราไม่ดีตามคำด่าหรือคำกล่าวหา จึงไม่มีการขี้แจงใดๆ นอกจากหาพวกว่าคนอื่นก็เลวหรือบอกว่าคนที่ว่าตนไม่มีสิทธิ์จะว่า

ดูเหมือนว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังใช้ตรรกะนี้ทุกครั้งที่ตนเองถูกด่าถูกกล่าวหา แต่ไม่เคยชี้แจงว่าคำกล่าวหานั้นไม่จริง แล้วจะให้เราคิดอย่างไร เราก็ต้องคิดว่าพวกเขาไม่ดีจริงตามคำกล่าวหาเหล่านั้น ถ้าอยากจะให้เราคิดใหม่ก็ลองพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงให้เราฟังซิ เผื่อบางที่เราจะเปลี่ยนทัศนคติ ไม่มองว่าพวกคุณเป็นคนไม่ดีตามที่คนอื่นเขากล่าวหา

ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกับความรู้สึกของคนอื่น ต้องใช้บุคคลที่สามเป็นคนทำ และให้เราเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ

เช่น ถ้าขายของหน้าบ้านแล้วขายไม่ดี ต้องการเปลี่ยนทำเลไปขายริมถนนใกล้ๆบ้าน อาจสร้างเรื่องขึ้นมาว่า โดนไล่ออกจากบ้าน และต้องทำให้แนบเนียนคือต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นด้วย

การกระตุ้นให้คนอื่นติดต่อมาหาเรา บางทีต้องอาศัยมือที่สามช่วยไปพูดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเราให้เขาฟัง

จะอธิบาย ว่ากล่าวตักเตือน หรือ โต้เถียงกับใคร ให้ดูคน

การอธิบายด้วยเหตุผล โดยไม่ใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน จะเป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ แต่มีคนบางจำพวกที่เราชี้แจงเหตุผลได้ และบางจำพวกที่คุยด้วยไม่รู้เรื่อง เพราะดื้อรั้น จนไม่รู้ว่าว่าตัวเองโง่ เหมือนปลาที่ไม่รู้ว่ามนุษย์อยู่กันอย่างไร

โบราณว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา ก่อนจะคุยกับใครควรจะดูก่อนว่าเขาสติดีหรือไม่ คนบ้าหรือเสียสติดูภายนอกเหมือนคนปกติ จำคนรอบข้างได้ แต่เวลาคุยด้วยจะไม่อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งพบมากในคนสูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงที่เจ็บป่วยบ่อยจนสมองไม่ปกติ หรือคนที่เคยเสพยามาก่อน คนบ้าใช้เหตุผลด้วยไม่ได้ในบางเรื่อง จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับ เช่น จับหาม ซึ่งก่อนลงมือเขาอาจจะต่อต้าน แต่เมื่อทำเสร็จแล้วเขาก็จะลืม คนที่ไม่ปกติก็ไม่ควรจะคุยเรื่องจริงจังกับเขา คุยเล่นๆได้อย่างเดียว คนสติไม่ดี ไม่ได้หมายถึงคนที่พูดด้วยไม่รู้เรื่องตลอดเวลา เขาอาจจะดูเหมือนคนปกติ มีความจำดี แต่อาจจะไม่สนใจทุกข์สุขใคร และเพี้ยนเป็นบางเวลา เวลาเพี้ยนแล้วก็จะสร้างปัญหาได้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเพี้ยนเมื่อไหร่ เมื่อเรารู้แล้วว่าเขาสติไม่ดี เราก็จะรู้ว่า สามารถคุยหรือใช้งานเขาได้ในระดับใด คนโรคจิตบางทีเวลาไม่พอใจ แล้วควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ การโต้เถียงกับคนสติไม่ดี จะคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วมักจะลงเองด้วยเราเป็นฝ่ายใช้กำลัง คนเมาเหล้าหรือเมายา ก็จัดว่าเป็นคนสติไม่ดี ถ้าเราพูดไม่ถูกหูเขา อาจโดนเขาทำร้ายได้ เคยมีตัวอย่างบ่อยๆ ว่าคนเมาเปิดเพลงเสียงดัง แล้วข้างบ้านหรือข้างห้องไปเตือน แต่โดนแทงตาย ถ้าจะเตือนคนเหล่านี้ ต้องแจ้งตำรวจ อย่าทำเอง เผื่อโดนทำร้าย ถ้าจะทำเอง ต้องจ้างชายฉกรรจ์หลายๆคนมาช่วยกันรุมแทน อย่าให้เขารู้ว่าใครเป็นคนสั่ง

ในชีวิตประจำวันเราไม่อาจรู้ได้ว่า ใครมีความบ้าหรือเมาในระดับใด บางคนใกล้ชิดเราอาจจะรู้ว่าเขาสติไม่ดีบางส่วน ด้วยเหตุนี้เราจึงหลีกเลี่ยงการโต้เถียงหรือทะเลาะกับคนที่เราไม่รู้จัก ส่วนคนที่เรารู้ว่าบ้า การหนีเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะถ้าอยู่ไปเราก็จะเป็นโรคประสาทตามไปด้วย

เราจะไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นคนบ้า จนกว่าจะได้คลุกคลีด้วยแล้วรู้สึกอึดอัด บวกกับได้รับคำยืนยันจากคนที่เคยคุยกับเขามาระยะหนึ่ง เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้เราต้องเสียเวลากับคนบ้า ก่อนจะคบหาใคร ควรพูดคุยกับคนที่เคยรู้จักเขาหลายๆคนก่อน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนบ้า การพูดคุยกับคนที่เคยสนิทสนมกับเขา ยังช่วยให้เราได้รู้ว่า เขามีนิสัยไม่ดีอะไร

คนอีกประเภทหนึ่งที่เราต้องระวังเวลาพูดให้คำแนะนำ คือ พวกกบในกะลา คนพวกนี้ไม่ค่อยมีโอกาสออกไปท่องโลกกว้าง ไม่ได้เล่นอินเตอร์เน็ต ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง คนเหล่านี้จึงมีความรู้ค่อนข้างคับแคบ การที่เราพูดแนะนำเรื่องอะไรไป อาจเหมือน เจรจาเรื่องบินสูงกับฝูงไก่ หรือ เอาเรื่องบนบนบกไปเล่าให้ปลาฟัง ปลาจะไม่มีวันเข้าใจ นอกจากความหวังดีของเราจะไร้ค่าแล้ว เขากลับมองเป็นความเพ้อเจ้อด้วย ทำให้โต้เถียงและโกรธกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแนะนำไม่ได้เลย การแนะนำพวกกบในกะลา ต้องหาโอกาสต้องพูดในเวลาที่เหมาะสม ค่อยๆสอดแทรกเข้าไป

คนอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่ควรจะใส่ใจมากนัก คือ พวกที่ถูกเลี้ยงดูมาจากครอบครัวที่มีปัญหา หรือสังคมที่ไม่เหมาะสม เช่น พ่อแม่อยู่ไม่ครบ หรือ มาจากในสังคมที่อดอยากแร้นแค้น  คนเหล่านี้ถึงแม้ว่ามองภายนอก จะดูเหมือนคนปกติ แต่ภายในอาจมีความคิดที่บิดเบี้ยว มีจิตใจที่คับแค้น ไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกใคร ถ้าโดนว่ากล่าวตักเตือน นอกจากเขาจะไม่ยอมรับความจริงแล้ว อาจจะโกรธ แล้วทำร้ายผู้พูดได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่เติบโตมาในแถบชนบทที่บ้านเรือนอยู่ห่างไกลกัน มักจะมีนิสัยชอบเปิดเพลงเสียงดัง ถ้าไปสถานที่ที่มีกฎห้ามเปิดเพลง ก็จะคุยกันเสียงดัง เคยมีข่าวอยู่บ่อยๆว่า คนเหล่านี้ชอบเปิดเพลงเสียงดัง แล้วเจ้าของหอพักหรือเพื่อนบ้านไปตักเตือน เขาจึงทำร้ายคนที่มาเตือนจนเสียชีวิต

สภาพแวดล้อมที่มีผลความคิดของคน คือ ผู้ปกครอง สังคมรอบบ้าน และ สถานศึกษา พ่อเป็นคนสอนลูกให้รู้จักเหตุผลและการเสียสละ คนที่เติบโตมาโดยไม่มีพ่อสอน จึงมักจะมีความคิดที่บิดเบี้ยวได้ง่าย และ ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ เช่น รับไม่ได้หากโดนใครตำหนิ เพราะไม่ค่อยโดนพ่อตำหนิ ถึงแม้ว่าบางคนจะมีพ่อแม่ครบ แต่พ่ออาจะไม่ค่อยได้สอน เพราะไม่ค่อยอยู่บ้าน อาจต้องทำงานคนละจังหวัดหรือเป็นพวกตัวแทนขายต่างจังหวัด ก็จะมีปัญหาไม่ต่างจากคนที่ไม่มีพ่อสอน สถานศึกษาบางแห่งโดยเฉพาะมหาวิทยาลัย สามารถหล่อหลอมคนได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น จุฬาฯที่ปลูกฝังให้เด็กรู้จักทำเพื่อสังคม เราจึงเห็นศิษย์เก่าจุฬาฯ ออกมาต่อสู้เพื่อสังคมกันไม่น้อย

มีเส้นกั้นบางๆ ระหว่างการอธิบาย กับการโต้เถียง ที่คนสามารถข้ามไปมาได้โดยไม่รู้ตัว การอธิบายจะพูดด้วยเหตุผลล้วนๆ ส่วนการโต้เถียง จะตอบโต้กันเพียงเพื่อให้ตัวเองชนะ

คนที่มีความเชื่อเรื่องใดฝังหัวมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่สามารถพูดให้เขาเปลี่ยนได้ หรือ ทำได้แต่ยากมาก ดังที่อริสโตเติลบอกว่า "It is impossible, or not easy, to alter by argument what has long been absorbed by habit" ทางที่ดีที่สุดคือ ปล่อยให้เขาเจอกับตัวเอง นั่นคือให้กาลเวลาเป็นตัวพิสูจน์

เราไม่ควรโต้เถียงกับใคร เพราะ จะเสียเวลา และเราจะไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของใครได้ง่ายๆด้วยคำพูด เรามักจะเถียงกลับเพียงเพราะ กลัวจะถูกสังคมมองว่า มีความรู้ไม่พอที่จะเถียงสู้เขาได้ แต่พอเถียงไปแล้ว กลับกลายเป็นว่า ยิ่งเถียงยิ่งแพ้  เพราะ จะยิ่งหาเรื่องไม่มีเหตุผลมาพูดเพื่อให้ตัวเองชนะ ทำให้สังคมเห็นได้ชัดขึ้นว่าเราเป็นคนไม่มีเหตุผลหรือหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถึงแม้ว่าเราจะเก่งแค่ไหน เราก็ไม่มีวันเถียงสู้คนโง่ที่ว่างงานได้ เพราะคนโง่จะเถียงได้โดยไม่ต้องใช้เหตุผล และคนว่างงานจะมีเวลาเถียงมาก วิธีหยุดคนที่มาชวนโต้แย้งด้วย คือ ถามว่าเขาทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้เห็นบ้าง เพราะ ค่าของคนวัดที่ผลของงาน

ถ้าเจอคนรู้ไม่จริง จะเถียงกันไม่จบ คนรู้จริง คือ คนที่มีประสบการณ์จากการลงมือทำ และ ไม่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ต้องมีทั้ง 2 สิ่งนี้ควบคู่กันเท่านั้น ขาดสิ่งหนึ่งไม่ได้ คนที่เคยทำแต่มีผลประโยชน์ยังพูดเข้าข้างตัวเอง แล้วคนไม่มีผลประโยชน์และไม่เคยเจอกับตัวเองจะเล่าได้ถูกหรือ แม้แต่คนที่ท่องตำรามา แต่ไม่เคยทำจะเชื่อได้อย่างไรว่าตำราเขียนไว้ถูกต้อง ยิ่งคนที่พูดลอยๆพิสูจน์ไม่ได้ เดาโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ชอบพูดเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ พวกนี้ไม่ควรไปสนใจเลย เจอแล้วให้นิ่งเสียที่สุด คนที่พูดแล้วไม่มีคนฟังไม่มีใครเถียงด้วยหมายถึงคนพูดแพ้ อย่าใช้วิธีเปลี่ยนเรื่องพูดจะทำให้เขาเสียหน้า ถ้ารำคาญให้เบรกไปว่าเคยทำหรือเปล่า ถ้ายกข้อมูลมาอ้าง ก็บอกให้เขาไปหาหลักฐานต้นฉบับมา ถ้ายกตำรามาอ้าง ก็ถามกลับไปว่าเชื่อได้อย่างไรว่าตำราเขียนไว้ถูกต้อง เช่น อ้างพระไตรปิฎกก็ถามกลับไปว่าเขาเกิดทันพระพุทธเจ้าหรือ  คนไม่เคยเห็นผีมันกลัวผีเกินพอดี แต่เห็นผีเสียแล้วไม่มีความรู้สึกอะไร ถ้าต้องร่วมงานกับคนอวดดี ให้แกล้งขู่โดยพูดว่าเรารู้เท่าเขา หรือรู้มากกว่าเขา แล้วเขาจะงอไปเอง

การโต้เถียงให้ชนะ ต้องลงมือทำ

ความรู้ ตัดสินกันที่ใครทำมากกว่ากัน ไม่ใช่ที่ใครอ่านตำรามากกว่ากัน เพราะ ถ้าอ่านตำรามาจะรู้ไม่หมด แต่ถ้าเราเคยทำแล้ว เวลาใครถาม เราแค่ถามเขากลับว่า เขาเคยทำหรือเปล่า เราเคยทำมาแล้วเจอแบบนี้ แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่เก่งแต่อ่านตำรา ไม่เคยลงมือทำ คนที่อ่านตำรามา จึงพูดผิดได้ง่าย เรียกว่า อยู่แต่บนหอคอยงาช้าง

บุญคุณต้องทดแทน

ถ้าใครทำอะไรให้เรา ต้องตอบแทนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีบุญคุณค้างคาต่อกัน วันหลังเขาจะทวงบุญคุณหรือใช้เราคืนได้ ถ้าไม่สนิทกัน ต้องให้ค่าเหนื่อย หรือ ถ้าสนิทกัน อาจนัดไปเลี้ยงข้าว ถ้านัดไป 2 คนแล้วเก้อเขิน อาจจะนัดเพื่อนคนอื่น ที่เขารู้จักไปด้วยกัน เท่ากับว่า ช่วยนัดเจอเพื่อนเก่าให้เขา

ถ้าเป็นผู้หญิง จะชอบให้ซื้อขนมเล็กๆน้อยๆไปฝากก็ดีใจแล้ว แต่ถ้าเป็นผู้ชาย ไม่ชอบรับขนมจุกจิก ยกเว้นพวกที่มีรายได้น้อย ไม่ค่อยจะมีกิน ผู้ชายจะชอบคำชมที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นวีรบุรุษ และ ผู้ชายชอบใช้เหตุผล เขาต้องการเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดี อาจจะใช้ในชีวิตประจำวัน หรือในงานอดิเรกก็ได้ ซึ่งหมายถึง ผู้ให้ต้องรู้จริงในเรื่องนั้นด้วย และ แน่นอนว่า ของที่ใช้งานได้ดี มักจะเป็นของราคาแพง อย่าให้ของที่ระลึกที่เขาไม่ได้ใช้ เพราะ เขาจะคิดว่าเราเอาขยะมาทิ้งให้เขา และถ้าให้ของใช้ราคาถูก เขาก็จะรู้สึกว่าเราเห็นเขาด้อยค่า ถ้าไม่รู้ว่าควรจะซื้ออะไรให้เขา ควรจะหลอกถามเขาไปเรื่อยๆ หรือ พาเขาไปเดินชอปปิ้งดูว่าเขาสนใจอะไร

ผู้ที่มีบุญคุณกับเรา เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ บางครั้งเราอาจเห็นท่านเหล่านั้น ทำเรื่องที่ไม่ฉลาด หรือ ไม่ถูกใจเรา เราไม่ควรเก็บมาใส่ใจมากนัก เพราะ ถ้าไม่ได้ท่านเหล่านั้น เราก็คงไม่มีวันนี้ แต่ถ้าเรื่องใดที่มีคนเดือดร้อน เราก็ควรจะบอกท่านในโอกาสที่เหมาะสม

ถ้าอยากรู้ความลับของใคร ถามตรงๆเขาจะไม่บอก ต้องหลอกถามอ้อมๆ

บางครั้งเราสามารถถามจากคู่แข่งได้ เช่น ถ้าอยากรู้วิธีการใช้สารเคมีมาทำเครื่องสำอาง ให้ถามบริษัทที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาทำ, ถ้าอยากรู้ความลับของผู้หญิงคนหนึ่ง ให้ถามคนที่เกลียดผู้หญิงคนนี้ เพราะ ธรรมชาติของข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งใดก็ตาม อาจถูกสร้างเรื่องจนเกินจริง ดังนั้น เราต้องพิสูจน์ก่อนที่จะเชื่อ

บางครั้งเราสามารถใช้คำพูดตรงกันข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง เช่น ถ้าอยากรู้ว่าสินค้ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใด หากถามคนขายตรงๆเขาจะไม่บอก เพราะเขาจะรู้ว่าเรามาหลอกถาม ให้แกลังตำหนิอ้อมๆว่า "สินค้าไม่น่าเชื่อถือเลย ของปลอมรึเปล่า รับมาจากไหน ขอโทรไปเช็ค" เขาจึงจะรีบบอกความจริง

อย่าให้ความหวังใคร

ถ้ามีใครชวนไปไหน ควรปฎิเสธไว้ก่อน อย่ารับปาก เพราะถ้ามาปฎิสธทีหลัง จะทำให้เขาเสียความรู้สึก  แม้แต่ พูดล้อเล่นว่าอาจจะไป ก็ไม่ควรทำ เพราะว่าเขาอาจจะตีความไปเองว่า เรารับปากแล้ว ทำให้เขาคาดหวังว่าเราจะไป พอเราไม่ไป เขาจะเสียความรู้สึก แต่ถ้าปฎิเสธไว้ก่อน แล้วมารับปากทีหลังเขาก็ยังยินดี

ซื่อสัตย์

ถ้าเราโกงเขา หรือ เราโกหกเขา สักวันหนึ่งเขาย่อมจับได้ ทุกคนจะมีสัมผัสที่หก มากบ้างน้อยบ้าง ถ้าเรามีสิ่งที่ไม่ดีแอบซ่อนอยู่ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราบริสุทธิ์ใจ คนทั่วไปย่อมสัมผัสได้ คนที่เคยโกงหรือโกหกเพียงครั้งเดียว จะกลายเป็นตราบาป ติดใจคนรู้จักไปตลอดชีวิต

การคบคนคือ ให้มองนิสัยทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย

อย่ามองในแง่ดีอย่างเดียว เพราะว่าแง่ร้ายของเขาอาจมาทำร้ายเราได้ เหมือนนิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า เราต้องมองแง่ร้ายของเขา เพื่อหาวิธีไม่ให้แง่ร้ายของเขามาสร้างปัญหาให้เรา แม้แต่คนรู้จักก็อาจจะโกงเราได้

ในชีวิตจริง คนไม่ดีก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม และ ชีวิตเรามักจะไม่มีทางเลือกมากนัก เช่น ต้องรีบนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปที่ไหนสักแห่ง แล้วเหลือมอเตอร์ไซค์อยู่แค่คันเดียว ถ้าเรามัวแต่เสียเวลาคิดว่าเขาจะเป็นคนดีหรือไม่ เราก็คงจะไม่ได้ไป สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่การค้นหาว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราต้องรู้จักป้องกันตัวเอง ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากแง่ร้ายของเขา เช่น ผมเคยเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งปากซอย เขาคิด 10 บาท พอไปถึงปลายทาง ผมยื่นไปให้ 20 บาท เพราะไม่มีเศษ แต่เขาขับรถหนีไปเลย ถ้าครั้งนั้น ผมระมัดระวัง คงจะต้องถามเขาก่อนว่า มี 20 บาทมีทอนไหม ถ้าไม่มีเดี๋ยวไปแตกมาให้

แต่ละคนก็จะมีนิสัยที่ไม่ดีแตกต่างกัน เมื่อรู้นิสียที่ไม่ดีของแต่ละคนแล้ว เราต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ให้ชัดเจน ว่าให้เขาได้แค่ไหน อะไรให้เขาได้ อะไรให้ไม่ได้ มิฉะนั้น เราจะถูกเขาเอาเปรียบ หรือ นิสัยไม่ดีของเขาจะมาทำให้เราเดือดร้อน แต่เนื่องจากเรื่องพวกนี้มักจะเกิดขึ้นเวลาเราเผลอ เราจึงต้องกำหนดขอบเขตไว้ล่วงหน้า เช่น เด็กบางคนไม่ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่ แต่เวลาเดือดร้อนแล้วชอบมาขอเงิน เด็กแบบนี้ไม่สมควรที่จะให้เงิน เพราะถ้าให้เงินไปแล้วเขาอาจจะนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่ก็ต้องคิดให้้รอบคอบต่อไปด้วยว่า ถ้าไม่ให้เงินแล้ว จะเกิดผลอะไรตามมา ต้องหาทางป้องกันไว้ด้วย

คนไม่รู้ ไม่ผิด

คนที่ทำผิดโดยไม่รู้ ถือว่าไม่ผิด แต่เมื่อทำผิดแล้ว คนรอบข้างก็ต้องตักเตือนกัน ไม่ใช่นิ่งเฉยเสีย แต่ถ้าตักเตือนแล้่วยังทำอีก แสดงว่า ตั้งใจ สมควรที่จะโดนลงโทษ

มาตรฐานของสังคมคือ การทำผิดครั้งแรก แล้วอ้างว่าไม่รู้ ถือว่าไม่ผิด เช่น เราไปจอดรถที่ปั๊มน้ำมันเป็นเวลานาน แล้วเจ้าของปั๊มมาเก็บเงิน เราสามารถอ้างได้ว่า ไม่รู้ว่ามีกฎเรื่องเก็บเงิน เราก็จะไม่ต้องจ่ายเงิน การที่เจ้าของปั๊มจะเอาผิดเราได้ เขาต้องเขียนป้ายบอก และต้องแปะในจุดที่คนทั่วไปเห็นได้ชัด ไม่อย่างนั้นก็จะมีข้ออ้างอีกว่า มองไม่เห็น ซึ่งถ้าติดป้ายแล้ว เราไม่อ่าน ถือว่าเป็นความผิดของเราแล้ว จำเป็นต้องจ่ายเงินตามที่เขาบอก

อย่าทำให้เสียราคาตลาด

การซื้อสินค้าหรือบริการอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะราคาถูกมาก ก็ควรจ่ายเท่ากับที่คนทั่วไปจ่าย ถ้ารู้ว่าต่อราคาได้ก็ต่อพอเป็นพิธี ถ้าคนทั่วไปให้ทิปเท่าไหร่ เราก็ควรจะให้เท่านั้น การจ่ายมากกว่าคนอื่น จะทำให้ราคาตลาดเสียไป ต่อไปสินค้าก็จะมีราคาสูงขึ้น เคยมีคนไปเที่ยวพม่า แล้วให้ทิปลูกหาบคนละร้อยบาท ทำให้ลูกหาบทะเลาะกันเอง เนื่องจากคนปกติจะไม่ให้ทิปเลย หรือให้ทิปไม่เกินยี่สิบบาท

เวลาช่วยใคร ควรช่วยให้เต็มที่ ถ้าให้สิ่งของ ควรให้ของดีๆกับเขา

การช่วยใคร ควรช่วยให้เต็มที่ เพราะวันหนึ่งเราอาจจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากเขา ถ้าเขาเป็นคนนัดให้มาช่วยเรื่องงาน ถึงแม้จะเป็นงานที่ไม่สำคัญ ก็ควรจะมาให้ตรงเวลา ถึงแม้จะไปเจอเขาที่บ้านก็ตาม แค่มาสายไปสักครึ่งชั่วโมง บางคนก็อาจจะคิดไปไกล

สิ่งที่เราทำต่อผู้อื่นจะสะท้อนกลับมาหาตัวเราเอง ถ้าเราให้เขา เขาจะให้เรากลับคืนในรูปแบบต่างๆ ถ้าเราให้แต่ของที่ดีที่สุด เราก็จะได้รับแต่ของที่ดีที่สุด ถ้าเราทำความสุขให้เขา ความสุขนั้นจะสะท้อนถึงเรา ถ้าหากว่าเราสร้างความทุกข์ให้เขา ความทุกข์นั้นก็สะท้อนมาถึงเรา เราทำให้เขารวย เราก็รวย เราทำให้เขาจน เราก็จน ถ้าเราด่าเขา เขาก็ด่าเรา เราไหว้เขาเขาก็ไหว้เรา ผลมันตอบสนองอย่างนี้ ดังนั้นจงเป็นผู้ให้ เพื่อจะได้รับสิ่งดีๆตอบแทน เช่น ถ้าเราไปนอนค้างบ้านเขา แล้วซื้อของไปฝาก เขาก็จะมาส่งเรากลับ แต่ถ้าเราไปค้างเฉยๆไม่ให้อะไรแก่เขาเลย เขาก็จะปล่อยให้เรากลับเองเพราะไม่มีใครอยากเสียตลอดเวลา ถ้าเขาเสียกับเราครั้งหนึ่งเขาก็จะไม่อยากจะเสียซ้ำอีก นั่นคือเขาจะไม่อยากคบกับเราอีก แต่ถ้ายิ่งเราให้มาก เขายิ่งตอบแทนเรากลับมากดังนั้นเวลาให้อะไรใคร อย่าขี้เหนียว จงให้ให้เต็มที่ แม้แต่การให้กับบุคคลที่สาม คนที่เห็นการกระทำของเราจะซึ้งใจคิดว่าเราเป็นคนดีและอยากจะให้เรา

คนทั่วไปรู้สึกได้ ถึงสิ่งที่เราทำกับเขา ถ้าเราให้เขาอย่างเต็มที่ เขาจะรู้สึกได้ว่าตัวเขามีคุณค่าในสายตาของเรา แต่ถ้าเราช่วยเขาแบบขอไปที หรือ ให้ของที่ไม่มีคุณค่ากับเขา เขาจะรู้สึกได้ว่าเราเห็นเขาด้อยค่า ถึงแม้จะช่วยเขาแล้ว ไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมา แต่อย่างน้อย ก็เป็นกำลังใจ ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้ง และหาโอกาสไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ เหมือนที่เขาเคยได้รับการช่วยเหลือมาอย่างดี

บางครั้งการช่วยเหลือผู้อื่นก็อาจดูต้องดูความเหมาะสมด้วย การช่วยเหลือน้อยเกินไปไม่ดี แต่การช่วยเหลือมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นเรื่องผิดปกติ เช่น ถ้าเขาอาศัยติดรถมาด้วย ถ้าเราขับรถไปส่งเขาถึงหน้าบ้าน เขาอาจจะมองว่าเราหวังผลประโยชน์อะไรกับเขา เพราะฉะนั้น ถ้าตัดสินใจไม่ถูกว่าจะช่วยเหลือเขามากน้อยเพียงใด ให้คิดถึงว่าเขาเป็นญาติคนหนึ่ง แล้วเราก็จะรู้ขอบเขตที่จะช่วยเหลือเขา

ใครทำเลวกับเรา อย่าทำเลวตอบ

พุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่า "หมาเห่า อย่าเห่าตอบ เพราะจะมีหมาเพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่ง" เช่นเดียวกับฝรั่งที่บอกว่า "Don't lower yourself" นั่นคือ เมื่อใครทำไม่ดีกับเรา เช่น ด่า หรือ โกรธ หรือ แฟนนอกใจ อย่าทำแบบเดียวกับตอบโต้ เพราะเราเห็นตัวอย่างที่ไม่ดีแล้ว ถ้าเราทำไม่ดีก็เท่ากับเราลดตัวลงไปเป็นคนไม่ดีเหมือนเขา ถ้าจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันต่อไป ให้หาวิธีสั่งสอนเขาให้เข็ดด้วยวิธีอื่น เพื่อวันหลังเขาจะไม่ทำอีก แต่ถ้าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ก็ไม่ควรไปยุ่งกับเขาให้เสียเวลา ยกเว้นจะมีเวลาว่าง และมีโอกาส จึงสั่งสอนไม่ให้เขาไปทำเช่นนั้นกับคนอื่นอีก

การแก้แค้นหรือสาบแช่งคนอื่น จะทำให้เราติดเป็นนิสัย ถึงแม้จะเพียงครั้งเดียว ก็ย่อมมีครั้งต่อไป แล้ววันหลังเราจะทำแบบนั้นมากขึ้นๆถี่ขึ้นๆ

ถึงแม้ว่าจะมีคนมาทำร้ายเรา ถ้าเราทำร้ายเขากลับ วันต่อไปเราก็จะต้องคอยระแวงว่า เมื่อไหร่เขากลับจะมาแก้แค้น ทำให้เราอยู่ไม่เป็นสุข ถึงแม้ว่าจะเป็นการสั่งสอนก็ตาม เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจะมาเอาคืนหรือไม่

การจะทำร้ายใครกลับ ควรทำเฉพาะในกรณีที่เขามาทำร้ายเราอยู่เรื่อยๆ ทำเพียงเพื่อหยุด ไม่ให้เขามาทำร้ายเราเพิ่ม

เจอคนชอบท้าทาย ท้าแข่งขันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่าไปรับคำท้าของเขา

ชีวิตเราไม่ได้มีเวลามากพอที่จะทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง

อย่าร่วมทางกับ คนโง่ คนดื้อรั้น เถียงเก่ง คนไม่ดี และ คนที่ไม่รู้จักเกรงใจ

คนโง่จะแก้ปัญหาให้สับสนวุ่นวายมากขึ้น ต่างจากคนฉลาดที่จะแก้ปัญหาให้กลายเป็นเรื่องง่าย คนดื้อรั้นจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับคนอื่น ถ้าเราร่วมทางกับคนโง่ เราจะต้องเสียเวลาคอยบอกให้เขาปรับตัว ถ้าเขาเป็นคนดื้อรั้นด้วยก็จะทำผิดซ้ำๆซากๆ แทนที่เราจะบอกดีๆครั้งเดียวจบ ก็ต้องเสียเวลาบอกหลายรอบ จนเปลี่ยนจากบอกเป็นด่า แต่คนโง่มีปมด้อยอยู่แล้ว ไม่ชอบให้ใครด่า สุดท้ายจึงกลายเป็นทะเลาะ แยกทางกัน

คนโง่หรือฉลาด ดูได้จากเนื้อหาในคำพูด ซึ่งสะท้อนระดับการศึกษาด้วย เพราะการศึกษาทำให้คนฉลาดขึ้น คนมีการศึกษาต่ำจะพูดแต่เรื่องเปลือกๆต่ำๆ เช่น ใครทำอะไรที่ไหน จนบางทีทะเลาะกันเอง เพราะกระแนะกระแหนกัน ส่วนคนมีการศึกษาสูง มักจะพูดแต่เรื่องที่ลึกซึ้ง เช่น วิชาความรู้ ฯลฯ การศึกษาสูงยังมีหลายระดับ คนที่เรียนมาง่ายๆก็จะมีสติปัญญาต่ำกว่าคนที่เรียนมายากๆ อย่างเช่นแพทย์กับพยายาล จบปริญญาตรีเหมือนกัน แต่พยาบาลไม่เข้าใจลึกซึ้งเหมือนแพทย์ เราจึงเห็นพยายาลชอบใช้คำย่อ เช่น เวลาผ่าตัดถุงน้ำดี พยาบาลจะบอกคนไข้ว่า GC เพราะความจำสั้นกว่า ในขณะที่แพทย์จะใช้คำเต็มว่า gangrenous cholecystitis ซึ่งฟังเข้าใจง่ายกว่า เมื่อเราทดลองถามคนโง่ในเรื่องสาธารณะ ที่คนทั่วไปสามารถหาข้อมูลเองได้จากในอินเตอร์เน็ต ถ้าพบว่าเขาพูดเรื่องที่ไม่เป็นความจริง แล้วเราแย้ง เขากลับไม่รู้จักค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง แต่ขอให้เราหาหลักฐานมาให้ เราควรหยุดคุยด้วย เพราะคนที่หาข้อมูลเองไม่ได้ไม่มีวันที่จะฉลาดได้

พระพุทธเจ้าพูดถูกที่ว่า นิสัยของคนรู้ได้จากการใช้ชีวิตร่วมกัน เราไม่สามารถรู้นิสัยทั้งหมดของคนได้จากการพูดคุย เพราะเขาจะไม่บอกเรา หรือเป็นเรื่องที่เรานึกไม่ถึง หรือ เสียมารยาทเกินกว่าที่เราจะถามเขา บางทีเขาก็ไม่รู้ตัวเอง เช่น เราจะไม่รู้ว่าเขานอนกรน จนกว่าจะได้นอนร่วมห้องเดียวกับเขา ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองนอนกรน แต่นิสัยลึกๆของคน จะรู้ได้จากการลำบากร่วมกัน เราจะได้เห็นว่า เมื่อถึงคราวลำบาก บางคนอาจจะเอาตัวรอดให้ตัวเองสบายคนเดียว ไม่สนใจความเดือดร้อนของคนอื่น ในขณะที่บางคนอาจจะยอมเสียสละช่วยเหลือคนอื่น

นิสัยคนต้องดูนานๆ ดูได้จากการร่วมทำกิจกรรมกัน 3 เดือนถึง 1 ปี บางคนดูผิวเผินเหมือนคนไม่ดี อาจเพราะเผลอพูดหรือทำผิดพลั้งไปโดยไม่ได้ตั้งใจ บางคนดูผิวเผินเหมือนคนดี ช่วยเหลือคนอื่นเวลาถูกร้องขอ แต่เวลามีอะไรไม่น่าไว้วางใจมากระทบ ทำให้สงสัยหรือกลัว อาจจะเปลี่ยนเป็นคนใจร้ายเห็นแก่ตัว แต่การจะร่วมทางกันได้หรือไม่ สามารถดูได้เร็วกว่านั้น โดยดูจากความดื้อรั้น และการโต้เถียง แค่เราลองเล่าเรื่องต่างๆ ถ้าเขาโต้เถียงโดยที่ยังรู้ไม่จริง นั่นแสดงถึงนิสัยโง่และดื้อรั้นที่ชวนทะเลาะด้วย หรือเมื่อเราเห็นข้อเสียของเขาแล้วตักเตือน แต่เขาไม่ปรับปรุงตัวเพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถร่วมทางกับใครได้นาน เพราะจะยังคงดันทุรังทำสิ่งที่ผิดๆสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่ร่ำไป จนคนที่อยู่ด้วยทนไม่ไหว เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น

นิสัยของคนเกิดจากการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมที่สั่งสมมาตลอดชีวิต เราไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยบางคนได้ง่ายๆด้วยคำพูด แต่ละคนมีพื้นฐานมาแตกต่างกัน สิ่งที่คนๆหนึ่งทำมานาน จะกลายเป็นนิสัย ที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับเรา เช่น ขี้เกียจ พูดมาก ป่วยบ่อย ฯลฯ นิสัยเหล่านี้เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าเราพยายามเปลี่ยนแปลงจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายจนได้ไม่คุ้มเสีย ทางที่ดีคือ อย่าร่วมทางกับเขา การร่่วมทางกับใคร ต้องเลือกให้ดี

อย่าอดทนกับคนดื้อรั้น เพราะเวลาผ่านไป จะทนไม่ได้ คนดื้อรั้นเมื่อเราพูดด้วยดีๆแล้วยังไม่ฟัง เราจะต้องใช้ความอดทน พอถึงวันที่หมดความอดทน เราก็ต้องใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น เริ่มจากด่าทอ จนถึงทำร้ายร่างกาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการด่าหรือทำร้าย ล้วนแต่จะกลายเป็นปมฝังใจคนที่โดนไปตลอดชีวิต เราจึงไม่ควรปล่อยให้ความสัมพันธ์ เลยไปจนถึงขั้นด่า แต่ควรแยกทางกันตั้งแต่ตอนที่พูดด้วยไม่รู้เรื่อง

ในสังคมมีคนโง่อยู่เป็นจำนวนมาก คนฉลาดมีน้อยมาก วิธีอยู่ร่วมกันคนโง่ที่ดีที่สุดคือ ทางใครทางมัน หรือถ้าจำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน ต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้คนโง่แสดงออก เพราะคนโง่จะพูดแต่เรื่องโง่ๆมารบกวนเรา บางครั้งขวนเราไปทำเรื่องโง่ๆทำให้เราเดือดร้อน

ถ้าเป็นคนใช้แรงงานกับคนใช้สมอง จะอยู่ร่วมกันไม่ค่อยได้ เพราะคนใช้แรงงานไม่เข้าใจว่า คนใช้สมองต้องใช้สมาธิ จึงชอบรบกวนสมาธิด้วยเรื่องต่างๆเป็นช่วงๆ ทำให้คนใช้สมองใช้สมาธิไม่ต่อเนื่อง บางทีก็ตำหนิคนใช้สมองว่าขี้เกียจ นั่งอยู่แต่บนโต๊ะ ไม่ขยันเหมือนเขา ที่ทำงานใช้แรงทั้งวัน

คนโง่ มักจะชวนไปทำแต่เรื่องโง่ๆ คือเรื่องที่ต้องเหนื่อยมาก เสียเวลามาก แต่ได้ผลตอบแทนน้อย ไม่คุ้มค่าเหนื่อย หรือไม่ได้อะไรเลย ไม่เหมือนคนฉลาด ที่รู้จักทำตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม ทำน้อยแต่ได้ผลมาก ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนโง่ คิดไม่ละเอียดรอบคอบ เห็นอะไรก็ทดลองไปหมด กว่าจะรู้ก็ทำผิดพลาดไปแล้ว ส่วนคนฉลาดจะรู้จักหาข้อมูลและเลือกให้ดีก่อนลงมือทำ

คนโง่ให้เป็นผู้นำไม่ได้ เพราะพาไปทำเรื่องโง่ๆ ให้เป็นผู้ตามก็ไม่ได้ เพราะทำได้แต่เรื่องโง่ๆ เรื่องที่ต้องใช้สมองจะทำไม่ได้ แถมยังดึงเราลงต่ำ เพราะเขาคิดและพูดได้แต่เรื่องโง่ๆ ทำให้เราต้องเสียเวลาทำและฟัง เผลอๆเขาจะมาโกงเราอีก มีตัวอย่างของ ชายสูงศักดิ์ที่ไปได้ภรรยาเป็นลูกสาวชาวไร่ชาวนา สุดท้ายเขาก็ต้องไปทำไร่ทำนา ตามที่ภรรยาเห็นชอบ หรือชายที่เรียนมาสูง แต่ได้ภรรยาเป็นแม่ค้า สุดท้ายเขาต้องไปช่วยภรรยาขายของในตลาด

ถ้าจำเป็นต้องร่วมงานกับคนโง่ ต้องให้เขาเป็นผู้ตามอย่างเดียว นอกจากจะไม่ให้เขาออกคำสั่งแล้ว อย่าสั่งให้เขาไปทำอะไร เพราะ คนโง่ทำอะไรก็สร้างปัญหา ถ้าสั่งให้ไปทำอย่างหนึ่ง แต่กลับไปทำมาอีกอย่างหนึ่งก็มี

คนที่เราไม่สมควรร่วมทางด้วยคือ คนที่โง่แล้วไม่รู้ว่าตัวเองโง่ เพราะจะพาตัวเองตกต่ำลงไปเรื่อยๆ จากความโง่ของตัวเอง ทุกคนมีข้อเสียของตนเอง ที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน คนที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เมื่อถูกตักเตือนแล้วต้องรู้จักปรับตัว คนดื้อรั้นไม่สามารถอยู่ร่วมกับใครได้ คนประเภทนี้คัดกรองได้ง่าย โดยแกล้งหาจุดที่ผิดของเขา แล้วลองว่ากล่าวตักเตือน หรือบอกให้เขาเปลี่ยน ถ้าเป็นสิ่งที่เราแน่ใจว่าผิดจริง ถ้าเขาไม่เก็บไปคิด หรือไม่ยอมรับความจริง ด้วยการดื้อเงียบหรือเถียงกลับ หรือยอมรับแต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ เราสมควรเลิกยุ่งกับเขาทันที เพราะเขาจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิต เปลี่ยนไม่ได้ การตัดแต่เบื้องต้นจะช่วยให้เราไม่ต้องเสียเวลาอันมีค่าไปกับเขา และไม่ต้องให้เขาเสียเวลากับเรา จนเป็นข้ออ้างในภายหลังได้ว่า เราหลอกเขาให้เสียเวลา ถ้ายังฝืนร่วมทางกันต่อไป คำเตือนก็จะกลายเป็นคำด่า ตามด้วยการทำร้ายร่างกายกัน

คนอีกประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงคือ พวกเด็กมีปัญหา หมายถึง เวลาทุกคนอยู่ดีๆสงบๆไม่มีปัญหา ก็สร้างปัญหาให้คนอื่นลำบากใจ ด้วยอารมณ์ที่ไม่คงที่ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย คนพวกนี้มีปัญหาเพราะเกิดจากการเลี้ยงดูที่บกพร่อง พ่อแม่อยู่ไม่ครบ หรือ พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาสั่งสอน หรือ พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน

คนที่ไม่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา คัดกรองได้โดยดูจาก กาละเทศะ คนที่ชอบทักพูดคุยกับคนอื่นมีความเสี่ยงสูง ทดลองให้เขาไปถามใครสักคนที่กำลังยุ่งอยู่ ถ้าเขาไม่สนใจรอแล้วถามทันที แสดงว่าไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา คนพวกนี้หากอยู่ร่วมด้วย จะสร้างความหนักใจให้กับเราในระยะยาว เพราะนึกจะพูดหรือเรียกร้องอะไรก็พูด ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนอย่างไร คนพวกนี้หากใกล้ชิดจะสังเกตุได้ว่า เขากล้าทำให้คนอื่นลำบาก เพื่อตัวเองสุขสบาย ถ้าเป็นผู้หญิงช่วงใช้ผู้ชาย เช่น ใช้ซื้อของให้ เราอาจเห็นไม่ชัดในช่วงแรก เพราะก้ำกึ่งระหว่างความชอบกับความไม่เกรงใจ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว จึงจะเห็นได้ชัด วิธีทดสอบอย่างหนึ่งคือ บอกว่าไปเที่ยวต่างจังหวัด อยากได้ของฝากอะไรไหม ควรมีคำตอบเดียวคือ ไม่เอาเพราะเกรงใจ ต่อให้จำเป็นก็ยังเกรงใจ แต่ถ้าเป็นฝากซื้อของนั่นนี่ แสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว

คนที่ไม่รู้จักเกรงใจ นัดแล้วให้ไปนั่งรอ ชอบพึ่งพาผู้อื่น (คนที่มีพื้นฐานยากจนมาก่อน มักจะมีนิสัยแบบนี้) ฯลฯ ถึงแม้ว่าเขาจะช่วยเราได้บ้าง เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่เราก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปคลุกคลีสนิทสนม เพราะเมื่อรู้จักกันแล้ว เขาก็จะมาขอความช่วยเหลือจากเรา จริงอยู่ว่า คนในสังคมต้องพึ่งพาอาศัยกัน แต่ในสังคมยังมีคนดีๆอีกมาก ที่ยินดีจะช่วยผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งคนดีแบบนี้จะยินดีคบกับเรา ก็ต่อเมื่อเราเป็นคนดีเหมือนเขา เช่น คนที่ชอบช่วยเหลือสังคม ก็จะคบกับคนที่ชอบช่วยเหลือสังคมด้วยกัน ไม่คบกับคนที่เห็นแก่ตัว ทำเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว

คนโง่ ถ้าดื้อรั้น และไม่รู้จักเกรงใจด้วย ยิ่งเป็นที่สุดของความเลวร้าย ใครอยู่ด้วยก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น

เราอยู่ใกล้ใครเราก็จะซึมซับนิสัยแบบนั้นมา คนขี้เมาจะชวนเราไปเมา คนเจ้าชู้ก็จะชวนเราไปเป็นคนเจ้าชู้ ถ้าเราคลุกคลีกับพวกใช้แรงงาน เขาก็จะชวนเราไปใช้แรงงาน ห่วงแต่เรื่องจุกจิกเก็บกวาดปิดเปิดไฟ ถ้าเรามัวแต่ทำงานใช้สมอง เขาก็จะไม่เข้าใจ หาว่าเราขี้เกียจ คนเรียนน้อย ใช้แรงงานได้อย่างเดียว ทำงานใช้สมองไม่ได้ แต่ก็มีคนเรียนสูงบางคน ที่พ่อแม่เรียนน้อยและเคยยากจนมาก่อน จึงสอนลูกให้ใช้แต่แรงงาน คนที่ใช้แรงงานจะได้เงินน้อย เพราะใครๆก็ทำได้ และจะไม่มีเวลาทำงานใหญ่ ต่างจากคนทำงานใช้สมอง ที่ได้เงินมากกว่า และ มีเวลาว่างมากกว่า หากเราเจอพวกที่ชอบชวนเราไปใช้แรงงาน แก้เผ็ดได้ด้วยการให้เขาทดลองใช้สมอง เช่น อ่านข้อมูลต่างๆ แล้วตัดสินใจ เทียบกับคนที่ทำงานใช้สมอง จะพบว่าพวกที่ชอบใช้แรงงาน จะอ่านได้ไม่ละเอียด ตกหล่นข้อมูลปลีกย่อยไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนที่ชอบใช้แรงงาน จะใช้สมองได้ไม่ดี

การทนอยู่กับคนไม่ดี จะทำให้เราซึมซับความไม่ดีของเขามาด้วย หรือถึงแม้ว่าตัวเราจะมีภูมิต้านทานดี แต่การที่ต้องอดทนกับพฤติกรรมไม่ดีของคนอื่นอยู่เป็นประจำ จะทำให้เรามีปมในใจได้

ความรู้ คือ บัตรผ่านอย่างดี

เรื่องที่เกี่ยวข้องคนจำนวนมาก มักจะมีผู้ดูแล และมีกฎเกณฑ์ข้อจำกัดมาก กฎเหล่านี้ตั้งขึ้นมา เพื่อไม่ให้คนที่ไม่มีความรู้ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ดูแล  แต่ถ้าเราแสดงตนว่ามีความรู้ทัดเทียมกับผู้ดูแลหรือมากกว่า เช่น ฟังภาษาอังกฤษได้ ฟังศัพท์เทคนิคเข้าใจ ผู้ดูแลก็จะวางใจ ว่าเราจะไม่สร้างความเดือดร้อน แล้วเราก็มีโอกาสได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าคนทั่วไป แถมคนที่มีความรู้ยังได้รับการปฎิบัติดีกว่าคนทั่วไปด้วย

การพูดคำศัพท์เฉพาะ แม้แต่ ชื่อสถานที่ เป็นการแสดงตัวให้คนอื่นรู้ว่า เราเป็นคนมีสมองและมีการศึกษาดี เพราะ ชาวบ้านทั่วๆไปจะไม่ใช้คำศัพท์พวกนี้

กฎทุกอย่างมีข้อยกเว้น ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ เหตุผลที่ทุกคนยอมรับได้ก็คือ เหตุสุดวิสัย เช่น ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ ป่วย  นอกจากนี้ก็มีเหตุผลที่เขาไม่สามารถทำให้เราได้ เช่น พ่อค้าตื๊อให้เราซื้อของกับเขา แต่เขาไม่มีสินค้ายี่ห้อหรือรุ่นที่เราต้องการ

ถ้าเราจะทำเรื่องใดที่สุ่มเสี่ยมต่อการผิดกฎหมาย เราก็คิดไว้ล่วงหน้าว่า มีโอกาสโดนกล่าวหาอย่างไร แล้วศึกษาเรื่องนั้นให้ดี เพื่อเวลาโดนกล่าวหา จะได้มีข้อแก้ตัวที่สมเหตุสมผล

คนพูดไม่ทำ คนทำไม่พูด

คนที่บอกว่าจะทำอะไร สุดท้ายมักจะทำไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการละเลิกกิเลสอบายมุข เพราะจิตใจคนอ่อนแอเกินกว่าจะเอาชนะกิเลสได้ จึงต้องพูดว่าจะทำ เพื่อปลอบใจตัวเอง แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะยังมีกิเลส และกิเลสมักจะเป็นฝ่ายชนะ คนที่จะทำได้ คือคนที่ไม่มีเยื่อใยเหลืออยู่ จะลงมือทำจริงโดยไม่พูด บางคนเป็นคนใจแข็ง จึงทำได้โดยไม่ต้องพูด อย่างเช่น คนที่บอกว่าจะเลิกดื่มเหล้า มักจะเลิกไม่ได้

พยายามอย่าขอความช่วยเหลือจากใครโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะคนรู้จัก

ถ้าเราไปขอความช่วยเหลือจากคนรู้จัก เราจะกลายเป็นหนี้บุญคุณเขา เป็นหนี้แบบมีมูลค่าไม่ชัดเจน เปิดโอกาสให้ในวันหลังเขามาขอเรากลับ เอาเปรียบเราได้ไม่รู้จบ เรียกร้องสิ่งตอบแทนที่ทำให้เราลำบากกาย หรือทำร้ายจิตใจเรา โดยที่เราปฎิเสธไม่ได้ ต้องอดทนรับความลำบากนั้นไป เผลอๆอาจจะขอมากกว่าที่เราเคยขอด้วย ในโลกใบนี้ มีความช่วยเหลือที่หยิบยื่นจากเพื่อนร่วมโลก เป็นความช่วยเหลือที่ไม่หวังผลตอบแทน เพียงแต่ต้องเป็นเวลาที่เราเดือดร้อนจริงๆ ถ้าเราไม่เดือดร้อนจริง ก็จะไม่มีใครอยากช่วย เพราะดูเหมือนจะเป็นการเอาเปรียบคนอื่นมากกว่า การจ่ายเงินเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลาที่ไม่เดือดร้อนหนัก

จริงอยู่ว่าการขอความช่วยเหลือคนรู้จัก มักจะต้องมีการตอบแทนกันในภายหลัง แต่บางครั้งเราก็จำเป็นต้องแลก

การใช้เงินซื้อเป็นวิธีที่เราไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณใคร

อย่าเลียนแบบใคร

การเลียนแบบทำให้เรามองไม่เห็นความจริง แทบจะทุกเรื่องบนโลกใบนี้ พอมีคนหนึ่งเริ่มทำ ก็มีคนเลียนแบบ หลายเรื่องที่ทำมาผิด ทำให้คนที่ลอกต่อๆกันมาทำผิดมาตลอด โดยไม่มีใครรู้ ยกตัวอย่างเช่น เราเห็นคนสูบบุหรี่หรือไปเที่ยวผับ แล้วเราคิดว่าเท่ห์ แต่พอเวลาผ่านไป เราก็พบว่าคนที่ทำแบบนั้นคือคนที่มีปัญหาชีวิต และสังคมมองว่าการทำแบบนั้นไม่ดี

โลกนี้มีความหลากหลาย แต่ละคนจึงมีความชอบแตกต่างกัน เราอาจจะมีความชอบอย่างหนึ่ง คนอื่นอาจจะมีความชอบอย่างอื่น ถ้าเราไปเลียนแบบเขา สุดท้ายแล้ว เราก็จะพบว่า นั่นไม่ใช่หนทางที่เราชอบ แต่เราก็ต้องเสียเวลาไปมากกับหนทางของคนอื่น

อย่าโหดร้ายกับใคร

นิสัยของคนไทย คือ อลุ่มอล่วย ให้กันมากกว่าที่กฎเกณฑ์หรือกฎหมายกำหนดไว้ แตกต่างจากฝรั่งที่จะตรงเป๊ะๆ ยอมหักไม่ยอมงอ ตัวอย่างง่ายๆก็คือ ถ้าเราไปซื้อของตามตลาดนัด สามารถต่อราคาได้ แต่ถ้าไปซื้อของตามร้านค้าสไตล์ฝรั่งอย่างเช่น เซเว่น จะต่อราคาไม่ได้ ดังนั้น การติดต่อกับคนไทย ไม่ควรยึดติดกับสัญญาหรือลายลักษณ์อักษร แต่อาศัยความเชื่อใจกันเป็นสำคัญ อะไรช่วยได้ก็ช่วยกัน ให้กันไปให้กันมา เพราะถ้ายึดติดกับกฎเกณฑ์มากนัก อะไรที่เขาจะให้เราได้ ก็จะให้ไม่ได้ ถ้ามีอะไรไม่ดีก็คุยกันดีๆด้วยเหตุผล ไม่ต้องถึงกับฟ้องหัวหน้าหรือใช้กฎหมายมาจัดการ

ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาเป็นคนต่างจังหวัด ฐานะยากจน เรียนไม่เก่ง แต่เราก็คบเป็นเพื่อนกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ต่อมาทำงานแล้ว ผมก็ยังมีโอกาสให้ความช่วยเหลือเขาบ้าง บางครั้งเขาอาจเห็นแก่ตัวบ้าง แต่ผมก็ให้อภัย เพราะเข้าใจว่าแต่ละคนอาจมีเหตุผลหรือถูกสอนมาต่างกัน ผ่านมา 20ปี เขาร่ำรวยกว่าผม และมักจะยื่นมือมาช่วยเหลือผมทันทีที่เขาเห็นว่าผมประสบปัญหา และดูเหมือนเขาจะเปลี่ยนนิสัยไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวแล้ว ถ้าในอดีต ผมดูถูกว่าเขาเป็นคนฐานะยากจน หรือคิดว่าเขานิสัยไม่ดี แล้วปฎิเสธที่จะคบเขา ผมคงไม่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าเช่นนี้

ผมมีเพื่อนอีกคนหนึ่ง สมัยเรียนหนังสือเราไปเที่ยวด้วยกัน แล้วเขาเป็นคนไม่ค่อยมีเงิน ทำให้ผมต้องออกเงินมากกว่าเขา ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนไม่ดีแล้วเลิกคบกับเขาไป ผ่านมา 20 ปี เราได้มาเจอกันใหม่ ถึงแม้ว่าเขาจะมีเงินเดือนน้อย แต่เขาก็ยินดีที่จะเลี้ยงข้าวผมมือละหลายร้อยบาท ทำให้ผมรู้สึกผิดที่เคยคิดไม่ดีกับเขา

ถึงแม้ว่าเราสามารถจะขอความช่วยเหลือจากสังคมอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะเป็นโพธิสัตว์ที่พร้อมจะช่วยเหลือคนอื่น แต่ถ้าหากเราช่วยเหลือใครก่อนแล้ว มั่นใจได้ว่า แทบทุกคนที่เราเคยช่วยเหลือ จะยินดีกลับมาช่วยเหลือเท่าที่เขาทำได้

ถ้าเราโหดร้ายหรือเอาเปรียบใคร ในอนาคต เวลาที่เราต้องไปขอความช่วยเหลือจากเขา นอกจากเขาไม่ช่วยแล้ว ยังโดนเขาด่ากลับมาอีก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากใคร แต่เราก็มองหน้าเขาไม่ติด มีตัวอย่างของ ปตท.ทำน้ำมันรั่วที่เกาะเสม็ด วันที่ 31 กค.56 ต่อมา วันที่ 2 สค.56 ทางปตท.ประกาศหาจิตอาสาไปช่วยทำความสะอาดเกาะเสม็ด แต่ประชาชนทั่วไปเห็นว่า ที่ผ่านมา ปตท.เอาเปรียบประชาชน ด้วยการขึ้นราคาน้ำมันเบนซินอยู่เรื่อยๆ จนทำให้ราคาน้ำมันเบนซินแพงลิบลิ่ว ทำให้ผู้คนต่างออกมาตำหนิติเตียน ปตท.

ถ้าเราช่วยเขาวันนี้ วันข้างหน้าถ้าเขามีโอกาส เขาย่อมจะตอบแทนเรา มีเรื่องของเด็กอ้วนกับเด็กผอม เด็กผอมบ้านไม่ค่อยมีเงิน เด็กอ้วนจึงชวนไปเลี้ยงข้าวที่บ้าน ต่อมาเมื่อโตขึ้น เด็กผอมร่ำรวยขึ้น จึงมาซื้อบ้านให้เด็กอ้วนฟรีๆ 1 หลัง

สังคมจะดีหรือไม่ อยู่ที่ตัวเรา สังคมที่ดี พอมีคนเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักเกรงใจ ปะปนมา ก็จะกลายเป็นสังคมที่แย่ลง ยิ่งมีคนเห็นแก่ตัวเพิ่มมากขึ้น มีตัวอย่าง สมัยที่ผมยังเด็กๆ ตามหน้าร้านค้าในกทม.จะมีหม้อน้ำตั้งไว้หน้าร้าน ให้คนเดินผ่านไปมาก็อาศัยดื่ม ต่อมาหายหมด สอบถามเจ้าของร้านได้ความว่า มีคนมากินน้ำแล้วทำสกปรกเลอะเทอะในหม้อน้ำ

คนที่มีสถานภาพสูงกว่าคนอื่น มักจะมีโอกาสพูดจาดูหมิ่นผู้ที่ต่ำต้อยกว่าได้ง่าย แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อผู้ที่ต่ำต้อยกว่าเจอทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ก็จะตีจากไป เช่น เจ้าของกิจการ พูดจาดูถูกลูกค้า ทำให้ลูกค้าหนีไปซื้อร้านอื่น ฯลฯ ซึ่งวิธีการที่จะป้องกันการพูดจาดูหมิ่นผู้อื่นคือ พยายามเปลี่ยนความคิดว่า ตนเองต้องอาศัยพึ่งพาคนเหล่านั้น

รู้นิสัยคนได้จากกำพืด หรือคนที่เขาคบหาด้วย รู้กำพืดของคน ได้จากคำพูดและการกระทำ

ก่อนที่เราจะคบกับใคร เราควรจะรู้กำพืด คือประวัติหรือรากเหง้าของเขาก่อน เพื่อที่เราจะเข้าใจพฤติกรรมของเขา นิสัยได้มาจากการปลูกฝังมายาวนาน จากครอบครัวและสังคม เราจึงรู้นิสัยคนได้จากกำพืดของคน ซึ่งเรื่องนี้ได้จากการสังเกตุบวกกับฟังจากประสบการณ์ของคนอื่น แล้วเรามักจะพบว่า คนที่เติบโตมาในท้องถิ่นที่ยากจน อย่างตามชนบทที่ห่างไกลทะเล หรือ คนที่มีปัญหาครอบครัว มักจะมีนิสัยที่ไม่ค่อยน่าคบหาด้วย เช่น ไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น ไม่สนใจความเดือดร้อนของใคร เห็นแก่ตัว ทำแค่ให้ตัวเองรอด, ชอบอวดรวยเพื่อกลบปมด้อยของตัว (ทั้งที่ตัวเองไม่รวย), เจ้าชู้ ฯลฯ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสังคมที่ยากจน ต้องคิดแต่เรื่องเอาตัวรอด ห่วงแต่เรื่องของตัวเอง จนไม่ได้คิดเรื่องถูกผิดชั่วดีมากนัก เห็นญาติสำคัญกว่าเพื่อน เห็นเพื่อนสำคัญกว่าคนไม่รู้จัก ต่างจากคนที่เติบโตมาจากในสังคมของชนชั้นกลาง อย่างแถวริมทะเลหรือในเมือง พวกเขาจึงมีนิสัยพอเพียง ไม่ค่อยอวดรวย พ่อแม่ไม่ขอเงินลูก ฯลฯ เราอาจจะพบอีกว่า คนที่มาจากทางภาคเหนือหลายคนขี้โกง เคยมีคนโดนคนเหนือโกงมาก่อน คนที่มีนิสัยผิดเพี้ยนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะเข้ามาอยู่ในเมืองนานแล้ว แต่ยังมีบางแง่มุมที่ยังคิดผิดเพี้ยนอยู่ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ได้เป็นทุกคน บางคนครอบครัวสอนมาดี (โดยเฉพาะพวกครู มักจะสอนลูกได้ดี) บางคนพ่อแม่อยู่ครบ แต่พ่อไม่มีเวลาสอน (พ่ออาจเป็นเซลขายของต่างจังหวัด หรือเป็นไต้ก๋งที่ต้องออกเรือบ่อย ทำให้ลูกต้องอยู่ภายในการเลี้ยงดูของแม่) ก็จะมีนิสัยที่ผิดเพี้ยนด้วยเช่นกัน แต่เราจำเป็นต้องรู้รากเหง้าของเขา เพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยง หรือ คบอย่างระมัดระวัง อย่าถลำลึกลงไปจนเกิดความสูญเสียมาก เพื่อไม่ให้ความบิดเบี้ยวของเขา มาทำร้ายจิตใจเราได้ในภายหลัง และถ้าโดนทำร้ายจิตใจ เราจะได้เข้าใจ ว่าเขาเป็นเช่นนี้เพราะ มีปัญหามาจากการเลี้ยงดู แล้วให้อภัยไม่ถือโทษโกรธ ดังที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่า "every inclination of the human heart is evil from childhood"

คนที่ตอนเด็กที่มีปัญหาครอบครัว จะมีลักษณะภายนอกที่สังเกตุได้คือ
คนที่พ่อแม่อยู่ครบ มีพ่อคอยอบรม ที่จะดูหน้าตาโง่ๆเซ่อๆ ยิ้มง่าย มองโลกตามความเป็นจริง ทั้งแง่บวกและลบ มีครอบครัวช้าเพราะมีพ่อแม่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ดื่มเหล้าดูดบุหรี่เพราะพ่อแม่ห้ามไว้

อีกเรื่องหนึ่งที่เราควรรู้ คือ วัฒนธรรมท้องถิ่น ที่เป็นตัวหล่อหลอมคนในสังคมให้มีนิสัยคล้ายๆกัน เช่น นิสัยคนไทยที่อะลุ่มอล่วยให้อภัยกัน เป็นที่มาของนิสัยอื่นๆทั้งดีและไม่ดี นิสัยไม่ดี เช่น การไม่ตรงต่อเวลา เพราะ คนที่มาสายก็ยังคงได้รับการให้อภัย แต่เมื่อพวกเขาได้ทำงานในบางองค์กรแล้ว จะเริ่มมีนิสัยตรงต่อเวลามากขึ้น เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจะได้หาทางป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่น เวลาจะนัดกับใครที่ไม่แน่ใจว่าจะตรงต่อเวลาหรือไม่ ควรนัดกันมากิจกรรมอื่นล่วงหน้า ก่อนจะถึงเวลานัดสำคัญ

นิสียของคน สามารถดูได้จากกำพืดของเพื่อนของเขา คนที่มีกำพืดเหมือนกัน มักจะคบหาเป็นเพื่อนกันได้ เช่น คนที่ไม่มีพ่อคอยสั่งสอน มักจะเป็นเพื่อสนิทกับคนที่พ่อแม่แยกทางกัน เพราะคนเหล่านี้ค่อยแคร์ความรู้สึกใจ และไม่สนใจให้ใครมาแคร์ความรู้สึก ฯลฯ แต่คนที่มีกำพืดต่างกัน จะคบกันลำบาก เช่น คนที่พ่อแม่อยู่ครบถ้วน จะรับไม่ได้กับนิสัยไม่แคร์ใครของคนที่มีปัญหาครอบครัว

ถ้าเราอยากรู้ประวัติของใคร แค่ดูการพูดจาก็จะรู้ได้  คนที่มีพื้นฐานมีกินมีใช้ ไม่ยากจน มีพ่อแม่อยู่ครบ มีพ่อคอยสอน จะเป็นคนโดยสมบูรณ์ รู้จักเกรงใจ และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อทำให้เขาสบายใจ ส่วนคนที่มีพื้นฐานยากจน หรือ ครอบครัวแตกแยก เป็นลูกเมียน้อย พ่อไม่อยู่ อย่างใดอย่างหนึ่ง จะไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกของใคร คิดถึงแต่ตัวเอง คนที่ไม่มีพ่อคอยสอน อยู่กับแม่ มักจะมีนิสัยเห็นแก่ตัว เพราะ ธรรมชาติของผู้หญิงมีความอ่อนแอ ทำให้มีนิสัยเห็นแก่ตัว แม่จึงสอนลูกให้เห็นแก่ตัว ต่างจากผู้ชายที่มีจิตใจเป็นกลางมากกว่า พ่อจึงสอนลูกได้ดีกว่า ถ้าเป็นลูกเมียน้อย ก็จะมีนิสัยโกรธแค้นชิงชังสังคมด้วย

คนเรียนน้อย มักจะหยาบคาย และไม่ค่อยมีมารยาท เพราะไม่เคยได้รับการอบรมมาจากในห้องเรียน ส่วนคนมีการศึกษาสูง มักจะดูนุ่มนวลเรียบร้อย

ถ้าอยากรู้อดีตชาติของใคร ให้ดูว่าเขารักหรือเกลียดอะไร ถ้าอ่านหนังสือหรือดูภาพยนต์เรื่องไหนแล้วน้ำตาไหล แสดงว่าเรื่องนั้นเคยเกิดขึ้นในชีวิตเขามาก่อน

ท้องถิ่นสามารถเป็นตัวหล่อหลอมนิสัยคนได้ เช่น คนที่เกิดในที่กันดาร อย่างตามชนบทไกลทะเล มักจะชอบดื่มเหล้าและเปิดเพลงเสียงดัง

เราสามารถรู้นิสัยคนได้จากคนแวดล้อมเขา เช่น คนที่เป็นหัวหน้าและมีลูกน้อง ให้ดูว่าลูกน้องบ่นอะไรเกี่ยวกับตัวเขา จะรู้ว่าหัวหน้านิสัยอย่างไร ถ้าหัวหน้ากดเงินเดือนลูกน้อง แสดงว่า หัวหน้ามีนิสัยเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา

คนที่จะคบหากันได้ ต้องมีนิสัยคล้ายๆกัน เช่น ต้องเห็นแก่ตัวพอๆกัน เหมือนสัตว์ป่าชนิดเดียวกัน จะมาอยู่รวมฝูงกัน ดังนั้น เราจึงสามารถรู้นิสัยคนได้ โดยดูจากคนที่เขาคบหาด้วย ทั้งเพื่อนและแฟนของเขา มีนิสัยเช่นไร เขาก็จะมีนิสัยเช่นนั้น

คนที่พูดเรื่องอะไร หรือ ชอบอะไร จะมีนิสัยแบบนั้น เช่น คนที่พูดถึงคนมีความรับผิดชอบ แสดงว่าเขาเป็นคนมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้
ยังสังเกตุได้จากชีวิตประจำวัน เช่น การกินข้าว คนที่มีความรับผิดชอบ ถ้าไม่กินก็จะไม่สั่ง ถ้าสั่งมากินแล้ว ก็จะกินข้าวไม่เหลือสักเม็ด อย่างไรก็ตาม เรื่องการกินข้าวจนหมดนี้ เป็นเรื่องที่ปลูกฝังมาในโรงเรียน คนที่เรียนน้อย อาจจะไม่รู้เรื่องนี้

ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถดูคนได้จากภายนอก เช่น การแต่งกาย แต่การสังเกตุจากสีเสื้อผ้าและเครื่องใช้ บางครั้งจะรู้ได้ว่าเขามีนิสัยอย่างไร อย่างคนที่ชอบใช้สีขาวหรือสีอ่อนๆ มักจะมีนิสัยรักความดีงาม ในขณะที่คนที่ชอบสีดำ อาจจะมีนิสัยค่อนไปทางด้านมืด อย่างพวกเจ้าพ่อที่ชอบใช้รถสีดำ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูว่าเขามีเหตุผลอื่นด้วยหรือไม่ หรือแม้แต่เพลงที่ฟังว่ามีเนื้อหาอย่างไร เนื้อหาชีวิตของเขา จะอยู่ในเพลงที่เขาชอบฟังซ้ำๆ

รากเหง้าจะส่งผลต่อการกระทำและคำพูดของคน การกระทำหรือคำพูดบางอย่าง จึงสามารถสื่อถึงนิสัยได้ เช่นคำพูดที่ว่า "ขอให้เชื่อใจกัน" แสดงว่า คนที่จะพูดเช่นนี้ได้ จะต้องมั่นใจในตัวเองพอสมควร ว่าเป็นคนดี หรือการกระทำที่โบราณว่า เพื่อนแท้คือเพื่อนในยามยาก คนอยู่เคียงข้างเราได้ทั้งในยามสุขและทุกข์

บางครั้งเราสามารถรู้พฤติกรรมของคนได้ โดยการถามอ้อมๆ เช่น ถ้าเราอยากรู้ว่าเขาดูดบุหรี่หรือไม่ ให้ถามหาไฟแช็ค

การถามเรื่องที่ทำให้คนรู้สึกต่ำต้อย ควรมีข้อดีของเขามาประกอบด้วย
การถามเรื่องถิ่นกำเนิด หรือ ฐานะทางครอบครัว จะต้องคิดเผื่อคำตอบที่อาจจะทำให้เขารู้สึกต่ำต้อย เพราะบางคนอาจเกิดในอีสานที่มีฐานะยากจน บางคนอาจเกิดในครอบครัวที่ยากจน คำตอบอาจทำให้เขารู้สึกต่ำต้อย ถ้าเราฟังแล้วคิดแบบนิ่งเฉย อาจทำให้เขาคิดมาก ว่าเราถามเพราะแบ่งชนชั้นวรรณะหรือไม่ การถามเพื่อให้คนไม่รู้สึกว่าโดนดูถูก ควรให้เหตุผล ในลักษณะของคำชม อย่างเช่น การถามหญิงสาวว่า เป็นคนจังหวัดใด บางคนมาจากอีสาน เราควรจะให้เหตุผลว่า ถามเพราะเห็นเธอเป็นคนสวย คนแถวนั้นสวยเหมือนเธอหมดหรือไม่ เป็นต้น ถึงเม้ว่าเธอจะไม่ได้สวยมาก แต่ผู้หญิงทุกคน ต้องการให้คนชมว่าตัวเองสวย

ถ้าไม่สามารถหาข้อดีมาประกอบได้ ควรพูดให้เป็นเรื่องตลกไปแทน

อย่าดูถูกใคร ถ้าจะพูดข้อเสียของใคร ควรจะพูดเรื่องที่เขาปรับปรุงแก้ไขได้
อดีตที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น ฐานะ การศึกษา หรือ พ่อแม่แยกทาง ฯลฯ หากพูดแล้วไม่ช่วยให้เขาปรับปรุงตัว ไม่สมควรนำมาพูด เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้คือ ปมด้อยของคน

คนที่กลัวโดนดูถูก และคนที่เรียกร้องความเท่าเทียมกัน คือ คนที่อ่อนแอต่ำต้อย ส่วนคนที่แข็งแรงมักจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ การดูถูกคนที่ต่ำต้อยกว่า จะสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับคนที่ถูกดูแคลน นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนจนเกลียดคนรวย คนรวยบางคนไม่สั่งสอนลูกเรื่องนี้ สถาบันการศึกษาอันดับหนึ่ง อย่างเช่น จุฬาฯ ก็มักจะสอนให้ดูถูกคนอื่นโดยทางอ้อม

อย่าให้ผู้หญิง คนจน และคนที่ไม่เคยทำ เป็นคนตัดสินใจ
ผู้หญิงและคนจน ไม่สามารถใช้เหตุผลได้ดี อย่าให้คนเหล่านี้ตัดสินใจตามลำพัง เพราะจะตัดสินใจผิดได้ง่าย ควรมีคนที่ตัดสินใจได้ดีคอยควบคุม ซึ่งได้แก่ ผู้ชาย ที่ไม่จำเป็นว่าจะต้องร่ำรวย แต่ต้องไม่ยากจน

ความยากจนทำให้คนไม่ค่อยมีโอกาสในการเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง พวกเขาจึงไม่ได้ฝึกตัดสินใจ ส่วนผู้หญิง นอกจากจะมีความอ่อนแอ เป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตแล้ว มักจะด้อยความสามารถในการใช้เหตุผลอยู่โดยธรรมชาติ แถมยังมีความรักสวยรักงาม มักจะมาบดบังเหตุผล

บางครั้งผู้หญิงและคนจน มักจะร้องขอความช่วยเหลือ ในเรื่องที่ไม่ได้คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน เช่น ทำเองได้ แต่ไม่ทำ กลับไปขอความช่วยเหลือคนอื่น ฯลฯ ถ้าเราทำตามคำขอของเขา ชีวิตเราก็จะวุ่นวาย เพราะต้องคอยไปอุ้มคนอื่นทั้งๆที่เขาช่วยตัวเองได้ แต่ถ้าเราไม่ช่วยก็จะทำให้เขาเสียน้ำใจ ดังนั้น ถ้าเรายังตัดสินใจไม่ได้ ทางออกคือ ผัดผ่อนออกไป พอเขาทนรอไม่ไหว เขาจะไปหาทางอื่นช่วยเหลือตัวเองได้เอง

ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ชายที่ไม่ยากจน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ เพราะไม่เคยทำ ก็อาจจะตัดสินใจผิดได้ง่าย

อย่าน้ดซ้ำซ้อน
การนัดใครก็ตาม ให้ดูว่าเขามีธุระอะไรก่อนหน้านั้นหรือไม่ เพราะ คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคิดเผื่อเวลา ทำให้บางทีต้องทำธุระนานกว่าที่คิดไว้ ถ้าเรานัดกับเรา เราก็จะต้องรอเขาทำธุระให้เสร็จ ทำให้เราไม่พอใจ แถมยังต้องเร่งเขาอีก ทำให้เขาไม่พอใจ เช่นเดียวกัน เราไม่ควรจะนัดมากกว่า 1 คน ในแต่ละวัน เพราะ เมื่อคนเจอกันแล้ว อาจจะมีเรื่องให้เถลไถล บางทีทำธุระเสร็จ นัดไปกินข้าวต่ออีก

นัดกับใคร ควรเผื่อเวลา
ถ้ามีเวลาจำกัด แต่ไม่รู้ผลแน่ชัดว่าจะทำได้ทันเวลาหรือไม่ ควรเผื่อเวลาไว้ เช่น ถ้าต้องนัดกับใคร นั่นคือมีเวลาจำกัด ปัญหาหลักที่ทำให้เราไปไม่ทันนัดก็คือ รถติด สามารถทำให้เวลาเลื่อนออกไปได้จากสิบนาทีเป็นชั่วโมง แต่ถ้าเป็นวันหยุด ถนนโล่งมักจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มั่นใจจริงๆว่าถนนโล่งอย่างวันอาทิตย์ หรือช่วงค่ำ เราจำเป็นต้องเผื่อเวลาไว้เสมอ อาจจะไปล่วงหน้าแล้วไปหากินเที่ยวแถวนั้น ดีกว่าไปไม่ทันนัด

ถ้ามีคนที่กำลังพึ่งเราอยู่ เช่น ลูกค้ารอสินค้า เราควรจะต้องบอกเผื่อเวลาไว้ เช่น รู้ว่าส่งของได้ภายใน 1 ชม.ก็ต้องเผื่อไว้สัก 1 วัน เผื่อมีเหตุผิดพลาดกระทันหันเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น ป่วย หรือ ญาติเสีย ทำให้ทำไม่เสร็จทันเวลา แล้วคนที่รออยู่ก็จะมาจี้อยู่บ่อยๆ จนเราใช้ชีวิตไม่ปกติ

เคารพคนที่เขาเคารพ อย่าวิจารณ์คนรักของใคร
การแสดงความเคารพต่อผู้ที่เขาเคารพ จะแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนเข้าใจผู้อื่น จะทำให้เขารู้สึกดีกับเรา ถึงแม้ว่าจะไม่เคยสนิทสนมกันมาก่อนก็ตาม แต่ก็ทำให้เขารู้สึกได้ว่า เราเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมมาดี หรือผ่านโลกมามาก ลองนึกถึงเวลาคนศาสนาอื่น มาไหว้พระ คนศาสนาพุทธจะรู้สึกชื่นชม  หรืออย่างการเรียกพ่อแม่ของเขา ควรจะใช้คำว่า คุณพ่อคุณแม่ เพื่อแสดงความเคารพต่อพ่อแม่ของเขา

การวิจารณ์ใครให้อีกคนหนึ่งฟัง ควรพูดถึงเฉพาะคนที่ผู้ฟังไม่สนิท อย่าไปวิจารณ์คนที่เขารักหรือเคารพ ทั้งพ่อแม่พี่น้องและแฟน  ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะมีข้อไม่ดีอยู่ก็ตาม เพราะ นอกจากวิจารณ์ไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว ยังทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นระหว่างผู้ฟังกับคนสนิท และที่สำคัญคือ อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดีหรือโกรธผู้พูดได้

แต่ถ้าคนที่เขารักและเคารพ ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน แล้วเขายังไม่รู้จักว่ากล่าวตักเตือน ก็แสดงว่า เขาเป็นคนไม่ดีเช่นกัน  เราจึงไม่ควรจะไปคบหาสมาคมกับคนแบบนี้

อย่าโกหก แต่ไม่จำเป็นต้องพูดหมด
การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี แต่การพูดความจริงทั้งหมดก็อาจเป็นอันตรายกับตัวเอง

การโกหก จะไม่เนียน และมักจะถูกจับได้ในภายหลัง เพราะคนฟังสงสัยแล้วไปสืบเสาะ หรือ ความจริงปรากฎขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป หรือ คนพูดโกหกลืมคำพูดของตัวเอง แต่คนฟังยังจำได้ พอถูกจับได้ คนที่รู้จะเสียความรู้สึก ความเชื่อถือในตัวผู้พูดก็จะหมดไป ต่อไปพูดหรือทำอะไรก็จะไม่มีคนเชื่อ เพื่อนดีๆก็จะไม่กล้าคบหาด้วยอย่างสนิทใจ

แต่บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องพูดความจริงทั้งหมด เพราะความจริงอาจจะกลับมาทำร้ายตัวเราเอง เนื่องจากมีบางคนที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำ แล้วตีความผิด อย่างเช่น เรามีเงินมาก แต่ไม่จำเป็นต้องบอกใคร เพราะ อาจโดนยืมเงินหรือโดนปล้น, หรือกฎเกณฑ์บางข้ออาจล้าสมัย หรือ ถูกตั้งโดยคนที่รู้ไม่จริง บางครั้งเราจำเป็นต้องแหกกฎ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่พิเศษกว่าคนอื่น กรณีเช่นนี้ เราไม่ควรบอกใครว่าเราทำอะไร เพราะคนรู้อาจจะไปฟ้องผู้คุมกฎ ทำให้เราได้รับโทษ หรือ รอยโหว่โดนอุด ทำให้เราหมดโอกาส

ความจริงบางเรื่อง เป็นปมด้อยของคนอื่น เรารู้อยู่ในใจ แต่ไม่จำเป็นต้องพูดออกไป เพราะ จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกโกรธ แล้วจะส่งผลเสียต่อตัวเราเอง อย่างข่าวช่วงกลางปี พ.ศ.2558 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศกฎเกณฑ์การรับสมัครพนักงานใหม่ ว่าจะรับเฉพาะคนที่จบมหาวิทยาลัย 14 แห่งเท่านั้น ในจำนวนนี้ ไม่รวมสถาบันราชภัฎและมหาวิทยาลัยรังสิต ส่งผลให้สถาบันราชภัฎออกมาตอบโต้ว่า จะเลิกทำธุรกรรมกับธนาคารแห่งนี้ ขณะที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตก็ออกมาตอบโต้เช่นกัน

วิธีแรกในการทำให้ผู้อื่นยอมรับคือ เปิดเผยตัว
การติดต่อกับผู้อื่น โดยเฉพาะเรื่องงาน ควรเปิดเผยตนเองว่า บ้านอยู่ไหน ทำงานตำแหน่งอะไร เป็นการทำตัวให้น่าเชื่อถือ ไม่ต้องโดนคำถามตามมา

อย่านัดกับคนที่ไม่มาตามนัด
เวลาที่เรานัดกับใคร เราต้องจัดเวลาให้เขา และต้องเลื่อนนัดคนอื่น ถ้านัดใครแล้วโดนเบี้ยว จะทำให้เราเสียเวลาเสียโอกาสที่จะได้ไปทำอย่างอื่น

คนบางคนโดยเฉพาะพวก sale มีนิสัย tricky ไม่ค่อยรักษาคำพูด ธรรมชาติของคนที่นัดแล้วเบี้ยวครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปก็มักจะมีโอกาสเบี้ยวอีก ทำให้เราเดือดร้อนอีก ดังนั้น ถ้าโดนเบี้ยวนัดครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปเราไม่ควรจะนัดกับเขาอีก ดังภาษิตว่า เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย หรือ ผิดเป็นครู แต่ผิดบ่อยๆเป็นควาย

เวลานัดกับใคร ให้เรียงลำดับความสำคัญ โดยดูว่าคนๆนั้นรักษาคำพูดแค่ไหน คนที่รักษาคำพูดมากๆ ไม่เคยเบี้ยวนัดเลย เราสามารถแบ่งเวลาให้เขาได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่รักษาคำพูด เราไม่ควรจะนัดกับเขา แต่ถ้าจำเป็นต้องนัดกัน เราควรจะให้ความสำคัญกับเขาเป็นอันดับสุดท้าย (ถึงแม้ว่าเขาเป็นคนนัดมาเอง พร้อมบอกเวลาที่แน่นอนก็ตาม) คือ อย่าเจียดเวลาให้ ดูว่าเรานัดคนอื่นไว้ด้วยหรือเปล่า ถ้ามีก็ควรจะบอกไปว่าไม่ว่าง ถึงแม้จะเป็นนัดที่ไม่แน่นอน ก็ควรจะบอกไปว่ายังไม่แน่นอน เดี๋ยวบอกอีกที เราจะตอบรับนัดเขา ก็ต่อเมื่อเรามีเวลาว่างที่ไม่ต้องจัดเวลาให้เขา เช่น อยู่บ้านทั้งวันไม่ได้ทำอะไร เขาจะมาหรือไม่มาตามนัด เราก็ไม่เดือดร้อน

และเราควรจะประกาศให้สังคมได้รับรู้ด้วย ว่าเขาเป็นคนอย่างไร เช่นเรียกเขาว่า พี่เบี้ยว หรือ น้องเบี้ยว คนดีๆที่ได้ยินก็จะเข้าใจได้ และไม่ให้ความสำคัญกับเขา

อย่าฝากความหวังไว้กับใครเพียงคนเดียว
ธรรมชาติของคน หาความแน่นอนไม่ได้ แต่ละคนมีนิสัยแตกต่างกัน บางคนเห็นแก่ตัว บางคนชอบช่วยเหลือคนอื่น แม้แต่คนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เขาอาจจะไม่ชอบเรา เพราะเห็นว่าเราเป็นคนไม่ดี ถ้าเราฝากความหวังไว้กับคนๆเดียว เราจะมีโอกาสผิดหวังได้ง่าย การทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับคน จึงต้องกระจายความเสี่ยงไปให้หลายๆคน เราจะได้ไม่ต้องคาดหวังกับใครคนใดคนหนึ่ง เราจะได้ไม่ต้องเสียใจ

จะจับผิดใคร ต้องมีหลักฐาน
ถ้ามีใครมาเล่าเรื่องที่ไม่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชาของเรา เช่น หาว่าเขาโกง อย่าด่วนสรุปว่า จะเป็นอย่างนั้นจริง เพราะคนพูดอาจรู้ไม่จริง หรือ ใช้การคาดเดา เราควรจะต้องหาหลักฐานมาก่อน ถ้าไม่มีก็ปล่อยวาง แล้วเริ่มต้นใหม่ เปลี่ยนขั้นตอนการปฎิบัติให้สามารถตรวจสอบได้ หรือ ติดกล้องวงจรปิด แต่จะเสียเงินมาก

อย่าเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง อย่ากล่าวหาใคร ในเรื่องที่่ตัวเองไม่เคยทำอย่างที่เขาทำ
ปัญหาหลักของการอยู่ร่วมกัน เกิดจากแต่ละคนเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง แต่จุดศูนย์กลางแต่ละคนไม่ตรงกัน เช่น คนที่ถูกสอนให้ล้างจานมาตั้งแต่เด็ก จะตำหนิคนที่ไม่เคยล้างจานเองเลยตั้งแต่เกิด หาว่าขี้เกียจบ้าง ใช้พ่อแม่ทำบ้าง

เหตุผลของคนหนึ่ง อาจไม่ใช่ของอีกคนหนึ่ง เราจึงไม่ควรจะกล่าวหาใคร แต่ควรจะใช้วิธีถามเหตุผล ว่าเขาทำอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะโลกนี้มีแต่ความไม่แน่นอน อุบัติเหตุหรือปัญหาต่างๆอาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งอาจมีเหตุผลต่างๆที่เราไม่รู้ซ่อนอยู่ คนใช้แรงงาน อาจจะกล่าวหาคนใช้สมองว่า ขี้เกียจ ทั้งๆที่คนใช้สมองอาจมีเรื่องที่สำคัญที่ต้องขบคิดจึงต้องนั่งๆนอนๆเดินไปเดินมาเหมือนเดินเล่น เจ้าของบ้านอาจมองว่า คนงานก่อสร้างขี้เกียจ ที่เทปูนเสร็จแล้วหายไปหลายวัน โดยไม่รู้ว่า ต้องรอปูนแห้ง ไม่เช่นนั้นถ้ารีบสร้าง บ้านจะพังลงมา คนที่ตื่นเช้าอาจจะกล่าวหาว่า คนที่ตื่นสายขี้เกียจ คนที่นอนเร็ว อาจจะกล่าวหาว่า คนที่กลับดึก หนีไปเที่ยวเตร่ โดยไม่มองว่า เขาต้องกลับดึกหรือตื่นสายเพราะมีธุระอะไร ปัญหาเหล่านี้ เกิดจากการมองโลกแคบๆ เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง

ผู้สูงอายุหลายคน มีนิสัยแปลกๆ เช่น ย้ำคิดย้ำทำในบางเรื่อง เพราะพวกเขาเคยผ่านเรื่องเลวร้ายที่เราไม่เคยเจอ บางเรื่องเลวร้ายกว่าที่เราจะรับได้ แต่เราถูกเลี้ยงมาดี จึงไม่เคยเจอเรื่องเหล่าน้้น เราจึงไม่ควรเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ไปตำหนิพวกเขา โดยเฉพาะพ่อแม่ ดูตัวอย่างได้จากหนังเรื่อง Godzilla 2014 ที่พ่อของพระเอก ต้องเห็นภรรยาตายไปต่อหน้าต่อตา เขาจึงดูเหมือนคนเสียสติ แต่ลูกชายซึ่งโตขึ้นมาในภายหลัง ไม่เข้าใจคิดว่าพ่อเพี้ยน จึงไม่ค่อยฟังพ่อ และบางครั้งหัวเราะเยอะด้วย

ถ้าถามเหตุผลแล้ว ไม่เชื่่อในเรื่องที่เขาพูด เราก็ควรจะลองทำอย่างที่เขาทำ ลองเป็นอย่างที่เขาเป็น ซึ่งแน่นอนว่า บางเรื่องเราทำอย่างที่เขาทำไม่ได้ กรณีนี้ ถ้าไม่ปล่อยวาง ก็ต้องหาคนอื่นที่เชื่อใจได้มากกว่ามาแทน

อย่าอิจฉาหรือหมั่นใส้ใคร

คนที่อวดความรู้มักจะเป็นมือใหม่ คนที่อวดฐานะมักจะมีทุกข์อย่างอื่นซ่อนอยู่ ถ้าเรารู้ความจริงแล้ว เราอาจจะพบว่า เราสุขกว่าเขาก็เป็นได้ บางคนรวยหมื่นล้าน แต่ไม่มีเวลาว่างเลย ในขณะที่บางคนรวยสู้เขาไม่ได้ แต่มีครอบครัวที่อบอุ่น มีเวลาว่างเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรจะอิจฉาใคร เพราะ เรายังไม่รู้ความจริงว่าเขามีทุกข์อะไร เราควรจะสงสารเขาด้วยซ้ำ เพราะ พระพุทธเจ้าบอกว่า มนุษย์ทุกคนมีทุกข์

คนที่โอ้อวดว่าตัวเองเก่ง พอลงมือทำ อาจจะทำไม่ได้อย่างที่พูด เราจึงไม่ควรหมั่นใส้คนที่พูดว่าเขาเก่งกว่าเรา เพราะ คนเก่งวัดจากผลงาน ไม่ใช่คำพูด

เราอาจเห็นบางคนเหนือกว่าเรา เช่น ขับรถแซงเราไป เด็กอาจมองแค่ว่า เป็นการหยามกัน จึงเร่งเพื่อที่จะแข่งกับเขา โดยไม่รู้ความจริงว่า เขาขับเร็ว อาจเป็นเพราะเขาปวดท้องต้องรีบไปเข้าห้องน้ำ หรือ เขาอาจต้องรีบส่งคนป่วยไปโรงพยาบาล เมื่อรถสองคันขับไล่กัน ย่อมมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรหมั่นใส้ใคร เพราะเรายังไม่รู้ว่า เขาทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร

คนบางคนเกิดมาไม่เคยชนะเลย จึงพยายามเอาชนะในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น คนที่ต้องเจอกับความยากจนมาตลอดชีวิต ม้กจะโต้เถียงเรื่องศักดิ์ศรี หรือ คนขับแท๊กซี่ ที่ไม่ยอมให้ใครแทรกข้างหน้าและมักจะหาเรื่องคนอื่นบนท้องถนน ฯลฯ ถ้าเราเจอคนที่ต้องการเอาชนะในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแบบนี้ แล้วเรายอมเขาได้โดยที่ตัวเองไม่ได้เสียอะไร ควรปล่อยให้เขาชนะบ้าง อย่างน้อยก็ทำให้เขาสบายใจขึ้น ที่ได้มีโอกาสชนะบ้าง แต่ถ้าเราไปแข่งขันกับเขา นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้ว ยังมีแต่ความสูญเสีย

อย่าทำให้ใครอิจฉาหรือหมั่นใส้
โบราณว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม หมายถึง คนที่ทำตัวโดดเด่น มักจะถูกคนอื่นหมั่นใส้ได้ง่าย แล้วเขาก็จะอยู่ในสังคมอย่างไม่มีความสุข เราจึงมีทางเลือก 2 ทางคือ ทำตัวให้กลมกลืนกับคนอื่น เช่น แต่งตัวธรรมดาๆ ขับรถธรรมดาๆ ก็จะไม่มีใครสนใจเรา ถ้ามีอะไรโดดเด่น ควรจะเก็บไว้ไม่ให้ใครรู้ เช่น คนที่ขับรถหรู จะมีภัยมาถึงตัว ทั้งโจรและผู้หญิงหน้าเงิน ถ้าไปซื้อของก็โดนโก่งราคา แต่ถ้าจำเป็นต้องโดดเด่นขึ้นมา ท่ามกลางผู้ที่ด้อยกว่า เช่น ต้องแต่งตัวดีเพื่อไปออกงาน หรือ เป็นผู้ใหญ่ต้องเจอกับเด็ก มีวิธีป้องกันไม่ให้คนหาว่าเราหยิ่ง คือ การทักทาย แม้จะเป็นคำทักทายเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่มีความหมายอะไร อย่างเช่นถามว่า มาจากไหน หรือเป็นอย่างไร ก็จะทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกดีกับเรา

ไม่สำคัญว่าอยู่ที่ไหน สำคัญว่าอยู่กับใคร
สิ่งที่มีค่าเหนือทรัพย์สิน คือ การมีคนที่รักและเข้าใจเรา คอยดูแล  ดังโบราณว่า คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก คนที่มีเงินแต่ไม่มีคนรู้ใจ
ดูแล จะอยู่อย่างลำบาก คนที่ได้อยู่กับคนที่รักและเข้าใจ ไม่เป็นศัตรูกัน จึงจะอยู่อย่างมีความสุข ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ พ่อแม่ ถึงแม้จะอยู่บ้านเล็กๆโทรมๆ แต่มีลุกอยู่คอยดูแลพร้อมหน้า ก็จะไม่เรียกร้องอะไร ว่าจะต้องมีบ้านดีๆหรือต้องไปเที่ยวไหน  คนที่อยู่ในสถานที่ๆสวยงาม แต่อยู่กับคนที่นิสัยไม่ตรงกัน ย่อมอยู่ด้วยกันลำบาก เช่น คนหนึ่งขี้เหนียว แต่อีกคนใจกว้าง คนใจกว้างอยากจะให้ ส่วนคนขี้เหนียวอยากจะเก็บ ทำให้ขัดใจกัน

อย่าพูดจาทำร้ายจิตใจใคร
บางคนจิตใจอ่อนแออยู่แล้ว ถ้าเราไปพูดจาทำร้ายจิตใจเขา เขาอาจจะยิ่งแย่ลง บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายเลยทีเดียว ความอ่อนแอทางจิตใจ ทำให้เขาต้องมีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ฯลฯ ถ้าเรารู้สึกไม่พอใจกับพฤติกรรมของเขา ก็ควรจะเลิกคบหาใกล้ชิดกับเขา

อย่าซักเรื่องส่วนตัวของใคร ควรรอให้เขาบอกเอง
เรื่องส่วนตัวเช่น ครอบครัว ประวัติการศึกษา อาชีพการงาน สำหรับบางคน อาจเป็นเรื่องที่น่าอับอาย เขาจึงไม่อยากเล่าให้ใครฟัง คนที่มีมารยาท จึงไม่ถามเรื่องเหล่านี้ แต่จะคบกันที่นิสัยของเขา ยกเว้นบางเรื่องจำเป็นต้องรู้ ก็จะถามอ้อมๆ เช่น บอกกับเขาลอยๆว่า "บางคนไม่ค่อยยอมเปิดเผยตัว" แล้วปล่อยให้เขาคิดได้เอง แล้วบอกเราเอง

หลีกเลี่ยงคำว่า ไม่
การสื่อสารกับผู้อื่นด้วยคำว่า ไม่ จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนถูกปฎิเสธ แล้วจะเกิดอารมณ์ต่อต้าน ไม่อยากฟังต่อ

อย่าพูดถึงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแบบเหมารวม
การพูดแบบเหมารวมจะโดนคนที่ไม่เข้าข่ายโต้แย้งได้ มนุษย์มีความแตกต่างกันมาก ไม่เหมือนกับสินค้าที่ออกมาจากเครื่องจักรตัวเดียวกัน จึง่มีทฤษฎีไม่มากนัก ที่จะครอบคลุมทุกคน ถึงแม้ว่าเราจะรู้ในใจว่าทุกคนในกลุ่มเป็นอย่างนั้น แต่การพูดถึงทุกคนในกลุ่ม ควรใช้คำว่า ส่วนใหญ่ และการพูดถึงคนส่วนใหญ่ ควรใช้คำว่า หลายๆคน จะฟังดูไพเราะกว่าการเหมารวม

ถ้าอยากได้อะไรจากใคร ต้องใช้เวลาและความอดทน ทำแบบเนียนๆ
ความ ช่วยเหลือ จะต้องมีพื้นฐานมาจากความเชื่อใจ (trust) การทำให้คนเชื่อใจ ต้องใช้เวลา พิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็น ว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์ รักษาคำพูด ตรงต่อเวลา ฯลฯ

เวลาอยากได้อะไรจากใคร มีหลักอยู่ว่า อย่ารีบเสนอสิ่งที่เราต้องการ เขาจะตกใจ และสร้างเกราะป้องกันตัวไว้ เพราะเขาไม่รู้จักเราดีพอว่าเรามาดีหรือร้าย การติดต่อกับคน จึงต้องมีความอดทน ค่อยๆคืบคลาน หาโอกาสเจอหน้ากันบ่อยๆ จนเขาเคยชิน แล้วจึงเริ่มพูดคุยเริ่มจากทีละน้อย จนเริ่มสนิทกัน จึงหาโอกาสเสนอในลักษณะถามความเห็น หรือพูดชี้ทางให้เขาถามเอง แน่นอนว่า ต้องใช้เวลาและความอดทนมาก แต่ได้ผลดี เช่น ถ้าจะเอาเครื่องรูดบัตรไปวางที่ปั๊มแห่งหนึ่งซึ่งมีคนเติมเยอะ ต้องพยายามไปเติมน้ำมันที่ปั๊มบ่อยๆ จนมีโอกาสได้คุยกับเถ้าแก่ เมื่อได้จังหวะแล้วอาจทดลองเอามาให้ใช้ฟรีๆ

เราอาจต้องโกหก เพื่อที่จะได้สนิทกับเขา เช่น เขาจะกลับบ้าน เราก็บอกเขาว่า จะไปธุระแถวนั้น เวลานั้นพอดี ทั้งที่จริงๆแล้วเราไม่ได้มีธุระแถวนั้นเลย แต่ถ้าเราบอกว่าตั้งใจไปส่ง เขาจะเกรงใจ ไม่กล้าใช้เรา แถมเขายังรู้สึกผิดธรรมชาติอีกด้วย เราจะบอกว่าตั้งใจไปส่ง ได้เฉพาะกับคนที่สนิทกันเท่านั้น ทำให้เขารู้สึกว่า เราให้ความสำคัญกับเขา โดยไม่หวังผลตอบแทน

ถึงแม้ว่าจะเคยรู้จักกัน แต่ไม่ได้เจอกันนาน ก็ต้องเริ่มจากการทักทายก่อน แต่ถ้าสนิทกันแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะขอได้เลย ต้องเริ่มจากการพูดเกริ่น ทำนองหมาหยอกไก่ ให้เขารู้ว่าเราต้องการอะไร ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถให้ได้ทันที แต่เรายังไม่ควรรับ จนกว่าจะจำเป็นจริงๆ โดยหาโอกาสพูดบ่อยๆ เพื่อให้เขาเริ่มเคยชิน เริ่มทำใจได้ แล้วเขาจะให้เราอย่างเต็มใจ

คนที่เราจะขอความช่วยเหลือได้ทันที คือคนที่มีอาชีพให้บริการทางด้านนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่งานที่เขาพร้อมจะทำเป็นประจำทุกวัน เราควรใช้วิธีนัดหมาย เพื่อให้เขาได้เตรียมตัว

ขอความช่วยเหลือ โดยพูดอ้อมๆ อย่าเจาะจงตัวบุคคล
การขอความช่วยเหลือจากคนรู้จัก อย่าทำในลักษณะของการออกคำสั่ง หรือ เจาะจงตัวบุคคล เพราะ จะทำให้เขารุ้สึกเหมือนถูกบังคับ หรือ ทำให้เขาอาจจะอึดอัด เพราะกำลังยุ่งอยู่ จึงทำให้ไม่ได้ หรือ เขาอาจจะไม่ถนัดในเรื่องที่ถูกขอให้ช่วย เช่น ถ้าต้องการขอให้คนที่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ ช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ให้ ควรถามอ้อมๆว่า พอจะรู้จักใครที่ซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นไหม ถึงแม้เราจะรู้ว่าเขาทำเป็น แต่ก็ไม่ควรพูดตรงๆว่า ขอให้เขามาช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ให้ หรือ ถ้าต้องการให้เขาซื้อของให้ ควรพูดอ้อมๆว่า เราอยากได้สิ่งนั้น เพราะอะไร แล้วให้เขาตัดสินใจว่า จะซื้อมาให้หรือไม่ การพูดให้เขารู้สึกละอายใจ เป็นวิธีบังคับทางอ้อม ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ

การพูดอ้อมๆ จะใช้ไม่ได้ผลกับบางคนที่โง่ เรียนน้อย กรณีนี้จำเป็นต้องพูดตรงๆ

อย่ายึดถือคำตอบแรกของคน เป็นเรื่องจริงจัง
คำพูดหรือคำตอบครั้งแรกของคน มีโอกาสผิดได้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังอาจพูดผิด อาจเพราะ ไม่ได้ทำนาน เลยจำผิด หรือ พูดไม่ครบ บางทียังไม่พร้อมตอบ ฯลฯ บางคนรีบตอบเพื่อรักษามารยาท  จะได้ไม่โดนผู้ถามกล่าวหาว่าหยิ่งถามแล้วไม่ยอมตอบ แต่การตอบเร็วเกินไปโดยไม่รู้รายละเอียดครบถ้วน มีโอกาสตอบผิดสูง บางคนตอบสั้นๆ เพราะกลัวว่าถ้าพูดยาวแล้ว คนฟังจะไม่เข้าใจหรือรำคาญไม่อยากฟัง

คำตอบที่พอจะเชื่อได้ จะต้องเป็นเรื่องที่ ผู้ฟังมีเวลาฟัง ผู้พูดมีเวลาพูด และ ผู้พูดมีเวลาคิดอย่างถี่ถ้วน หรือ รอให้ผลลัพธ์ออกมาชัดเจนแล้ว หรืออย่างน้อยที่สุด ควรจะเป็นการพูดย้ำ

วิธีทำให้คนรัก
โลกมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ คนที่จะเป็นที่รักของคนรอบข้าง จะต้องมี 2 องค์ประกอบ คือ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเป็นทุกข์ และ ช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์

คนที่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน เช่น สูบบุหรี่แล้วควันบุหรี่ไปเข้าจมูกคนที่อยู่ใกล้ จะเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง

คนที่พยายามช่วยเหลือคนอื่นเวลาเดือดร้อน จะได้รับการยกย่องจากทั้งคนที่ได้รับความช่วยเหลือ และคนที่ไม่เกี่ยวข้องแต่รู้เรื่อง การช่วยเหลือคนจึงเหมือนยิงนกทีเดียว ได้นกสองตัว

อย่าตำหนิใคร โดยไม่รู้จักเขาดีพอ

คนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อาจทำตัวเป็นคุณเพอร์เฟค ชอบพูดในแง่ร้าย ชอบตำหนิผู้อื่นในเรื่องเล็กๆน้อยๆ โดยไม่รู้ว่า คนฟังบางคนมีความทรงจำอันเลวร้ายมาก่อน จึงไม่อาจรับกับคำตำหนิติเตียนได้อีกต่อไป ยกตัวอย่าง พนักงานขายที่ต้องเจอกับลูกค้าจำนวนมาก เจอลูกค้าบางคนนิสัยไม่ดี ทำให้เขาผิดหวังและเครียด หลังเลิกงานเขาจึงต้องการคำปลอบใจและการให้อภัยจากคนรอบข้าง คนที่ไม่เข้าใจเขาแล้วไปดุด่าว่ากล่าวเขา จะยิ่งทำให้เขาเสียใจหนักขึ้นไปอีก ส่งผลกระทบให้งานของเขาแย่ลง

หรืออย่างกรณีของผู้สูงอายุ ที่มักจะดื้อรั้นและชอบทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายกับตัวเอง เกิดจากสมองเสื่อมลง จนเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง การตำหนิคนกลุ่มนี้ นอกจากจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้แล้ว ยังเอาจทำร้ายพวกเขาด้วย เช่น บางคนโดนลูกตำหนิแล้วจะไม่ยอมกินข้าว

วิธีตำหนิผู้อื่น คือ ต้องให้หลายคนมาลงความเห็น

เมื่อคนๆหนึ่งทำไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ขยันทำงาน หากเราไปตำหนิคนเดียวอาจโดนหาว่าไม่ยุติธรรมหรือมีอคติ จึงต้องหาคนอื่นมาสัมผัสกับงานที่เขาทำ แล้วเอาความเห็นของหลายๆคนมาพูด จึงจะมีน้ำหนักมาก

เราสามารถสั่งให้คนทำในสิ่งที่เราต้องการได้ โดยอาศัยความโลภ โกรธ หลง ของแต่ละคน

ความโลภ โกรธ หลง เป็นแรงผลักดัน ให้คนทำในสิ่งต่างๆได้มากกว่าการใช้เหตุผล ความโลภคือ อยากได้เงิน อยากสุขสบาย เราจึงเห็นคนปล้นธนาคาร เพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย ความโกรธ มักเกิดจากการถูกเบียดเบียน ทำให้ตนเองเป็นทุกข์ ทั้งทางกายและใจ เช่น เหยียดหยามศักดิ์ศรี เราจึงเห็นเด็กนักเรียนอาชีวะตีกันเพียงเพราะแค่ชี้หน้ากัน ส่วนความหลง เกิดจาก การคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ทำให้ตนเองสุขสบาย

การใช้ความโลภ โกรธ หลงมาสั่งการ จำเป็นต้องอาศัยการยกเรื่องขึ้นมา และเรื่องนั้นต้องเป็นความจริงมีหลักฐานอยู่จริงด้วย ไม่เช่นนั้น บางคนก็จะไม่เชื่อเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการให้เขาเลิกคบกับใคร เราอาจใช้ความโกรธของเขา คือ หาเรื่องมายุแยง ว่าเขาถูกอีกคนแทงข้างหลัง หรือพูดกับเขาอย่างหนึ่ง แต่ไปพูดกับอีกคนอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ หรือถ้าเราต้องการให้สินค้าขายดี เราต้องใช้ความโลภ คือ เขียนใบปลิวให้คนอ่านเกิดความอยาก

การไม่ตอบแปลว่า ปฎิเสธ

บางครั้งเราถามใคร แล้วเขาเงียบ ไม่ยอมตอบ อาจเป็นเพราะ เขาเห็นว่าเราพูดไม่ถูกต้อง แต่ยังต้องการรักษามิตรภาพกับเราไว้ จึงไม่อยากตอบโต้หรือโต้แย้งด้วย

ถึงแม้ว่าเราจะพูดถูกต้อง แต่คนฟังอาจเป็นพวกตื้นเขิน เขาจึงคิดว่าเราพูดไม่ถูกต้อง

แน่นอนว่า เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ย่อมทำให้เราไม่สบายใจ คิดไปต่างๆนานๆ ว่าเขารังเกียจเราหรือไม่ ถ้าเราคิดมากไป แล้วเลิกคบเขา อาจจะทำให้เสียมิตรภาพได้

เราจะรักษามิตรภาพไว้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เรายอมรับกับนิสัยของเขาได้หรือไม่

ช่วยเหลือใคร อย่าเอาตัวไปแลก

เรื่องของชาวนากับงูเห่า พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม บางคนทำตัวน่าสงสาร แต่พอเรารับเขามาเลี้ยงดูแลแล้ว เขากลับทำร้ายเรา ด้วยนิสัยที่ไม่ดีต่างๆ อันมาจากกำพืดที่ถูกเลี้ยงดูมาไม่ดี เช่น ลักขโมย หรือ ไม่มีความเกรงใจ

ถ้าเราเห็นคนกำลังจะจมน้ำ แล้วเราโดดน้ำลงไปช่วย มีโอกาสสูงที่เราจะถูกเขาเกาะและกดหัวจนจมน้ำตาย ตราบใดที่เราไม่รู้นิสัยใจคอของเขา ว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวหรือคนบ้า พออยู่ในน้ำแล้วรู้ว่าโดนเขากดหัวให้จม เราจะหนียาก หรือถ้าหนีขึ้นฝั่งทิ้งให้เขาตาย จะยิ่งเป็นการโหดร้าย มากกว่า การไม่กระโดดลงไปตั้งแต่แรก โดยแก้ตัวว่าเราว่ายน้ำไม่แข็ง แล้วไปตามหลายๆคนมาช่วย ถ้าตามแล้วไม่มีใครช่วย เพราะทุกคนเห็นแก่ตัว เราคงต้องปล่อยให้เขาจมน้ำตาย เพราะเราไม่สามารถช่วยทุกคนบนโลกให้รอดตายได้

คนบางคน ใช้ชีวิตไม่ระวัง เพราะโง่ เช่น เลือกคู่ไม่ระวัง อยู่กันได้ไม่นานก็มีปัญหาเลิกรา ต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง, ใช้ของไม่ระวัง ใช้ไม่นานก็พังหรือหาย ฯลฯ ถ้าเราเอาตัวไปคลุกคลีกับคนเหล่านี้ จะเหมือนกับเอาเงินไปถมทะเล ถมเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็ม

ในชีวิตจริงมีคนมีปัญหาทางเศรษฐกิจมากมาย แค่เราเอาตัวเราเองรอด ก็ยังลำบากแล้ว ถ้าเรารับอาสาเลี้ยงดูชีวิตคนอื่น จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องเหนื่อยมาก และเจ็บตัวมาก จนสุดท้ายก็เท่ากับเราทำร้ายตัวเอง ทำให้ชีวิตเราตกต่ำลง ชีวิตเราไม่ได้มีเวลามากมายนัก ไม่ควรสูญเสียไปเพื่อคนอื่น

ปัญหาชีวิตของคน มักจะเกิดจากเขาทำตัวเอง คนยากจนเพราะใช้เงินไม่เป็น ชอบสร้างหนี้ กินเที่ยว ผู้หญิงโดนสามีทำร้ายหรือทิ้งไป เพราะปากไม่ดี ชอบเถียง คนมีนิสัยดื้อรั้น อยู่กับใครก็ลำบาก ฯลฯ ถ้าเราสงสารแล้วไปอุ้มเขา นิสัยไม่ดีของเขาจะมาทำร้ายเราได้ ทำให้เราเดือดร้อนในภายหลัง เหมือนการช่วยคนจมน้ำแล้วตัวเองโดนกดน้ำตาย กว่าเราจะรู้ว่าเขามีนิสัยอย่่างไร อาจต้องรออยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลา 1-2 ปี ซึ่งถึงตอนนั้นเราก็ต้องเสียเวลากับเขาไปมาก

อย่าพยายามเปลี่ยนนิสัยคน

เราไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยคนได้ง่ายๆ โดยเฉพาะคนสูงอายุ เพราะนิสัยคนถูกปลูกฝังมายาวนาน จนเชื่อว่าตัวเองทำถูกแล้ว และลุ่มหลงอยู่กับความคิดนั้น จนไม่เปิดรับความคิดเห็นจากใคร ใครพูดพูดผิดไปจากที่ตัวเองคิดก็จะเถียงหรือดื้อเงียบ ถ้าเราไปโต้แย้งกับคนที่ชอบเถียง ก็จะเถียงกันไม่จบ เราจึงมักจะเห็นผู้ใหญ่เถียงกันแต่เรื่อง ใครถูกใครผิด

การเปลี่ยนความคิดคน ด้วยการพูดใหเขารู้ว่าตัวเองคิดผิดในเรื่องใดสักเรื่อง จะเป็นไปไม่ได้เลย หรือยากมาก เพราะต้องเสียเวลาหาหลักฐาน หรือทำให้เขาดู แต่ทำครั้งเดียวก็ใช่ว่าเขาจะเชื่อ เพราะเขายังอาจมโนว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ต้องทำบอยๆ จนเกิดการเปรียบเทียบได้ชัด แต่การปล่อยให้เขาทำผิดบ่อยๆ นั่นหมายถึงความสูญเสีย การเปลี่ยนความคิดของผู้ใหญ่ให้ง่ายขึ้น ต้องพูดในเรื่องที่เขายังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

การแก้ปัญหาคนที่นิสัยไม่ดี สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ต้องใช้วิธีทางกายภาพไม่ให้เขาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น เช่น ถ้าเขาชอบพูดไร้สาระรบกวนคนอื่น เราอาจใช้วิธีใส่หูฟัง หรือแยกห้อง

คนที่จะเปลี่ยนนิสัยได้ ต้องเจอผลทางลบจากนิสัยตัวเองมามาก พอที่จะคิดตัดสินใจเปลี่ยนตัวเอง

เข้าใจธรรมชาติของคน

ความเข้าใจจะช่วยให้เราปล่อยวาง และใช้คนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น เข้าใจความแตกต่างระหว่างหญิงกับชายว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่คล่องตัวเวลาออกนอกบ้าน พวกเธอดูแผนที่ไม่เข้าใจ และเกิดอาการเงอะงะ เวลาที่ต้องหลบหลีกยวดยาน ทั้งนี้เป็นเพราะตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้หญิงมีหน้าที่ทำงานบ้าน ต่างจากผู้ชายที่ต้องออกไปล่าและสำรวจ ผู้หญิงจึงขาดสัญชาติญาณในการเอาตัวรอด เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็อย่าใช้ผู้หญิงให้ช่วยดูแผนที่ และรู้จักให้อภัยกับอาการเงอะงะงุ่มง่าม

อย่าสร้างศัตรู

เมื่อมีศัตรู หมายถึงมีคนคอยจ้องจับผิดเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราเผลอหรือพลาด เขาจะทำร้ายเราได้ ที่แย่กว่านั้นคือ เราก็ไม่รู้ว่าโดนใครทำร้าย เพราะ ศัตรูมักจะอยู่ในที่มืด ศัตรูที่ฉลาดสามารถหาข้อกฎหมายมาทำให้เราติดคุกได้ เพราะ กฎหมายไทยเขียนไว้แบบครอบจักรวาล แค่เราทำอะไรบางอย่างซึ่งดูเหมือนไม่ผิดกฎหมายไว้ ก็สามารถกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายได้ ปัจจุบันเราอาจไม่ทำผิดกฎหมาย แต่ในอดีต เราอาจเคยทำอะไรบางอย่างไว้ที่ผิดกฎหมายโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะทุกคนไม่สมบูรณ์แบบ เมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายไทยย่อมมีโอกาสทำผิดกฎหมายกันทุกคน อยู่เฉยๆก็ผิดกฎหมายได้ ศัตรูที่จ้องจะทำร้ายจะสามารถขุดคุ้ยประวัติของเรา แล้วเข้าแจ้งความเอาเราเข้าคุกได้ มีตัวอย่างของ คนที่มากู้ชาติอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล หรือ พระพุทธะอิสระ ที่โดนขุดคุ้ยความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆจนเข้าคุก

จัดการกับคนขี้เกียจ ด้วยการจี้

คนไทยโดยเฉพาะข้าราชการไทย มีนิสัยขี้เกียจ ถ้าตัวเองไม่เดือดร้อนก็ไม่ทำ แต่ในสังคมเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าเราต้องพึ่งเขาแล้ว เขานิ่งเฉยไป เราก็จะไม่ได้อะไรเลย เราจึงต้องคอยจี้อยู่เป็นประจำ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่คนขยันหรือมีความรับผิดชอบไม่ควรจี้ เพราะจะทำให้เขารำคาญได้

อย่าพึ่งพาระบบราชการไทย

นิสัยของคนไทย โดยเฉพาะข้าราชการ คือขี้เกียจ ถ้าตัวเองไม่เดือดร้อน หรือไม่มีผลประโยชน์ ก็จะไม่สนใจช่วยเหลือใคร

ระบบราชการ ทำให้คนมีนิสัยขี้เกียจ เพราะไม่ต้องดิ้นรนแข่งขัน รอรับเงินเดือนอย่างเดียว จึงไม่อยากทำงานเกินตัวให้เหนื่อย เราจึงสังเกตุว่า คนเหล่านี้จะเก่งกันแต่ นั่งประชุมอยู่ในห้องแอร์ ไม่สนใจจะช่วยเหลือใครจริงจัง ถ้าเราไปยุ่งกับระบบพวกนี้ เราก็จะเสียเวลาไปกับการนั่งประชุม ฟังคนนั้นคนนี้โม้และมโนไปวันๆ สุดท้ายก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆจริงจัง

ระบบราชการไทย ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้ ถ้าเป็นความช่วยเหลือประชาชน ก็มักจะมีไว้เพื่อหลอกประชาชน คือทำเหมือนจะช่วย แต่มีเงื่อนไขมากมายให้ทำ และปล่อยให้รอ สุดท้ายปฎิเสธ นอกจากไม่ได้อะไรกลับมา แล้วยังเสียเวลา เสียความรู้สึก ที่เป็นเช่นนี้ เพราะระบบราชการ เกิดจากความโง่เขลาของคนที่สร้างระบบขึ้นมา เอาคนที่ไม่ได้สนใจช่วยเหลือประชาชน มาทำงานช่วยเหลือประชาชน

ผู้เขียนเคยสัมผัสด้วยตัวเองในช่วงปี 2560 ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการและประชาชนให้มีรายได้มากขึ้น ใครหลงกลสมัครไปก็ต้องเสียเวลาไปอบรมโดยไม่ค่อยได้อะไรกลับมา เสียเวลาไปออกบูธในที่ไม่มีคน เสียเวลาสมัครขอกู้เงินแต่สุดท้ายโดนให้รอแล้วก็ปฎิเสธ

ระวังไฟในอาคาร

บางคนทำให้เกิดไฟในอาคาร ด้วยการสร้างปัญหาให้คนอื่น เช่น ใช้วาจาทำร้ายคนอื่น หรือ ทำงานขาดความระมัดระวังจนทำให้คนที่เกี่ยวข้องเดือดร้อน ฯลฯ การดับไฟด้วยการตักเตือนคนเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคนที่โง่และอายุมาก หรือผู้หญิงที่เถียงเก่งจากการขาดการอบรม

ไฟในบ้านจะทำให้ชีวิตไม่สงบ จึงไม่เจริญก้าวหน้า ไฟในที่ทำงานก็เช่นกัน จะคอยขัดแข้งขัดขา ทำให้งานไม่เดินและค่อยๆล่มสลายลง จึงจำเป็นต้องแยกไฟออกไป แต่บางทีการแยกคนทำงานออก จะเจอข้อแก้ตัวว่า มีภาระ บ้างก็เอาลูกมาอ้าง กรณีเช่นนี้ ต้องแก้ไขด้วยการ ให้เงินก้อนหนึ่งไปตั้งตัว ซึ่งหมายถึง ถ้าไม่มีเงิน ควรระมัดระวังเป็นอย่างมาก ที่จะรับใครมาร่วมทางด้วย

คนมักแสดงออกตรงข้ามกับตัวเอง

คนที่หยิ่ง แท้จริงแล้วเป็นการปกปิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ส่วนคนที่ทำตัวเรียบง่ายเป็นคนที่มั่นใจตัวเอง

คนที่แสดงออกว่ารวยเพื่อปกปิดว่าตัวเองจน คนที่แสดงออกว่าจนเพื่อปกปิดว่าตัวเองรวย

อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ควรใช้เหตุผลนำทาง

คนที่ใช้อารมณ์ตัดสิน จะทำผิดพลาดได้ง่าย เพราะ ช่วงที่ใช้อารมณ์จะสามารถทำในสิ่งที่ไม่สมควร เช่น เวลาโกรธสามารถฆ่าคนตายได้ หรือเวลาโลภ สามารถเอาเปรียบคนอื่น จนคนที่รู้ทันเลิกยุ่งด้วยหรือล้างแค้นกลับ หรือเวลาหลงคำพูดของใคร จะยอมทุ่มเททุกอย่าง โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่ตามมา ฯลฯ

อารมณ์สามารถเปลี่ยนได้ง่าย แค่คนอื่นเปลี่ยนคำพูด ก็จะทำให้อารมณ์ของเราเปลี่ยนได้ เท่ากับปล่อยจิตใจของเราให้คนอื่นเข้ามาควบคุมและสั่งการ

ทางออกที่จะป้องกันการใช้อารมณ์ตัดสินคือ เมื่อรู้ว่าเกิดอารมณ์ขึ้นจากการยั่วยุของคนอื่น เราควรจะหนีออกไปจากคนนั้นก่อน แล้วจึงวางแผนจัดการกับเขาในระยะยาวต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก ด้วยการเลือกตัดในเวลาที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้ลุกลามนานจนเป็นเหมือนมะเร็ง ถ้าเป็นที่ปลายนิ้ว ควรเลือกตัดนิ้วทิ้งมากกว่าปล่อยให้ลามไปที่มือแล้วต้องตัดมือทิ้ง

อย่าตามผู้หญิง

เราไม่ค่อยพบผู้หญิงเป็นผู้นำบนโลกใบนี้ เพราะผู้หญิงใช้เหตุผลไม่เก่ง จึงมักจะนำพาไปสู่ความสับสนวุ่นวาย แค่คุยปรึกษากันด้วยเหตุผลปกติก็ยังไม่ได้ เพราะ ผู้หญิงมักจะวกมาเรื่องที่ไม่มีเหตุผล  แถมยังไม่เคยรู้ว่าตัวเองไร้เหตุผล เมื่อถูกผู้ชายตักเตือน จึงเถียงกลับ แล้วลงเอยด้วยการทะเลาะกัน

ผู้หญิงเป็นได้แค่ผู้ตาม คอยรับคำสั่ง แต่ถ้าเป็นผู้ตามก็ไม่ได้ เพราะดื้อรั้น คอยแต่เถียง ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่มีค่าอะไรเลย ผู้หญิงประเภทนี้ จึงต้องเป็นผู้นำตัวเอง ซึ่งสุดท้ายก็จะนำตัวเองไปสู่ความล่มสลาย

แม้แต่ให้เป็นผู้ตามก็ยังลำบาก เพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนทุกเดือน บางทีช่วงต้นรอบเดือนก็จะอารมณ์ดี พอช่วงประจำเดือนใกล้มา อาการ premenstrual syndrome (PMS) กำเริบ ก็จะเริ่มกลายเป็นคนตรงกันข้าม เหมือนช้างตกมันที่ทำลายทุกคนรอบข้าง มารู้ตัวอีกทีเมื่อทะเลาะกันลุกลามใหญ่โต จนธุระการงานเสียหายแล้ว เธอจึงทำได้เพียงแค่ขอโทษ บางที PMS ก็ทำให้เกิดความคิดประหลาดๆไม่มีเหตุผล เช่น อยากได้รถยนต์ใหม่อีกคัน ทั้งที่คันเก่ายังผ่อนไม่หมด เป็นความคิดที่ยังไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบมาก่อน พอผ่านมาอีก 2 อาทิตย์ ฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติ ก็รู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจผิด แค่ค่าบำรุงรักษาอย่างเดียวก็จ่ายไม่ไหวแล้ว ยิ่งช่วงใกล้หมดประจำเดือน ยิ่งอารมณ์เปลี่ยนไปมา

ผมเคยรักษาโรค PMS ด้วยแมกนีเซียมมาก่อน บอกได้เลยว่า ถึงแม้จะรักษาดีเพียงใด ก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นได้ ไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงส่วนใหญ่ที่รักษาตัวเองอย่างไม่ระมัดระวัง

ถ้ามีผู้หญิงมาชวนทำงานอะไร เราจึงควรปฎิเสธ เพราะเธอจะพาเราไปสู่ความล่มสลาย

ถ้าจำเป็นต้องชวนผู้หญิงมาช่วยงานในฐานะผู้ตาม จึงต้องกำหนดขอบเขตให้ดี ให้ผู้หญิงรับคำสั่งอย่างเดียว อย่าให้ล้ำเส้นเข้ามาถึงขั้นเป็นทึ่ปรึกษา หรือเป็นหัวหน้า และเช่นเดียวกัน เวลาเรามีปัญหาอะไร อย่าปรึกษาผู้หญิง ถามได้แค่เรื่องที่ใช้ความรู้สึกต่อบางสิ่งบางอย่าง

คนใช้สมอง กับ คนใช้แรง อยู่ร่วมกันยาก

คนใช้แรงไม่เข้าใจว่าทำงานใช้สมองต้องใช้สมาธิ จึงชอบส่งเสียงรบกวนคนใช้สมองจนขาดสมาธิ และบางทีก็คิดไปเองว่าคนใช้สมองขี้เกียจ นั่งอยู่แต่บนโต๊ะทั้งวัน

อย่าเป็นคนใช้ใคร (people's pleaser)

มีนายจ้างหญิงคนหนึ่งอายุ 47 ปี ได้รับโทรศัพท์จากลูกจ้าง ว่ารถน้ำมันหมดจอดอยู่ที่ปั๊ม ให้ช่วยเอาเงินมาให้หน่อย เมื่อเธอนำเงินไปให้แล้ว ลูกจ้างกลับไม่ขี่รถกลับ แต่ขอให้เธอช่วยพาไปหาแม่ที่กำลังป่วย เธอหลงเชื่อขับรถเก๋งพาไป พอถึงที่เปลี่ยว ลูกจ้างจึงทำร้ายแล้วข่มขืน แล้วถูกบีบคอเกือบตาย จะเห็นว่า ถ้าเธอฉลาดพอที่จะไม่เป็นคนใช้ใคร คงไม่เกิดเหตุสลดเช่นนี้ขึ้น

เรื่องพระเวชสันดร เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เพียงแค่ความสงสาร ทำให้ตัวเราต้องสูญเสียทุกอย่าง นอกจากต้องเสียเงินช่วยเขาแล้ว ยังต้องเปลืองตัว กลายเป็นคนรับใช้ของเขา และต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปเพราะเขามาก้าวก่ายชีวิตเรา คอยยุ่งกับเราทุกเรื่อง บางคนก็ทำตัวเป็นเจ้าของเราอีกต่างหาก ถ้าเราตักเตือนเขาก็ไม่สนใจฟังหรือคิดจะเปลี่ยน เพราะเขาถูกเลี้ยงดูมาแบบนั้น คิดว่าสิ่งที่ตัวเองถูกเลี้ยงดูมาถูกต้องแล้ว มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย จากคนที่เห็นคนอื่นลำบากแล้วรับมาอยู่บ้าน ต่อมาไม่กี่เดือนก็โดนขโมยของ

เราไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนบนโลกใบนี้ได้ ถ้าเราช่วยคนหนึ่งเป็นการส่วนตัว เขาจะกลายเป็นภาระให้เราไม่จบสิ้น เพราะคนที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ เกิดจากตัวเขาเองมีปัญหา อาจจะความสามารถไม่ถึง หรือไม่ฉลาด หรือขี้เกียจ ฯลฯ แถมนิสัยที่ไม่ดีของเขายังมาสร้างความเดือดร้อนให้เราไม่จบสิ้นอีกด้วย แม้แต่เรื่องผิดหวังในครอบครัวก็เกิดจากตัวเขาเอง ไม่รู้จักเลือก หรือประพฤติตัวไม่เหมาะสม ฯลฯ เราไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยคนได้ เพราะแต่ละคนถูกเลี้ยงดูมาแตกต่างกัน บางคนถูกเลี้ยงดูมาไม่ดี ขี้ขโมย ขี้เกียจ หรือ รู้จักเกรงใจ คนเหล่านี้ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นคนดี บางคนก็คุยโม้ว่าตัวเองเก่ง ใครโลกสวยหลงเชื่อรับมาอยู่ใกล้ชิด เท่ากับนำความซวยมาใส่ตัว เหมือนคิดช่วยคนจมน้ำแล้วตัวเองต้องจมน้ำลงไปด้วย หรือเหมือนนิทานชาวนากับงูเห่า ที่สุดท้ายแล้วชาวนาโดนกัดตาย

ชีวิตเราไม่ได้มีเวลามากพอ ที่จะเป็นคนใช้คนอื่น เวลามีคนมาขอความช่วยเหลือ ถ้าเรามีเหลืออาจแบ่งปันได้ เช่น เรามีลูกน้องควรใช้ลูกน้องไปแทน แต่สิ่งที่เรามีจำกัดอย่างเวลา ไม่ควรแบ่งปัน ถ้ามีคนมาขอในสิ่งที่เรามีจำกัด เราควรปฎิเสธไปไม่ให้ให้ดูเห็นแก่ตัว เช่น ถ้าคนมาขอยืมเงิน แล้วเราไม่มีเงินมากพอจะแบ่งปัน ให้บอกไปตามตรงว่าไม่มีเงิน ซึ่งหมายถึง เราไม่ควรอวดรวยไว้ก่อนหน้านี้ เพราะถ้าเราอวดรวย แล้วมีคนมาขอแต่เราไม่ให้ เราจะกลายเป็นคนโกหกเห็นแก่ตัวทันที หรือถ้าเราไม่มีเวลามากพอที่จะช่วยเหลือใคร เราควรจะบอกให้เขารู้ก่อนหน้านั้น ว่างานยุ่ง

การช่วยคน ควรช่วยเฉพาะในเวลาที่เขาเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตจริงๆ ซึ่งการช่วยแบบนี้มักจะใช้เวลาไม่นาน แต่ระวังอย่าช่วยเรื่องเจ็บป่วยหรือยากจน เพราะจะกลายเป็นภาระไม่สิ้นสุด และถ้าช่วยไม่ไหวหยุดช่วยก็จะโดนเขาด่าอีก คนเจ็บป่วยเพราะทำตัวเอง ไม่รู้จักเลือกกิน บ้างก็กินเหล้าสูบบุหรี่ เช่นเดียวกับ คนยากจนเพราะทำตัวเอง ไม่รู้จักใช้เงิน ใช้เงินไปแต่กับเรื่องฟุ่มเฟือย เช่น ผ่อนรถราคาแพงๆ

คำพูดกำกวม ตีความได้ด้วยคำแวดล้อมและการกระทำ

คำพูดของคนอาจปกปิดความจริงบางอย่างไว้ ไม่ตอบตรงๆว่าใช่หรือไม่ใช่ อาจเพราะกลัวตัวเองเดือดร้อน แต่ในคำพูดนั้นจะมีคำแวดล้อมที่สื่อความหมายออกมาให้เข้าใจได้ว่าเขาคิดอะไร เพียงเรานำคำพูดหรือการกระทำแวดล้อมมาวิเคราะห์ว่า ความจริงแล้วควรเป็นเช่นไร เช่น ถ้าเราชวนเขาแล้ว เขาเงียบไป หรืออ้างว่าติดธุระอื่น ซึ่งเป็นธุระที่ไม่สมเหตุสมผล ก็ตีความได้ชัดเจนว่า เป็นการปฎิเสธทางอ้อม

วิธีติดต่อคนที่สนิทสนมหรือไม่เจอกันนาน

คนที่ติดต่อกันเป็นประจำจะไม่มีปัญหาเรื่องความไว้วางใจกัน แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปีขึ้นไป จะกลายเป็นคนไม่สนิทกัน การติดต่อไปในลักษณะของคิดถึง จะไม่ค่อยมีเรื่องคุย แถมอาจถูกตีความว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงถึงได้โทรมา แต่ถ้าเอาธุระมาบังหน้า เช่น มีคนถามเรื่องนี้ แล้วเรานึกถึงเขา เลยติดต่อมา แบบนี้จะฟังดูมีเหตุผลมากกว่า ถ้าให้ดีก็ควรจะมีเรื่องงานจริงๆตามที่อ้างด้วย

เลือกคบคน

คนที่ไม่ได้ถูกอบรมมา หรือถูกอบรมมาไม่ได้ จะแย่กว่าวัวควาย เพราะ วัวควายไม่ทำร้ายใคร แต่คนสามารถสร้างความเดือดร้อนได้มากมาย ทั้งกับคนใกล้ตัวและสังคม

เพื่อนแท้ คือผู้ที่ยินดีเข้ามาในชีวิตเรา เมื่อคนทั้งโลกจากเราไป และยังคงอยู่กับเรา แม้ในเวลาที่เราไม่มีประโยชน์ให้ ไม่ว่าเราจะมีชื่อเสียงหรือตกต่ำ เพื่อนแท้จึงดูตอนลำบาก ถ้าเราคบคนเห็นแก่ตัว เวลาเราเดือดร้อน เขาจะไม่ช่วยเรา คนพวกนี้คบไปไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เพราะฉะนั้น ก่อนจะคบใคร ควรทดสอบความเสียสละของเขาก่อน โดยเล่าว่าเรากำลังทำอะไรเพื่อส่วนรวม แล้วลองขอความช่วยเหลือในสิ่งที่เขาพอจะให้ได้ เพื่อดูว่าเขาคิดจะทำเพื่อส่วนรวมบ้างไหม

ในสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน บางคนถูกเลี้ยงมาแบบมักง่าย โดนทิ้งๆขว้างๆเหมือนวัวควาย จึงไม่รู้จักเกรงใจเคารพสิทธิของผู้อื่น สัญญาณที่บอกให้เห็น เช่น ส่งเสียงรบกวนคนอื่น หรือ เมื่อมาอยู่บ้านใครก็หยิบฉวยย้ายของโดยไม่บอกเจ้าของบ้าน ฯลฯ  คนเหล่านี้ มีวิธีดูง่ายๆคือ เขาจะมีพ่อแม่อยู่ไม่ครบ พ่อแม่มีลูกมาก และวิธีทดสอบง่ายๆคือ เขาจะกล้าขัดจังหวะคนที่กำลังทำงานอื่นอยู่ คนพวกนี้หากใครอยู่ด้วยก็จะเดือดร้อน ทำให้เขาถูกปฎิเสธจากสังคม คนพวกนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เพราะสาเหตุเกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมความเอาใจเขามาใส่ใจเรา (empathy) ได้ขาดหายไป

คนอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่ควรยุ่งด้วยคือ คนที่คุยด้วยเหตุผลไม่ได้ (can't be reasoned with) พบมากในคนที่เรียนน้อยหรือเรียนไม่เก่ง ถ้าเราพูดเหตุผลเขาจะฟังไม่เข้าใจ คอยแต่จะเถียงกลับเพื่อให้ตัวเองชนะ ทำให้คุยกันไม่รู้เรื่องสักที บางคนถามเรื่องหนึ่งแล้วไม่ตรงคำถาม ทำให้ต้องเสียเวลาคุยนาน แบบนี้ก็ไม่สมควรคุยด้วยเช่นกัน คนที่เรียนน้อยหรือเรียนไม่เก่ง ก็เป็นกลุ่มคนที่โง่เขลา สอนยาก ยิ่งแก่ตัวไปยิ่งไม่รับอะไรเลย เพราะเชื่อว่าที่ตัวเองคิดถูกต้องแล้ว อธิบายเรื่องสลับซับซ้อนหรือมองไกลๆก็ไม่เข้าใจ

คนสมองไม่ปกติ อย่างพวกออทิสติกหรือกึ่งๆ จะมีปัญหาในการเข้าสังคม เพราะสื่อสารไม่เก่ง และไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ สังเกตุง่ายๆว่า คนเหล่านี้จะมีปัญหาในการใช้ภาษา และชอบเลี้ยงสัตว์เพราะสัตว์พูดไม่ได้ แต่บางคนเป็นออทิสติกก็ไม่ชอบเลี้ยงสัตว์ เพราะสื่อสารกับสัตว์ไม่เข้าใจ

ผู้หญิงที่โดนผู้ชายทิ้ง ไม่ได้แปลว่าผู้ชายไม่ดี อาจเป็นผู้หญิงนิสัยไม่ดี เช่น ดื้อรั้น เถียงเก่ง จุกจิกจู้จี้ ฯลฯ พอโดนทิ้งแล้ว บางทีมีลูกติดด้วย คราวนี้นรกก็บังเกิด เพราะ ลำพังเป็นผู้หญิงก็หาเลี้ยงตัวลำบากอยู่แล้ว ยังมีลูกพ่วงมาให้เลี้ยงอีก ถ้าเราไปช่วยเหลือผู้หญิงเหล่านี้ จะเหมือนเอานรกเข้ามาใส่ตัว คือ ภาระค่าใช้จ่ายที่มากมาย บวกกับนิสัยที่ไม่ดี จะทำให้เราลำบากใจ ผมเคยเจอตั้งแต่คนที่ยื่นมือเข้าไปช่วยแม่หม้ายคนหนึ่ง ด้วยการเป็นคนค้ำประกันกู้เงินให้ แต่สุดท้ายแล้วแม่หม้ายไม่มีเงินจ่าย เขาต้องไปจ่ายหนี้แทนให้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ค่อยมีเงิน

ผู้ชายไม่ดีมักจะมาในรูป ดื่มเหล้า เจ้าชู้ ส่วนผู้หญิงไม่ดี มักจะมาในรูปปากเสีย ทำให้คนอยู่ใกล้เดือดร้อน คนที่ทำร้ายคนรอบข้าง จึงไม่ได้หมายถึงอาชญากรเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นคนที่ทำให้เราเดือดร้อนเล็กๆน้อยๆ เช่น ส่งเสียงรบกวนสมาธิ ฯลฯ พอเราแสดงความไม่พอใจ เขาก็จะทำดีตอบ หรือมาง้อ ทำให้เราต้องตกอยู่ในวังวนของการโดนทำร้ายแล้วถูกดึงไว้ให้โดนทำร้ายครั้ง ต่อไป เมื่อเจอคนแบบนี้ หากวิเคราะห์แล้วว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวเรา ควรหนีไปอยู่คนเดียวดีกว่า แล้วรอเวลาให้เจอคนที่ดีกว่า แต่บางครั้งอาจมีเงื่อนไขบางอย่างทำให้หนีไปไม่ได้ เช่น แต่งงานมีลูกด้วยกัน หรือ มีผลประโยชน์เรื่องงานมาเกี่ยวข้อง กรณีนี้ควรวางแผนเพื่อตีจาก

อดทนกับคนแย่ๆ เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

หมอทุกคนรู้ดีว่าทำไมต้อง "อดทนรอให้แผลหายก่อน " แต่มีคนมากมายที่ไม่เชื่อ พอเกิดแผลขึ้น ก็ยังฝืนใช้งานอวัยวะส่วนที่มีแผลต่อไป จนแผลบอบช้ำ รักษาไม่หาย สุดท้ายกลายเป็นคนพิการ มีตัวอย่างให้เห็นในชีวิตจริงมากมาย โดยเฉพาะพวกนักบอลที่ข้อพลิกแล้ว ยังฝืนไปวิ่งต่อจนสุดท้ายข้อหลวม ไม่สามารถเล่นบอลได้อีกเลยตลอดชีวิต ตัวอย่างหนึ่งคือนักบอลโลกชาวบราซิลที่ชื่อ โรนัลโด จากคนที่โด่งดัง สุดท้ายกลายเป็นคนไม่มีอาชีพ

ความอดทนทางใจก็เช่นกัน หมายถึง "รอคอยอย่างเงียบๆ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ" การศึกษาของฝรั่งได้ค้นพบว่า good things really do come to those who wait patiently and peacefully

ในสังคมมีคนแย่ๆอยู่ทุกหนทุกแห่ง ที่เกิดจากการเลี้ยงดูแบบทิ้งๆขว้างๆ หรือสมองเสื่อม คนเหล่านี้มักจะทำให้เราเครียด ลำบากใจ หดหู่ สิ้นหวัง ด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่เป็นคนที่เราจำเป็นต้องอาศัยพึ่งพา เพื่อใช้เป็นทางผ่าน เพราะยังไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า การแตกหักหมายถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายลง ถ้าเราไม่อดทนกับคนแย่ๆเหล่านี้ ก็ยากที่เราจะประสบความสำเร็จหรือแม้แต่เอาตัวรอดได้ เพราะคนดีๆ อาจจะมีแค่ 1 ในล้านคน กว่าเราจะหาเจอแต่ละคน อาจใช้เวลาทั้งชีวิตหรืออาจไม่เจอเลย

คนส่วนใหญ่สามารถอดทนกับความยากลำบากทางกายได้มากมาย ผู้เขียนเองก็เช่นกัน เคยเดินทางไปไกลแสนไกล ผ่านอุปสรรคระหว่างเดินทางมานับไม่ถ้วน แต่ไม่สามารถอดทนกับความงี่เง่าของคนได้ จนกระทั่งได้เรียนรู้จากบทเรียนอันเจ็บปวดของตัวเองหลายครั้ง เช่น จ้างช่างมาสร้างบ้านแล้วไม่พอใจที่ช่างหยุดโดยไม่บอก จึงเลิกจ้างก่อนที่บ้านจะเสร็จ ทั้งที่เหลืออีกแค่นิดเดียว ปรากฎว่าบ้านหลังนั้น สร้างไม่เสร็จอีกเลย เพราะต่อมาผู้เขียนไม่มีทั้งเงินและเวลาที่จะไปทำต่อ ตัวอย่างความอดทนทางใจอื่นๆในสังคมที่เห็นบ่อยก็คือ คนทะเลาะกันแล้วโดนอีกฝ่ายยิงหรือแทงตาย ทำให้คนฆ่าต้องติดคุก หมดอนาคต

ความสำเร็จเกิดจากการเผชิญปัญหาและแก้ปัญหา ไม่ได้เกิดจากการหนีปัญหา บางทีเราแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ต้องใช้ความอดทน ซึ่งการอดทนแบบไม่ให้รู้สึกเครียด ลำบากใจ หดหู่ สิ้นหวัง คือการปล่อยวาง

ช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น

ถ้าเราเห็นสิ่งที่เลวร้ายในสังคม แล้วเราไม่ทำอะไร สุดท้ายความเลวร้ายนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราและครอบครัว และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ เวลาเราเดือดร้อนแล้ว ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะทุกคนต่างโลกสวย หรือเอาตัวเองรอด

ผมเคยรู้สึกท้อแท้ เวลาตัวเองเดือดร้อนแล้วไม่มีใครช่วย จึงคิดว่า จะช่วยคนอื่นไปทำไม จนกระทั่ง ผมได้เรียนรู้จากความเจ็บปวดของตนเองและครอบครัว เช่น เรื่องสุขภาพ วงการแพทย์แผนปัจจุบัน รักษาคนที่ปลายเหตุ โดยให้กินยากดอาการ ทำให้พ่อที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีอาการทางประสาท จนเข้าสังคมกับคนอื่นไม่ได้ และทำมาหากินลำบาก ต่อมาพ่อก็ได้รับความรู้ผิดๆมาเพิ่ม เช่น ดืมนมมากๆแล้วจะดี พ่อจึงซื้อนมมาให้ลูกดื่มแทนน้ำ จนลูกการเรียนตก เพราะแคลเซียมในนมที่มีมากเกินไป ไปทำลายสมอง ต่อมาพ่อก็เชื่อป้ายหลังรถเมล์ว่า ให้ลดเค็ม ทำให้พ่อกินแต่จืดๆ จนสุดท้ายหกล้ม ถูกหามเข้าโรงพยาบาล นอนอยู่สิบวันก็ยังเดินไม่ได้ ผมต้องนำตัวมารักษาต่อที่บ้าน ตรวจปัสสาวะพบว่าไม่เหลือเกลือโซเดียมอยู่เลย จึงทำการรักษา แค่วันเดียวก็เดินได้

อย่าตามขอบธรรมเนียมประเพณี ให้อยู่กับเหตุผล

ธรรมเนียมปฎิบัติ บางครั้งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ที่ไม่มีเหตุผล และทำให้ชีวิตเราลำบาก เช่น การรอกินข้าวพร้อมหน้า ถ้ามีใครกลับมาดึก คนอื่นจะต้องอด หรือกินข้าวดึกแล้วเข้านอน จนเป็นผลเสียกับสุขภาพ หรืออย่างวัฒนธรรมการนอนกลางวันของฝรั่งเศษ หากใช้เหตุผลจะพบว่า ความง่วงเป็นเรื่องที่กำหนดเวลาไม่ได้ เราจึงไม่จำเป็นต้องนอนกลางวัน อาศัยงีบเฉพาะตอนง่วง

แปลคำพูดของคน ว่าเขาต้องการอะไร

คนมักจะไม่พูดตรงๆ เพราะความเกรงใจ แต่จะพูดอ้อมๆ บางทีพูดตรงกันข้าม เพราะถ้าพูดตรงๆ กลัวจะทำให้ผู้ฟังโกรธ แล้วทำร้ายตัวเองได้ เช่น ไม่อยากให้ใครอยู่ ก็อาจจะบอกว่า สถานที่ไม่ดี หรือคนแถวนั้นไม่ดี แต่การพูดอ้อมๆ บางทีคนฟังไม่เข้าใจ แม้แต่คนฉลาด ถ้าเจอคำพูดอ้อมมากเกินไปก็ไม่เข้าใจ

ทำร้ายคนด้วยการเอาเข้าคุก

การทำร้ายคนมี 2 แบบคือ ทำร้ายโดยตรง กับทำร้ายแบบลอบกัด การทำร้ายโดยตรงเป็นนิสัยของพวกอ่อนประสบการณ์ แต่การทำร้ายแบบลอบกัด เป็นนิสัยของคนมีประสบการณ์สูง โดยเฉพาะพวกตำรวจ เวลาไม่พอใจใคร จะหาจุดอ่อนของคนๆนั้น แล้วใช้ข้อกฎหมายมาจัดการ การเปิดหน้าต่อสู้กับคนพวกหลังนี้จึงเสี่ยงมาก มีตัวอย่างให้เห็นมากมายทั้ง สนธิ ลิ้มทองกุล, พระพุทธอิสระ หรือเสี่ยโป้ ที่เปิดหน้าสู้แล้วสุดท้ายโดนจับเข้าคุกด้วยคดีอื่น ดังนั้น ถ้าจะเปิดหน้าสู้กับคนพวกนี้ ควรจ้างคนอื่นที่ไม่มีจุดอ่อนมาทำให้แทน

อย่ารับใครเข้ามาในชีวิตง่ายๆ

การับเข้ามาในชีวิตหมายถึง ให้เข้ามาอยู่ร่วมบ้านหรือที่ทำงานเดียวกัน ปัญหาคือ มนุษย์มีความบกพร่องในตัวเอง (to err is human) ที่จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น

คนโรคจิตไม่ต้องพูดถึง เพราะรับเข้ามาไม่ได้อยู่แล้ว แต่คนไม่เป็นโรคจิตก็ยังมีความบกพร่อง แต่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นโรคจิต ถ้าเป็นคนดื้อรั้นก็อยู่ด้วยลำบาก ขนาดพระพุทธเจ้ายังหนีเลย ถ้าฝืนอยู่ด้วยกันก็จะทะเลาะกัน หรือลงไม้ลงมือ จนเราต้องขายขี้หน้าคนอื่น ทางที่ดีควรเลิกคบแต่เนิ่นๆ คนดื้อรั้นส่วนมาก มีสาเหตุมาจาก ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อไม่ค่อยมีเวลาสอน

ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ไม่ดื้อรั้น สามารถปรับตัวได้ แต่ก็อาจจะมีคนรอบข้างที่บกพร่องงัดง้างอยู่ เช่น มีหนี้สินเยอะ พ่อแม่บางคนเป็นหนี้สินนำมาให้ลูกรับผิดชอบ บางคนตื่นทำงานสาย เพราะคนอื่นในบ้านกลับดึก เป็นต้น

ถ้าเราร่วมทางกับคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราจะต้องกลายเป็นคนใช้เขา เราต้องสูญเสียเงินและเวลาส่วนตัวอันมีค่าของเราให้เขาไป เช่น ถ้าเขาป่วยบ่อยจนเข้าห้องน้ำเองไม่ได้ เราก็ต้องพาเขาไปเข้าห้องน้ำ เรื่องที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวันคือ ผู้หญิงที่ขี่รถไม่เป็น เราต้องกลายเป็นคนขับรถให้เขา ลามไปจนถึงหาซื้อกินและรับส่งของให้เขา ฯลฯ บางคนขับรถเป็น แต่ไม่รู้ทางจึงไปธุระเองไม่ได้ ก็ไม่ต่างอะไรจากขับรถไม่เป็น

อย่าคลุกคลีกับคนที่ต่ำกว่า

คนมีหลายระดับ แบ่งตามความดีได้ทั้ง ชั่วมาก ชั่วน้อย ดีน้อย ดีมาก หรือแบ่งตามระดับการศึกษาได้ทั้ง โง่มาก โง่น้อย ฉลาดน้อย ฉลาดมาก

คนที่ต่ำกว่าเราด้านการศึกษา ระเบียบวินัย และความดีงาม เหล่านี้ จะดึงเราลงต่ำ เพราะเขาไม่เคยเข้าใจว่าคนที่อยู่สูงกว่า ใช้ชีวิตเช่นไร ถ้าอยู่ด้วยกันก็จะรบกวนเรา เช่น คนเรียนน้อยจะชอบพูดเสียงดังรบกวนคนอื่น ไม่เข้าใจว่า คนเรียนมากต้องการอยู่อย่างสงบ ถ้าคนเรียนมากอยู่ด้วยก็จะใช้สมองได้ไม่เต็มที่

คนเรียนน้อย ต้องทำงานใช้แรงงาน จะคิดไม่เป็น ว่าคนเรียนสูงทำงานใช้สมอง เขาใช้ชีวิตกันอย่างไร เช่น ต้องนอนให้เพียงพอ ต้องการที่เงียบๆเพื่อคิด ฯลฯ เมื่อคนเรียนน้อยมาอยู่ร่วมกับคนเรียนสูง จึงรบกวนคนเรียนสูงจนเขาทำงานไม่ได้

การคบคนที่อยู่ต่างระดับกัน จะไม่เข้าใจกัน มักจะลงเอยด้วยการติเตียนทะเลาะเบาะแว้ง ถ้าเราเจอคนต่างระดับจากเรา จึงไม่ควรไปคลุกคลีกับเขา ให้คิดว่าเขาอยู่คนละระดับกับเรา ทางที่ดีที่สุดคือ ต่างคนต่างอยู่

ที่แย่คือ เราไม่สามารถบอกให้เขาปรับตัวได้ เพราะเขาทำเช่นนั้นมาตลอดชีวิต จนเชื่อว่า สิ่งที่เขาทำถูกต้องแล้ว

ทำไมต้องช่วยเหลือสังคม ที่รอบตัวเรามีแต่คนเห็นแก่ตัว

ป่าเปรียบเสมือนสังคมมนุษย์ คือมีทั้งวัชพืชและต้นไม้ใหญ่อยู่ร่วมกัน เริ่มจากผืนดินว่างเปล่า วัชพืชจะขึ้นมาพร้อมๆกับต้นกล้าของไม้ใหญ่ แต่เมื่อได้รับน้ำฝนเพียงพอ ต้นไม้ใหญ่จะเติบโตขึ้น บดบังแสงแดด จนวัชพืชที่พื้นตายหมด

มนุษย์ก็เช่นกัน คนระดับล่างเปรียบเหมือนวัชพืช คนมีความรู้มีเงินเปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ การช่วยเหลือสังคมเปรียบเสมือนการให้น้ำฝน ซึ่งไม่ใช่การให้น้ำกับวัชพืชเพียงอย่างเดียว แต่ให้น้ำกับต้นไม้ใหญ่ด้วย ถ้าไม่มีน้ำฝน ต้นไม้ใหญ่ก็จะโตมาทำลายวัชพืชไม่ได้ ส่วนวัชพืชไม่ว่าจะได้น้ำอย่างไร ก็ยังเป็นวัชพืชอยู่เช่นเดิม ไม่สามารถกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ได้ รอวันเหี่ยวเฉาตายอย่างเดียว แต่ถึงแม้ว่า วัชพืชจะเกะกะขวากหนาม ก็ยังมีประโยชน์กับโลกอยู่บ้าง เช่น เกิดง่าย โตเร็ว ช่วยให้ความชุ่มชื้นในช่วงเริ่มต้นจากผืนดินว่างเปล่า

การเงียบ คือปฎิเสธ

ถ้าขอความช่วยเหลือจากใคร แล้วเขาเงียบไป แปลว่าเขาไม่อยากช่วย ถ้าขออีกรอบแล้วเขาช่วย คือความเกรงใจ แต่ถ้าขออีกรอบแล้วยังเงียบ แสดงว่า ปฎิเสธชัดเจน

เมื่อโดนตักเตือน ควรรีบปรับปรุงตัว

คำตักเตือนบ่งบอกว่า เราทำไม่ถูกต้อง ในสายตาคนที่อยู่ด้วย ถ้าเราไม่พยายามปรับปรุงตัว คำตักเตือนก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนเป็นคำตำหนิติเตียน ตามมาด้วยการด่าทอ การใช้ความรุนแรง และความเกลียดชังในที่สุด จนสุดท้ายแล้วเราจะอยู่ร่วมกับเขาไม่ได้

กฎมีข้อยกเว้น

กฎรวมถึงกฎหมาย ไม่ได้ตายตัว เมื่อมีเหตุผลที่เหมาะสมสามารถยกเว้นได้ เหตุผลที่ได้รับการยกเว้น คือไม่มีทางเลือก เช่น ร่างกายมีปัญหา เครื่องมือมีปัญหา หรือ ช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อน ฯลฯ ถ้าฝืนตามกฎไป จะเกิดความเสียหายขึ้น แต่การาแหกกฎจะปลอดภัยกว่า

กฎสามารถละเมิดได้ หากเราไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือขออนุญาตผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยคำพูดแล้ว เพราถ้าไม่มีใครปฎิบัติตามกฎก็เป็นเพียงตัวหนังสือ

มีตัวอย่างที่ผมเคยไปเที่ยวน้ำตก ไปถึงตอนเย็น พบจนท.ป่าไม้เอาไม้มากั้นไว้ไม่ให้เข้าไปถึงน้ำตก พร้อมเขียนป้ายเตือนว่าผู้บุกรุกจะติดคุก ผมจึงเลือกที่จะเดินทางกลับตอนค่ำ ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถแหกโค้งระหว่างทางขากลับออกมา ซึ่งสาเหตุเกิดจาก มืดบวกกับไม่ชินทาง  ร่างกายล้าจากการอดนอน แถมกระจกรถมัวมองทางไม่ชัด และยางสึกขับแล้วลื่น ซึ่งในทางกลับกัน ผมสามารถแหกกฎ ด้วยการยกไม้กั้น เพื่อแอบเข้าไปนอนค้าง เพราะไม่มีคนเฝ้า ซึ่งถ้ามี จนท.ป่าไม้มาจับ ก็สามารถอ้างเหตุผลได้ว่า ถ้าขับออกไปกลางคืนกลัวจะเกิดอุบัติเหตุ ด้วยเหตุผลข้างต้น เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็จะเห็นใจไม่เอาผิด หรือถ้าเอาผิดไปฟ้องศาล ศาลก็จะให้อภัยได้

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เรื่องอ.เดชา แจกน้ำมันกัญชารักษาโรคมะเร็ง แล้วโดนหน่วยงานด้านยาเสพติดของรัฐเข้าจับกุม ทำให้นายกรัฐมนตรี ต้องสั่งการว่า อย่าจับ เพราะเป็นการช่วยเหลือผู้คน ทำให้อาจารย์เดชาออกมาพูดได้โดยไม่โดนจับว่า กฎหมายล้าหลัง

อย่าฟังคำแนะนำจากคนรู้ไม่จริง (Never listen what people advise you blindly)

คนรู้ไม่จริงคือคนที่ไม่เคยทำจริง การพูดเป็นเรื่องง่าย เพราะการทำเป็นเรื่องยาก ถ้าเราทำตามคนที่ไม่เคยทำจริง เรามักจะพบกับปัญหาและความล้มเหลว

อย่าให้คนที่ไม่เคยให้ ก่อนจะคบหรือช่วยเหลือใคร ต้องลองใจก่อน

คนที่ไม่ควรได้รับการช่วยเหลือ คือ คนเห็นแก่ตัว คนพวกนี้มีนิสัย ไม่ช่วยคนที่ขอร้องให้ช่วย ถ้าต้องทำให้ตัวเองเดือดร้อน (ซึ่งหมายถึงเขาไม่ช่วยใคร เพราะการช่วยเหลือคนอื่น ย่อมต้องทำให้ตัวเองเดือดร้อนไม่มากก็น้อย) ถ้าเห็นคนที่เดือดร้อนได้รับการช่วยเหลือจากคนอื่น ก็จะเกิดอาการอิจฉา พูดจาเหน็บแนมคนที่ช่วย

ก่อนที่เราจะให้อะไรใคร ควรตั้งคำถามกลับว่า เขาเคยให้อะไรกับใครบ้าง เพราะโลกนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนไม่ดีไม่เคยให้อะไรใคร คิดแต่จะกอบโกย เหมือนชูชกในเรื่องพระเวสสันดร ให้ไปก็ไร้ประโยชน์

คนที่ไม่เคยดูแลพ่อแม่พี่น้อง เป็นคนที่เราไม่สมควรให้อะไรเลย ส่วนคนที่ดูแลพ่อแม่พี่น้อง สมควรได้รับความช่วยเหลือเท่าที่เขาจำเป็น เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ คนที่เราสมควรช่วยเหลือเต็มกำลังคือ คนที่เสียสละเพื่อสังคม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

ในสังคมมีทั้งคนดี และคนไม่ดีที่แอบปลอมตัวเป็นคนดี การจะคบหรือช่วยเหลือใคร หมายถึงเราต้องเสียสิ่งมีค่าบางอย่างให้เขา เช่นเสียเวลาให้คำปรึกษา หรือไปช่วยงานศพ ฯลฯ ถ้าเราเสียสิ่งมีค่าให้คนไม่ดี เราจะต้องมาเสียใจในภายหลัง

ดังนั้น ก่อนจะถลำตัวไปกับใคร เราต้องลองใจเขาก่อน ด้วยการแกลังทำตัวเดือดร้อน หรือแกลังพูดเรื่องความเดือดร้อนของคนอื่น แล้วดูว่าใครจะยื่นมือเข้ามาช่วยบ้าง แค่เขาเข้ามาถามว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง ก็เป็นสัญญาณที่ดีให้เรียนรู้กันแล้ว ส่วนใครที่นิ่งเฉย แสดงว่าเป็นพวกเหลือบ เราสมควรจะเลิกคบ

อีกวิธีที่จะดูคนดีที่สมควรคบคือ มีความหวังดีอยากให้เราได้ดี พยายามเตือนหรือแนะนำในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับเรา ถ้าไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ลองเปรียบเทียบเวลาพ่อแม่แนะนำลูก หรือพี่แนะนำน้อง

อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า

คนที่เราไม่รู้จัก อาจเป็นได้ทั้้งคนดีและคนไม่ดี ถ้าเราไว้ใจแล้วต้องเสียเงินเสียเวลาให้ไปแล้วโดนหลอกกลับมา เราจะต้องเสียใจเพิ่มขึ้นอีก
การติดต่อกับคนแปลกหน้า ต้องหาทางป้องกันว่า ถ้าเขาโกงเรา เราจะมีทางออกอย่างไร เช่น ถ้าซื้อของกับร้านค้าที่ไม่เชื่อใจกันจริงๆ อย่าใช้เงินสด ให้ใช้บัตรเครดิต เพราะเวลาโดนโกงเราจะได้แจ้งระงับการจ่ายเงินได้ นี่คือข้อดีของบัตรเครดิตถึงแม้จะต้องเสียค่ารูดเพิ่ม คือถ้าของไม่ดีเราสามารถปฎิเสธการจ่ายเงินได้ ถ้าจำเป็นต้องให้เงินหรือสิ่งของบางอย่างไป ต้องมีหลักประกัน อย่างน้อยที่สุดต้องมีวิธีติดตามเอาคืนได้ เช่น ขอบัตรประชาชนไว้ บางคนอาจแค่มาทำให้เราเสียเวลา เช่น หลอกตั้งราคาสินค้าเพื่อขึ้นราคา ต้องมีวิธีแก้เผ็ดเช่น ฟ้องต้นสังกัด

อย่าพูดให้คนฟังรู้สึกต่ำต้อย เพราะจะโดนปฎิเสธ

บางคนมีอำนาจเหนือเราชั่วครู่ ถ้าเราพูดไม่ดีกับเขา ถึงแม้วาจะเป็นเรื่องจริง เขาสามารถทำให้เราเดือดร้อนได้ ด้วยการไม่ให้ความร่วมมือ หรือถ้าจำเป็นก็แกลังทำให้ล่าช้า ทำให้เราเดือดร้อน เราจึงต้องพูดดีๆกับเขาก่อน แล้วค่อยเล่นงานกลับทีหลัง

ลงทุนกับตัวเองและครอบครัว

มีแค่ไม่กี่คนบนโลกใบนี้ที่เราพึ่งได้จริงๆ
นอกนั้น พึ่งได้ยาก หรือไม่ได้เลย เพื่อนเป็นเหมือนโสเภณี ที่ให้ได้แค่ความบันเทิงเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่สามารถช่วยเวลาเราทุกข์ ลองพิสูจน์ด้วยตนเอง เช่น บอกเพื่อนว่า ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีเงินกินข้าว เราจะเห็นว่า แทบไม่มีเพื่อนคนไหนอยากเลี้ยงดูเรา

อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน

เพราะถ้าความสัมพันธ์ส่วนตัวมีปัญหา เรื่องงานก็จะมีปัญหา จนบ่อยครั้งลามไปกระทบลูกค้า ทำให้เรื่องเงินมีปัญหา ที่พบบ่อยคือ การมีสัมพันธ์แบบชู้สาวในที่ทำงาน จนเกิดการหึงหวงหาเรื่องทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ถ้ามีสัมพันธ์กับหัวหน้า ก็จะถืออำนาจว่าตัวเองใหญ่กว่าคนอื่นในระดับเดียวกัน

การเริ่มทำอะไรใหม่ๆ การขอโทษง่ายกว่าการขออนุญาต

นิสัยคนไทยคือ ไม่ชอบอ่านหนังสือ ทำให้ชอบตัดสินใจอยู่บนความขี้กลัวเกินจริง พอเห็นอะไรไม่เข้าท่า จึงชอบปฎิเสธไว้ก่อน แม้แต่เรื่องอะไรใหม่ๆที่ไม่น่ากลัว ก็ยังเจอปัญหาเรื่อง คนไม่กระตือรือร้น และไม่ร่วมมือกัน คิดแค่เอาตัวเองรอดไปวันๆ การที่เราคิดเริ่มทำเรื่องอะไรใหม่ๆ ในเมืองไทย จึงยากมาก เพราะถ้าไปหาแนวร่วม ก็จะไม่มีใครอยากช่วย ชอบโยนไปให้คนอื่น แถมบางคนยังต่อต้านอีกด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองไทยมีอิสระเสรี ถ้าเราไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และไม่ทำตัวเป็นจุดเด่นจนออกข่าวใหญ่โต ก็จะไม่มีใครสนใจจ้องจับผิด เราจึงสามารถทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะการขออนุญาตจะติดปัญหาที่เรื่องคนไทยขี้ระแวง แถมคนอนุญาตยังกลัวตัวเองเดือดร้อน ทำให้เราไม่ได้รับอนุญาต

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แปลว่า อย่ารอความหวังจากใคร

เวลาในชีวิตเรามีค่ามาก เกินกว่าที่จะหมดไปกับการรอคอยการตัดสินใจของใครบางคน เมื่อเราขอความช่วยเหลือจากใครแล้ว เขาไม่ให้คำตอบในทันที แต่ปล่อยให้เรารอ เรามีโอกาสโดนปฎิเสธสูง เราอาจต้องเสียเวลารอเป็นเดือนๆปีๆ เพื่อจะได้คำตอบว่า เขาปฎิเสธ คนพวกนี้มีมากในสังคม คิดแต่จะเอาตัวเองรอด ไม่สนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อนอย่างไร

ดังนั้น เมื่อขอความช่วยเหลือจากใครแล้ว ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนทันทีในวันนั้น เราควรเคลื่อนที่ต่อทันที ไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ถ้าเรากลัวว่าเขาจะตอบรับภายหลังแล้วจะผลจะกระทบกับที่ใหม่ เราควรวางแผนสับรางให้ดี

มีตัวอย่างของเรือเวสเตอร์ดัม ที่มาขอเทียบท่าเมืองไทยเมื่อ กพ.63 แต่ทางการไทยปฎิเสธในเบื้องต้นเพราะกลัวโรคระบาดในช่วงนั้น แต่ก็ยังสงวนท่าที ทำให้เขาไม่รอช้า รีบติดต่อไปยังเขมร และได้ขึ้นที่เขมร โดยไม่ต้องรอความหวังจากไทย ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่

ข้อมูลที่ลึกซึ้ง ไม่ควรเปิดเผยให้คนทั่วไปได้รับรู้

เพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากคนรู้ไม่จริง

ในโลกนี้ มีคนหลายระดับ ตั้งแต่รู้น้อยๆในเรื่องนั้น จนถึงรู้กลางๆ จนถึงรู้มาก ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกว่า พวกตื้นเขิน พวกรู้น้อยสุดมีจำนวนเยอะสุด พวกรู้มากขึ้น จะยิ่งมีจำนวนน้อยลง เพราะการศึกษาค้นคว้าให้รู้มากขึ้น ต้องใช้เวลานานนับปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาทำ ส่วนคนรู้จริงมีจำนวนน้อยมาก เพราะ การจะรู้จริงต้องใช้เวลาทดลองปฎิบัตินานนับปี ส่วนใหญ่เกินสิบปี จนเห็นหลายแง่มุม จึงตกผลึก บางคนทำมาเป็นสิบปีแล้วก็ยังไม่ตกผลึก เพราะทำอยู่แต่วิธีเดิมๆ ไม่ได้เห็นครบทุกแง่มุม

พวกตื้นเขิน ที่ได้รับรู้ข้อมูล หรือปล่อยให้ใช้แสดงออก ในเรื่องที่ตัวเองยังรู้ไม่จริง จะมโนกันไป จนสร้างปัญหาได้่ง่าย ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ มีพวกฉวยโอกาส หากำไร

ข้อมูลลึกซึ้ง จึงควรคุยกันในกลุ่มคนที่มีความรู้มาก อาจไม่ต้องรู้จริง เพราะคนรู้มาก สามารถเปิดรับข้อมูลใหม่และเข้าใจได้ง่าย เรียกคนกลุ่มนี้ว่า elite ถ้าเป็นภาษางานวิจัยเรียกว่า peer ถ้าเทียบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ บัวมี 4 เหล่า เราพูดให้พวกบัวใกล้พ้นน้ำฟัง อย่าไปพูดให้พวกตื้นเขิน เพราะพวกนี้เปรียบเสมือนบัวใต้น้ำที่ไม่มีวันโผล่พ้นน้ำ หรือเหมือนวัวควาย ที่เจอเพชรพลอยแล้วไม่เห็นค่า ยังชอบไปคลุกโคลนตม

เรื่องการแพทย์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ เพราะแม้แต่หมอเองยังรู้ไม่ค่อยจะครบ มีตัวอย่างของ โรคโควิดระบาดจากประเทศเมืองหนาว เข้าสู่ไทย ในพศ.2563 ผู้รู้จริงรู้ดีว่า ไวรัสตัวนี้เป็นไวรัสเหมืองหนาว ไม่ติดกันในอากาศร้อนเมืองไทย แต่มีโอกาสติดกันได้ในห้องแอร์ หรือกับคนที่นอนรวมกัน เพราะตอนกลางคืนอากาศเย็น แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่รู้เรื่องนี้ แถมไม่รู้วิธีใช้หน้ากากตั้งแต่แรก เมื่อเกิดการระบาดขึ้นจากสนามมวยและผับบาร์ ซึ่งติดแอร์และมีคนตะโกนกันทำให้ไวรัสแพร่ได้ง่าย จึงสั่งปิดสถานที่ชุมชนมากมาย ตั้งแต่สนามมวยผับบาร์ตลาดนัด ลามไปถึงสถานที่ไม่มีคนพลุกพล่านอย่าง สนามกอล์ฟ จนคนงานสนามกอล์ฟตกงานแล้วฆ่าตัวตาย เดือนต่อมา โรคเริ่มหมดไป และอเมริกาปล่อยข้อมูลว่าไวรัสตายเร็วมากที่อากาศร้อน บวกกับผู้เขียนเสนอให้บังคับใช้หน้ากากป้องกันเวลาเข้าห้องแอร์ กระทรวงจึงสั่งให้เปิดสนามกอล์ฟและสถานที่เปิดโล่งได้ แต่ยังปิดผับบาร์ จนทำให้ไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายได้อีกต่อไป แต่กระทรวงก็ยังทำพลาดอีก ด้วยการออกมาพูดว่า ระวังอย่าการ์ดตก จะเกิดระบาดซ้ำ ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด ว่าไวรัสจะระบาดได้ทุกที่ จนโวยวายต่อต้านทุกกิจกรรมที่คนมาอยู่รวมกันตอนกลางวัน (ซึ่งต่อมาปรากฎชัดว่าไม่มีที่ใดติด) แถมต่อต้านต่างชาติเข้าประเทศทุกชนิด ทั้งที่ต่างชาติอยู่ในที่ของเขา ไม่มาปะปนกับคนไทย คนที่เคยเอาเชื้อมาแพร่ในวงกว้างจริงๆ คือคนไทย

แม้แต่เรื่องทางเทคโนโลยี ก็เช่นเดียวกัน มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์มากับตัวเองคือ การทำเครื่องแม่ข่ายให้คนเช่า เปิดให้คนเข้ามาเขียนโปรแกรมเองได้เอง ปรากฎว่า คนเขียนโปรแกรมผิดๆถูกๆ ทำให้เครื่องทำงานหนักใช้ทรัพยากรมาก บางคนเขียนไม่ระวังโดนเจาะ ทำให้สุดท้ายแล้วผู้เขียนต้องลดจำนวนผู้เช่าลงเรื่อยๆ ตรงกันข้ามกับพวกผู้ให้บริการที่ไม่ปล่อยให้คนเขียนโปรแกรมได้เอง อย่างเช่น เฟสบุ๊ค ที่สามารถโตได้ไวมาก แสดงให้เห็นว่า การปล่อยให้พวกตื้นเขินได้แสดงออก สร้างปัญหาอย่างไร

การเจรจา

สังคมคนทำงาน โดยเฉพาะในเมืองไทย เต็มไปด้วย คนที่ไม่มีจิตอาสาช่วยเหลือคนระดับล่าง เมื่อเราไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากคนในหน่วยงานต่างๆ หรือแม้แต่กับบุคคลทั่วไป ถ้าเราเป็นคนไม่รู้จักไปขอความช่วยเหลือ มักจะล้มเหลวตั้งแต่ก่อนเริ่มเจรจา เรื่องจะง่ายขึ้น ต้องมีสิ่งที่เรียกกันว่า connection คือมีคนรู้จักแนะนำไป ซึ่งการจะมี connection ได้ เราต้องมีการศึกษาที่ดี จึงจะมีโอกาสรู้จักคนที่อยู่ในระดับสูง

ถ้าเราไม่มีคนรู้จักแนะนำไป ก็ต้องมีผลประโยชน์ให้เขา ซึ่งผลประโยชน์ที่คนต้องการ มีอยู่ 2 ประเภท
  1. เงิน เราต้องแสดงตัวว่ามีเงินมาก พร้อมจ่ายให้ในรูปแบบของการร่วมลงทุน (ถ้าเราเป็นนักธุรกิจ) หรือการจ้าง (ถ้าเขาไม่ใช่นักธุรกิจ)
  2. มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีกว่าไปให้

รู้จักขอบคุณ

เวลาใครช่วยเหลืออะไรเรา เราควรรู้จักขอบคุณอย่างน้อยสักครั้ง คนที่ช่วยเราเขาจะได้สบายใจ เราไม่ควรทำนิ่งเฉยไป เพราะจะทำให้เขาคิดไปต่างๆนาๆ ถ้ามีคนช่วยเราหลายๆคน เราต้องขอบคุณให้ครบทุกคน เมื่อไม่ให้มีใครน้อยใจว่าเราลำเอียง

ถ้าให้ดีกว่านั้นคือ บอกเขาว่า สิ่งที่เราอธิบายมีประโยชน์กับเรา เขาจะได้รู้สึกว่าสิ่งที่เขาให้ไปมีค่า

วิธีรบโดยไม่ต้องรบ

บางครั้งเราอาจมีปัญหากับเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ระดับประเทศเองอาจมีปัญหากัน โรคโควิดในปี 2563 สอนเราว่า เราสามารถใช้เชื้อโรคทำร้ายคนให้อ่อนแอได้ โดยที่เราไม่ต้องไปรบเอง กับเพื่อนบ้านก็เช่นกัน เราสามารถใช้สิ่งมีชีวิตอย่าง ยุง ช่วยไล่เพื่อนบ้าน แค่ทำถังน้ำนิ่งเพาะเลี้ยงยุงไว้

เรียนรู้มาตรฐานสังคม จากการอ่านข่าว

โลกของผู้ใหญ่ เป็นโลกที่ซับซ้อน ถ้าเราอยากรู้จักโลก รู้จักสังคม และวิธีจัดการกับผู้อื่น นอกจากการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมแล้ว ให้อ่านข่าว ข่าวจะสื่อถึงความคิดของผู้คนในสังคม


เกี่ยวกับผู้เขียน

ผู้เขียนเป็นคน gen X รุ่นแรก คือกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง แต่เติบโตมาในสังคมของ gen B คือกลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำ และไร้วัฒนธรรม เพราะพ่อแม่มีลูกเยอะจนไม่มีเวลาสอน สังคมยุคนั้นเต็มไปด้วยคนโง่และเห็นแก่ตัว แต่ผู้เขียนกลับไม่เคยถูกสอนให้มีภูมิคุ้มกันจากคนเหล่านี้เลย ทำให้ต้องรู้สึกหดหู่อยู่บ่อยครั้งที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้ แต่หลังจากพยายามสังเกตุเรียนรู้แล้ว จึงเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง แล้วนำมาบอกเล่าให้ฟัง เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนรุ่นหลัง


เริ่มเขียน 31 พค. 52
แก้ไขล่าสุด 16 ธค. 62