หลักการทำงาน

เราทุกคนต้องการความเจริญก้าวหน้าในชีวิต คือความสามารถในการก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น ตัวถ่วงความเจริญจึงได้แก่ ความผิดพลาด ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสีย ทำให้ชีวิตต้องย่ำอยู่กับที่ สาเหตุของความผิดพลาดคือ ไม่คิดเผื่อความผิดพลาดที่ยังคาดไม่ถึง โดยเฉพาะไม่อ่านก่อนทำ และไม่จดบันทึก เพื่อให้กลับมาทำซ้ำได้เร็วขึ้น


ความเจริญที่สั่งสมมาเป็นร้อยๆปี อาจจะหายไปในชั่วพริบตา เพียงเพราะภัยธรรมชาติที่ไม่คาดฝัน
ผู้ที่รู้จักคิดเผื่อความผิดพลาดเท่านั้นที่จะรอดพ้นมาได้ โดยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

เรื่องย่อ

เราทุกคนอยากมีความสุข และความเจริญก้าวหน้าในชีวิต แต่โลกนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค และความไม่แน่นอน การเอาตัวรอดบนโลกใบนี้ ต้องรู้จักคิดเผื่อ เช่น เผื่อเวลา เผือ่เงิน สำรองสิ่งที่จำเป็น และ จดบันทึกสิ่งที่เคยทำ

นิสัยเสียของคนไทยคือ มองแต่ด้านดี หรือที่โดนเหน็บกันว่า โลกสวย ที่เป็นเช่นนี้เพราะ สังคมเอเชีย ทั้งไทย จีน อินเดีย มีวัฒนธรรมเรื่อง สิริมงคล ถ้าใครพูดในแง่ร้ายก็จะโดนด่าว่า ปากเสีย จึงไม่มีใครกล้ามองในแง่ร้าย เราจึงชอบคิดว่า เรื่องร้ายขนาดนั้นคงไม่เกิดขึ้นหรอก ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็คิดกันว่า คงไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก เราจึงไม่เคยคิดเผื่อความผิดพลาด  ทำให้ไม่เคยเตรียมตัวรับมือกับเรื่องร้ายไว้เลย แล้ววันหนึ่ง เรื่องร้ายที่สุดก็เกิดขึ้นจริง บางเรื่องลุกลามใหญ่โตเกินกว่าจะแก้ไข ทิ้งไว้แต่ปัญหา ปัญหาบางเรื่องแก้ไขได้ แต่ต้องเหนื่อยมาก

หลังจากที่ผมพบความผิดพลาดในการทำงาน จึงได้พบว่า วัฒนธรรมมองโลกในแง่ดีของไทย ทำให้คนไทยทำงานไม่เป็น แถมระบบการศึกษาของไทย ไม่ได้สอนวิธีการทำงานไว้ เพราะคนที่เขียนหลักสูตรเองก็เก่งแต่ในตำรา ไม่เคยทำงานใหญ่สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน จึงทำให้เด็กที่เรียนจบออกมาจึงทำงานไม่เป็น เช่น ชอบเดา ไม่อ่านคู่มือ ไม่รู้จักจดบันทึกทั้งก่อนและหลังทำ ไม่รู้จักเรียงลำดับความสำคัญ ไม่รู้จักเผื่อ เวลาทำงานคิดแต่จะลุย ไม่มีใครคิดถึงความผิดพลาดที่จะตามมา พอทำไปสักพักก็พลาด พอผิดพลาดทีหนึ่ง ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ต้องสละเวลามาแก้ไข บางเรื่องต้องหยุดแก้ไขเป็นเวลานาน ความผิดพลาดแต่ละครั้ง ทำให้เกิดพลังงานด้านลบ เช่น ความเครียด ความหดหู่ เป็นแรงต้านที่ทำให้คนไม่อยากก้าวไปข้างหน้า เพราะกลัวทำแล้วผิดพลาดอีก ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่พอผิดพลาดบ่อยๆ ก็ต้องหยุดแก้ไขบ่อยๆ การหยุดบ่อยๆ ทำให้ชีวิตย่ำอยู่กับที่ได้เช่นกัน พอพลังงานด้านลบสะสมมากขึ้น สุดท้ายก็จะหมดไฟ สาเหตุที่คนไทยทำงานไม่เป็นนี้เอง คนไทยจึงทำงานใหญ่ไม่ค่อยสำเร็จ งานเล็กๆก็ยังทำผิดง่าย

คนที่เริ่มทำงานมาระยะหนึ่ง จะเริ่มทำงานเป็น เช่น รู้จักเผื่อเวลานัดหมาย แต่ข้อพกพร่องเรื่องอื่นๆยังคงอยู่ เช่น ไม่มองในแง่ร้าย มีแต่คนที่เคยทำงานแบบคลุกฝุ่นมาก่อน จึงจะรู้ดีว่า มองโลกในแง่ดีอย่างเดียวไม่พอ เพราะ โลกนี้อยู่ยาก การจะทำอะไรสักอย่าง ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งจากตัวเราเองเผลอ หรือจากความไม่รู้ และปัจจัยควบคุมไม่ได้หลายอย่าง คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องมีเวลาก้าวไปข้างหน้า โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหา ซึ่งทำได้ด้วยการลดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด และ ทำอย่างไรเมื่อเกิดผิดพลาดแล้วตนเองไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีวิธีเดียวคือ  คิดเผื่อความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาทางป้องกันไว้ล่วงหน้า ตามคำสอนสุดท้ายของตถาคตว่า "อย่าประมาท" หรือที่ฝรั่งมีนิยามไว้หลายคำ เช่น "worst-case" หรือ "fault tolerance" มีหลักคิดดังต่อไปนี้
เวลาลงมือทำจริง มักจะมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย จนไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนหลัง แต่ละวันให้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
  1. เขียนเป้าหมาย ตามด้วยสิ่งที่ต้องทำเป็นข้อๆ เรียงลำดับตามขั้นตอน หรือความสำคัญ
  2. ทำตามที่เขียนไว้ อย่าคิดไปทำไป จะลืมง่าย
  3. แบ่งเวลา การทำงานในเวลาที่ไม่เหมาะสม จะทำได้ไม่เต็มที่ หรือ เสียเวลามากขึ้น
เมื่อเรารู้หลักการทำงานแล้ว ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็สำเร็จโดยง่าย ไม่เกิดความผิดพลาด พอทำสำเร็จแล้วเราจะพบว่า เรามีพลังที่จะก้าวต่อไปทำงานอื่น หรือทำงานเดิมให้ดียิ่งขึ้น เพราะความสำเร็จคือ พลังงานด้านบวก ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าต่อไป ต่างจากความล้มเหลว ที่เป็นพลังด้านลบ ทำให้เราหมดกำลังใจ ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้อง หลีกเลี่ยงพลังงานด้านลบ เพิ่มพลังด้านบวก ด้วยการศึกษาหลักการทำงาน


ตัวอย่างความผิดพลาด

สมัยเรียนหนังสือ ผมจะใช้เวลาไปเที่ยวเล่น เพราะคิดว่าช่วงใกล้ๆสอบคงอ่านทัน ปรากฎว่าคืนก่อนสอบไม่ได้นอนเลย เพราะอ่านหนังสือไม่ทัน เนื่องจาก ลืมไปว่ายังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ต้องอ่านด้วย พอเข้าห้องสอบก็ทำข้อสอบได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะเบลอเนื่องจากนอนน้อย ผลสอบออกมาปรากฎว่าสอบตก ต้องลงทะเบียนเรียนซ้ำในวิชาเดิม ครั้งต่อมา ผมอ่านหนังสือตั้งแต่ก่อนเปิดเทอม พอถึงวันสอบ ผมได้นอนเต็มที่เพราะอ่านจบหมดแล้ว ผลสอบออกมาปรากฎว่าสอบได้ที่หนึ่ง

ผมเดินทางออกไปเบิกเช็คที่ธนาคารใกล้บ้าน แต่กะเวลาไว้ไปถึงตอนใกล้ปิดพอดี ปรากฎว่า เกิดฝนตก ทำให้ไปถึงธนาคารไม่ทัน วันต่อมาเผื่อเวลาเพิ่มขึ้นอีกครึ่งชั่วโมง ปรากฎว่าฝนตกหนัก น้ำท่วม รถติดหนักถึงหนึ่งชั่วโมง ทำให้ไปไม่ทันอีก แล้ววันรุ่งขึ้นก็เป็นวันเสาร์อาทิตย์ที่ธนาคารปิด ทำให้ไม่มีเงินใช้ทำธุระวันเสาร์อาทิตย์

ผมต้องการเดินทางไปบ้านเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ก่อนออกเดินทาง ผมโทรศัพท์ไปหาเพื่อนเพื่อถามเส้นทาง ด้วยความหวังดีของเพื่อน กลัวว่าถ้าบอกรวดเดียวแล้ว ผมจะจำไม่ได้ เพื่อนจึงบอกมาแค่ครึ่งทาง เพื่อนบอกว่ามาถึงใกล้ๆแล้วค่อยโทรถามใหม่  พอไปถึงกลางทาง แล้วผมจะโทรศัพท์ไปถามทางเขา ปรากฎว่าโทรไปแล้วไม่มีสัญญาณเนื่องจากเพื่อนกำลังนั่งรถอยู่ในหุบเขา ทำให้ผมติดต่อใครไม่ได้เลย ต้องรออยู่กลางทางเป็นเวลานาน ครั้งต่อมา เกิดเหตุการณ์คล้ายกันอีก แต่คราวนี้เพื่อนโทรศัพท์เสีย ใช้งานไม่ได้ช่วงนั้นพอดี

ช่วงวันหยุดเทศกาล มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ผมต้องการไปเที่ยวต่างจังหวัด รถยนต์เพิ่งซ่อมเสร็จ ยังไม่ได้ทดสอบวิ่งจนแน่ใจ ด้วยความรีบร้อนอยากไปเที่ยว พอขับไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้ว รถไปเสียกลางทาง ทำให้ผมต้องตกค้างอยู่กลางทางเป็นเวลาหลายวัน

ผมเดินทางไปเที่ยวงานแสดงสินค้า แต่พอไปถึง ปรากฎว่า งานยังไม่เริ่ม ยามบอกว่างานเริ่มพรุ่งนี้ กลับมาเปิดโบรชัวร์ดูปรากฎว่า ผมจำวันที่ผิด เนื่องจากก่อนเดินทางมา ไม่ได้ดูวันที่ให้ชัดเจน

ผมเดินทางไปงานแต่งงานของเพื่อนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้เปิดดูแผนที่ เพราะ จำได้คุ้นๆว่าเป็นที่ไหน พอไปถึง กลายเป็นงานแต่งงานของคนอื่น จะโทรถามเพื่อน แต่ไม่มีคนรับสาย สุดท้าย ผมจำเป็นต้องเดินทางกลับบ้าน มารู้จากเพื่อนภายหลังว่าจัดงานอีกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นคนละที่กัน

ผมนัดเพื่อนไปทำธุระด้วยกัน เพื่อนที่เป็นคนฝรั่งจะมาตรงเวลา ส่วนคนญี่ปุ่นจะมาก่อนเวลาหลายชั่วโมง ทำให้สามารถทำธุระเสร็จในวันนั้น แต่พอนัดกับคนไทยมักจะมาสาย คนที่มาสาย อ้างว่ารถติดบ้าง หาของไม่เจอบ้าง ซึ่งสาเหตุเกิดจากไม่รู้จักเผื่อเวลา ผลของการมาสายคือ ทำธุระไม่เสร็จในวันเดียว ต้องนัดมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น หรืออาจต้องรอไปอีกหลายวัน บางทีก็ไม่ได้ทำอีกเลย เพราะต่างคนต่างมีธุระอย่างอื่น

นักมวยคนหนึ่งช่วงที่กำลังดัง แต่แล้วก็มีผู้หญิงมาติดพันจนเขาต้องเลิกชกมวยไปอาศัยอยู่กับผู้หญิงคน นั้น เวลาผ่านมาหลายปี เงินทองเริ่มร่อยหรอ เขาอยากกลับไปชกมวยเพื่อหาเงิน แต่ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะร่างกายไม่ฟิตเหมือนสมัยก่อน ครูมวยเองได้แต่เสียดายว่าหากเขาไม่ติดผู้หญิง เขาจะมีเวลาหาเงินอีกมาก

เราคงจะเห็นได้จากตัวอย่างแล้วว่า ผลจากความผิดพลาด คือ ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจ หรือต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวกว่าจะสำเร็จ


สาเหตุของความผิดพลาดในชีวิต

ทำไมต่างคนจึงมีความเจริญก้าวหน้าแตกต่างกัน? เราคงเคยเห็นคนที่ ขยันที่สุด หรือ เรียนมาสูงที่สุด บางคนยังต้องประสบความล้มเหลว หรือย่ำอยู่กับที่ ลองสังเกตุจะพบว่า คนเหล่านี้จะมีอยู่ 2 ประเภท
  1. ทุ่มเทไม่พอ หรือล้มแล้วเลิก ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความคิด แต่เกิดจากการลงมือทำ ความคิดมีได้ทุกที่ แต่คนที่ลงมือทำมีไม่มาก หลายคนฝันอยากได้นั่นอยากได้นี่ แต่ไม่ลงมือทำ ดังคำกล่าวของไอน์สไตน์ว่า Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results. สาเหตุหลักที่คนไทย ทำอะไรสู้ชาติอื่นไม่ได้ ก็เพราะคนไทยรักสบาย บางคนเรียนมากไป คืออ่านมากทำน้อย บางคนอ่านหนังสือจนจบแล้วรู้ว่าทำได้ หรือทำงานด้านนั้นอยู่ รู้หมดว่าทำอย่างไร แต่ไม่ทำ เพราะ รู้ว่ามีขั้นตอนมากมาย จึงขึ้เกียจทำ เพราะแค่คิดจะทำก็เหนื่อยแล้ว
  2. ทำผิดวิธี เพราะว่า รู้ไม่จริง หรือ ยึดมั่นถือมั่นกับความคิดเดิมๆ ไม่ว่าจะขยันแค่ไหน ถ้าทำผิดวิธีเสียอย่างเดียว ยิ่งทำก็ยิ่งยุ่ง หรือไม่ก็หลงทางไปไกล โดยเฉพาะองค์กรต่างๆ ที่กำลังประสบปัญหายุ่งยากอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะรู้ไม่จริง บางคนเรียนน้อยไป คือทำมากอ่านน้อย จึงทำผิดทาง

วิธีเริ่มต้นชีวิตใหม่

คนที่ทำงานที่ไม่เกี่ยวกับเป้าหมาย ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่ถึงแม้จะทำเรื่องที่เกี่ยวกับเป้าหมาย ก็ยังมีหลายขั้นตอน หากทำไม่ถูกวิธี ก็จะไปไม่ถึงเป้าหมายเช่นกัน คนที่ต้องการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ทีละขั้น จะกระโดดข้ามไม่ได้ ถ้าข้ามข้อใดไป จะต้องไปติดขัดกลางทาง ทำให้เกิดความล่าช้า
  1. ปลอดภัย กำจัดสิ่งที่คอยฉุดคอยลากให้ถอยหลัง ซึ่งได้แก่ ภัยอันตรายจากภายนอก สามารถป้องกันได้ได้ด้วยการ สร้างความมั่นคงปลอดภัย ให้กับสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว
  2. เตรียมตัว ด้วยการกำจัดอุปสรรคที่ขวางหน้าออกไปเสียก่อน
  3. ทำถูกวิธี จึงจะได้ผลเร็ว
  4. ต่อยอด หลายสิ่งต้องย้อนกลับมาทำซ้ำ จะทำได้อย่างรวดเร็ว ก็ต่อเมื่อถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบ และมีการจดบันทึกขั้นตอนไว้ เวลาย้อนกลับมาทำใหม่ ก็จะไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่

บทที่ 1. ปลอดภัยไว้ก่อน

พุทธดำรัส "..สิ่งทั้งหลายในโลก ย่อมมีวันเสื่อมไป สิ้นไป เป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงทำประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ด้วยความไม่ประมาท..."

ในชีวิตเรามีงานที่ต้องทำมากมาย เพราะธรรมชาติของชีวิตเป็นเช่นนี้ คนทั่วไปจะทำงานสะเปะสะปะ นึกอยากทำอะไรก็ทำ คนที่ทำงานไม่เป็น มักจะเริ่มทำขั้นตอนที่เห็นผลก่อน ส่วนขั้นตอนไหนยังได้ผล ก็ยังไม่สนใจ พอทำไปได้สักพัก ขั้นตอนที่ไม่เคยคิดถึง ก็ปรากฎผลขึ้นมาในรูปของความผิดพลาด ทำให้ขั้นตอนอื่นหยุดชะงักหมด พอผิดพลาดบ่อยๆ ชีวิตจึงย่ำอยู่กับที่ เช่น มัวแต่ทำงานหาเงิน จนลืมซ่อมบ้านให้ป้องกันน้ำท่วมให้ดีพอ พอน้ำท่วมก็ต้องหยุดงาน มาขนของหนีน้ำท่วม งานที่เคยทำเพื่อหาเงินจึงไม่ได้ทำ พอน้ำลด เครื่องใช้โดนน้ำพังเสียหาย ต้องเสียเงินหาซื้อเครื่องใช้ใหม่ จนไม่มีเงินพอที่จะใช้ซ่อมบ้านเพื่อป้องกันน้ำท่วมครั้งหน้า แถมความเครียดจากการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้ต้องใช้เงินไปเที่ยวพักผ่อน จนไม่มีเงินเหลือพอซ่อมบ้าน หรือซื้อบ้านใหม่ กลายเป็นวงจรอุบาทว์อยู่เช่นนี้ ในทางกลับกัน คนที่น้ำไม่ท่วมบ้าน ก็จะไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องเสียเงินซื้อของใหม่ ไม่ต้องเครียด จึงไม่ต้องเสียเงินไปเที่ยวพักผ่อนมากนัก จะเห็นว่า คนที่ไม่จัดการเรื่องความปลอดภัยให้เรียบร้อยก่อน จึงมีพื้นฐานไม่มั่นคงแข็งแรง ดังนั้น ถ้าต้องการความมั่นคงในชีวิต งานแรกที่ต้องเลือกมาทำ คือ เรื่องความปลอดภัย

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวความเสียหายในอดีต ที่เคยเจ็บปวด มักจะถูกลืมหายไปกับกาลเวลา ทำให้คนประมาท จนกระทั่งเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เวลานั้น ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น ก็จะโดนผู้อยู่ใต้ความรับผิดชอบซ้ำเติม เพราะทำให้เขาเดือดร้อน คำขอโทษก็ไม่ได้ช่วย ถ้าทำให้ใครเดือดร้อน คนที่เดือดร้อนก็จะออกมาอ้างสิทธิ์ที่ตนเองควรได้รับ เราอาจถูกฟ้องร้อง โดยไม่มีใครสนใจว่า เราเองก็เดือดร้อน และ กำลังแก้ปัญหาอยู่อย่างยากลำบาก บางเรื่องแก้ไขไม่ได้ เพราะ ไม่่มีเงินและไม่มีเวลามากพอสำหรับชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น ถ้าเบี้ยวก็จะสูญเสียความเชื่อถือระยะยาว บางเรื่องผิดพลาดแล้วแก้ไขได้ แต่ก็ต้องสียค่าซ่อมแพงกว่าค่าลงมือทำเป็นร้อยๆพันๆเท่า ปัญหาเหล่านี้ จะโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเราเองที่ไม่รู้ว่า เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ต้องทำก่อน จะเห็นว่า การลงทุนเพื่อความปลอดภัย ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังถูกกว่าค่าซ่อมมากนัก


ปตท ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาลไทย ทำน้ำมันรั่วลงในทะเล ช่วงเดือน กค.56 น้ำมันเปื้อนชายหาดอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด กุ้งหอยปูปลาตายและหายไป จากทะเลแถวนั้น กระทบกับการท่องเที่ยวและชาวบ้าน ปตท.ต้องระดมเงินและคนจำนวนมากเพื่อแก้ไข ซึ่งอยู่ในระดับพันล้านบาท ผ่านมาหลายเดือน ผลสำรวจยังคงพบคราบน้ำมันในชายหาดอ่าวพร้าว สูงกว่าหาดปกติ (ในอ่าวหวายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของเกาะ) ถึง 15 เท่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของ ปตท. แต่ก่อนหน้านี้ในปี 52 ปตท.เคยทำน้ำมันรั่วครั้งที่เลวร้ายที่สุด ของออสเตรเลียมาแล้ว จนทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไข ไปร่วมหมื่นล้านบาท ซึ่งผลการตรวจสอบ จากรัฐบาลออสเตรเลียสรุปว่า ปัญหาครั้งนั้นเกิดจากความสะเพร่าของ ปตท.เอง (PTTEPAA did not observe sensible oilfield practices at the Montara Oilfield. Major shortcomings in the company’s procedures were widespread and systemic, directly leading to the Blowout.)

คนที่จะเห็นคุณค่าของความปลอดภัย คือคนที่เคยเห็นความสูญเสียมาก่อน และต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียนั้น เด็กๆไม่ค่อยคิดถึงเรื่องความปลอดภัย เพราะเด็กเห็นความสูญเสียมาน้อย เวลาผู้ใหญ่พูดถึงเรื่องความปลอดภัย เด็กจึงไม่เก็บมาใส่ใจ จนกระทั่งวัยล่วงเลยมาเป็นผู้ใหญ่ หลายอย่างในชีวิตต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย เรียกว่าไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา หรือ ต้องเจ็บก่อน ถึงจะจำ พอเจ็บบ่อยๆ จึงเริ่มกลายเป็นคนที่คิดถึงเรื่องความปลอดภัยก่อนเป็นอันดับแรก อย่างเช่น เวลาขับรถ คนที่อายุน้อยจะชอบความเร็ว แต่ไม่ค่อยรู้จักเบรค ทำให้เด็กที่อายุต่ำกว่่า 25 ปี เป็นวัยที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงที่สุด ต่างจากผู้ใหญ่ ที่จะขับรถอย่างระมัดระวัง รู้ว่าเวลาใดควรขับช้า เวลาใดขับเร็วได้ เพราะผู้ใหญ่เคยเจอความสูญเสียมามาก และไม่อยากเห็นความสูญเสียอีก ช่วยให้ผู้ใหญ่จินตนาการต่อไปได้ไกลว่า ถ้ารถชนแล้ว จะต้องเสียค่าซ่อมรถเท่าไหร่ ถ้าบาดเจ็บทำงานไม่ได้ ทำให้สูญเสียรายได้ไปเท่าไหร่ ถ้าถึงตาย ใครบ้างจะต้องเสียใจ


ตึกถล่มย่านปทุมธานี เมื่อวันที่ 11 สค.57 ขณะกำลังก่อสร้าง ทำให้คนงานจำนวนหนึ่ง ติดอยู่ใต้ซากอาคาร บางคนเสียชีวิต ภาพที่น่าสลดใจคือ แม่อุ้มลูกเสียชีวิต มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากซากตึก เมื่อสอบสวนพบว่า เป็นวันหยุดยาว วิศวกรคุมงานไม่อยู่ ผู้รับเหมาช่วง (subcontractor) จึงเทปูนชั้นบนโดยพลการ ในขณะที่ปูนชั้นล่างยังไม่แข็งดี ฝั่งที่กำลังเทคอนกรีต จึงพลังถล่มลงมาก่อน ตามด้วยอาคารพังลงมาทั้งหลัง เป็นที่รู้กันว่า ผู้รับเหมาช่วงมักจะเรียนน้อย จึงรู้ไม่จริง และชอบเร่งให้งานเสร็จไวๆ เพราะถ้าทำนานจะไม่คุ้มค่าแรงคนงาน ในขณะที่ วสท. แถลงข่าวว่า ตึกถล่มคาดว่ามาจาก มีจุดอ่อนตรงรอยต่อระหว่างพื้นกับเสา มีการขยับพื้นเข้าไป เพื่อรอติดตั้งแผงสำเร็จรูป ทำให้ระหว่างที่ยังสร้างไม่เสร็จ แทบไม่เหลือพื้นคอนกรีตไว้เกาะติดเสาเลย ประกอบกับ คอนกรีตฝั่งที่กำลังเทปูน ยังไม่แข็งตัวเต็มที่ เป็นเหตุให้ฝั่งที่กำลังเทปูน พังทลายลงมา จะเห็นว่า เมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่เกิดความสูญเสียขึ้น กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความสูญเสีย กับผู้อื่น แถมยังต้องเดือดร้อนคนอื่นในสังคม ต้องเข้ามาช่วยเหลือ

คนที่จะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆได้ ต้องทำเรื่องที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตนให้แข็งแรงปลอดภัยก่อน เด็กๆชอบเรียนรู้และกล้าทดลองสิ่งใหม่ๆเพราะ พวกเขาไม่มีห่วงเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากมีผู้ใหญ่คอยดูแลเรื่องความปลอดภัยแทนให้ แต่ปัญหาของเด็ก คือ ความไม่รู้จักกลัว ทำให้เด็กขาดความระมัดระวัง และทำผิดพลาดได้ง่าย สังเกตุว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่เป็นเด็ก ส่วนปัญหาของผู้ใหญ่ คือ ความไม่รู้จักกล้า ทำให้ผู้ใหญ่ไม่กล้าเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เพราะ กลัวทำผิดพลาด เนื่องจาก เคยทำผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหายมาก่อน จึงไม่กล้าแตะอะไรอีก

คนอายุน้อย ยังมองไม่เห็นเส้นกั้นบางๆระหว่าง ความกล้ากับอันตราย ความเป็นกับความตาย ความมั่นใจกับความอวดเก่ง ฯลฯ พวกเขาจึงไม่ควรทำเรื่องที่เสี่ยงชีวิต หรือเป็นผู้นำในเรื่องที่เสี่ยงชีวิต  เพราะจะพลาดพบจุดจบได้ง่าย

โลกนี้เต็มไปด้วยภัยอันตราย การจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ จึงต้องคิดถึงเรื่องความปลอดภัยก่อน มิฉะนั้นทำไปแล้ว จะเกิดความเสียหายขึ้นได้ง่าย เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ถ้าต้องการขึ้นภูเขาหิมะ หากศึกษาจะพบว่า คนตายเพราะหิมะถล่ม เพราะฉะนั้น ก่อนจะไปขึ้นภูเขาหิมะ เราต้องศึกษาว่าหิมะถล่มเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะป้องกันหรือแก้ไขอย่างไร รวมทั้งเรื่องที่มีอันตรายอื่นๆ ต้องศึกษาด้วย เช่น หิมะกัด

เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นบนท้องถนนหรือที่ใดก็ตาม กฎหมายบอกว่า คนที่ผิด คือ คนที่ประมาท ซึ่งกฎหมายทุกฉบับเขียนไว้เหมือนกันว่า "กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจัก ต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่" คือ ทำได้แต่ไม่ทำ และหลักกฎหมายยังบอกด้วยว่า จะอ้างว่าไม่รู้ ไม่ได้

ความมั่นคงปลอดภัย เกิดจากแนวคิด ที่มองเห็นโลกตามความเป็นจริงว่า สิ่งต่างๆในโลกนี้ต้องเสียสักวันหนึ่ง เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือจากภัยธรรมชาติ หรือเกิดจากน้ำมือมนุษย์ ก็คือความสูญเสียทั้งนั้น จริงอยู่ที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสื่อมสภาพตามกาลเวลาไปได้ แต่เราสามารถป้องกันผลกระทบที่จะตามมาเป็นลูกโซ่ได้ รวมทั้งป้องกันความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ หรือภัยจากน้ำมือมนุษย์ได้ด้วย หรืออย่างน้อยก็ผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยคิดถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น แล้วหาวิธีเก็บรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้มั่นคง แข็งแรง และ ปลอดภัย ไม่ให้ถูกทำลายด้วยภัยอันตรายต่างๆ

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ปัญหาต่างๆเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะ คนส่วนใหญ่ไม่มองถึงต้นเหตุ คิดกันแต่จะแก้ที่ปลายเหตุ วิธีที่ช่วยให้เราพบต้นเหตุคือ หาอ่านแนวคิดของคนที่เคยพูดถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ส่วนวิธีที่จะรู้สาเหตุของปัญหาให้แน่ชัด เพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่า ไม่ใช่เรื่องที่เราคิดไปเอง คือ หาคนที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน

เวลามีปัญหาเกิดขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำ ไม่ใช่ รีบทำให้สถานการณ์กลับเป็นปกติ ด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องคิดว่า ทำอย่างไร ปัญหานั้นจะไม่เกิดซ้ำอีก เมื่อรู้สาเหตุแล้ว อย่ารีบแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เสร็จก่อน จึงค่อยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุทีหลัง

ปัญหาเร่งด่วน จำเป็นต้องเร่งแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียมากไปกว่านี้ แต่การแก้ไขในปัญหาเร่งด่วน มักจะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ พอปัญหาจบแล้ว เรามักจะหาสาเหตุไม่เจอ ทำให้ไม่ได้แก้ที่สาเหตุ พอปล่อยเวลาผ่านไปอีกไม่นาน ปัญหาเดิมมักจะเกิดซ้ำอีก ดังนั้น เวลามีปัญหาเกิดขึ้น ควรจะสละเวลา เพื่อหาสาเหตุก่อน เมื่อเจอสาเหตุแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ เพราะการแก้ไขที่ต้นเหตุอาจจะต้องใช้เวลานาน เราควรจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก่อน หลังจากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้ว จึงค่อยหาเวลาเตรียมตัวหาวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุต่อไป แต่อย่าปล่อยไว้เนิ่นนาน เพราะจะลืม บางคนมัวแต่คิดแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จนไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า บางคนพอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบลูบหน้าปะจมูกเสร็จแล้ว ไม่คิดแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ต้องเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ละครั้งจะเหนื่อยมาก ไม่เหมือนการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ที่ทำได้ในเวลาที่ไม่มีแรงกดดัน และ มีเวลาคิดอย่างรอบคอบ และมีเวลาค่อยๆทำไปจนเสร็จ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเราก็จะไม่ต้องเหนื่อยเพราะไม่ต้องทำอะไรมาก

แต่ถ้าเป็นเหตุร้ายประเภทคอขาดบาดตาย หยุดหาสาเหตุไม่ได้ ก็ควรจะหาโอกาสเก็บรายละเอียดเท่าที่จะทำได้ เช่น จดบันทึก หรือ ถ่ายรูปเก็บไว้ก่อน  หลังจากสถานการณ์กลับเป็นปกติแล้ว จึงค่อยคิดวิเคราะห์หาสาเหตุ อย่างเช่น ถ้าน้ำรั่วเข้าเรือ เราคงไม่มีเวลาจะไปหาสาเหตุว่าอะไรทำให้เรือรั่ว เราต้องหาทางอุดรูก่อน เพื่อไม่ให้เรือจม พออุดรูเสร็จแล้ว มีเวลาว่างหลังจากนั้น ค่อยคิดหาสาเหตุว่าเรือรั่วเพราะอะไร  และทำอย่างไรไม่ให้เรือรั่วอีก ถึงแม้ว่าการหาสาเหตุในภายหลังอาจจะหาไม่เจอ แต่เราไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ยกเว้นมีคนมาช่วย ควรแบ่งงานกันทำ คือ คนหนึ่งหาสาเหตุ อีกคนหนึ่งหาทางแก้ที่ปลายเหตุ เช่น วิดน้ำออกจากเรือ

ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า ต้องอุดช่องโหว่ข้างหลัง ให้หมดก่อน

ปัญหาอื่น รอได้หมด ยกเว้นปัญหาเรื่องความปลอดภัย รอไม่ได้ เพราะ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว มีความสูญเสียเกิดขึ้นด้วย

การอุดช่องโหว่ คือ หาทางเก็บรักษาสิ่งที่เคยสร้างไว้แล้วให้คงอยู่ อย่าให้ได้รับอันตรายจากโจรผู้ร้ายหรือภัยธรรมชาติ เรียกสั้นๆว่า backup เราต้องอุดช่องโหว่ข้างหลังก่อนก้าวไปข้างหน้า เพราะ กว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาได้สักอย่าง ต้องใช้แรงใช้เวลาและความพยายามมากเหลือเกิน ถ้าเราไม่หาทางดูแลสิ่งเหล่านั้นไว้ให้ดี สิ่งเหล่านั้นก็จะเสียไปได้ง่ายๆ พอเสียแล้วก็จะฉุดรั้งไม่ให้เราก้าวไปข้างหน้า ต้องย้อนกลับมาสร้างใหม่หรือซ่อมแซมใหม่ ทำให้เสียเวลาเสียเงินไปโดยไม่จำเป็น ดังนั้น อย่าคิดเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ หากยังไม่รู้วิธีรักษาของเดิมไว้

แต่เรามักจะเผลอ ทั้งๆที่เก็บได้ แต่ไม่เก็บ เพราะ มองโลกในแง่ดีว่าคงไม่เป็นอะไรหรอก เหตุร้ายคงไม่เกิดขึ้นหรอก หรือด้วยความเร่งรีบ ความประหยัด ก็สุดแล้วแต่นิสัยที่สั่งสมมา และแล้วก็เหมือนถูกกลั่นแกล้ง เรื่องร้ายมักจะเกิดขึ้นเวลาที่เราเผลอ เรียกความเผลอนี้ว่า ความประมาท

เรื่องนี้มีบทเรียนมาตั้งแต่โบราณแล้ว แม่ทัพที่ออกรบ ถ้ามัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง ก็จะรบแพ้ เช่น โดนยกทัพตีขนาบทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง ก็จะตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึก ถ้าไม่หนีก็จะต้องโดนฆ่าตายอย่างเดียว หรือ ออกไปรบแล้วไม่มีทหารเฝ้าเมือง มักจะเสียเมืองโดยง่าย หรือออกไปรบทางเหนือ แล้วทางใต้เกิดจลาจลก่อกบฎ ก็จะรบต่อไม่ได้ ต้องกลับมาปราบกบฎ แม่ทัพที่รบชนะ จะต้องจัดการหลังบ้านให้เรียบร้อยก่อน

คนที่เจริญก้าวหน้า ไม่ใช่เพราะก้าวเร็ว หรือก้าวไม่หยุด แต่เพราะมีเบื้องหลังที่มั่นคงปลอดภัย คนที่ก้าวไปแล้วต้องย้อนกลับมาแก้ปัญหาเบื้องหลัง ย่อมไปได้ไม่ไกล หากฝืนเดินหน้าไปแล้ว วันดีคืนดีสิ่งที่มีอยู่เบื้องหลังเกิดเสื่อมสลายลง โดยเฉพาะสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าเกิดเสียขึ้นมา จะทำให้การก้าวไปข้างหน้าต้องหยุดชะงัก เพราะเราต้องทิ้งเวลาที่จะใช้เพื่อเดินหน้า ย้อนกลับมาแก้ปัญหาที่มีอยู่เดิม ดังภาษิตว่า "3 วันซ่อม 3 วันสร้าง" ถ้าเราอยู่ใกล้ๆและมีเวลาคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าอยู่ไกลหรือติดภารกิจสำคัญ การสละเวลามาแก้ปัญหาเก่าๆ จะกลายเป็นอุปกสรรคต่อการเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย

ยกตัวอย่างเช่น คนเสียเงินซื้อรถยนต์ราคาแพง แต่ขับรถด้วยความคะนอง ไปชนต้นไม้ ผลที่ตามมาคือ รถพัง ต้องเสียเงินซ่อมรถหรือซื้อใหม่ ถ้าบาดเจ็บ ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาล ต้องเสียเวลานอนโรงพยาบาล แทนที่จะใช้เวลาไปทำงาน สถานที่ๆจะไปหรือวางแผนไว้ว่าจะไป ก็ไม่ได้ไป คนเสียชีวิตต้องลำบากญาติทำศพ

เชื่อหรือไม่ว่า หลังจากจัดการเก็บรักษาของเดิมให้ปลอดภัย ไม่ให้เสื่อมสลายไปง่ายๆแล้ว เราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง คือ ก้าวไปอย่างมั่นใจ และรวดเร็ว โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนในอดีต เวลาเดินหน้าไปแล้วเกิดผิดพลาดขึ้นมา จะได้ย้อนกลับมาพึ่งพาของเดิมได้ ใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ก้าวมาถึงจุดนี้คงยังไม่เข้าใจ

เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่การหลีกเลี่ยงความผิดพลาดระหว่างทาง

ก่อนเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ เรื่องแรกที่ควรจะคิดถึงไม่ใช่การเดินหน้า แต่ต้องคิดถึงวันข้างหน้า ถ้าสิ่งที่ทำขึ้นมา เสียกลางทาง จะทำอย่างไร  เรียกว่าคิดในแง่ร้ายที่สุดหรือ worst case scenario ถ้าทำไปแล้วเสียกลางทาง ก็เท่ากับสิ่งที่ทำไปสูญเปล่า แม้แต่เทคโนโลยีที่ใช้เวลาสร้างหลายร้อยปี ก็อาจจะหายไปหมดเพียงเพราะเจอพายุหรือไฟใหม้เพียงครั้งเดียว

คนจะเก่งจริงหรือไม่ วัดกันที่เวลาเกิดผิดพลาดขึ้นมา เขาอยู่รอดได้หรือเปล่า มือใหม่พอเจอความผิดพลาดนิดหน่อยก็ต้องหยุด ไม่เหมือนคนที่มีประสบการณ์สูง ที่หาทางซิกแซกต่อไปได้ หรือป้องกันไว้ดีแล้ว จึงลอยตัวอยู่ได้โดยไม่ได้รับผลกระทบ

คนที่อยู่รอดบนโลกใบนี้ ไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด แข็งแรงที่สุด หรือ รู้จักเปลี่ยนแปลง แต่เป็นคนที่สามารถรอดพ้นจากภันอันตรายทั้งปวงได้ นั่นคือ คนที่คิดถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ตัวอย่างที่ดี คือพวกที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงตาย เช่น นักปีนเขาหิมะ เคยมีนักปีนเขาหิมะคนหนึ่ง นอนอยู่ในเต็นท์ ได้ยินเสียงฟ้าร้อง จึงผูกเต็นท์ไว้กับหลัก แล้วมาเตือนเต็นท์อีกหลัง แต่เต็นท์อีกหลังกลับไม่สนใจผูก พอนอนหลับไปแล้ว หิมะถล่มลงมา ทำให้เต็นท์ที่ไม่ได้ผูก ถูกหิมะพาไถลไปไกล และกลบเต็นท์ ทำให้คนในเต็นท์ตาย จะเห็นว่า นักปีนเขาชื่อดังที่สุดคนหนึ่ง อย่างเช่น Ed Viesturs ที่ปีนเขาสูงเกิน 8,000 เมตรทุกลูกในโลกมาแล้ว และยังมีชีวิตอยู่เพื่อเล่าเรื่องให้เราฟังได้ ก็เพราะเขาเป็นคนที่คิดถึงความปลอดภัยก่อน เขาพยายามปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์อยู่ถึง 2 ครั้ง และเหลืออีกเพียง 100 เมตรจะถึงยอดแล้ว แต่เขาต้องถอยหลังกลับ เพราะพบว่าเริ่มมีพายุ จึงไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย จนกระทั่งเขาสามารถปีนถึงยอดได้ในครั้งที่ 3 ต่อมาเขาพยายามขึ้นยอดอันนะปุรณะ แต่เมื่อไปถึงตีนเขา เขาก็พบว่าไม่มีทางขึ้นที่ปลอดภัยเลย เขาจึงต้องหันหลังกลับ

ก่อนจะเริ่มต้นทำอะไร ต้องตั้งคำถามแรกคือ ถ้าสิ่งที่มีอยู่หรือสร้างขึ้นใหม่เกิดเสียขึ้นมา จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ก็ยังไม่ควรลงมือทำ เพราะ ถ้าลงมือทำไปแล้ว เกิดเสียขึ้นมากลางทาง สิ่งที่ทำมาอาจจะสูญเปล่าหมด, อาจทำให้ชีวิตประจำวันหยุดชะงัก หรือ ร้ายที่สุดคือ ความสูญเสียทำให้ชีวิตถอยหลัง


น้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะในเดือน ตค. 54 เนื่องจากคันกั้นน้ำพัง ส่งผลให้ รถยนต์จำนวนมากที่ผลิตเสร็จแล้ว ในโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าจมน้ำ  หลังน้ำลด โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า ต้องทำลายรถยนต์ที่ผลิตเสร็จแล้วแต่ถูกน้ำท่วมกว่าพันคัน สูญเงินไปหลายร้อยล้านบาท

มีตัวอย่าง น้ำท่วมใหญ่ ในประเทศไทย ในเดือน ตุลาคม 2554 น้ำท่วมเข้าไปในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ที่อยุธยา ทำให้โรงงานทั้งหมดต้องหยุดทำการ บางโรงงานได้รับความเสียหายเกินแสนล้านบาท เจ้าของโรงงานผลิตชาเขียวออกมาเผยว่า น้ำท่วมครั้งนี้ เครื่องจักรที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์พังเสียหาย สูญเงินไปนับพันล้านบาท ชีวิตต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ในขณะที่ รถยนต์ที่ผลิตใหม่ในโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าจมน้ำหมด สะเทือนยอดผลิตรถยนต์ฮอนด้าทั่วโลกถึง 4.7% บริษัทฮอนด้าออกมายอมรับว่า อุทกภัยครั้งนี้ ทำบริษัทเสียหายรุนแรงกว่าสึนามิที่ญี่ปุ่นในเดือน มีนาคม 2554 ถึงแม้ว่าโรงงานผลิตรถยนต์ยี่ห้ออื่นอย่างโตโยต้า จะไม่ถูกน้ำท่วม เพราะตั้งอยู่ที่นิคมฯอื่น แต่ก็ต้องหยุดการผลิต เพราะขาดชิ้นส่วนที่ส่งมาจากนิคมฯที่ถูกน้ำท่วม โรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ที่ถูกน้ำท่วม ทำให้ยอดขายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกหดตัว กระทบไปถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยี่ห้ออื่นๆด้วย โดยน้ำเริ่มท่วมขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ นิคมฯโรจนะทำเขื่อนดินกั้นน้ำ โดยไม่รู้ว่าแนวดินต้านทานน้ำไม่ได้นาน พอกั้นน้ำไปได้สักพักผนังจึงยุ่ยแล้วพังลง ถึงแม้ว่าบางโรงงานจะทำกำแพงคอนกรีตกั้นสูงถึง 3 เมตร ก็ไม่อาจต้านทานแรงดันน้ำไว้ได้ กอไผ่ยังล้ม ดังนั้นกำแพงคอนกรีตจึงพัง สาเหตุเกิดจาก นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ สร้างอยู่บนที่ลุ่ม เป็นเขตรองรับน้ำ แถมพื้นที่ยังมีความชันมาก เวลาน้ำมา จึงมีแรงปะทะสูง ไม่ว่าอะไรก็กั้้นไม่อยู่ ก่อนจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ 7-8 ปี กรมชลประทานเคยท้วงรัฐบาลว่าไม่ควรสร้างในพื้นที่นี้ แต่ไม่มีใครฟัง ถึงแม้ว่าหลังน้ำท่วม จะสร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ป้องกันน้ำท่วมได้สำเร็จ แต่ถ้าน้ำท่วมอีก ถนนก็จะถูกตัดขาดเป็นเวลาหลายเดือน ไม่ต่างจากต้องปิดโรงงาน

เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น เราสามารถทำให้ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปได้ โดยหาตัวสำรองไว้ นอกจากนี้ ต้องหาวิธีที่จะไม่ต้องเสียเวลา มาเริ่มต้นทำใหม่จากศูนย์ พยายามหาวิธีที่จะใช้เครื่องจักร หรือคนทั่วไปทำแทนให้ได้ เช่น เวลาที่เราลงโปรแกรมในคอมพิวเตอร์เสร็จแล้ว เราต้องคิดต่อไปว่า ถ้าไวรัสลงหรือฮาร์ดดิสก์เสียขึ้นมา จะทำยังไง จึงจะไม่ต้องมาเริ่มต้นลงโปรแกรมใหม่อีก มีหลายทางเลือก ถ้าใช้เครื่องจักรช่วยก็คือ backup ระบบปฎิบัติการที่ได้ติดตั้งไปแล้ว ไปเก็บไว้อีกที่หนึ่ง เวลาฮาร์ดดิสก์เสีย ต้องเปลี่ยนตัวใหม่ แค่นำ backup เดิมกลับมาใส่ก็ใช้ต่อได้เลย ไม่ต้องเสียเวลามานั่งลงโปรแกรมใหม่ทั้งหมด

ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากการเลือกใช้ของแพงที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะของแพงที่สุด อาจเสียหรือสูญหายได้ สำหรับบางสิ่งที่หามาทดแทนไม่ได้ต้องใช้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดความสูญ เสีย แต่ถ้าหามาใหม่ได้ต้องหามาเผื่อไว้ เพื่อที่ว่าเมื่อสิ่งหนึ่งเสียแล้วยังมีสิ่งทดแทน ถ้าต้องเลือกวิธีใดจงเลือกวิธีที่มั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย และ ประหยัดเวลาเป็นเรื่องแรก แล้วจึงค่อยมาเปรียบเทียบเรื่องค่าใช้จ่าย

เรื่องความปลอดภัยนี้ ไม่ใช่ภัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันใครๆก็เห็นและรู้ว่าต้องแก้ไขอย่างไร แต่เป็นภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่างหาก ที่คนส่วนใหญ่คิดไม่ถึง ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่เรายังไม่รู้แน่ชัดว่า จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ อาจเป็นวันพรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้า แต่ก็ยังมีบางคนคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่า เมื่อมีภัยเกิดขึ้นแล้วจะมีปัญหาอะไรตามมา


เครื่องบิน MH17 ของมาเลเซียแอร์ไลน์ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารพร้อมลูกเรือ 298 คน บิน ผ่านน่านฟ้ายูเครน ขณะที่มีการสู้รบระหว่างกลุ่มกบฎนิยมรัสเซีย กับ รัฐบาลยูเครน ส่งผลให้เครื่องบินถูกยิงตก ในวันที่ 17 กค.57  ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า MH17 ตัดสินใจบินผ่านน่านฟ้าของยูเครน ทั้งๆที่เป็นเส้นทางที่เสี่ยงที่สุด เพียงเพราะว่า ถ้าบินออกนอกเส้นทาง จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ตกหัวละ 66 ดอลลาร์ แต่วิธีคิดของมาเลเซีย ตามวิธีคิดของคนเอเชียที่ว่า "เรื่องร้ายๆอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้นหรอก" ทั้งๆที่ เครื่องบินของกองทัพยูเครนเพิ่งจะถูกยิงตกไป ก็ได้ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย ที่ประเมินค่าไม่ได้ ที่เรียกว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เพราะผู้โดยสารแต่ละคนที่เสียชีวิตไปนั้น ล้วนแต่เป็นคนที่มีทุนทางสังคมทั้งนั้น บางคนเป็นวิศวกรอวกาศ  เหตุการณ์นี้แสดงให้เราเห็นว่า เรื่องความ ปลอดภัย เป็นเรื่องที่เรายังคาดไม่ถึง แต่เคยเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของมาเลเซียแอร์ไลน์ ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ในวันที่ 8 มีค. เครื่องบิน MH370 เคยหายไปกลางทะเลพร้อมด้วยผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คน การสูญเสียเครื่องบินทั้ง 2 ลำ ได้ทำลายชื่อเสียงของสายการบิน มาเลย์เซียแอร์ไลน์อย่างย่อยยับ ไม่ถึงเดือนหลังจากเครื่องบินลำที่ 2 ตก สายการบินแห่งนี้ก็เข้าขั้นวิกฤติ บางเที่ยวบินต้องออกเดินทาง สู่จุดหมายในสภาพร้างผู้โดยสาร ถึงแม้จะพยายามลดค่าโดยสารลงกว่าครึ่ง แต่ก็ยังมีที่นั่งว่างกว่าครึ่งค่อนลำ ทำให้ต้องขาดทุนกว่าวันละ 50 ล้านบาท

กิจการที่ละเลยเรื่องความปลอดภัย เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นเพียงครั้งเดียว สามารถทำให้กิจการล่มจมได้ทันที ซึ่งนอกจากตัวอย่างของมาเลเซียแอร์ไลน์แล้ว ยังมีตัวอย่างใกล้ตัวเช่น สายการบินวันทูโก ของบริษัทโอเรียนท์ไทย ซึ่งเป็นสายการบินราคาถูกภายในประเทศไทยที่มีเครื่องบินถึง 19 ลำ ต่อมาวันที่ 6 กย.50 เกิดอุบัติเหตุไถลออก นอกรันเวย์ ระหว่างทำการร่อนลงที่สนามบินภูเก็ต ทำให้มีผู้เสียชีวิต 89 ราย และบาดเจ็บ 41 ราย ผลการสอบสวนพบว่า เกิดจากความผิดพลาดของกัปตันชาวอินโดนีเซีย ไม่ปฎิบัติตามมาตรฐานของคู่มือความปลอดภัย และลงจอดขณะสภาพอากาศเลวร้าย บวกกับสายการบินให้นักบินมาขับ เครื่องบินเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทำ ให้นักบินไม่มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้สายการบินนี้หายไป หันมาให้บริการเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ เหลือเพียงแบบบินประจำ ดอนเมือง-ภูเก็ต และ ดอนเมือง-ฮ่องกง แค่วันละ 1 เที่ยว ต่อมาวันที่ 27 มีค.ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกครั้ง ขณะมุ่งหน้าจากภูเก็ตไปเฉิงตู เกิดเครื่องยนต์ขัดข้อง ทำให้นักบินต้องนำเครื่องร่อนลงฉุกเฉินที่เมืองคุนหมิง ทำให้ผู้โดยสารหลายคนหน้ามืด รวมถึงมีเลือดออกปากและจมูก จะเห็นได้ว่า เจ้าของกิจการที่ไม่เคร่งครัดเรื่องความปลอดภัย มักจะประสบปัญหาและความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำอีก

การป้องกันภัย ควรทำแต่เนิ่นๆ ในเวลาที่ยังไม่มีภัย ถ้าทำตอนที่ภัยมาถึงตัว มักจะทำไม่ทันเสียแล้ว เพราะการทำอะไรก็ตาม ต้องอาศัยเครื่องมือ แต่ในขณะที่ภัยเกิดขึ้น เราจะเตรียมเครื่องมือไม่ทัน หรือมีเครื่องมือแต่ทำไม่ได้ เช่น น้ำท่วมสูง ทำให้ขนย้ายเครื่องมือลำบาก ยิ่งถ้าเป็นภัยที่กระทบกับคนหมู่มาก คนก็จะแย่งกันซื้อเครื่องมือจนขาดตลาด เช่น ตอนน้ำท่วม ผมพยายามจะหาซื้อกระสอบทราย หรือ อิฐและปูน แต่ไปดูตามห้างก็ถูกคนซื้อไปหมดแล้ว หรือหาได้แต่ราคาแพงขึ้นอีกเป็นสิบๆเท่า คนส่วนใหญ่มักจะคิดเฉพาะเวลาที่ภัยมาถึงตัวเช่นนี้ เหมือนกับสุภาษิตจีนที่ว่า ต้องรอให้ปวดท้องขี้ จึงจะสร้างส้วม

ถึงแม้ว่าภัยจะยังมาไม่ถึงตัว แต่มาใกล้ตัว คนที่ไม่ป้องกันภัยดี ยังต้องหวาดกลัว เพราะ คนรอบตัวตื่นตระหนก ทำให้เครียดจนไม่ได้ทำงานอยู่ดี

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือสิ่งที่เราคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้่น เพราะเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะทำอะไรไม่ถูก เนื่องจากไม่เคยเตรียมตัวไว้

ถึงแม้ว่าเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่คนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายที่จะคิดถึงมัน เพราะ คนรอบตัวที่ชอบมองโลกในแง่ร้ายแบบไม่มีเหตุผล หรือพูดอีกแง่หนึ่งคือ พวกชอบเดา คนเหล่านี้เคยชินอยู่กับความจำ และมักตีความเข้าข้างตนเอง เช่น พ่อแม่เตือนว่าก่อนออกจากบ้าน ปิดสวิทซ์อย่างเดียวไม่พอ ต้องดึงปลั๊กออกด้วย เพราะกลัวไฟจะไหม้บ้าน ซึ่งการเสียบปลั๊กไว้ไม่เคยปรากฎว่าทำให้ไฟใหม้ การฟังในเรื่องที่ไม่มีเหตุผลบ่อยๆ ทั้งๆที่เรื่องเหล่านั้นไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้น ทำให้คนฟังเกิดความเบื่อหน่ายในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อเราเจอคนชอบเดา ให้คิดอย่างมีเหตุผลว่ามีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ และหาความรู้เพิ่มเติม หากมีข้อเท็จจริงแสดงว่ามีโอกาสเกิดขึ้นแล้ว  เราจำเป็นต้องหาทางป้องกัน แต่ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงก็ไม่ควรเก็บมาคิดต่อให้รกสมอง

การมองโลกในแง่ร้ายที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลไม่ใช่เรื่องเครียด เวลาที่เหตุร้ายเกิดขึ้นแล้ว ถึงจะรู้ว่าเครียดมากกว่า ถ้าเป็นความสูญเสียใหญ่ๆเกิดขึ้น ถึงกับทำให้มือสั่นจนทำอะไรไม่ถูก การมองโลกในแง่ร้ายแบบไม่มีเหตุผลต่างหากที่เครียดกว่า ทำให้เราต้องทำงานที่ไม่จำเป็น เช่น บางคนออกจากบ้านต้องดึงปลั๊กไฟออกหมด บางคนไม่กล้าจุดเตาแก๊สเพราะกลัวไฟไหม้บ้าน เป็นความปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัย เพราะ ทำให้เกิดความไม่สะดวก ทำให้ชีวิตไม่ก้าวหน้า

เมื่อคิดในแง่ร้ายแล้ว ต้องหาวิธีป้องกันไว้ล่วงหน้า อย่ารอให้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้วค่อยแก้ไข

ถ้าวัวหายแล้วค่อยมาล้อมคอกก็สายเกินไปแล้ว เพราะความสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว

วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ ไม่ต้องแก้ แต่ควรหาวิธีป้องกันไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วจะได้ไม่มีใครเดือดร้อน การแก้ปัญหาในเวลาที่เกิดปัญหา เป็นการทำภายใต้แรงกดดัน ตั้งแต่แรงกดดันเรื่องเวลา จนถึงเรื่องแรงกกดดันจากคนมาเกี่ยวข้อง มักจะผิดพลาดได้ง่าย เพราะขาดสมาธิ


โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา
ระเบิด เนื่องจาก แผ่นดินไหว และ
สึนามิ ทำให้รังสีรั่วไหลออกมา
เมื่อพูดถึงภัยในอนาคต หลายคนมักจะเริ่มคิดในแง่ดีว่าคงไม่เกิดขึ้นหรอก หรือ รอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนแล้วคงจะแก้ไขได้ แต่เขาลืมไปว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ปัญหามีโอกาสจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ แล้วพอถึงเวลาจริงๆที่ปัญหาเกิดขึ้นกลับแก้ไม่ทัน เพราะไม่เคยเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า

ตัวอย่างของความสูญเสีย ที่เกิดจากคนไม่คิดถึงภัยในอนาคต คือ ชายฝั่งตะวันออก ของประเทศญี่ปุ่น อยู่ใกล้กับ ring of fire ในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิได้ง่าย แต่กลับมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นบริเวณนั้น แถมยังสร้างโรงไฟฟ้าติดทะเลอีก ผลคือ ในเดือนมีนาคม 2554 เกิดแผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ที่ ring of fire ทำให้เกิดสึนามิ ถล่มชายฝั่ง ส่งผลให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาเสียหาย มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา ต้องเดือดร้อนนานาชาติเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมกับผลพวงที่ตามมาอีกเป็นลูกโซ่ คือ อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น รถยนต์ ต้องชะลอการผลิต เนื่องจากขาดชิ้นส่วน การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นถดถอย เศรษฐกิจของประเทศหดตัว และต้องใช้เวลาอีกเกิน 30 ปีเพื่อยุติการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้อย่างปลอดภัย ผ่านมา 2 ปี ยังมีน้ำปนรังสีรั่วออกมาจากโรงงาน ไหลลงสู่ทะเล และปริมาณรังสีที่รั่วออกมายังอยู่ในขั้นรุนแรง

ในทางกลับกัน ถ้าคนญี่ปุ่นรู้จักคิดถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรกแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น เพราะ เขาคงไม่ไปตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในบริเวณนั้น ถ้าเปลี่ยนไปตั้งโรงไฟฟ้าที่ชายฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ห่างจาก ring of fire คงจะไม่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ และ ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าให้รองรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ได้มากกว่าค่าสูงสุดอีกเท่าตัว คงจะไม่มีอะไรพังเนื่องจากแผ่นดินไหว หรือ ถ้าจำเป็นต้องตั้งโรงไฟฟ้าบริเวณที่มีโอกาสเกิดสึนามิ ควรตั้งให้ห่างจากฝั่งออกมา คงจะไม่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ แต่มีเพียงคนญี่ปุ่นบางคน ที่เชื่อคำเตือนของคนโบราณ ไปปลูกบ้านไว้บนที่สูง จึงไม่ได้รับผลกระทบ


สึนามิถล่มชายฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น เดือนมีนาคม 2554 ทำลายทุกอย่างที่อยู่ใกล้ทะเล มีแต่สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่บนที่สูงเท่านั้น ที่ไม่ได้รับผลกระทบ


คนที่โดนสึนามิถล่มญี่ปุ่น เดือนมีนาคม 2554 ต้องประสบกับความสูญเสีย ความเจริญหยุดชะงัก กลายเป็นคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเตรียมพร้อมตลอดเวลา แต่ปัญหาอยู่ที่เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้ว ย่อมต้องมีความสูญเสียขึ้น และ ทุกคนต้องมีช่วงเวลาพักผ่อน ใครไม่เชื่อว่ามนุษย์เตรียมพร้อมตลอดเวลาไม่ได้ ลองย่องไปดูตามป้อมยามช่วงประมาณตี 3 จะพบว่ายามส่วนใหญ่จะนั่งหลับอยู่ในตู้ น่าแปลกที่ช่วงที่เรากำลังตื่นตัวอยู่นั้นมักจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เตรียมพร้อมมาตั้งนานแล้วก็ยังไม่มีเหตุร้าย เมื่อเวลาผ่านไป จึงเริ่มขาดปล่อยปละละเลย และแล้วก็หมือนชีวิตเล่นตลก เรื่องร้ายๆ มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เผลอ อย่างช่วงนอนหลับ หรือ ช่วงวันหยุดที่ท่านเดินทางไปเที่ยว เช่น ตื่นขึ้นมาแล้วรถสตาร์ทไม่ติด, น้ำป่าที่อาจพัดมาตอนกลางคืนขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับ, โจรขึ้นบ้านในช่วงที่ทุกคนในบ้านเดินทางไปท่องเที่ยววันหยุด

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จงอย่านั่งรอให้สถานการณ์เกิดขึ้น หรือ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์  แต่จงหาทางป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่เราพลั้งเผลอ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นั้นสร้างความเสียหายขึ้น ทำให้เราไม่ต้องสละเวลาหรือแรงกายเข้าไปจัดการแก้ไข

วิธีป้องกันภัย จึงเริ่มด้วยการ เขียนความสูญเสียทั้งหมดที่มีโอกาสเกิดขึ้น คิดถึงในแง่ร้ายที่สุด เรียงเป็นข้อๆ แต่ละข้อเว้นว่างไว้สำหรับคำตอบคือวิธีป้องกัน ทำอย่างไรหากเกิดปัญหาขึ้นแล้วจะทำให้ไม่มีใครเดือดร้อน ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วสร้างความเสียหาย ก็ควรจะหาทางป้องกันไว้  เพราะเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้นวันไหน ถึงแม้จะต้องเสียเงินเสียเวลาสร้างระบบป้องกันภัย แต่มูลค่านั้นน้อยกว่าความสูญเสียหลายเท่า  เช่น คิดว่าถ้าตื่นมาแล้วรถสตาร์ทไม่ติดจะทำอย่างไร เป็นต้น

เรื่องที่ควรระวัง คือ อย่ารีบร้อน หลังจากที่รู้แล้วว่าอาจจะมีเรื่องร้ายๆอะไรเกิดขึ้นบ้างแล้ว อย่าใจร้อนลงมือทำ เพราะนอกจากจะทำให้เครียดแล้ว อาจตัดสินใจผิดพลาด ทำให้ต้องแก้ไขใหม่หลายรอบ หาความรู้ให้รอบคอบก่อนแล้วจะได้ทางออกที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในช่วงเตรียมการนั้น อย่างน้อยเรารู้แล้ว ย่อมมีวิธีบรรเทาจากหนักให้เป็นเบา แต่ถ้ารีบร้อนเข้าไปแก้ไขสิ่งต่างๆที่ยังไม่เสีย สิ่งนั้นอาจจะเสียด้วยน้ำมือของเราเอง

ทดสอบวิธีป้องกันปัญหาว่าใช้ได้ผลจริง

เมื่อหาวิธีป้องกันปัญหาได้แล้ว ต้องจำลองให้ปัญหาขึ้นเพื่อทดสอบว่าวิธีป้องกันใช้ได้ผลจริง เพราะหากไม่ทดสอบแล้ว เวลาเกิดปัญหาขึ้นอาจใช้งานไม่ได้จริง หรือที่แย่กว่านั้นคือ ไม่กล้านำวิธีป้องกันมาใช้เพราะไม่เคยทดสอบ จึงไม่แน่ใจว่าจะใช้งานได้จริง เช่น เราคิดว่าเทปกาวที่ทำจากพลาสติก จะสามารถอุดรูรั่ว ไม่ให้น้ำไหลได้ แต่พอโดนน้ำจริงๆ ปรากฎว่า ถึงเทปกาวจะไม่เปียกน้ำ แต่กาวละลายน้ำ ทำให้เทปกาวหลุด

เรียนผูกแล้ว ต้องเรียนแก้ด้วย

เมื่อเรียนรู้วิธีสร้างแล้ว ต้องเรียนรู้วิธีซ่อมควบคู่กันไปด้วย มิฉะนั้น เวลาปัญหาขึ้น จะกลายเป็นภาระขึ้นมา เช่น ถ้าเรียนรู้วิธี backup แล้ว ก็ต้องเรียนรู้วิธี restore ด้วย มิฉะนั้นเวลาเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ จะนำ backup กลับมาใช้ไม่ได้

และที่สำคัญคือ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้ว ต้องสามารถหยุดไม่ให้ปัญหาลุกลามสร้างความเสียหายต่อไป ซึ่งเรียกว่า fail-safe เช่น ถ้าคิดจะขับรถเร็ว ต้องมีเบรคที่ดีด้วย ไม่เช่นนั้น จะมีโอกาสรถชนได้ง่าย

สิ่งใดที่ขาดไม่ได้ ต้องมีสำรอง (redundancy)

ทุกสิ่งมีโอกาสเสียได้ทุกเวลา ตามกฎธรรมชาติที่ว่า ทุกสิ่งต้องเสื่อมไป จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เมื่อเสียแล้วทำให้เราไม่มีใช้ ทำให้ชีวิตประจำวันหยุดชะงัก ต้องเสียเวลาเดินทางออกไปหา ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะหาได้หรือไม่ เพราะไม่มีเวลาแน่นอนว่าของจะเสียเมื่อไหร่ ถ้าเสียช่วงวันหยุดยาว ร้านจะปิด หรือ ถ้าเสียช่วงวันทำงาน ก็ต้องฝ่ารถติดออกไปซื้อ ซึ่งอาจจะมีหรือหมด หรืออาจเปลี่ยนรุ่นไปแล้ว นำมาแทนของเดิมไม่ได้ บางอย่างเสียแล้วมีอันตรายตามมา ยกตัวอย่างเช่น โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นระเบิดในเดือนมีนาคม 2554 เนื่องจากแผ่นดินไหวและสึนามิ ทำให้ระบบหล่อเย็นบกพร่อง ในขณะที่เตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ขาดระบบหล่อเย็นไม่ได้ ซึ่งถ้าหากมีระบบหล่อเย็นสำรอง โรงไฟฟ้าอาจจะไม่ระเบิด

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ทำอย่างไรไม่ให้มันเสีย แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเสียแล้ว มีตัวสำรองใช้แก้ขัดหรือไม่ ถ้าสิ่งใดที่จำเป็นมากๆ เสียไม่ได้เลย สำรองไว้แค่ชุดเดียวยังไม่พอ อาจจำเป็นต้องสำรองไว้ถึง 2 ชุด (รวมที่ใช้อยู่เป็น 3 ชุด) เพราะ เหตุการณ์ที่ตัวสำรองเสีย มีโอกาสเกิดขึ้นได้

มีตัวอย่างของพวกหมอฝรั่งทำงานวิจัยขนาดใหญ่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานหลายปี พอถึงเวลาลงสนามจริง เขาจะเริ่มต้นพูดว่า "Make sure that we prepare everything accurately, make sure that we collect everything accurately, make sure that we backup everything accurately." ทำให้งานสำเร็จตรงตามที่ต้องการ น่าเศร้าที่คนไทยรวมทั้งคนเอเชีย ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย ไม่เคยมีใครสอนเรื่องนี้เลย คนไทยเวลาทำงานอะไรจึงต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าฝรั่ง เช่น กองถ่ายหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 5 ที่ถ่ายทำไปจนใกล้จบเรื่องแล้ว เกิดไฟใหม้โรงถ่าย ทำให้ฟิล์มส่วนใหญ่เสียไป ต้องมาเริ่มถ่ายทำใหม่

นอกจากสำรองแล้ว เมื่อมีอะไรเสีย ต้องมีวิธีรู้ได้ด้วย อย่ารอให้เวลาผ่านไป แล้วทิ้งของเสียอยู่อย่างนั้น เพราะ ตัวสำรองที่ทำงานแทน อาจจะเสียได้ในอนาคต พอไม่เหลือตัวสำรองแล้ว ทุกอย่างก็หยุดชะงัก

เมื่อเริ่มคิดแบบสำรอง เราจะเลิกนิสัยจากรอให้หมดหรือเสียขึ้นเสียก่อนแล้วค่อยออกไปหา เปลี่ยนเป็นการสำรองสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในยามขาดแคลน เราไม่จำเป็นต้องสำรองไว้มากเกินไป เพราะหากไม่ได้ใช้อาจเสียเงินไปเปล่าๆ แต่ให้ใช้หลักคูณ 2 คือ ตรวจสอบทรัพยากรต่างๆ ว่ามีเหลือเพียงพอ หากเริ่มจะมีทรัพยากรเหลือน้อยกว่าครึ่งคือ 50% เพียงวางแผนจัดหามาเพิ่มเมื่อมีโอกาสผ่านไปแถวนั้น หรือจดไว้หลายๆอย่างแล้วเดินทางไปเที่ยวเดียว

ข้อดีของการสำรองคือ
1. เวลาของที่ใช้อยู่เสีย สามารถนำของสำรองมาเปลี่ยนได้ทันที ทำให้ชีวิตประจำวันไม่หยุดชะงัก
2. เวลาต้องการขยายงาน ก็ทำได้ง่าย เพราะมีของให้ใช้ทดสอบได้ทันที ไม่ต้องไปค้นหา ซึ่งไม่รู้ว่าจะหาเจอหรือไม่

ทางเลือกที่ดีที่สุดคือเลือกทุกทาง วิธีสำรองที่ดีที่สุดคือเผื่อไว้หลายๆทางออก เหมือนแย้ที่ขุดรูไว้เยอะๆ มันจึงอยู่มาได้เป็นล้านๆปี วิธีการก็คือ ให้คิดในแง่ร้ายว่าหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้วจะ หาทางออกอย่างไร เหมือนถนนหลายเลน ยังไงก็วิ่งเร็วกว่าถนนที่รถวิ่งได้เลนเดียว ถนนเลนเดียว ถ้าถนนโล่งอาจจะวิ่งเร็วได้ แต่พอวิ่งไปสักพัก ไปเจอรถวิ่งช้า ก็จะต้องช้าตามไปด้วย อาจจะแซงไม่ได้เพราะมีรถสวนมาตลอดเวลา หรือตัวอย่างของ ชาวสวนผลไม้ พอช่วงไหนราคาตกก็ต้องออกมาปิดถนนเรียกร้อง เพราะไม่มีรายได้ทางอื่น หรืออย่างในกรณีที่รถยนต์ ให้คิดเผื่อไว้ว่าถ้าน้ำมันแพงจะทำอย่างไร วิธีป้องกันก็คืออาจหารถไฮบริดที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้ามาสำรองไว้

ผมเคยสำรองข้อมูลสำคัญ ไว้ในแผ่นซีดี 2 แผ่น เผื่อแผ่นหนึ่งเสียจะได้ใช้อีกแผ่นหนึ่ง แต่พอทิ้งไว้นานๆ นำมาใช้อีกที ปรากฎว่าเสียทั้ง 2 แผ่น ทำให้ผมต้องเสียข้อมูลสำคัญไป จะเห็นว่าการสำรองข้อมูลที่ดี จะต้องทำไว้หลายๆชุด หลายๆแบบ หลายๆช่วงเวลา ไม่ซ้ำกัน อย่างน้อยควรมี 2 ชุด เพราะ ข้อมูลที่มีอยู่อาจเกิดผิดพลาดขึ้นได้ง่ายมาก แต่มีโอกาสค่อนข้างน้อยที่จะเสียพร้อมกันทั้ง 2 ชุด สิ่งใดที่ขาดไม่ได้ ต้องสำรองไว้มากกว่า 2 ชุด

การหาวิธีสำรอง ควรทำในช่วงที่มีเวลาว่าง โดยเริ่มคิดจากว่า อย่าทำอะไรซ้ำเดิม เช่น ถ้าเคยขับรถไปทางไหน ควรทดลองเปลี่ยนไปบนถนนเส้นอื่นดูบ้าง อาจมีหลงบ้างแต่ก็ได้ความรู้ใหม่ เผื่อวันหลัง ถนนเส้นนั้นที่ใช้ประจำมีปัญหา จะได้เลี่ยงไปใช้ถนนเส้นอื่นได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปหลงอีก

การซื้ออุปกรณ์สำรอง ไม่เร่งรีบเหมือนอุปกรณ์หลัก จึงไม่ต้องรีบซื้อ แต่ควรจังหวะเหมาะๆ จะได้ประหยัดเงินและเวลา เช่น รอให้ลดราคาแล้วค่อยไปซื้อ หรือ ผ่านไปแถวนั้นแล้วค่อยซื้อ

อุปกรณ์บางชิ้น มีส่วนประกอบสลับซับซ้อน เวลาเสียแล้วหาสาเหตุยาก ถ้าไม่มีอุปกรณ์สำรองแล้ว เรื่องง่ายอาจจะกลายเป็นเรื่องยาก เช่น ผมเคยเจอ คอมพิวเตอร์ไฟไม่เข้า จึงคิดว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้เสีย แต่โชคดีที่ผมมีเครื่องสำรองดีๆที่แน่ใจได้ว่าไม่เสีย พอนำมาเสียบปลั๊กแล้วไฟไม่เข้าอีกเหมือนกัน จึงรู้ได้ทันทีว่า สายไฟเสีย พอเปลี่ยนสายไฟก็ใช้ได้ใหม่ ทำให้ผมไม่ต้องทิ้งคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าไป

สิ่งใดที่ไม่เคยใช้ หรือ กำลังทดลองใช้ หรือ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่ต้องมีสำรอง

ผลจากการทดลองใช้มี 2 อย่างคือ ดี กับ ไม่ดี สิ่งใดที่อยู่ระหว่างทดลองใช้ จึงไม่ควรซื้อมาสำรอง เพราะว่า ทดลองใช้แล้ว ผลออกมาไม่ดี จะต้องเสียเงินเพิ่มฟรีๆอีกเท่าตัว จึงควรสำรองเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ และต้องใช้แน่ๆ แม้แต่สิ่งที่ยังไม่เคยใช้ และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ใช้หรือเปล่า ก็ยังไม่ต้องหามาสำรอง เพราะนอกจากจะเปลืองเงินแล้วยังไม่มีที่เก็บ เพียงแต่เราต้องรู้ว่าเมื่อต้องการใช้สามารถหาได้ที่ไหน

อุปกรณ์ที่เทคโนโลยียังอยู่ระหว่างเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ สามารถที่จะตกรุ่น ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี บางเครื่องอาจจะใช้กับเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้อีก ต้องทิ้งอย่างเดียว อย่างเช่น คอมพิวเตอร์รุ่น 32 บิท ที่ต่อมาเปลี่ยนเป็น 64 บิท หรือ โทรศัพท์ 2G ที่ต่อมาเปลี่ยนเป็น 3G

อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้งาน เพราะเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ควรมีสำรองไว้ อย่างเช่น การเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ควรใช้ฮาร์ดดิสก์เพิ่มอีกลูกเพื่อทำ raid 1 ถ้าไม่ทำ เวลาฮาร์ดดิสก์เสีย ข้อมูลจะหายหมด  แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อฮาร์ดดิสก์มามากกว่านั้นมาเก็บไว้ โดยไม่ได้ใช้ เพราะฮาร์ดดิสก์ตกรุ่นเร็ว ผ่านไป 2-3 ปีมีความจุเพิ่มขึ้นเท่าตัว ในราคาเท่าเดิม

ถึงแม้ว่าอุปกรณ์บางชิ้น จะมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน ขาดไม่ได้ แต่แทนที่เราจะซื้อมาสำรองไว้แล้วไม่ได้ใช้ รอจนตกรุ่นใช้ไม่ได้อีก ควรจะเปลี่ยนมาใช้วิธีอื่น เช่น ถ้าจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ทุกวัน อาจใช้คอมพิวเตอร์ตกรุ่นที่มีอยู่ มาเป็นเครื่องสำรอง หรือถ้าไม่มีเครื่องตกรุ่นเหลืออยู่เลย ควรเล็งหาสถานที่ขายไว้ พอเวลามีปัญหาใช้ไม่ได้ขึ้นมา จะได้ไป่หาซื้อใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

อุปกรณ์หลักเสียต้องรีบซ่อม

ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ซ๋อม แล้วอุปกรณ์สำรองเสียอีก จะเดือดร้อน

อย่าเปลี่ยนแปลงของที่มีอยู่เดิม

ของเดิมอยู่ตรงไหน ปล่อยไว้ตรงนั้น ถ้ายังไม่เสีย อย่าไปแตะต้อง ถ้าแตะแล้วของอาจจะเสีย ถึงแม้ว่าอาจมีปัญหาบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าไม่กระทบกับชีวิต ไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อน ก็ไม่ควรไปยุ่ง เพราะเราไม่รู้ว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง พอเปลี่ยนสิ่งหนึ่ง อย่างอื่นที่เราคาดไม่ถึงก็ได้รับผลกระทบไปด้วย บางคนอยากเปลี่ยนเพียงเพราะของเดิมเกะกะ หรือเบื่อหน่ายกับรูปแบบเดิมๆ หรือมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ แต่พอเปลี่ยนแล้วกลับทำของใหม่ไม่เสร็จ เพราะลืมคิดไปว่าสิ่งต่างๆไม่ได้สร้างแค่วันเดียว การสร้างใหม่แต่ละครั้งไม่ได้ทำง่ายๆ ต้องใช้เวลามาก ของเก่าก็ถูกแก้ไขจนใช้งานไม่ได้เหมือนเดิม การแก้ไขของเดิมยิ่งเสียเวลามากกว่า แถมของใหม่ยังมีปัญหาใหม่ตามมา คนพวกนี้มักจะเป็นพวกที่อ่อนประสบการณ์ ไม่เคยทำงานใหญ่ จึงไม่รู้ว่า การลงมือทำ ไม่ง่ายเหมือนคิด  ถ้าเป็นของที่สร้างความเดือดร้อน จำเป็นต้องเปลี่ยน อย่าทำเอง แต่ให้บอกคนทำรายเดิมมาเปลี่ยน เพราะเขาจะรู้เรื่องดีที่สุด และ ยังไม่เป็นการทำร้ายจิตใจกันด้วยการไปเปลี่ยนสิ่งที่เขาเคยทำไว้แล้ว แต่ถ้าหาคนทำไม่ได้  ให้ย้ายไปเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย เพื่อหากเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นจะได้เปลี่ยนกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม

สิ่งต่างๆที่มนุษย์ทำ ย่อมมีเหตุผลมาก่อน จริงๆแล้วมนุษย์ชอบทำอะไรง่ายๆ ไม่ชอบทำอะไรที่ซับซ้อน  แต่เป็นเพราะ ทำง่ายๆแล้ว เจอปัญหามาก่อน จึงต้องเปลี่ยนมาทำแบบนั้น แต่เราคนรุ่นหลังไม่รู้  พอเปลี่ยนไปแล้วถึงได้รู้ว่ามีปัญหา เช่น คนรุ่นใหม่อยากปลูกต้นไม้ เพราะไม่ชอบที่คนรุ่นพ่อแม่ ตัดต้นไม้จนโล่งเตียน พอตัวเองปลูกต้นไม้ไปเยอะๆ ปรากฎว่ายุงเยอะมาก แค่บ่าย 3 โมงเย็นก็เริ่มมียุงแล้ว เพราะยุงชอบซ่อนอยู่ตามที่มืดๆเช่น ในพุ่มไม้ ถึงได้เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่ชอบปลูกต้นไม้เยอะๆ

การเปลี่ยนแปลงของที่มีอยู่เดิม จะทำก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าของใหม่ดีกว่าอย่างไร ดังคำกล่าวว่า "Don't change existing design unless you know how to improve it" เพราะถ้าเราไม่รู้เหตุผลว่าเขาทำมาเพื่ออะไร เปลี่ยนไปแล้วอาจแย่ลงกว่าเดิม

ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดที่มีอยู่แล้ว ให้สร้างเพิ่ม ใช้งานแบบคู่ขนาน

อย่าซ่อมไปใช้ไปจะไม่คล่องตัว โดยเฉพาะระบบที่มีคนใช้งานอยู่ เมื่อผิดพลาดอาจถูกด่า ของส่วนใหญ่จะใช้งานแบบคู่ขนานได้ เช่น ถนน 2 เส้นขนานกันไป และดีกว่าใช้งานเดี่ยวๆด้วย มีเพียงไม่กี่ชิ้นที่ใช้งานได้เพียงจุดเดียวที่เดียว ใช้งานพร้อมกันแบบคู่ขนานไม่ได้ ให้ใช้วิธีนำของใหม่มาแทนของเก่า หรือ เปิดอีกระบบให้ใช้ได้ก่อน แล้วจึงทำอีกระบบที่ไม่มีใครมาใช้จะคล่องตัวกว่า  มีหลายสาเหตุที่ไม่ควรแก้ไข เช่น
การสร้างคู่ขนานดูเหมือนจะเป็นเรื่องยุ่งยากและเหนื่อย แต่สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากเราไม่รู้วิธี วิธีการคือ ไม่ว่าจะเปลีย่นแปลงบ่อยเพียงใด ก่อนแก้ไขทุกครั้ง ให้เก็บของที่แก้ไขล่าสุดไว้ อย่าไปสร้างทับของเดิม เพราะถ้าทำผิดพลาดระหว่างทางจะย้อนกลับไม่ได้ ถ้าทำหลายๆ copy ให้เก็บไว้ในชื่ออื่น หากไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรให้ใส่ตัวเลขเข้าไปเช่น 1, 2, 3,... แต่ถ้าเป็นสิ่งของที่ทำได้เพียงชิ้นเดียว ให้จดวิธีทำที่ผ่านมาไว้ และจดวิธีที่จะทำต่อไป ก่อนจะลงมือแก้ไข

และถ้าของเดิมเสียก็สามารถซ่อมได้ ถ้าสิ่งใดมีปัญหาก็เปลี่ยนแปลงได้ แต่เรื่องมีอยู่ว่า พวกเรามักจะชอบไปยุ่งกับของที่ยังไม่เสียโดยไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้อง เปลี่ยน บางคนแค่คิดเรื่องความสวยงามเบื่อรูปแบบเดิมๆ

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงของที่ใช้อยู่ ให้เริ่มจากแบบจำลอง

คนที่ขาดประสบการณ์ พอเครื่องจักรที่ใช้อยู่ประจำเสีย อย่างเช่น ตู้เย็น หรือรถยนต์ มักจะแก้ไขไปตรงๆ แต่แก้ไขไม่สำเร็จ ทำให้ยิ่งเสียหนักไปอีก บางทีก็ไปกระทบกับชิ้นส่วนอื่นที่ไม่เสีย พลอยเสียไปด้วย

การแก้ไขที่ถูกวิธี ควรเริ่มจาก สร้างแบบจำลองขึ้นมา หรือทำในห้องทดลอง ที่เรียกว่า sandbox หรือ playground  อย่างเช่น ถ้าตู้เย็นเสีย ถ้ายังไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรเสีย ไม่ควรซ่อม เพราะในตู้เย็นมีของอยู่มาก จะทำให้ของหล่นแตกเสียหาย หรือ ใช้เวลาซ่อมนานจนของในตู้เย็นบูดหมด หรือ ซ่อมพลาดทำตู้เย็นพัง วิธีที่ถูกต้องคือ ให้ซื้อตู้เย็นใหม่ ย้ายของจากตู้เก่ามาใส่ตู้ใหม่ พอตู้เก่าไม่ได้ใช้แล้ว จึงค่อยเริ่มยกไปหาที่ซ่อม

คนที่มีประสบการณ์จะรู้ว่า การแก้ไขระบบจริงที่กำลังมีคนใช้งานอยู่แล้ว ที่เรียกว่า production จะทำได้ไม่เต็มที่ เพราะแตะอะไรตัวหนึ่งจะกระทบกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน การไปยุ่งกับมันจะมีปัญหาตามมามากมาย
การแก้ไขสิ่งที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือการทำในห้องทดลอง เราจะทำอะไรเละเทะแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องกลัวพัง ไม่ต้องกลัวใครเดือดร้อน การทำใน playground จึงทำได้เร็วมาก เพราะว่าเราไม่ต้องคอยกังวลเรื่องความผิดพลาด ทำให้เรากล้าทำสิ่งใหม่ๆได้อย่างเต็มที่ เมื่อผิดพลาดแล้วสามารถปรับเปลี่ยนได้เร็ว ทำให้เราเรียนรู้ได้เร็ว นอกจากนี้ ชิ้นส่วนเล็กๆใน playground  ยังช่วยให้เราเข้าใจชิ้นส่วนนั้นได้อย่างกระจ่าง

การเริ่มทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำมาก่อน จะต้องลองผิดลองถูก ต้องทำผิดหลายวิธี กว่าจะค้นพบวิธีที่ถูกต้อง การทำในทำในห้องทดลอง ถึงแม้จะทำผิดไป แต่ก็จะไม่กระทบกับชีวิตประจำวัน ดังที่ฝรั่งเรียกว่า "learn to fail in a safe environment"

สาเหตุที่คนส่วนใหญ่สร้างอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเวลาติดขัดขึ้นมาไม่รู้จักนำรายละเอียดปลีกย่อยไปเริ่มต้นจากแบบ จำลอง สาเหตุที่หลายคนไม่ต้องการสร้างแบบจำลอง ขึ้นมาเพื่อทดสอบ เพราะขี้เกียจ คิดว่าเสียเวลา  แต่พอไปทำกับระบบจริงกลับยิ่งเสียเวลามากกว่า ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว

ดังนั้น ข้อควรจำคือ อย่ารอให้แก้ไขระบบ production จนมีปัญหาเสียก่อนแล้วค่อยมาทำใน playground เพราะถึงตอนนั้นจะเสียเวลาไปมากแล้ว ควรจะเริ่มจาก playground ก่อนจนรู้จริงเรื่องนั้นก่อนแล้วค่อยไปทำกับ production

ถ้าจำเป็นเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิม ต้องมีระบบป้องกันความผิดพลาด และ รู้ว่าผิดพลาดแล้วจะแก้อย่างไร เมื่อผิดพลาดแล้วต้องย้อนกลับได้
มี 2 ขั้นตอนที่ควรทำก่อนเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิม
  1. สร้างระบบป้องกันความผิดพลาด แน่นอนว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง บางครั้งเราอาจเผลอ จึงต้องสร้างระบบป้องกันความผิดพลาดไว้ด้วย เพราะความผิดพลาดแต่ละครั้ง หมายถึงความสูญเสีย
  2. เมื่อผิดพลาดแล้ว ต้องย้อนกลับได้ เรียกว่า undo หรือ fallback เพราะถ้าเปลี่ยนไปแล้ว อาจเสีย เช่น ก่อนทำ ควรเก็บต้นฉบับไว้ แล้วจดว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง

ถ้าต้องแก้ไขของที่มีอยู่เดิม แล้วย้อนกลับไม่ได้ ควรเลือกทำเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ทำงานใหม่ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมายุ่งกับของที่มีอยู่เดิม เพราะ การแก้ไขของที่มีอยู่เดิม อาจจะกระทบกับชีวิตประจำวัน พอถึงเวลานั้น จะมีแรงกดดันตามมา ทำให้ผิดพลาดได้ง่าย และ เราอาจประเมินผิดว่าจะทำเสร็จเร็ว แต่พอทำจริงๆปรากฎว่า มีปัจจัยที่คิดไม่ถึงมาเกี่ยวข้อง ทำให้งานส่วนที่เหลืออาจต้องใช้เวลาอีกนาน ทำให้ชีวิตประจำวันหยุดชะงัก เช่น ถ้าต้องการต่อท่อน้ำประปาเพิ่ม จำเป็นต้องตัดท่อน้ำประปาท่อหนึ่งในบ้านทิ้ง แต่จะทำให้น้ำไหลไม่หยุด จึงจำเป็นต้องปิดน้ำประปาเข้าบ้าน ทำให้ทั้งบ้านไม่มีน้ำใช้ ถ้าตัดท่อเสร็จแล้ว ระหว่างต่อท่อใหม่ เกิดผิดพลาดขึ้นมาเช่น อุปกรณ์ไม่ครบ ต้องไปซื้อเพิ่ม อาจทำให้ทั้งบ้านไม่มีน้ำใช้ไปอีกหลายวัน  ดังนั้น เราจึงควรประกอบท่อใหม่ให้เสร็จให้หมดก่อน แล้วจึงค่อยตัดท่อเก่า แล้วนำท่อชุดใหม่ มาประกอบกับท่อชุดเก่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่การนำท่อเก่ามาประกอบกับท่อใหม่ มีข้อเสียคือ ทำผิดพลาด เช่น ขนาดท่อเก่ากับท่อใหม่ไม่เท่ากัน สวมกันไม่ได้ ทำให้ท่อใหม่ที่ทำมาเสียไปฟรีๆ ดังนั้น ขั้นตอนแก้ไขของเก่าจึงต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด

สิ่งใดเสีย ต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องมีสำรอง

บางครั้งถ้าของที่มีอยู่เดิมสร้างปัญหา เราจำเป็นต้องเข้าไปแก้ไข แต่ก่อนจะแก้ไข ควรมีระบบสำรองนำมาใช้แทนเสียก่อน เพราะหากแก้ไขไปแล้วเกิดเสียขึ้นมา ทุกอย่างที่พึ่งพาสิ่งนั้นอยู่จะหยุดชะงักได้หากไม่มีของสำรองมาให้ใช้ แทน

คนที่เคยประสบภัยอันตรายมามากๆโดยเฉพาะผู้ใหญ่มักจะไม่กล้าเปลี่ยนแปลง แก้ไขอะไร เพราะกลัวทุกอย่างที่มีอยู่แล้วจะเสีย จึงได้รอคอยให้สิ่งเหล่านั้นพังเสียก่อนจึงค่อยซ่อม  วิธีคิดแบบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ชีวิตหยุดอยู่กับที่ แต่ยังเสี่ยงเวลาที่เกิดภัยอันตรายแล้วแก้ไขไม่ทัน

ส่วนเด็กๆมักจะรีบเร่งเข้าไปแก้ไขตามที่ตนเองต้องการ ลืมคิดไปว่าถ้าเสียขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วชีวิตก็เหมือนเล่นตลก สิ่งเหล่านั้นมักจะเสียขึ้นมาจริงๆ ทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นต้องเดือดร้อน

หลังจากมีระบบสำรองใช้แทนแล้ว เชื่อว่า เราคงจะกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้ดั่งใจ เช่น ถ้าเรามีเงินเก็บไว้สำรองสักก้อน พอที่จะใช้ไปได้อีก 3 เดือน  เราก็จะกล้านำเงินส่วนเกินไปซื้อของทดลองอะไรใหม่ๆได้ โดยไม่ต้องกลัวเงินหมด  หรือถ้าเรามีคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง เราคงจะกล้าลงโปรแกรมใหม่ๆในเครื่องหนึ่ง ถึงแม้จะทำให้เครื่องเสีย แต่เรายังมีอีกเครื่องไว้ใช้

สิ่งใดเสีย จำเป็นต้องเปลี่ยน ให้เปลี่ยนเฉพาะตรงที่เสีย

บ้านที่กำลังไฟใหม้ ต้องดับไฟก่อน ไม่ใช่คิดสร้างบ้านใหม่ เพราะการสร้างบ้านใหม่ จะใช้เวลานานมาก แต่การดับไฟจะใช้เวลาน้อยกว่า

อย่ารื้อทำใหม่ทั้งหมด อย่าไปยุ่งกับส่วนอื่นที่ไม่เสีย อย่าแก้ปัญหาแบบเหมารวมเพราะจะกระทบกับส่วนอื่นที่ยังไม่เสียอาจเสีย ได้  อย่าเปลี่ยนทั้งระบบ เช่น เปลี่ยนยี่ห้อ เพราะจะต้องเหนื่อยเพื่อมาเริ่มต้นศึกษาใหม่ทั้งหมด ไม่รู้ว่าจะศึกษาเสร็จเมื่อไหร่ หากศึกษายังไม่เสร็จแล้วเกิดรีบใช้จะลำบาก พอศึกษาแล้วต้องเสียเวลามาทดลองใช้อีก ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้ได้จริงเหมือนตัวเก่าหรือไม่

ถ้าอยากจะเปลี่ยนยกชุด เช่น เปลี่ยนรุ่นหรือเปลี่ยนยี่ห้อ ควรหาเวลาว่างที่ของเดิมยังไม่เสียค่อยๆทดลองศึกษาไป อย่าทำในช่วงที่มีแรงกดดัน คนส่วนใหญ่เวลาเปลี่ยนทีหนึ่งก็คิดไปไกลตัว อะไรไม่เสียก็อยากเปลี่ยน เพียงเพราะตัวเองรู้สึกเบื่อกับของเก่าๆ ผลปรากฎว่าทำไม่เสร็จเพราะ งานใหม่ที่ต้องทำ มีเยอะกว่าที่เคยคิดไว้

การป้องกันเหตุร้าย ต้องเคยเกิดขึ้นจริง และมีโอกาสเกิดขึ้นอีก อย่าใช้จินตนาการ

เรื่องความปลอดภัย มีเรื่องให้คิดมากมาย เพราะรอบตัวเรามีภัยอันตรายมากมาย เราสามารถที่จะจินตนาการไปไกลถึงว่า ดาวหางจะพุ่งชนโลก หรือน้ำจะท่วมโลก ถ้าเราทำเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ แล้วเรื่องนั้นไม่เกิดขึ้น เราจะเหนื่อยเปล่า ถ้าความปลอดภัยทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นโดยไม่จำเป็น ความปลอดภัยจะกลายเป็นความไม่ปลอดภัย ดังนั้น อย่าคิดเผื่อปัญหาที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น

หลักฐานที่ดีที่สุด คือ ประวัติศาสตร์ และข้อมูลปัจจุบัน ซึ่งคนที่รู้ดีที่สุดก็คือคนที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องนั้นมานาน ถ้ารู้ว่าเคยเกิดขึ้น และคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นอีก ควรหาทางป้องกันไว้ เช่น ถ้าจะปลูกบ้าน ก็ต้องถามคนในละแวกนั้นมาตั้งแต่ยังอายุน้อยๆว่า แถวนั้นมีภัยอะไรเคยเกิดขึ้นบ้าง คนแถวนั้นก็จะบอกว่าเคยมีน้ำท่วม ถ้าหลังจากนั้นยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณูปโภคที่จะช่วยป้องกัน น้ำท่วมอีกเลย ก็แสดงว่ามีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมขึ้นอีกได้ทุกเมื่อ เราจึงต้องป้องกันปัญหาเรื่องน้ำท่วมไว้ด้วย หรือถ้าแถวนั้นมีโจรขึ้นบ้านบ่อยๆ จนชาวบ้านย้ายหนีออกหมด แล้วเรายังเข้าไปอยู่ โดยไม่ถามคนพื้นที่ เราก็จะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป แต่ถ้าเรื่องไหนที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เช่น แผ่นดินไหว อาจไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิด ยกเว้นจะมีเงินเหลือใช้ เพราะ ถ้าออกแบบบ้านให้สามารถป้องกันแผ่นดินไหวได้ อาจจะมีเงินเหลือไม่พอที่จะทำเรื่องอื่นที่จำเป็นกว่า คือ เรื่องป้องกันน้ำท่วม


สึนามิถล่มอันดามันช่วง ธค.47 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หลายคนบอกว่า เป็นครั้งแรกในเมืองไทย จึงไม่มีใครสนใจทำระบบเตือนภัยไว้ แต่ชาวมอแกน (ชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลแถวหมู่เกาะสุรินทร์) เคยเจอสึนามิมาก่อนหน้านี้แล้วในปี พ.ศ.2450 แล้วสอนกันมารุ่นต่อรุ่น จนกระทั่งสึนามิถล่มอันดามันครั้งล่าสุดนี้ ชายชาวมอแกนเห็นว่า ระดับน้ำลดลงไปมาก จึงเรียกสมาชิกทุกคนขึ้นสู่พื้นที่สูง ก่อนที่คลื่นยักษ์จะมาถล่มหมู่บ้าน ทำให้ชาวมอแกนทุกคนปลอดภัย จะเห็นว่า เหตุร้ายต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เราคาดไม่ถึง แต่มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก สาเหตุหลักของความผิดพลาด จึงเกิดจากคนประมาท ไม่เรียนรู้อดีต และไม่เผื่ออนาคต แค่ประสบการณ์ของชนเผ่าเร่ร่อน อย่างมอแกน ก็สามารถช่วยชีวิตคนได้เป็นจำนวนมาก เราจึงไม่ควรเลือกฟังเฉพาะ คนที่ประสบความสำเร็จ แต่ควรฟังทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีประสบการณ์ชีวิตมาก เป็นความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลามาแล้ว

เรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ควรจะทำให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยการเผื่ออีกเท่าตัว เช่น น้ำท่วมใหญ่แถบภาคกลางของประเทศไทย ในเดือน ตค. 54 ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ในละแวกนั้น จะถมที่สูงจากทุ่งนาเดิมถึง 2 เมตร เพราะในอดีตเคยมีน้ำท่วมสูงไม่เกิน 2 เมตร แต่ครั้งนี้น้ำท่วมสูง 2 เมตรกว่า ทำให้น้ำท่วมเข้ามาถึงชั้นล่างของอาคาร

เวลามีเหตุร้ายขึ้น ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่าเชื่อคำพูดของคนที่กำลังแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอยู่ ยกเว้นจะเป็นเรื่องที่เขาทำอยู่เป็นประจำ เราควรจะคิดในแง่ร้ายที่สุด แล้วหาทางป้องกันตัวเองไว้ดีกว่า เพราะ
เมื่อเปลี่ยนแล้วจำเป็นต้องติดป้ายบอกให้คนอื่นรู้ด้วย ว่าเปลี่ยนอย่างไร เพราะ อาจมีคนที่เกี่ยวข้องมาพบภายหลังว่า ของที่เคยอยู่ตรงนั้นได้หายไปหรือถูกเปลี่ยนแปลงไป เขาจะได้รู้และตามหาสิ่งที่เขาต้องการต่อไปได้ คนที่ทำการเปลี่ยนแปลง จะไม่มีวันรู้ได้หมดว่า มีใครมาเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งบริเวณที่ติดป้ายบอกได้ดีที่สุดคือ จุดที่ทำการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยไปซื้ออุปกรณ์กีฬาที่ร้านค้าแห่งหนึ่งหลังสนามกีฬาแห่งชาติ แต่อยู่มาวันหนึ่งทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รื้อถอนอาคารบริเวณนั้นออกไป เมื่อผมกลับไปใหม่ ก็หาร้านเดิมไม่พบ และไม่มีการติดป้ายบอกว่าย้ายไปที่ไหน จำชื่อร้านก็ไม่ได้ ผมต้องใช้วิธีเข้าไปหาในภาพถ่ายเก่าๆอย่างพวก google street map จึงได้พบชื่อร้าน เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่กลุ่มคนที่ได้ชื่อว่า เรียนเก่งที่สุดในประเทศไทยอย่างที่จุฬาฯ ก็ยังทำงานไม่เป็น

การป้องกันเหตุร้าย ต้องรู้จักเรียงลำดับความสำคัญ

เรื่องความปลอดภัยมีเรื่องให้ต้องทำมากมาย ถ้าเราทำเรื่องที่ไม่จำเป็นก่อน เรื่องที่จำเป็นก็อาจจะไม่ได้ทำ เช่น ในเดือนตุลาคม 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย ทำให้คันกั้นน้ำหลายจุดในกทม.แตก เช่น ที่ถนนเขียวไข่กา, ชุมชนวัดสามพระยา น้ำท่วมบ้านเรือนและถนนเสียหาย  สาเหตุเกิดจากจุดเหล่านี้ ยังสร้างคันกั้นน้ำไม่เสร็จ ก่อนหน้านี้ผู้ว่าฯกทม.เรียงลำดับความสำคัญผิด มัวแต่ทำเรื่องที่ไม่จำเป็นก่อน เช่น ใช้เงินไปปรับปรุงภูมิทัศน์ของสนามหลวงให้สวยงามอยู่

เรื่องที่ควรทำก่อนหลัง เรียงตามลำดับความสำคัญได้ดังนี้
  1. เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน หรือ เคยเกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะเกิดขึ้นแน่ๆในอนาคตอันใกล้
  2. เรื่องที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย ยังไม่ควรทำ หรือถ้ามีทรัพยากรเหลือเฟือ ก็ควรทำทีหลังสุด
ในชีวิตจริง เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน หรือ กำลังจะเกิดขึ้นแน่ๆในอนาคตอันใกล้ ก็มักจะมีเรื่องที่ต้องทำอีกหลายเรื่อง เรื่องที่ต้องทำก่อนคือเรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหายมากที่สุด เปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยคำนวณค่าโดยประมาณจาก มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งทั้งเสียเวลาและเสียเงิน คูณกับจำนวนครั้งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วนำผลมาเปรียบเทียบกันว่าเรื่องไหนที่มีความเสียหายในช่วงเวลาหนึ่ง มากที่สุด ให้ทำเรื่องนั้นก่อน ถ้าไม่คำนวณแบบนี้ บางเรื่องที่ต้องใช้เวลาทำนาน เรื่องอื่นๆที่ยังไม่ได้ทำ ก็อาจจะกลายมาเป็นอุปสรรค เช่น ถ้าต้องการปลูกบ้านในเมืองไทย แล้วรู้ว่าภัยอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆในละแวกนั้น คือ เรื่องโจรขโมยของ และ น้ำท่วม เป็นเรื่องที่ควรป้องกันก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆเช่น แผ่นดินไหว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น ถ้ามีเงินไม่พอ ก็ยังไม่ควรจะนำมาคิด ควรเก็บเงินไปทำเรื่องอื่นที่จำเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าแผ่นดินไหวเคยเกิดขึ้นแล้ว ก็จำเป็นดูว่าบริเวณนั้นเคยเกิดแผ่นดินไหวสูงสุดเท่าใด แล้วสร้างให้รับแผ่นดินไหวได้อีกเท่าตัว

ภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่มีโอกาสเกิดขึ้น ถ้าจะทำ ต้องหาข้อมูลให้ละเอียด ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด 
บางเรื่องพอศึกษาให้ดีแล้วก็พบว่าเป็นแค่ความเชื่อ อย่างเช่น คำทำนายขององค์การนาซ่า ว่าน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย น้ำจะท่วมโลกในอีกหลายสิบปีข้างหน้า  พอเราศึกษาให้ดีก็พบว่าโลกเคยเป็นทะเลมาก่อน และ โลกมีวิวัฒนาการร้อนเย็นสลับกันไป เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว เรื่องโลกร้อนจนทำให้น้ำท่วมโลก จึงเป็นเรื่องที่ฝรั่งสร้างจินตนาการกันจนเกินความจริง หลายคนที่รู้ไม่จริง ก็เชื่อคำทำนาย รวมทั้งหน่วยราชการ หนีไปตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงเทพ ตั้งแต่แถวถนนแจ้งวัฒนะ ไปจนถึงรังสิต เพราะกลัวว่าน้ำจะท่วมจากทะเลทางทิศใต้ ลืมคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้ว คือ ปกติน้ำท่วมมาจากทางทิศเหนือ ปรากฎว่า ในเดือน ตุลาคม 2554 น้ำท่วมสวนทางมาจากทางภาคเหนือ ทำให้แถวรังสิต แจ้งวัฒนะ มีน้ำท่วมสูง จนคนต้องหยุดงาน คนที่ซื้อบ้านแถวนั้นก็อยู่ไม่ได้ ต้องอพยพตัวเปล่าไปอยู่ที่อื่น

ถึงแม้ว่าเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น จะมีโอกาสเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ก็ยังเสี่ยงที่จะป้องกันไว้ เพราะเรื่องที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น ยังไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นอย่างไร
วิธีป้องกันภัยที่เราจินตนาการไว้ พอถึงเวลาอาจใช้ไม่ได้ผล เพราะ อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฝรั่งเศษสร้างแนวกำแพง Maginot Line ตามแนวชายแดนของตนกับเยอรมัน เพื่อป้องกันการรุกรานจากประเทศเยอรมัน ภายใต้กำแพงออกแบบมาอย่างดี มีทั้งเครื่องปรับอากาศ จนถึง รางรถไฟ พอเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันไม่ได้บุกมาทางนี้ แต่บุกเข้าทางเบลเยียม แล้วเข้ายึดฝรั่งเศษได้ภายในไม่กี่วัน ทำให้แนวกำแพงสร้างไว้อย่างสูญเปล่า สาเหตุเกิดจาก นักวางแผนชาวฝรั่งเศษคาดการณ์ผิดว่า แนวภูเขาระหว่างฝรั่งเศษกับเบลเยียม เป็นแนวป้องกันตามธรรมชาติที่ยานเกราะจะไม่สามารถโจมตีผ่านได้ และใช้เงินมหาศาลสร้างกำแพง จนงบประมาณหมด ไม่มีเงินพอสนับสนุนทหารของตน  จะเห็นว่า วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย อาจไม่ใช่การป้องกันเสมอไป แต่ต้องติดตามข่าวให้ดีๆ แล้วคิดหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ทันด้วย

บางคนสงสัยว่า ถ้าทำเรื่องเคยเกิดขึ้นก่อน ส่วนเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ควรทำทีหลัง แล้วถ้าเกิดความสูญเสียยิ่งใหญ่ขึ้น อย่างกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นระเบิดในเดือน มีนาคม 2554 นั้น จะทำอย่างไร สาเหตุจริงๆของปัญหานี้ ไม่ได้เกิดจากเรียงลำดับความสำคัญผิด แต่เรื่องแผ่นดินไหวและสึนามิเคยเกิดขึ้นแล้วถึงแม้จะไม่มากเท่าครั้ง นี้ แต่ถ้าทางญี่ปุ่นทำระบบป้องกันไว้อีกอย่างน้อยเท่าตัว ความเสียหายก็คงจะไม่เกิดขึ้น


บทที่ 2. เตรียมพร้อม

หลวงปู่มั่น "ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครรู้อนาคต แต่เราสามารถรู้อนาคตได้ ด้วยการศึกษาหาความรู้ และคิดทบทวนในเรื่องนั้นให้ละเอียดรอบคอบ แล้วผลที่ได้จะไม่ค่อยผิดพลาด"

พระราชดำรัส พระเจ้าอยู่หัว ร.9 "เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงแล้ว จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญที่สูงขึ้น"

ภาษิตฝรั่ง "Proper preparation prevents poor performance"

อริสโตเติล "It is well to be up before daybreak, for such habits contribute to health, wealth, and wisdom."

เวลาที่เรานึกว่า อยากจะทำอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ว่า นึกแล้วจะทำได้เลย เพราะ สิ่งหนึ่งต้องมีองค์ประกอบมากมาย เรื่องที่เสียเวลาจริงๆคือ การเตรียมส่วนประกอบนี้เอง แค่น็อตหายไปตัวหนึ่งก็ต้องเสียเวลาออกไปหาเป็นวันแล้ว ไม่ต้องพูดถึงน็อตประหลาดๆที่หาซื้อทั่วไปไม่ได้

การเตรียมตัวมีขั้นตอนหลักๆอยู่ 4 ขั้นตอนคือ หาข้อมูลและคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ, จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ, เตรียมร่างกายและเครื่องมือ, แล้วก่อนทำให้ถามตัวเองว่า เตรียมตัวพร้อมหรือยัง

สุขภาพต้องมาก่อน

สุขภาพคือต้นทุน คนจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม ถ้าไม่รู้จักรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีแล้ว สุดท้ายก็จะต้องพ่ายแพ้ มีตัวอย่างมากมาย อย่างเช่น สตีฟจ็อบส์ ที่สร้างไอโฟนและไอแพดจนโด่งดัง แล้วก็ตายด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน แม้แต่เรือยอช์ตขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นไว้เสพสำราญก็ยังไม่ได้ใช้ หรือ อย่างขงเบัง ที่ตรากตรำทำงานหนักเพื่อออกรบแย่งชิงดินแดน จนไม่ค่อยได้กินข้าว สุดท้ายก็ป่วยตายในสนามรบ ทำให้ต้องแพ้สุมาอี้ ซึ่งถึงแม้สุมาอี้จะยอมรับว่าตัวเองโง่กว่าขงเบัง แต่ได้ทำนายไว้ว่าขงเขังจะตายเร็วเพราะตรากตรำทำงานหนัก สุมาอี้ซึ่งฉลาดกว่าขงเขังในเรื่องสุขภาพ จึงเป็นผู้ชนะในที่สุด นอกจากนี้ เมื่อเราแข็งแรงแล้ว เราจะรู้จักช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า

ความเครียดมากๆเป็นตัวถ่วงความเจริญ และโรคเครียดเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในคนทำงาน คนที่เริ่มทำงาน จะเริ่มเข้าสู่วัฎจักรความเครียด เพราะต้องทำบางเรื่องที่ตนเองไม่อยากทำ เจอปัญหาที่ตัวเองแก้ไม่ได้ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย แถมยังถูกเร่งรัดและกดดันจากหัวหน้าหรือลูกค้า เมื่อร่างกายเครียด จะขับแร่ธาตุต่างๆออกมาทางปัสสาวะ เช่น แมกนีเซียม เมื่อร่างกายขาดแร่ธาตุ ก็จะทำให้ฮอร์โมนต่างๆในร่างกายต่ำ เกิดสภาวะที่เรียกว่า adrenal fatigue หรือ อ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่มีแร่ธาตุพอที่จะสร้างฮอร์โมน เพื่อรับความเครียดต่อไปได้ ทำให้คนไม่อยากทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียด คนที่เป็นโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง จะทำอะไรก็เหนื่อยง่าย แค่ขึ้นบันไดรอบเดียวก็เริ่มง่วงแล้ว แค่ก้มแล้วเงยหรือลุกขึ้นยืนก็หน้ามืด พอเป็นโรคเหนื่อยง่ายก็ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง พอผลัดไปนานๆจึงติดเป็นนิสัย ถึงแม้ว่าจะหายจากโรคอ่อนเพลียเรื้อรังแล้ว แต่นิสัยผัดผ่อน ดองงาน ยังคงอยู่ สังเกตุได้อีกอย่างคือ พอทำอะไรที่ต้องใช้แรง จะทำได้ไม่ละเอียด เพราะไม่ค่อยมีแรง ทำให้หงุดหงิดง่าย พอนานวันเข้าก็เปลี่ยนนิสัยกลายเป็นคนขี้เกียจ นอกจากนี้ ฮอร์โมนที่ทำให้คนมีความสุข อย่าง serotonin ต้องอาศัยแมกนีเซียมช่วยสร้าง เมื่อขาดแมกนีเซียม ทำให้ serotonin ต่ำ ก็ทำให้คนเครียดง่ายและซึมเศร้า  คนจึงชอบใช้ชีวิตไปกับการแสวงหาความสุขใส่ตัว หมกมุ่น อยู่กับการทำเรื่องที่ตนเองมีความสุข หมดเวลาและเงินไปกับการซื้อความสุข  เช่น แชทหรือคุยโทรศัพท์ สูบบุหรี่ เดินทางท่องเที่ยว ฯลฯ พอครียดมากๆจนไม่มีเวลาพัก ก็คิดอยากจะฆ่าตัวตาย เพื่อให้พ้นทุกข์

ผู้ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น อยู่รอดบนโลกใบนี้ ผู้ที่อ่อนแอกว่า ย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแรงกว่าสักวัน คนที่ไม่ดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี ในไม่ช้าจะกลายเป็นคนอ่อนแอ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสังคมที่มีความปลอดภัย แต่การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ย่อมมีคนไม่ดี เมื่อมีคนไม่ดีสร้างปัญหาขึ้น ย่อมมีการตั้งกฎต่างๆตามมา เพื่อไม่ให้ใครไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ปัญหาของสังคมไทยคือ กฎกติกาที่ล้าสมัย หรือทำจริงไม่ได้ เพราะ คนที่ตั้งกฎมักจะเป็นคนที่ไม่เคยลงมือทำ จึงเก่งแต่คิดเพ้อฝัน ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย แถมคนที่คิด ก็ยังมีความคิดสับสน เพราะเป็นโรคขาดสารอาหารกัน ยกตัวอย่างในวันที่ 29 พค. 55 มีคณะแพทย์ไทย จัดประชุมเรื่อง "เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ภาวะวิกฤตต่อสุขภาพคนไทย" และได้บทสรุปว่า "คนไทยใช้ยาจนเกินความจำเป็น จึงพยายามแก้ไขด้วยการ ควบคุมการใช้ยา" จะเห็นว่าคนที่เรียนมามาก ยังคิดได้แค่นี้ แพทย์เหล่านี้ไม่เคยสนใจศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ จึงไม่รู้ว่า มีวิธีที่ดีกว่านี้ อย่างเช่น การใช้วิตามินดีสร้างภูมิคุ้มกัน พอมีกฎออกมาแบบนี้ คนบริสุทธิ์ที่กำลังใช้ยาปฎิชีวนะในเรื่องอื่น ที่หมอพวกนี้ไม่รู้ ก็จะเจออุปสรรคทันที คนที่ ไม่มีพลังมากพอ จะไม่สามารถฝ่าด่านคนไม่รู้เหล่านี้ไปได้

เมื่อเราจะต้องการจะทำอาชีพการงานอะไรให้สำเร็จสักอย่าง จะไม่ได้เจอแค่อุปสรรคอย่างเดียว แต่ยังต้องเจอคู่แข่งด้วย เพราะทุกคนต้องหากิน คนส่วนใหญ่คิดอะไรไม่ออก ก็อาศัยลอกคนอื่น การแข่งขันจึงเกิดขึ้น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น ที่จะชนะการแข่งขัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ไปแข่งกับใคร
แต่ความแข็งแกร่งของเราก็ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นที่อ่อนแอกว่าได้ ด้วย คนที่เก่งกว่าคนอื่น คือคนที่มีพลังมากกว่า ไม่ใช่แค่มีพลังกายอย่างเดียว แต่ต้องมีพลังสมองอีกด้วย การดูแลสุขภาพกาย จะได้ทั้งพลังกายและพลังสมองจะมาคู่กัน เมื่อสมองแจ่มใส จึงคิดอะไรได้ง่าย

เม้แต่คนปกติที่ไม่มีความเครียด ก็อาจมีปัญหาสุขภาพได้ หากไม่ดูแลตัวเองให้ดี ปัญหาสุขภาพกายไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่อาศัยการสะสมนานนับเดือนนับปี มีตัวอย่างของเด็กระยองคนหนึ่ง ชอบกินมาม่าทุกวัน กินมาตั้งแต่เกิด พออายุ 4 ขวบก็ตาย

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือ การลงทุนรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง เพราะร่างกายของเรา คือเครื่องจักรที่สำคัญที่สุด เครื่องจักรอย่างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้น จะหยุดทำงานหมด หากร่างกายของเราสั่งการมันไม่ได้

การใช้จ่ายที่คุ้มค่า คือการใช้ง่ายที่ได้ผลตอบแทนกลับมา นอกจากใช้จ่ายเรื่องงานแล้ว ก็คือเรื่องสุขภาพกายของตนเอง ถ้าเราไม่มีแรงเสียอย่างเดียว จะทำงานอะไรก็ลำบากไปหมด งานเบาๆก็ทำไม่ไหว หรือทำได้แต่ค้างไว้ ทำไม่เสร็จ คนสุขภาพแข็งแรงกับคนป่วยเรื้อรัง นั้น ทำงานได้ความเร็วต่างกันมาก คนป่วยเรื้อรังทำไปได้แค่ครึ่งวันก็เริ่มจะง่วงแล้ว ส่วนคนแข็งแรงสามารถทำงานได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน จะง่วงเฉพาะหลังจากกินอาหาร หลังช่วงบ่ายเท่านั้น พออาหารย่อยหมดแล้วก็จะหายง่วง

สุขภาพกายที่ดี  ได้จากการนอนหลับให้เพียงพอ กินสารอาหารให้ครบถ้วน และ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ใช่การออกกำลังกาย เพราะ การออกกำลังกาย ในขณะที่ร่างกายขาดสารอาหาร หรือกำลังป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่ง จะยิ่งทำให้ร่างกายแย่ลง ผมเคยเห็นคนแก่หลายคนที่ป่วยแล้ว หมอบอกให้ไปออกกำลังกาย แต่อาการไม่ดีขึ้น จนกระทั่งตายด้วยโรคภายในหลายอย่าง

ความรู้สึกหดหู่ หมดเรี่ยวแรง อาจเกิดจากนอนไม่พอ เมื่อสละเวลานอนหลับอย่างเพียงพอ จะทำงานได้ดีขึ้น สังเกตุว่าเวลาที่เรานอนหลับไม่เพียงพอ จะสมาธิสั้น และเหนื่อยง่าย ตกหล่นหรือลืมรายละเอียดเล็กๆน้อยๆไป ถ้าต้องอดนอนมาก่อนหน้านี้ จำเป็นต้องสละเวลานอนอย่างเต็มที่สักวัน การนั่งสมาธิจะช่วยให้ง่วงนอนได้ง่ายขึ้น วิธีการนอนหลับให้มากๆคือ อย่านอนดึก เพราะ พอเช้ามีโอกาสที่จะโดนปลุกได้ง่ายมาก บางทีก็มีคนโทรมาติดต่อเรื่องงาน บางทีก็มีคนมากดกริ่งเรียกให้จ่ายค่าขยะ ฯลฯ ถ้านอนดึกอยู่แล้ว วิธีนอนปรับเวลานอนคือ ปล่อยวางภาระทั้งปวง อย่าทำงานอะไรที่รู้ว่าอาจทำไม่เสร็จ แล้วค่อยๆเลื่อนเวลานอนขึ้นมาวันละครึ่งชั่วโมง เช่น วันแรกตอนตี 3 วันต่อมานอนตี 2 ครึ่ง เป็นต้น อย่ารีบปรับเวลานอนเร็วเกินไป ทีละหลายๆชั่วโมง ร่างกายจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้นอนไม่หลับ หรือ หลับไม่กี่ชั่วโมงก็ตื่น ถ้านอนเต็มอิ่มแล้วยังรู้สึกเหนื่อยง่าย สาเหตุมาจากโรคขาดสารอาหาร

ถ้านอนหลับมากๆแล้ว ตื่นมาสมองยังไม่ปลอดโปร่ง ทำงานแล้วยังเบลอ ไม่ค่อยมีแรง เหนื่อยง่าย สมาธิสั้น ง่วงเร็ว แสดงว่าร่างกายกำลังป่วยเป็นโรค อ่อนเพลียเรื้อรัง อันเนื่องมาจากการขาดสารอาหาร แต่ไม่ควรไปหาหมอ เพราะหมอแผนปัจจุบันจะไม่หาสาเหตุของโรคให้ ทำเป็นกันแต่ให้ยากดอาการมากิน หลายคนกินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น บางคนกินยาแล้วอาการแย่ลง เพราะแก้ไม่ตรงจุด

ร่างกายของมนุษย์ ต้องการวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ปกติ แต่อาหารแต่ละชนิด อย่างเช่น ข้าว หรือ ปลา  ก็มักจะมีสารอาหารไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ อาหารแต่ละชนิดยังมีพิษซ่อนอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงจำเป็นต้องกินอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และ ไม่ได้รับพิษมากเกินไป แต่ผืนดินที่อยู่ไกลทะเล มีอาหารไม่หลากหลาย เราจึงเห็นคนที่อยู่ไกลทะเล กินอาหารซ้ำๆกันทุกวันจำพวก หมู ไก่ ผัก คนที่อยู่ไกลทะเลจึงตัวเตี้ย ขาสั้น ป่วยง่าย ไม่ค่อยแข็งแรง

เมื่อได้รับสารอาหารครบถ้วน ได้รับโปรตีนเพียงพอ ร่างกายจะแข็งแรง สมองแจ่มใส เมื่อร่างกายดี จิตใจก็ดี สมาธิก็ดี ส่งผลให้ทำงานได้จำนวนมาก โดยเฉพาะ การทำงานที่มีขั้นตอนสลับซับซ้อน จำเป็นต้องใช้สมาธิสูง ต้องใช้แรงกายมาก

จากที่ผมทดลองรักษาโรคด้วยวิตามินและแร่ธาตุตั้งแต่ A ถึง Z พบว่าสาเหตุหลักของโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง มาจากเสียสมดุลแร่ธาตุในร่างกาย ตัวหลักคือ ขาดแมกนีเซียม เพราะแมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบของพลังงานในร่างกายที่เรียกว่า ATP เมื่อไม่มีแมกนีเซ๊ยมก็จะไม่มีแรง สาเหตุหลักมาจากความเครียด ทำให้คนสูญเสียแมกนีเซียมออกทางปัสสาวะ ซึ่งเมื่อใช้แมกนีเซียมรักษาแล้ว ก็พบว่าเรี่ยวแรงกลับคืนมาอย่างเห็นได้ชัด แมกนีเซียมตัวหนึ่งที่ใช้รักษาได้ผล คือ แมกนีเซียม ทาตัว โดยทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงไป ทาให้เยิ้มๆ แล้วทิ้งไว้ให้ดูดซึมผ่านผิวหนังอย่างน้อย 20 นาที แล้วจะไปล้างออกหรือไม่ก็ได้

หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ เราจะสังเกตุว่า ในช่วงสงครามโลก ชาติที่ออกมาบุกชาติอื่น คืออังกฤษ ญี่ปุ่น และบางชาติในยุโรป เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? หากมองให้ลึกลงไป จะสังเกตุว่า อังกฤษและญี่ปุ่น เป็นเกาะ จึงมีโอกาสได้กินอาหารทะเลมากกว่าชาติอื่น ในอาหารทะเลมีแร่ธาตุสูง ทั้งแมกนีเซียม โพแทสเซียม ไอโอดีน ฯลฯ คนญี่ปุ่นได้รับแร่ธาตุจากอาหารทะเล ประมาณว่าได้รับไอโอดีนถึงวันละ 13 มิลลิกรัม ในขณะที่คนยุโรป ก็มีความรู้เรื่องไอโอดีนและใช้ไอโอดีน รักษาโรคกันอย่างจริงจัง มาตั้งแต่ปีคศ.1900 หากศึกษาให้ลึกแล้ว จะพบว่าแร่ธาตุเหล่านี้เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้คนฉลาดและแข็งแรง น่าเศร้าที่ปัจจุบัน วงการแพทย์แผนปัจุบัน ไม่รู้จักวิธีรักษาโรคด้วยสารอาหาร ดังนั้น จากที่ผมเจอคนป่วยมา พบว่าคนไทยเกิน 90% เป็นโรคขาดแมกนีเซียม และผู้สูงอายุชาวไทยเป็นโรคขาดแมกนีเซียมทุกคน คำแนะนำสำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังคือ งดดื่มนมหรือแคลเซียม กินผักผลไม้ให้เพียงพอในแต่ละวันโดยเลือกกินตอนท้องว่างไม่ปะปนกับเนื้อ สัตว์ กินอาหารทะเลเป็นประจำ และตากแดดแรงๆบ้าง วันละ 5-10 นาที เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีเพียงพอ ทำแบบนี้ไปสัก 1-2 เดือน อาการป่วยเรื้อรังจะเริ่มดีขึ้น

ท่ายืดตะโพก ท่ายืนจะต้องทำนานกว่าท่านั่ง

คนที่ต้องทำงานนั่งโต๊ะนานๆ เวลานอนบนพื้นราบแข็ง จะปวดหลัง เพราะตัวงอ วิธีแก้ไขคือ ยืดตะโพก ซึ่งทำได้ทั้งท่ายืนและท่านอน ท่ายืนให้เท้าข้างหนึ่งยื่นไปข้างหน้า แล้วเท้าอีกข้างหนึ่งยื่นไปข้างหลัง แล้วพยายามเอนตัวไปข้างหน้าเพื่อยืดตะโพกบริเวณขาหนีบ ทำสลับกันไปมาทั้งขาซ้ายและขาขวา  แล้วเวลานอนจะสังเกตุว่าจะยืดตัวได้สบาย การยืดตัวท่านี้มีข้อดีคือ ทำไปพร้อมกับการดูหนังฟังเพลงได้ แต่ต้องทำนานๆอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จึงจะเห็นผล เวลานอนพื้นแข็งๆจะสามารถเหยียดขาตรงได้โดยที่หลังไม่งอจนตื่นมาปวดหลัง ส่วนอีกท่าหนึ่ง คือ ท่านอนคว่ำยืด มีข้อดีคือ ใช้เวลาทำไม่นาน แต่จะทรมานกว่าท่ายืน เพราะต้องยืดมากกว่าและยืดขาทีเดียวทั้งสองข้าง


เหงือกอักเสบในช่วงแรก จะไม่มีอาการมากนัก
แต่สังเกตุได้ว่า ขอบเหงือกเป็นสีแดง
สุขภาพฟัน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องดูแล เพราะฟันเป็นสิ่งที่ต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ถ้าฟันผุถูกถอนไปแล้ว จะไม่งอกใหม่ เราต้องใช้ฟันเพื่อขบเคี้ยวอาหารทุกวัน ถ้าฟันเริ่มผุหรือเป็นโรคเหงือกใหม่ๆ จะไม่มีอาการ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องไปพบทันตแพทย์สม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ไม่ใช่แค่ขูดหินปูน แต่เพื่อตรวจดูว่ามีฟันผุหรือเหงือกมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่หมอฟันทั่วไป แต่ควรเป็นหมอโรคเหงือกโดยเฉพาะ เพราะผมเคยเจอหมอฟันที่คลีนิกบอกว่าฟันปกติดี ไม่มีฟันผุ แต่พอไปเจอหมอโรคเหงือก กลับบอกว่าแย่แล้ว ไม่ได้เป็นโรคเหงือกธรรมดา แต่เป็นรำมะนาด ต้องรักษาทั้งปาก ซึ่งเกิดจากมีคราบอาหารสะสมอยู่ใต้เหงือก ทำให้แบคทีเรียเข้าไปสะสม แล้วแบคทีเรียไปทำลายกระดูกรองรับตัวฟัน ทำให้ฟันโยก ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการ แต่จะสังเกตุว่า จะมีกลิ่นปาก ขอบเหงือกแดงบวม มีเลือดออกขณะแปรงฟัน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ไปรักษาโรคเหงือก กระดูกรองรับตัวฟันถูกทำลายไปเรื่อยๆ จะพบเหงือกร่น ฟันโยก เหงือกบวมมีหนองและกลิ่นปาก ถึงขั้นนี้รักษาโรคเหงือกแล้วฟันก็จะไม่กลับมาอยู่ในสภาพดีเหมือนดิม ถ้ายังปล่อยทิ้งไว้ก็จะเสียฟันในที่สุด

ถ้าฟันผุแล้วปล่อยทิ้งไว้ จนกินน้ำเย็นแล้วเสียวฟัน แสดงว่า ฟันผุไปถึงรากฟันแล้ว ต้องถอนอย่างเดียว หรือไม่ก็รักษารากฟันแทน แต่การรักษาฟันคือการเอาประสาทฟันออก เท่ากับทำให้ฟันซีกนั้นตายไป ใช้ได้อีกไม่กี่ปีก็จะค่อยๆผุและหักไปเอง จนในที่สุดรักษาไม่ได้แล้ว ก็ต้องไปถอนอยู่ดี พอถอนฟันแล้ว ใส่ฟันปลอม ก็ยังสู้ฟันแท้ไม่ได้ จะกินได้แต่อาหารนิ่มๆเช่น ข้าวต้ม และยังมีปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่น สันเหงือกยุบ ถ้าไม่ใส่ฟันปลอม ก็จะมีปัญหาเรื่องฟันล้ม คือ ฟันซีกที่อยู่ติดกับช่องว่างจะล้มลงมา การใส่ฟันแบบถาวรคือรากฟันเทียม จะใช้เงินมาก

วิธีป้องกันฟันผุเบื้องต้นคือ หลังกินอาหารแล้ว พยายามบ้วนปากเพื่อล้างเศษอาหารที่ติดอยู่ในปากให้หมด  ลองใช้ลิ้นสำรวจดูว่าไม่มีเศษอาหารติดอยู่ที่ฟัน ถ้ายังมีเศษอาหารติดตามซอกฟัน ให้ใช้ไหมขัดฟันเขี่ยออก เพียงแค่นี้ก็จะลดปัญหาฟันผุและโรคเหงือกไปได้เกือบหมด การบว้นปากทันทีที่กินเสร็จ นอกจากจะกำจัดคราบอาหารที่จะไปสะสมตามซอกฟันแล้ว ยังช่วยลดกรดในปาก อันเกิดจากน้ำลายเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล แล้วแบคทีเรียเปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรด แล้วกรดนั้นจะไปทำลายสารเคลือบฟัน ทำให้ฟันผุได้ แต่ถึงแม้ว่าจะบ้วนปากแล้ว ก็อาจจะยังมีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟัน ถึงแม้ว่าแปรงซี่ฟันจะทำความสะอาดตามซอกฟันได้ แต่มีข้อเสียคือเมื่อใช้ขัดซี่หนึ่งแล้วมีเศษอาหารติดมา แล้วไปขัดซี่อื่นต่อ เศษอาหารก็จะติดไฟยังฟันซี่อื่นด้วย ไหมขัดฟันจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะ สามารถทำความสะอาดได้ลึกกว่า และ เวลาขัดฟันซี่หนึ่งแล้ว สามารถเลื่อนเชือกส่วนที่สกปรกออกไป แล้วเลื่อนเชือกส่วนที่สะอาดเข้ามาขัดฟันซี่ใหม่ แถมยังสามารถพกติดตัวไปนอกบ้านได้ เมื่อใช้เสร็จแล้วตัดทิ้งได้ง่าย ในกรณีที่ไม่มีเวลา อย่างน้อยควรจะขัดซอกฟันตรงร่องระหว่างฟันกรามซี่ในสุด โดยเฉพาะฟันกรามล่าง เพราะ ฟันกรามเป็นฟันที่ใช้งานบ่อยที่สุด จึงมีเศษอาหารมาติดบ่อยที่สุด บางครั้งใช้ลิ้นสำรวจไม่รู้ ต้องใช้ไหมขัด จึงจะมีเศษอาหารหลุดออกมา ฟันกรามจึงเป็นฟันที่มักจะถูกถอนก่อนเป็นอันดับแรก การขัดซอกฟัน ควรทำอย่างน้อยวันละครั้ง แต่ไหมขัดฟันจะใช้กับฟันซีกในลำบาก มีวิธีแก้คือ ตัดไหมออกมาประมาณ 10-15 ซม.แล้วผูกปลายทั้งสองเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นวงกลม ใช้สองนิ้วสอดเข้าไปในวงกลม แล้วง้างออกให้ไหมตึง จะช่วยให้ใช้งานถนัดขึ้น ถ้าแค่ทำความสะอาดเฉพาะเศษอาหารที่ติดฟัน วิธีหนึ่งที่สะดวกกว่าการใช้ไหมขัดฟันแบบเป็นหลอดด้าย คือ ใช้ไหมขัดฟันแบบมีด้ามพลาสติกเล็กๆ ใช้แล้วทิ้งได้

แปรงสีฟันควรเลือกแบบขนอ่อน (soft หรือ ultra soft) เพราะแปรงขนแข็งจะบาดเหงือกและเข้าไม่ถึงตามซอก ยกเว้นพวกสูบบุหรี่จะชอบใช้แปรงขนแข็ง เพื่อขัดคราบออกจากฟัน

เราต้องเลือกดูแลสุขภาพให้ดีก่อน แล้วค่อยทำงานทีหลัง เพราะถ้าฝืนทำงานไปจนสุขภาพทรุดโทรม ต่อไปอาจทำงานไม่ได้อีกเลย  ถ้าต้องเลือกระหว่างทำงานกับกิน จงเลือกกินก่อน เพื่อดูแลสุขภาพกาย ถ้าต้องเลือกระหว่างนอนกับทำงาน จงเลือกนอนก่อนเพื่อดูแลสุขภาพกาย เพราะถ้าไม่นอน อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องเลือกระหว่างสุขภาพกายกับสุขภาพใจ จงเลือกสุขภาพกายก่อน แล้วตามด้วยสุขภาพใจ เพราถ้าร่างกายแย่ จิตใจก็แย่  บางคนบอกว่า ถ้าไม่ทำงานก่อนจะไม่มีเงินกิน จริงๆแล้วเราสามารถหาของกินจากธรรมชาติหรือคนใกล้ตัวได้โดยไม่ต้องใช้ เงิน เมื่อมีแรงแล้วค่อยไปทำงาน

ฝึกสมาธิ


สิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ผู้ยิ่งใหญ่บนโลกใบนี้ อย่าง ฮิตเลอร์ สตีฟจ็อบ หรือ ไอน์สไตน์ ล้วนเคยฝึกสมาธิกันมาทั้งนั้น เพราะ สมาธิทำให้เรารู้ความจริงต่างๆบนโลกใบนี้ได้ โดยไม่ต้องอ่านตำรามากมาย

หากมองย้อนกลับไปจะพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ล้วนเกิดจากมองไม่เห็นความจริง การนั่งสมาธิ หรืออย่างน้อยแค่อยู่เงียบๆตามลำพังจนจิตเริ่มเป็นสมาธิ จะช่วยให้เรามองเห็นความจริงได้ถึงแม้ว่าจะไม่เคยฝึกสมาธิเลยก็ตาม

วิธีเข้าสมาธิให้ได้ผล เริ่มจากปลีกวิเวก แล้วใช้วิธีที่เหมาะสมกับอารมณ์ในขณะนั้น ถ้าฟุ้งซ่านมากอาจต้องนั่งดูความคิดของตัวเอง ถ้ายึดติดมากจำเป็นต้องปล่อยวาง ซึ่งการจะปล่อยวางได้ อาจนึกถึงความตาย หรือ นึกถึงอนัตตา

คำว่า อนัตตา แปลว่า ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป จะหายไปหมด บ้านเรือนถนนหนทางผู้คนที่เคยมี ภายในเวลาไม่กี่สิบปี จะเปลี่ยนไปหมด บางทีแค่ไม่กี่ปีก็เปลี่ยนไปแล้ว หลายสิ่งที่เคยมีในอดีต ปัจจุบันไม่มีแล้ว หลายสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในอดีตไม่มี และ อนาคตจะไม่มีแล้ว คนที่เคยมีอยู่ในปัจจุบัน อีกไม่เกิน 100 ปีก็จะตายหมด เมื่อรู้เช่นนี้ เราจะเลิกสนใจ เลิกยึดติดกับสิ่งรอบตัว เมื่อเลิกยึดติด จิตจึงสงบลง จึงเข้าสมาธิได้ง่าย แต่อนัตตาเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเห็นได้ยาก เพราะต้องผ่านกาลเวลานานพอสมควร จึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง บางแห่งต้องใช้เวลานานนับร้อยปี ทั้งนี้เพราะคนมีอายุไม่เกินร้อยปี สิ่งปลูกสร้างก็มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป

วิธีเข้าสมาธิคือ ใช้วิธีดูลมหายใจเข้าออก พอฝึกบ่อยๆ จิตเป็นสมาธิมากขึ้น จะเริ่มดูลมหายใจลำบาก บางทีลมหายใจหนัก บางทีลมหายใจแผ่ว ถึงจุดนั้น จึงเปลี่ยนมาดูลมหายใจแบบละเอียดขึ้น เช่น ดูลมกระทบจมูก หน้าอก และ ท้อง

เมื่อเข้าสมาธิยังไม่ลึก เรื่องราวต่างๆมักจะผุดออกมา อาจเป็นเรื่องที่เราเคยนึกได้ว่าจะทำแล้วลืมไป เวลาเข้าสมาธิจึงควรเตรียมกระดาษ และปากกาไว้ใกล้ตัว เมื่อนึกอะไรได้ก็จดไว้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลุกขึ้นเพื่อเดินไปจดไกลๆ ทำให้สมาธิขาดตอน ถ้าไม่จดไว้แล้วคิดว่าจะมาจดตอนออกจากสมาธิ จะไม่ได้ผล เพราะพอออกจากสมาธิแล้วมักจะลืม นอกจากนี้ เวลาที่เราอยู่เงียบๆ เดินไปเดินมา ความคิดต่างๆก็อาจจะผุดขึ้นมาได้เช่นกัน พอเปลี่ยนอริยาบถก็ลืม เราจึงควรพกสมุดจดและปากกาติดตัวไว้ด้วย

หาบ้านที่ สงบ เย็น กว้างขวาง

เมืองไทยมีสภาพภูมิอากาศ 2 แบบคือ แดดแรง กับฝนตก ทำให้สิ่งของเครื่องใช้ให้ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรถ ทั้งสีรถและฟิล์มกันแดด เมื่อโดนแดดเผามากๆจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ กลางวันมีแมงวัน กลางคืนมียุง แม้แต่คนก็อยู่ในสภาพอากาศเช่นนี้ได้ลำบาก ทำให้ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่หรือป่วยง่าย การอยู่เมืองไทย จึงจำเป็นต้องมีบ้านที่มีร่มเงากันแดดกันฝนกันแมลงได้ดี

อาคารสถานที่ มีไว้เพื่อรองรับคนและสิ่งของ ซึ่งหมายถึง ถ้ามีคนหรือสิ่งของมาอยู่รวมกันมากขึ้น ยิ่งต้องมีที่ดินและอาคารที่กว้างขวางขึ้น แม้แต่อยู่ตัวคนเดียว ก็ต้องมีสถานที่กว้างขวางพอที่จะเก็บสิ่งของเครื่องมือส่วนตัว เพื่อใช้สร้างความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เป็นที่กันแดดกันฝน ที่พักกาย ที่เก็บเครื่องมือ ที่ใช้สมอง ที่เก็บอาหารสด ที่ซึ่งไม่มีใครมารบกวน ฯลฯ ธรรมชาติของคนเหนื่อยแล้วต้องพักทุกวัน ถ้าไม่พัก วันรุ่งขึ้นจะทำงานได้ไม่เต็มที่ คนที่เจ็บป่วยจำเป็นต้องกลับมาพักที่บ้าน ถ้าเครื่องใช้พัง ต้องนำกลับมาซ่อมที่บ้าน คนมีของใช้ที่้ต้องการที่เก็บรักษา หากไม่มีบ้านที่ปิดมิดชิด ก็จะมีใครมาหยิบไป บ้านที่ร้อน เสียงดัง ยุงเยอะ นอกจากจะนอนหลับได้ไม่เต็มที่แล้ว ยังไม่สามารถทำงานใช้สมองได้ดี คนที่ทำงานโดยไม่ใช้สมองคิดให้รอบคอบ มักจะทำผิดพลาดได้ง่าย นอกจากนี้ การทำงานยังต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้มากมาย ตั้งแต่ เครื่องครัว จนถึงเครื่องจักรต่างๆ เราไม่สามารถขนเครื่องมือทั้งหมดติดตัวแล้วเดินทางไปเรื่อยๆได้  ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ เครื่องมือหลายอย่างจะสามารถพกติดตัวไปได้ เช่น โน๊ตบุ๊ค และโทรศัพท์มือถือ แต่ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานมาก จะ เห็นได้ ว่า คนที่ไม่มีบ้านที่ดีพอ จึงยากที่จะมีความก้าวหน้าในชีวิต บริษัทระดับโลกอย่าง แอปเปิ้ล เริ่มต้นมาจากโรงรถในบ้าน ที่พ่อแม่ของสตีฟจ็อบสร้างไว้ให้ ทำให้เขาไม่ต้องไปเสียเงินเช่าบ้านราคาแพง ในขณะที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งแน่นอนว่า แอปเปิ้ลคงจะไม่เกิดขึ้น หากเขาต้องไปเช่าบ้านอยู่เพื่อใช้เวลาสร้างคอมพิวเตอร์ถึง 5 ปี ถึงแม้ว่าบริษัทอย่างกูเกิ้ล ช่วงเริ่มต้นจะต้องไปเช่าโรงรถอยู่ในราคาเดือนละ $1,700 แต่พวกเขาทำได้เพราะมีคนจ่ายเงินลงทุนให้ถึง $100,000

ถ้าชีวิตเราย่ำอยู่กับที่มานานหลายปี ลองย้อนกลับมาดูว่าปัญหาเกิดจากบ้านของเราหรือไม่ บ้านที่ร้อนเกินไปทำให้คนขี้เกียจและสมองไม่แล่น ถึงแม้จะติดแอร์ ก็ทำให้เราขี้เกียจได้เช่นกัน เพราะทำให้เราติดอยู่แต่ในห้องแอร์ ไม่อยากออกมานอกห้องซึ่งอากาศร้อน
ทำให้เรา ไม่ชอบทำงานที่ต้องออกนอกห้อง อย่างเช่นการใช้แรงงาน บ้านที่อยู่ไกลความเจริญ นอกจากจะต้องเสียค่ารถเดินทางเข้าเมืองแพงๆแล้ว อาหารการกินยังไม่ค่อยครบ ทำให้คนป่วยง่ายสมองทึบ บ้านที่คับ แคบ จะไม่มีพื้นที่พอจะขยับขยาย เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ แม้แต่ที่เก็บของที่มีอยู่เดิมก็ยังไม่พอ บ้านที่อยู่ในเมืองที่รถติด จะเดินไปไหนก็เสียเวลามาก คนจึงไม่ชอบเดินทางไปทำธุระ

หลักสำคัญของบ้าน คือ จะต้องปลอดภัย และ หาอาหารการกินได้ง่าย เพราะ คนต้องกินทุกวัน คนที่อยู่ไกลจากแหล่งอาหารการกิน คือไกลจากเมืองใหญ่หรือริมทะเล จะกินไม่ครบ เป็นโรคขาดสารอาหาร ทำให้เจ็บป่วยสมองทึบง่าย แถมยังต้องเสียเวลาเสียเงินนั่งรถไปไกลๆเพื่อซื้ออาหาร

ถ้าบ้านมีวิวสวยด้วย จะได้เปรียบ เพราะมีงานวิจัยและหลักฐานหลายชิ้นพบว่า การมองวิว โดยเฉพาะต้นไม้สีเขียวๆ จะช่วยคลายเครียด และ ช่วยฟื้นฟูสมาธิ ทำให้คนสบายใจ ซึ่งงานจะออกมาดี ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสบายใจ

งานจะสำเร็จได้ ต้องมี 2 ขั้นตอน คือ คิดกับทำ การทำงานต้องเริ่มจากความคิด คนที่ไม่คิดเลย จะไม่มีทางทำอะไรได้ เหมือนสัตว์ป่าที่อยู่มาเป็นล้านๆปี ก็ยังหากินอยู่ในป่าเหมือนเดิม ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นมา แม้แต่งานที่ต้องใช้แรงงานอย่างเดียว ก็ยังต้องต้องใช้สมอง เขียนว่าจะทำงานอะไรก่อนหลัง จึงจะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น

ขั้นตอนการคิด คือ อ่านหนังสือ หรือใช้สมองคิดหาทางแก้ปัญหา  คนที่คิดน้อย จะต้องทำมากขึ้น ส่วนคนที่คิดมากขึ้น จะทำน้อยลง เหนื่อยน้อยลง แต่ถ้าคิดมากไป จนไม่ได้ลงมือทำ ก็ไม่เกิดผลเช่นกัน

ธรรมชาติของมนุษย์ เวลาอยู่ในที่ร้อนๆ หรือกำลังตากแดด จะคิดอะไรไม่ค่อยออก และ การจะคิดอะไรก็ตาม ต้องใช้สมาธิ จึงจะได้ผลดี คนที่จะใช้ความคิดได้ดี จึงต้องมีสถานที่นั่งทำงาน และเดินคิดงาน ที่เงียบไม่มีคน และ อากาศไม่ร้อนจนอึดอัด หรือไม่หนาวจนทรมาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อดูแลสุขภาพจนแข็งแรงแล้ว ก่อนจะเริ่มทำอะไร ควรซ่อมบ้านก่อน ถ้าบ้านพัง เช่น หลังคารั่ว แอร์ไม่เย็น ต้องซ่อมให้หาย มิฉะนั้นแล้วเวลาอยู่บ้าน จะไม่สงบ ทำงานอื่นก็จะติดๆขัดๆ

เวลาที่เราหยุดพัก ไม่คิดอะไร จิตจะว่าง ปัญหาต่างๆจะมีคำตอบออกมาในช่วงนั้น

การลงมือทำก็เช่นกัน อากาศร้อนทำให้คนทำงานใช้แรงงานได้ไม่นาน เพราะเหนื่อยง่าย

ธรรมชาติของคน ต้องอยู่บนพื้นดิน ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ ที่ดินจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ธรรมดาหรือที่ดินทำกิน  คนโบราณจึงสู้รบกันเพียงเพื่อแย่งผืนดิน คนเร่ร่อนที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง จะไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ เพราะว่า ทำอะไรก็ต้องมีเครื่องมือ แม้แต่อ่านหนังสือก็ยังต้องมีโต๊ะและโคมไฟ บ้านและที่ดินคือสถานที่เก็บเครื่องมือ เราไม่สามารถเก็บของในรถได้ เพราะรถมีพื้นที่จำกัด หรือพูดง่ายๆก็คือ บ้านไม่ใช่แค่ที่พัก แต่เป็นที่เก็บของด้วย และคนไม่สามารถตากแดดตากฝนได้ตลอดเวลา บ้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เด็กที่อ่อนประสบการณ์มักจะคิดว่า ไม่มีบ้านก็ไม่เป็นไร ไปหาบ้านเช่าได้ ในความเป็นจริงแล้ว การเช่าบ้านคนอื่น มีข้อจำกัดมากมาย คือ
น่าเสียดาย ที่คนส่วนใหญ่เวลาว่าง ไม่คิดจะทำบ้านให้ดี ต้องทนอยู่ในสภาพบ้านเน่าๆ แล้วบ้านเน่าๆ ที่ขยับขยายไม่ได้ ก็ทำให้ชีวิตจมปลัก

บ้านจำเป็นต้องอยู่บนพื้นดิน ไม่สามารถลอยอยู่ในอากาศหรือในน้ำ เพราะอากาศและน้ำเป็นที่สาธารณะ และไม่ใช่อยู่ตามต้นไม้ เพราะบ้านมีน้ำหนักมาก ถึงแม้จะอยู่บนต้นไม้ ต้นไม้ก็ยังต้องอาศัยพื้นดิน การเช่าบ้านของคนอื่น มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ไม่สามารถขยับขยายได้ตามใจชอบ ดังนั้น บ้านต้องเริ่มต้นจาก การมีที่ดินเป็นของตัวเอง แล้วเราจะสร้างอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องมีข้อจำกัดจากเจ้าของที่ดิน เพราะเราคือเจ้าของ สร้างเสร็จแล้วไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาไล่ ด้วยเหตุนี้ การเช่าบ้านหรือที่ดินจึงควรเป็นทางเลือกชั่วคราว เท่านั้น ผู้มีประสบการณ์จะรู้ดีว่า เมื่อเริ่มมีเงิน สิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ต้องหา คือ ที่ดินในชื่อของตัวเอง  แต่ปัจจัยสำคัญของการซื้อที่ดินคือทำเล จึงจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะที่ดินมีราคาแพง เมื่อซื้อแล้วขายยาก หากยังไม่แน่ใจ ควรเช่าไปก่อน

ค้นหาความบกพร่องของตัวเอง

ตราบใดที่เรายังไม่สามารถบอกได้ว่า ความบกพร่องของตัวเองคืออะไร เราก็ยังจะไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะความบกพร่องนั้น จะยังคอยฉุดรั้งไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น ถ้าเราไม่รู้ว่าข้อเสียของตัวเอง คือเป็นคนดีเกินไป จนกลายเป็นคนใช้ของทุกคน เราก็จะไม่สามารถเลิกเสียเวลาให้คนอื่นได้

เรามักจะมองไม่เห็นความบกพร่องของตัวเอง เพราะเป็นความรู้ที่ลึก บางครั้งในสังคมยังไม่มีใครรู้ อาจต้องใช้เวลาศึกษาด้วยตนเองนานหลายปี เช่น ผมเคยเจอว่า แค่ขึ้นลงบันไดแล้วเหนื่อย รู้สึกง่วง ไม่สามารถทำงานใช้สมองต่อได้ เมื่อค้นหาไปเรื่อยๆ จึงพบว่าเกิดจากปรอทอุดฟัน เมื่อใช้สารอาหารขับพิษออกแล้ว อาการเหนื่อยง่ายจึงหายไป หากไปถามหมอรักษาคนหรือหมอฟันคนไหน ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้

ใช้เวลาว่างวางแผน และเตรียมพื้นฐาน

ธรรมชาติของคน พอตื่นเช้ามา มักจะลืมว่า วันนี้ต้องเริ่มทำอะไรก่อน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า ว่าวันรุ่งขึ้นต้องทำอะไร

ในชีวิตเรามีของใช้มากมาย ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ บางทีของใช้เหล่านี้ ยังใช้งานไม่คล่องตัว เราจึงควรใช้เวลาว่าง มาแก้ไขให้เกิดความคล่องตัว รวมทั้งทดสอบของใช้ใหม่ๆ ที่ช่วยให้ชีวิตคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เรียกว่า เตรียมพื้นฐาน

ช่วงเย็นหลังเลิกงานและก่อนเข้านอน เป็นช่วงที่มีเวลาว่างจากการงาน จึงเป็นเวลาที่เหมาะจะใช้วางแผนเรื่องที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น ถ้ายังมีเวลาเหลือ ควรจะใช้ไปกับการเตรียมพื้นฐานต่างๆ สำหรับวันรุ่งขึ้น และอนาคตที่ไกลออกไป โดยเฉพาะเครื่องมืออำนวยความสะดวก ซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าวันรุ่งขึ้นจะออกไปนอกบ้าน อาจจะเตรียมน้ำดื่มและเครื่องมือที่จำเป็น, ถ้าใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนทำงานทุกวัน อาจจะใช้เวลาว่างทดสอบโปรแกรมต่างๆ เพื่อให้ในอนาคตใช้งานได้สะดวกขึ้น ฯลฯ หากไม่มีอะไรทำแล้ว ควรใช้ไปกับการทดลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ที่อาจนำมาช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น การทำงานโดยมีพื้นฐานไม่ดี มีเครื่องมือไม่พร้อม จะทำอย่างติดๆขัดๆ จึงทำได้ช้า จนเสร็จไม่ทันกำหนด หรือทำได้แต่ไม่เรียบร้อย หรือเกิดความไม่สมดุลด้านต่างๆ จนล้มเหลวได้

บางครั้งการติดต่อธุระกับผู้อื่น อาจจะมีช่วงเวลาสั้นๆที่ต้องรอคอย ถ้าไม่ได้พกงานติดตัวมาด้วย จะต้องหมดเวลาไปอย่างสูญเปล่า ช่วงเวลานี้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ โดยใช้วางแผนและเตรียมพื้นฐานได้เช่นเดียวกัน เรื่องแรกที่ควรวางแผนคือ ช่วงเวลาถัดไป เช่น ถ้าต้องเดินทางกลับบ้าน อาจจะเปิดดูแผนที่จราจรว่าเส้นทางใดรถติด

อย่าสับสนเรื่องการเตรียมพื้นฐาน กับการวางแผน เพราะ การวางแผนควรจะทำเสมอ เป็นการคิดไว้ล่วงหน้า จึงไม่เสียทรัพยากรอะไร ส่วนการเตรียมพื้นฐาน ควรทำเฉพาะเรื่องที่มั่นใจว่าจะได้ทำแน่ๆ ซึ่งได้แก่ เรื่องที่เคยทำมาระยะหนึ่งแล้ว หรือมีนัดหมายแน่นอนแล้ว ส่วนเรื่องที่ยังไม่เคยทำเลย หรือไม่มั่นใจว่าจะทำได้ ยังไม่ควรเตรียมพื้นฐานมากนัก เพราะ ถ้าเตรียมพื้นฐานแล้ว เกิดไม่ได้ทำขึ้นมา จะเสียทรัพยากรไปเปล่าๆ เช่น ถ้าคิดจะมีลูก ควรคิดวางแผนว่าถ้าลูกคลอดแล้วต้องเตรียมอะไรบ้าง แต่ยังไม่ควรซื้อของเล่นเด็กไว้ล่วงหน้า ควรรอให้ลูกคลอดเสียก่อนค่อยซื้อ มิฉะนั้นพอถึงเวลา อาจจะมีลูกไม่ได้ เพราะภรรยาไม่ตั้งครรภ์ หรือแท้งลูก

ชีวิตคนทำงานทุกสาขาอาชีพ ต้องพึ่งซอฟท์แวร์เพื่อช่วยให้ทำงานสะดวกขึ้น งานทดลองซอฟท์แวร์ จึงเป็นงานที่เหมาะจะทำช่วงกลางคืน เพราะทำงานอยู่ในบ้านได้ ต่างจากงานด้านฮาร์ดแวร์อย่างเช่น การซ๋อมรถ หรืองานที่มีสารเคมีมาเกี่ยวข้อง ซึ่งมักจะต้องทำนอกบ้าน ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง และมีอากาศถ่ายเท และต้องพึ่งแสงแดด แต่ถ้าทำนอกบ้านตอนกลางคืนจะโดนยุงกัด

ถ้าไม่มีเรื่องอะไรให้เตรียมพื้นฐานแล้ว ควรใช้เวลาไปกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เผื่ออนาคตจะสามารถนำความรู้นั้นมาใช้ประโยชน์ได้

การเตรียมพื้นฐาน เป็นขั้นตอนที่ยืดเยื้อเสียเวลามากที่สุด แต่เมื่อเตรียมพื้นฐานพร้อมแล้ว ถึงเวลาทำจริงจะใช้เวลาไม่นาน ดังคำกล่าวของ อับราฮัม ลินคอล์น ว่า ถ้าให้เวลาฉัน 6 ชั่วโมงเพื่อตัดต้นไม้ ฉันจะใช้เวลา 4 ชั่วโมงแรกลับขวานให้คม (Give me six hours to chop down a tree and I will spend the first four sharpening the axe)

เลือกสิ่งที่ดีให้กับชีวิต คือ สิ่งที่มั่นคง แข็งแรง และ สร้างปัญหาน้อยที่สุด (stable)

คนที่ทำงานมาระยะหนึ่ง จะเริ่มเห็นว่า ตัวเองมีเรื่องที่ต้องทำมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำไม่หมด ทั้งงานที่ต้องหารายได้มาเลี้ยงตัวเอง และ งานที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว ตั้งแต่จ่ายค่าน้ำค่าไฟ จนถึงซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆที่ผุพังไปตามกาลเวลา ฯลฯ ทำให้เขาเริ่มรู้จักหาเครื่องมืออำนวยความสะดวก พอเริ่มใช้เครื่องมือมากขึ้น จึงเริ่มเห็นว่า เครื่องมือแต่ละยี่ห้อไม่เหมือนกัน บางยี่ห้อพังเร็ว ทำให้ต้องเสียเวลามาจัดการซ่อมหรือซื้อใหม่ ทำให้คนเริ่มเรียนรู้ที่จะเลือกใช้อุปกรณ์ที่คงทนถาวร ไม่พังง่าย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาจัดการมันบ่อยๆ

ในชีวิตเราต้องการสิ่งของเครื่องใช้มากมาย เพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น และ เพื่อให้เรามีความสามารถในการแข่งขัน (ถ้าคนอื่นนั่งรถไป แต่เราเดินไป นั่นคือเราขาดความสามารถในการแข่งขัน) แต่เราไม่มีความรู้และเวลามากพอ ที่จะสร้างทุกอย่างได้ด้วยตนเอง เราจึงต้องพึ่งสิ่งของเครื่องใช้ที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่สิ่งของเครื่องใช้บนโลกใบนี้มีให้เลือกหลายยี่ห้อ บางยี่ห้อสร้างขึ้นมาแบบไม่รอบคอบ ใช้แล้วเสียบ่อย หรือใช้ยาก ติดขัดบ่อย จะทำให้เราต้องเสียเวลา  ขาดความสะดวกสบาย และ ขาดโอกาสในการแข่งขันได้มากกว่าการไม่ใช้อะไรเลยเสียอีก ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเลือกใช้สิ่งที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ ใช้แล้วไม่มีปัญหาตามมา ทำให้เราไม่ต้องกังวลกับมัน เรียกสิ่งเหล่านั้นว่า สิ่งที่ดี ดังที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยบอกว่า พื้นฐานที่เราควรจะมีคือ มีบ้านดีๆสักหลัง มีรถดีๆสักคัน มีสุขภาพที่ดี และ มีอาหารดีๆ

การไปชอปปิ้งแล้วหยิบของที่ต้องการใช้มาสักชิ้น มักจะยังไม่ได้ของดี การจะได้ของดี ต้องใช้เวลาค้นหาและเลือก ท่ามกลางสิ่งของที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน แต่เมื่อใช้ไปแล้วจึงจะรู้ว่าไม่เหมือนกัน คนที่พ่อแม่เลือกสิ่งดีๆไว้ให้แล้ว จึงมีพื้นฐานที่ดีกว่าคนที่พ่อแม่ไม่ได้สร้างอะไรไว้ให้เลย แล้วต้องมาเริ่มต้นใหม่เกือบทั้งหมด การถามผู้รู้ก็ช่วยได้เช่นกัน แต่ต้องเป็นผู้รู้จริงๆ ไม่ใช่คนทั่วไปหรือคนหมู่มาก เพราะ คนทั่วไปอาจมีรสนิยมที่ไม่ได้เรื่องนัก พวกเขาจึงยอมรับได้กับปัญหาซ้ำซาก

ก่อนจะเริ่มทำอะไร ต้องรู้ก่อนว่า ทำได้จริงหรือไม่ (practical) และ ทำได้แค่ไหน

อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เข้ามาสอนชั่วโมงแรก เขาเริ่มต้นด้วยการแจกข้อสอบให้นักเรียน ในข้อสอบแต่ละข้อมีคำถามเรื่องข่าวสารบ้านเมืองทั่วๆไป แต่คำถามข้อสุดท้ายคือ "ถ้าอ่านถึงข้อนี้แล้วคุณไม่จำเป็นต้องเขียนอะไรเลย" นักเรียนทั้งหมด เริ่มต้นจากตอบข้อแรกมาทีละข้อ พอมาถึงข้อสุดท้าย ก็เซ็งกันหมด เพราะตอบข้อสอบไปจนหมดแล้ว ไม่มีนักเรียนคนใดเลย ที่อ่านจนจบถึงข้อสุดท้ายก่อน แล้วไม่เขียนอะไรเลย อาจารย์จึงให้ข้อคิดว่า บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน หากเราดูคร่าวๆจนจบแล้ว เราไม่จำเป็นต้องลงมือทำ เพราะรู้ว่าทำไม่ได้

คนที่เคยมีประสบการณ์ลงมือสร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมา เวลาได้ยินใครพูดอะไรหรืออ่านอะไรมา มักจะต้องคำถามว่าเรื่องนั้น" ทำได้จริงหรือไม่"  ส่วนคนที่ขาดประสบการณ์ มักจะเชื่อเลย

วิธีที่จะรู้ว่าทำได้จริงหรือไม่ คือ ถามคนที่เคยทำจริงมาก่อน ซึ่งต้องไม่ใช่คนที่อ่านตำรามาบอก ถ้าไม่มีใครให้ถามก็ต้องลงมือทำเอง

เมื่อรู้ว่าทำได้จริงแล้ว ยังต้องถามต่อไปว่า ทำได้แค่ไหน อย่างเรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้าในเมืองไทย คนที่อ่อนประสบการณ์จะเรียกร้องให้ใช้พลังงานลม แทนถ่านหิน เพราะเห็นบางประเทศในยุโรปใช้กัน แต่เมื่อย้อนกลับมาดูในเมืองไทย จะพบว่า มีการสำรวจแล้ว เมืองไทยไม่ค่อยมีลม มีแค่บางจุดที่ลมแรงพอจะปั่นไฟได้ อย่างเช่น แถวปากช่อง แต่ที่เหลือทั้้งประเทศมีเพียงลมอ่อนๆ สังเกตุได้จากกังหันลมบริเวณริมทะเลไม่หมุน ยกเว้นมรสุมเข้า นอกจากนี้กังหันลมยังมีปัญหาเรื่องเสียงดัง จึงต้องตั้งอยู่ไกลชุมชน ถ้าจะใช้กังหันลมที่ไม่มีเสียงก็จะราคาแพงขึ้นไปอีก เกินงบประมาณที่ภาครัฐจะจ่ายไหว

การลงมือทำจะเสียเวลามาก ถ้าทำไปกลางทางแล้วพบว่าทำไม่ได้ก็จะเสียเวลาเปล่า การทำโดยไม่อ่านก็จะทำให้ ต้องเสียเวลาไปกับความผิดพลาดเพิ่มมากขึ้น ยิ่งเราอ่านมากขึ้นก็ยิ่งทำผิดพลาดน้อยลง แต่การอ่านตำราลึกๆ ก็ต้องเสียเวลามากเช่นกัน พออ่านจบแล้วไปลองทำ อาจมีเงื่อนไขบางอย่างที่เราทำไม่ได้ เช่น กฎหมายห้ามไว้ หนังสือที่เราอ่านมาทั้งหมดจึงไร้ประโยชน์ อย่างเช่น ผมเคยวางแผนไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง อ่านข้อมูลคนไปเที่ยวมา ดูรูปถ่าย ดูแผนที่ อยู่หลายวัน จนรู้หมดว่าตรงไหนมีอะไร แต่พอไปถึงจริงปรากฎว่าเพิ่งจะปิด ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้า

คนมองบิดเบือนจากความเป็นจริง เพราะมองเพียงมุมเดียว คนที่ขาดประสบการณ์ มักจะมองโลกในแง่ดี ว่าทำไปก่อน แล้วค่อยมาแก้ปัญหาทีหลัง มุ่งแต่จะเดินหน้า คิดไปทำไปทีละขั้นตอน มองไม่เห็นอนาคต มองไม่เห็นภาพรวม พอไปเจอปัญหา จึงติดอยู่ตรงนั้น ไปต่อไม่ได้ ทำให้สิ่งที่ทำมาสูญเปล่า ปัญหาบางเรื่องแก้ไขได้ แต่ต้องเหนื่อยมาก เสียเงินมาก จนไม่คุ้มกับผลลัพธ์ที่ได้มา ต่างจากคนมีประสบการณ์ ที่จะมองไปไกลๆ มองภาพรวมให้หมดก่อน

มีเรื่องหนึ่งที่เคยเกิดกับเพื่อนผมเอง เขาไปซื้อที่ดินอยู่ติดทะเลเพื่อสร้างรีสอร์ท แต่แนวชายหาดเป็นที่ดินของชาวบ้านอีกคนหนึ่ง ซึ่งตอนแรก ชาวบ้านแถวนั้น บอกว่า อนุญาติให้เดินผ่านชายหาดออกทะเลได้ เพราะที่ดินตรงนี้ เป็นของญาติเขาเอง แต่ต่อมาญาติคนนี้เกิดเปลี่ยนใจ ล้อมรั้วลวดหนามกั้นไม่ให้ใครเดินผ่าน เพราะต้องการจะขายที่ดินตรงนั้นในราคาสูงถึง 6 ล้านบาท แต่เพื่อนของผมนอกจากไม่ซื้อแล้ว ยังเคยทำตัวเป็นศัตรูกับเขา ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้ไม่สามารถเดินผ่านชายหาดเพื่อไปออกทะเลได้ ทำให้ไม่มีคนมาพัก

ในชีวิตจริง การจะรู้ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ มักจะไม่มีบอกในตำรา เพราะตำราอาจจะเขียนโดยคนที่ไม่เคยทำจริง จึงเขียนไม่ละเอียด วกไปวนมา เราจึงต้องเริ่มจากการถามผู้รู้ คือ ผู้ที่ทำเรื่องนั้นอยู่เป็นประจำจะรู้ดีที่สุด ผู้รู้อ่านตำรามาแล้วหลายเล่ม สั่งสมประสบการณ์มานับสิบปี จนตกผลึก มองเห็นภาพรวม แค่ถามก็ตอบได้ทันทีว่าเรื่องไหนทำได้หรือทำไม่ได้  โดยเริ่มต้นด้วยการ 
  1. หาว่าเคยมีคนทำวิธีนั้นแล้วสำเร็จหรือไม่ และมีอยู่จำนวนมากพอที่จะเชื่อได้หรือไม่ ถ้าไม่เคยมีใครทำมาก่อนหรือมีทำสำเร็จแค่ครั้งเดียว  ก็ยังยากที่จะเชื่อได้ แต่ถ้ามีคนทำสำเร็จในหลายๆสภาพแวดล้อม ก็เริ่มจะเชื่อได้ว่ามีโอกาสเป็นไปได้
  2. หาหลักการ(concept) ของเรื่องนั้น ว่าเกิดขึ้นมาเพื่อใช้ทำอะไร หรือแก้ปัญหาอะไร ปัจจุบันทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร แล้วเปรียบเทียบว่าเหมาะสมกับตัวเราหรือไม่ เพียงแค่นี้เราก็จะเริ่มรู้แล้วว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้
  3. ศึกษาภาพรวม หาข้อมูลให้ลึกลงไป ว่าทั้งหมดมีขั้นตอนอะไรบ้าง วิธีที่เราจะมองเห็นภาพรวมคือ เขียนแต่ละขั้นตอน เป็นหัวข้อใหญ่ แล้วเขียนขั้นตอนย่อยๆเป็นหัวข้อย่อย การเขียนจะช่วยให้เราลืมเรื่องที่เคยคิดไว้ก่อนหน้า แล้วไปคิดเรื่องใหม่ได้ วิธีนี้จะช่วยให้เราคิดได้จนจบ พอคิดจบแล้ว เราก็จะรู้ว่ามีขั้นตอนอะไรที่ซ่อนอยู่ ถ้านึกไม่ออกให้คิดถึงเวลาที่ทำขั้นตอนนั้นเสร็จแล้ว เราจะรู้ได้ว่ามีขั้นตอนอะไรที่ยังนึกไม่ถึง
  4. แต่ละขั้นตอน มีเงื่อนไขและอุปสรรคอย่างไร ต้องใช้ทรัพยากรเท่าใด ทรัพยากรที่สำคัญคือ เงิน ถ้ามีไม่พอก็ยากจะสำเร็จได้ เมื่อถึงขั้นนี้ เราจะรู้ได้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ทำได้หรือทำไม่ได้ และรู้ด้วยว่า ถ้าทำได้ ต้องเสียอะไร ได้คุ้มเสียหรือไม่ ทำไปแล้วจะมีปัญหาอะไรตามมา ถ้ามีอุปสรรค สามารถฝ่าไปได้หรือไม่ มีหนทางซิกแซกอย่างไร ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือ ขั้นตอนที่ต้องขออนุญาตจากคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่า เขาจะช่วยเหลือเราหรือไม่ หรือ จะเรื่องมากเพียงใด การเจรจาสอบถามความเป็นไปได้ จึงเป็นขั้นตอนแรกควรทดลองทำ
  5. ทดลองทำแบบหยาบๆจนจบ เราก็จะรู้ได้ 100% ว่าทำได้หรือทำไม่ได้
ไม่ว่าเราจะทำอะไรมักจะมีกฎหมายมาเกี่ยวข้อง กฎหมายไทย มักจะมีข้อติดขัดมาก เพราะเขียนจากคำแนะนำของนักวิชาการที่ไม่เคยทำจริง จึงรู้ไม่จริง นักวิชาการพวกนี้จึงเก่งแต่ใช้จินตนาการที่มาจากในกะลา ถ้าคิดไม่ออกก็ไปลอกฝรั่งมา แถมลอกมาไม่ครบ และหลายเรื่อง ฝรั่งก็เชื่อกันมาผิดๆ ต่อมาฝรั่งมีความรู้ใหม่ แต่กฎหมายบ้านเราอาจยังไม่ปรับเปลี่ยน หน่วยงานราชการในเมืองไทย จึงมักจะเป็นต้นกำเนิดของความยุ่งยาก บางทีอ่านคู่มือในการติดต่อราชการบอกอย่างหนึ่ง แต่พอไปยื่นเอกสารจริงกลับบอกให้ทำอีกแบบหนึ่ง แม้แต่หน่วยงานราชการด้วยกันเอง ยังขัดขากันเอง ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็ตาม ต้องรู้จักซิกแซกด้วย ทางไหนไปไม่ได้ ต้องหาทางออกทางอื่น อย่างเช่น ผมเคยจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจ ในเอกสารบอกว่าต้องใส่ชื่อผู้สอบบัญชี แต่ในทางปฎิบัติ ผมโทรไปถามบริษัทรับทำบัญชี ก็ไม่มีที่ไหนยอมให้ชื่อผู้สอบบัญชี เพราะพวกเขาเคยเจอคนขอไปแล้วหายตัวไป บริษัทรับทำบัญชีแนะว่า ต้องให้เขาจดทะเบียนบริษัทให้ เขาจึงจะใส่ชื่อผู้สอบบัญชีให้ ซึ่งหมายถึง ผมต้องเสียเงินเพิ่มอีกหลายพันบาท เป็นค่าบริการ ทั้งๆที่ผมควรจะทำเองได้ง่ายๆ ผมจึงโทรไปบอกทางกรมพัฒนาธุรกิจ ว่าทำแล้วเจอปัญหาแบบนี้ แต่ผู้หญิงที่รับเรื่องกลับตอบมาว่า ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เธอแค่ปฎิบัติตามคำสั่ง ผมจึงต้องเหนื่อยมากขึ้น ด้วยการเดินทางไปที่กรมพัฒนาธุรกิจอีกรอบ คุยกับเจ้าหน้าที่คนใหม่ จีงได้คำตอบมาว่า สามารถซิกแซกได้ ด้วยการหาชื่อจากในอินเตอร์เน็ตมาใส่ จะเป็นใครก็ได้ ไม่ต้องรู้จักกัน พอได้ทำตอบเช่นนี้ ก็ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย จะเห็นได้ว่า วิธีซิกแซก คือ ไปถามต้นขั้ว ว่าเราทำแล้วเจอปัญหาแบบนี้ ไปต่อไม่ได้ จะทำอย่างไร เมื่อเขารู้ว่าเราพยายามเต็มที่แล้ว และรู้ว่าเป็นความผิดฝั่งเขา เดี๋ยวเขาจะหาทางซิกแซกให้เราเอง

หน่วยงานราชการบางแห่ง อย่างเช่่น กระทรวงสาธารณสุขของไทย มีข้อมูลที่สลับซับซ้อนเหมือนเขาวงกต เพราะ คนทำงานเป็นพวกแพทย์และเภสัช ที่เรียนมาแต่ท่องจำ คิดไม่เก่ง และคนทำงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ผู้หญิงฮอร์โมนขึ้นๆลงๆ จึงมักจะเบลอง่าย ถามคนหนึ่งตอบอย่าง ถามอีกคนตอบอีกอย่าง การที่เราไปติดต่อกับหน่วยงานเหล่านี้โดยตรง จะเสียเวลามาก ทางเลือกที่สะดวกกว่าคือ จ้างตัวแทนที่รับติดต่อเรื่องนั้น ตัวแทนที่ติดต่อเรื่องนั้นอยู่เป็นประจำ จะรู้รายละเอียดภายในหน่วยงาน พวกเขาจึงทำได้เร็วกว่าและประหยัดกว่าที่เราจะไปทำเอง

การขออนุญาตจากคนอื่น มีเรื่องความไม่แน่นอนของคนมาเกี่ยวข้อง ถ้าเป็นพวกหน่วยงานมักจะมีกฎเกณฑ์ ถ้าเรารู้ว่าทำได้ก็พอจะมีหวัง แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วๆไป วันนี้พูดอย่าง ต่อมาพอมีผลประโยชน์ ก็อาจจะเปลี่ยนใจภายหลัง แล้วกลับคำได้ ดังนั้น การสอบถามความเป็นไปได้จากคนเหล่านี้ จึงต้องระวังตัวให้มาก คือ ถามแบบไม่ให้เขาทันฉุกคิดเรื่องผลประโยชน์ และคิดให้ถี่ถ้วน เพื่อที่ว่าพอถึงเวลาทำจะได้ไม่ลังเล เคยมีตัวอย่างที่ผมไปซื้อจอคอมพิวเตอร์มือสอง ซึ่งราคาถูกมาก แค่ 300 บาท ผมจึงยกเครื่องคอมพิวเตอร์มาเสียบ พบว่าจอใช้ได้ดี แต่ยังไม่รีบซื้อ พอกลับมาอีกรอบ คนขายจึงขึ้นราคาเป็น 600 บาท

เราต้องรู้ด้วยว่า ทำไปแล้ว จะมีปัญหาอะไรตามมา เพราะเมื่อมีปัญหาก็ต้องตามแก้ไข หรือ แสดงความรับผิดชอบ เราจึงต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะจัดการปัญหาอย่างไรไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน ปัญหาบางเรื่องป้องกันไว้ล่วงหน้าได้ ปัญหาบางเรื่อง ถ้ามารู้ใกล้ๆอาจจะแก้ไม่ทัน  อย่างเช่น คนที่คิดจะมีลูก คนที่คิดไว้ล่วงหน้าจะรู้ว่า มีลูกต้องใช้เงินมาก ทั้งค่าเทอม ค่าอาหาร ฯลฯ และค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ไม่จ่ายไม่ได้ เพราะ ลูกโตขึ้นทุกวัน ถ้าไม่เตรียมเงินก้อนไว้ล่วงหน้า ถึงเวลาต้องใช้ อาจหาเงินไม่ทัน

คิดต่อไปว่า ในอนาคตจะขยายตัวไปทางไหน ถ้าไม่คิดไว้ก่อน ถึงเวลาจะขยายจริง อาจจะทำไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาทำผิดวิธีมาโดยตลอด เหมือนอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตรงท่าพระจันทร์ พอนักศึกษามากขึ้น จะขยายอาณาเขตก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้สำรองที่ดินโดยรอบไว้ จะสร้างตึกสูงก็ลำบาก เพราะอยู่ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ จึงต้องย้ายไปสร้างใหม่ไกลถึงรังสิต ลำบากนักศึกษาและอาจารย์ที่บ้านอยู่ในเมือง ต้องเดินทางไปกลับเป็นระยะทางไกล  ต่างจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เผื่อที่ดินโดยรอบไว้มากมาย จึงสามารถขยายตัวไปได้เรื่อยๆ

ในแต่ละวงการ จะมีศัพท์เฉพาะของตนเอง เช่น วงการบัญชีจะมีคำว่า เดบิต เครดิต รู้ต้องความหมายของคำศัพท์เฉพาะทุกคำ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น คำศัพท์สั้นๆคำหนึ่ง อาจมีความหมายลึกซึ้ง เขียนหนังสือได้เป็นหน้าๆ คนที่ไม่รู้คำศัพท์ เวลาอ่านหนังสือหรือได้ยินใครพูดอะไร ก็จะงง ไปต่อไม่ได้

มองให้เห็นความจริง (fact)

ความจริงเป็นเหมือนเข็มทิศชี้ทาง บอกเราว่าให้เดินไปทางไหน คนที่ไม่รู้ความจริง เปรียบเสมือนคนที่โดนขังอยู่ในกรง หรือเดินหลงทางวนเวียนอยู่ในป่า ต้องทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะแยกไม่ออก ว่าเรื่องไหนทำได้ เรื่องไหนทำไม่ได้ เรื่องไหนควรทำก่อน เรื่องไหนไม่ควรทำ เมื่อแยกไม่ออก จึงเดินหลงทางได้ง่าย เด็กมักจะหลงทางได้ง่าย เพราะ มองไม่เห็นความจริงอย่างที่ผู้ใหญ่เห็น ผู้ใหญ่เห็นความจริงเพราะมีประสบการณ์ชีวิต

การมองเห็นความจริง ทำให้เรามองเห็นปัญหาที่แท้จริง และแก้ปัญหาได้ โดยไม่ติดกับดัก บางครั้งการมองให้เห็นความจริง จำเป็นต้องถอยออกมาจากเรื่องนั้นก่อน เปรียบเสมือนนักมวยที่ต่อยอยู่บนเวที จะไม่รู้ว่าตัวเองต่อยดีหรือไม่ มีแต่ผู้ชมที่รู้

โบราณว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย บนโลกใบนี้ มีความจริงหลายข้อ ที่เป็นความจริงตลอดกาล การเดินทางออกไปเห็นโลกเห็นผู้คน การอ่านหนังสือ การดูหนังบางเรื่องที่มีสาระ รวมทั้งการฝึกสมาธิ ล้วนแต่ช่วยให้เรามองเห็นโลกตามความเป็นจริง

ความจริงมักจะถูกค้นพบจากประสบการณ์ แล้วผู้ค้นพบนำมาถ่ายทอดในลักษณะของคำสอน เราจึงสามารถรู้ความจริงได้ เพียงแค่อ่านตำราหรือฟังคำสอนแล้วนำมาพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่ ผู้ที่บอกความจริงพื้นฐานคือ พระพุทธเจ้า ความจริงในทางพุทธศาสนาเรียกว่า ธรรม ซึ่งพิสูจน์กันมานับพันๆปีแล้วว่า เป็นความจริง น่าเสียดายที่หลายคนได้รับรู้ความจริงแล้วปฎิเสธเลย โดยไม่สนใจแม้แต่จะพิสูจน์

การรู้ความจริง ต้องรู้ทั้งข้อดีและข้อเสีย รู้ข้อดีเพื่อที่จะรู้ว่า เรื่องนั้นนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันอย่างไร ทำไปแล้วจะได้อะไร สิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ถูกมนุษย์นำมาใช้ เพราะมันมีประโยชน์หรือข้อดีบางอย่าง รู้ข้อเสียเพื่อที่จะรู้ว่า เรื่องนั้นมีข้อจำกัดอย่างไร  ทำไปแล้วจะเกิดปัญหาอะไรตามมา และจะป้องกันปัญหานั้นได้อย่างไร ความจริงเหมือนเหรียญที่มี 2 ด้าน แต่พอโยนตกลงพื้นแล้ว จะเห็นด้านเดียวเท่านั้น ในชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น ทำอะไรก็จะได้ผลอย่างนั้น แค่ด้านเดียว ไม่เห็นผล 2 ด้านพร้อมกัน คนอ่อนประสบการณ์ เคยลงมือทำมาบ้าง มักจะเคยเห็นเหรียญแค่ด้านเดียว จึงไม่เชื่อว่าอีกด้านมีจริง คนที่เคยเห็นแต่ด้านดี มักจะประมาท ลงเหวได้ง่าย คนที่เคยเห็นแต่ด้านลบ จะไม่รู้ว่าด้านดีทำอย่างไร จึงยังไม่ประสบความสำเร็จ บางครั้งเรายังไม่รู้ข้อดีข้อเสีย แต่สามารถรู้ได้ว่า สิ่งนั้นนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร มีข้อจำกัดอย่างไร ก็ถือว่ารู้ความจริงได้เช่นกัน

ความจริงทั้งด้านบวกและลบ อาจจะเรียกรวมกันได้อีกอย่างว่า หลักการ หรือ concept ของเรื่องนั้น  ถ้าอยากจะเข้าใจ เรื่องอะไร ต้องเข้าใจหลักการหรือ concept ของเรื่องนั้น แล้วเราก็จะเข้าใจรายละเอียดอื่นๆทั้งหมด เพราะ เมื่อรู้หลักการแล้ว ต่อไปพอศึกษาลึกลงไป ก็จะเข้าใจรายละเอียดได้ง่าย เช่น เด็กนักเรียนที่เรียนฟิสิกส์ ควรเข้าใจว่าฟิสิกส์คืออะไร เมื่อเปิดดิกชันนารี จะพบว่า ฟิสิกส์ มาจากคำว่า physical แปลว่า การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งของที่จับต้องได้ เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว เราก็จะมองภาพรวมของวิชาฟิสิกส์ออกทั้งหมด ว่ามีขอบเขตแค่ไหน และรู้ว่าฟิสิกส์ต่างจากเคมีและชีววิทยาอย่างไร และ ต้องศึกษาฟิสิกส์ไปเพื่ออะไร

ความจริงมักจะไม่่มีในตำรา เป็นความลับที่ซ่อนอยู่ในแต่ละวงการ ต้องอาศัยการคลุกฝุ่นกับเรื่องนั้นมายาวนาน จึงจะเห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย คนที่ประสบการณ์ไม่ถึง ยังเห็นเหรียญไม่ครบสองด้าน ถ้าอยากจะรู้ข้อดีและข้อเสีย ต้องปรึกษาคนที่มีประสบการณ์ เคยทำเรื่องนั้นมาก่อน อย่าไปถามคนที่ไม่เคยทำ จะได้คำตอบแบบเดาสุ่ม ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากทำงานด้านเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้ไปถาม คนที่ทำงานในวงการซอฟท์แวร์มานาน พวกเขาจะว่า ความจริงของวงการซอฟท์แวร์ คือ ถึงแม้จะง่ายกว่างานชนิดอื่น ไม่ต้องตากแดดไม่ต้องออกแรง แค่นั่งพิมพ์อยู่ในห้องแอร์ แต่เต็มไปด้วยความไม่รู้ พอเขียนไปได้สักพัก จะเริ่มติดขัด สับสนวนลูปกับสิ่งที่ตัวเองเขียนมา บางทีคู่มือที่ใช้เขียนโปรแกรม บอกไม่ละเอียด ถ้าไปเอาโปรแกรมที่คนอื่นเขียนเสร็จแล้วมาใช้ จะไม่ยืดหยุ่นตามความต้องการของเรา แถมบางโปรแกรมยังลึกลับซับซ้อน มีส่วนประกอบมากมาย ต้องอ่านคู่มือเป็นปีๆ เพื่อเรียนรู้ความคิดของคนเขียนโปรแกรม ซึ่งอาจจะไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาความไม่รู้เหล่านี้ทำให้คนเขียนโปรแกรมเครียด พอเครียดก็กิน เราจึงสังเกตุได้ว่า คนที่นั่งทำงานด้านคอมพิวเตอร์มักจะอ้วน สุดท้ายแล้วก็จะสรุปได้ว่า การเขียนโปรแกรม เป็นงานใช้แรงงานอย่างหนึ่ง

ถ้าเป็นการซื้อของ ความจริงรู้ได้จากการอ่านฉลากและคู่มือ ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แล้วลองมาเปรียบเทียบกับความต้องการของตัวเราเอง

การมองให้เห็นความจริง นอกจากจะได้จากการลงมือทำจริงแล้ว ยังได้จาการออกเดินทางไปเห็นโลกที่เกิดขึ้นจริง เหมือนที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เพราะเริ่มจากการเห็นชายแก่ คนแพ้หรือชนะ ต่างกันที่ว่าใครเห็นความจริงมากกว่ากัน คนที่ทำมากกว่า และ เดินทางมากกว่าจึงได้เปรียบ เพราะได้เห็นความจริงมากกว่า เช่น ถ้าเราต้องการเปิดร้านขายสลัด แล้วต้องการรู้ความจริง ว่าจะขายได้หรือไม่ เราอาจจะไปตามงานเลี้ยงหรืองานสัมนาต่างๆที่มีอาหารแจกฟรี แล้วจะพบว่า เนื้อสัตว์หมดเกลี้ยง แต่ผักเหลือ แสดงว่า คนไทยไม่ชอบกินผัก แสดงว่าถ้าเปิดร้านสลัดก็จะขายไม่ดี ถ้าต้องการจะเปิดร้านขายอาหารอะไรสักอย่าง ก็ลองไปสำรวจตลาดดูอาหารประเภทเดียวกันว่าขายดีหรือไม่ ลองไปกินบ่อยๆเพื่อดูจำนวนลูกค้า และตีสนิทเจ้าของร้าน แล้วหาโอกาสหลอกถามเจ้าของร้านแบบอ้อมๆว่าเขาขายได้วันละเท่าไหร่ คนที่ใช้วิธีมองหาความจริงเช่นนี้ จะเถียงกับใครก็ชนะ แค่ถามเขาว่า เคยออกไปดูโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่

ทุกอย่างบนโลกนี้เชื่อมโยงถึงกันเป็น ecosystem สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเปลี่ยน สามารถเปลี่ยนได้เมื่อสิ่งที่เชื่อมโยงกันอยู่เกิดเปลี่ยนไป เช่น เมื่อมีโทรศัพท์ไอโฟนที่ฉลาดกว่าออกมา ทำให้โทรศัพท์กดปุ่มอย่างโนเกียเจ๊ง จะเห็นว่า คนที่ไม่รู้จักปรับตัว จึงต้องพบกับความเสื่อม

ถ้าเราไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น เราจะต้องเรียนรู้จากความเจ็บปวดของตนเอง

การเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น ดีกว่าการเรียนรู้จากการลงมือทำด้วยตนเอง เพราะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ต้องเจอกับความผิดพลาด ความผิดพลาดทำให้เกิดความเจ็บปวด และทำให้เราต้องสูญเสียหลายอย่างในชีวิตไป เช่น สุขภาพที่ทรุดโทรมลงจากความเครียด, เสียโอกาสทำสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่านี้ บางอย่างพลาดแล้ว ย้อนกลับไม่ได้ พอเราเลือกทางเดินผิดแล้ว เราอาจหมดทางเลือก เช่น คนป่วยเป็นโรคไทรอยด์ เลือกที่จะเชื่อหมอ โดยไม่ศึกษาข้อมูลด้วยตนเองให้ละเอียดก่อน คือ ตัดต่อมไทรอยด์ทิ้ง ทำให้ต้องกินยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนไปตลอดชีวิต ต่อมาเขามารู้ภายหลังว่า ยังมีทางเลือกอื่นในการรักษาโรคไทรอยด์ให้หายขาดได้ โดยไม่ต้องตัดทิ้ง แต่รู้ตอนนั้นก็สายไปแล้ว บางเรื่องถึงกับเสียชีวิต เช่น ในอดีต เคยมีคนที่ดำน้ำแล้วขึ้นจากน้ำเร็วเกินไป ทำให้อากาศในเส้นเลือดขยายตัว ทำให้เส้นเลือดแตกตาย, หรือ คนที่ขึ้นภูเขาสูง แล้วร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอ ทำให้น้ำไปสะสมในน้ำและในสมองตาย ต่อมา คนรุ่นหลังได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อน จึงไม่ทำผิดพลาดเช่นนั้นอีก

ชีวิตเราไม่มีเวลามากพอที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดจนครบทุกเรื่อง ความรู้บางเรื่อง คนรุ่นก่อนต้องเดินทางผิดกันมาหลายสิบปี กว่าจะรู้วิธีที่ถูกต้อง พอรู้แล้วก็เก็บมาสอนคนรุ่นหลัง บางคนเขียนเป็นตำราแจกจ่าย เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังต้องเสียเวลาเดินทางผิดอีก แต่ถ้าคนรุ่นหลัง ไม่ศึกษาจากคนรุ่นก่อน ก็ต้องเดินทางผิดเหมือนคนรุ่นก่อน เสียเลาไปอีกหลายสิบปี กว่าจะรู้วิธีที่ถูกต้องก็แก่แล้ว ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ เพราะความสำเร็จมักจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาทำนานๆ บางเรื่องลองทำไปจนตายก็ไม่มีวันไม่รู้ เพราะ ต้องทดลองกันมาเป็นร้อยเป็นพันปีกว่าจะรู้

เด็กที่เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว อายุ 20 กว่าๆ เหมือนนกที่เพิ่งบินออกจากกรง อยากทำอะไรด้วยตนเอง คิดว่าตัวเองใหญ่คับโลก คิดว่าตัวเองทำได้ทุกอย่าง เพราะ ยังไม่เคยเห็นว่าโลกภายนอกมีภัยอันตรายอะไรบ้าง เมื่อเวลาผ่านไปนานนับสิบปี เริ่มเห็นภัยอันตรายมากขึ้น เริ่มเจออุปสรรค มีหลายเรื่องที่เคยคิดว่าทำได้ แต่พอทำจริงจึงพบว่าทำไม่ได้ เมื่อนั้นจึงเริ่มรู้ว่า การเรียนรู้ด้วยตนเอง จะก้าวไปอย่างเชื่องช้า ไม่เหมือนเด็กที่เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน ซึ่งก้าวไปอย่างรวดเร็ว  แต่รู้ตอนนั้นก็สายเสียแล้ว เพราะ คนที่เดินนำหน้าไปก่อน ย่อมทิ้งห่างไปไกล

ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตาม มักจะต้องเจอกับ ปัญหา ถ้าไม่อยากเจอปัญหา เราต้องรู้จักธรรมชาติของสิ่งนั้นทุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะข้อเสียต้องรู้ก่อน โดยศึกษาจากคนที่เคยทำเรื่องนั้นมาก่อน ว่าเขาเคยทำพลาดอย่างไร แล้วหาทาง เพื่อไม่ให้ผิดพลาดเหมือนเขา เช่น ถ้าจะเดินเข้าไปในป่า ก็ควรจะถามคนที่เคยเดินผ่านเส้นทางนั้นมาก่อน ว่ามีหลุมอยู่ตรงไหน เราจะได้ไม่ต้องตกหลุม ถ้ารู้แล้วยังหาวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองตกหลมไม่ได้ ยังไม่ควรจะทำ

ธรรมชาติของสิ่งนั้น ต้องเป็นความจริงตลอดกาล เป็นความจริงที่มองเห็นได้ แต่เรามักมองข้ามไปเพราะขาดประสบการณ์ หรือไม่ได้คิดทบทวนให้ละเอียด เช่น ถ้าต้องการเขียนซอฟท์แวร์ขึ้นมาใช้สักอันหนึ่ง ถามคนที่คลุกคลีอยู่กับซอฟท์แวร์มานานจะรู้ว่า ความจริงของซอฟท์แวร์ก็คือ มีรายละเอียดมาก จึงต้องใช้คนทำมาก และยังต้องใช้คนเก่งมาเขียนด้วย ถ้าซอฟท์แวร์ตัวหนึ่งเขียนคนเดียวใช้เวลาสิบปี เขียนสิบคนจะใช้เวลาปีเดียว เขียนร้อยคนก็ใช้เวลาแค่เดือนเดียว เมื่อรู้ความจริงข้อนี้แล้ว เราก็จะรู้ว่าควรจะเริ่มเขียนซอฟท์แวร์หรือไม่,  หรือถ้าจะซื้อคอมพิวเตอร์สักเครื่อง ถามคนที่คลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มานานจะรู้ว่า ปัญหาของคอมพิวเตอร์คือ ตกรุ่นเร็วและบางยี่ห้อพังง่าย คนที่รู้ความจริงข้อนี้ จึงไม่ซื้ัออุปกรณ์ที่แพงเกินคุณภาพที่ต้องใช้ แต่ต้องซืัออุปกรณ์ยี่ห้อที่ดีพอที่จะไม่พังง่าย และถ้าเครื่องพัง ก็ต้องมีวิธีป้องกันปัญหาที่จะตามมา ด้วยการหาเครื่องสำรองไว้, หรือ ถ้าใช้รถยนต์ ความจริงในแง่ลบก็คือ รถยนต์มีปัญหาตอนซ่อมจะหาอะไหล่ลำบาก ถ้าไปต่างจังหวัดก็ควรใช้รถตลาดที่หาอะไหล่ง่ายๆ หรือ ถ้ารถยนต์ที่ใช้อยู่ไม่เกาะถนน เราก็ควรขับด้วยความระมัดระวัง

เด็กควรเคารพผู้ใหญ่ และหมั่นเข้าหาทำกิจกรรมร่วมกับผู้ใหญ่ เพราะ ผู้ใหญ่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จึงมีประสบการณ์มาก โลกนี้มีปัญหาและภัยอันตรายมากมาย ผู้ที่ผ่านกาลเวลามามาก จึงได้พบวิธีเอาตัวรอดจากปัญหาต่างๆได้แล้ว ในขณะที่เด็กยังไม่เคยพบและไม่เคยรู้ เมื่อเจอปัญหาจึงแก้ไม่ตก หรือแก้ได้แต่เสียเวลามาก หรือแก้ปัญหาไปผิดทาง ผู้ใหญ่สามารถให้ความรู้แก่เด็ก และ เด็กสามารถดูดความรู้จากผู้ใหญ่ได้ บางคนบอกว่า ความรู้สมัยนี้หาได้จากอินเตอร์เน็ตหรือตำรา แต่อย่าลืมว่าการหาความรู้เองต้องเสียเวลา และ ยังมีความรู้บางเรื่องไม่สามารถเปิดเผยสู่สาธารณะได้ อาจเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หรือ เป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับ ต้องรู้จักกันเป็นการส่วนตัว จึงจะบอกเล่ากันได้ ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่บางคนจะดูเหมือนอายุมากแล้วกลวง แต่เขาก็อาจจะรู้วิธีเอาตัวรอดในบางเรื่อง ผมเคยเจอป้าคนหนึ่ง ที่ทำงานเป็นพนักงานเสิรฟในร้านอาหารข้างบ้าน เธอเห็นผมจุดเตาแก๊สหน้าบ้าน จึงได้สอนวิธีใช้เตาแก๊สไม่ให้มีควันดำ ช่วยให้ผมไม่ต้องเสียเวลาล้างหม้อ

เรียนรู้จากคนที่เคยทำสำเร็จมาก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูก

การทำอะไรก็ตาม ถ้าทำตามตำรา หรือมีคนที่ทำเป็นมาสอน จะทำง่ายมาก และเร็วมาก แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีตำรา นั่นหมายถึง จะต้องลองผิดลองถูก มีโอกาสทำผิดเยอะมาก กว่าจะเจอทางที่ถูกต้อง ก็ต้องเสียเงิน เสียแรง เสียเวลาไปมาก

การเรียนรู้จากคนที่เคยทำมาก่อนแล้ว จะช่วยให้เราไม่ต้องเสียเวลาเสียแรงไปกับการทดลองทำในหนทางที่ไม่ใช่ การทำอะไรที่ไม่รู้หนทางที่ถูกต้องมาก่อน ผลที่ได้มีโอกาสทั้งถูกและผิด แต่ส่วนใหญ่จะผิด เพราะ ทางที่ถูกต้องอาจมีแค่ เส้นทางเดียว แต่ทางที่ผิดอาจมีเป็นหมื่นๆเส้นทาง เหมือนการเดินทางไปยังจุดหมาย ทางที่ถูกต้องมีแค่ทางเดียว ส่วนทางอื่นอาจเดินไปชนภูเขา หรือ หน้าผา พอผิดพลาดแล้ว ไม่ได้จบแค่นั้น จะยังต้องสูญเสียเพิ่มอีก ซึ่งไม่ใช่แค่เท่าตัว แต่มากกว่านั้น เพราะ ยังต้องใช้เวลาแก้ไขความผิดพลาดด้วย ถึงแม้ว่าการทดลองจะได้ข้อมูลดีๆกลับมา แต่ชีวิตเราไม่มีเวลามากมายขนาดนั้น เราสามารถทดลองได้หลังจากที่ไปถึงเป้าหมายแล้ว

โบราณกล่าวว่า คำว่ามีประสบการณ์ แปลว่า ทำผิดพลาดมาไม่ใช่น้อย ซึ่งแน่นอน กว่าจะมีประสบการณ์ก็แก่แล้ว ผู้ใหญ่แทบทุกคนที่ผ่านโลกมาพอสมควร โดยเฉพาะพ่อแม่ รู้ดีว่า คนที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยไม่มีคนสอน จะเสียเวลาไปเกือบทั้งชีวิตกว่าจะรู้  คนที่ประสบความสำเร็จตอนแก่ คือคนที่ลองผิดลองถูกมาด้วยตนเอง ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เกิดจากมีผู้มีประสบการณ์สอนมา เรียกว่ามีครู ไม่มีผู้ยิ่งใหญ่ที่เริ่มต้นมาตามลำพัง แม้แต่ขงเบ้งก็ยังมีครู การที่เด็กสักคนจะเก่งได้ จึงต้องมีผู้ใหญ่เก่งๆคอยสอน พ่อแม่จึงมักจะพยายามขอให้ใครต่อใครที่ตนเองรู้จักและเชื่อใจ มาช่วยสอน มาช่วยอบรมลูกตัวเอง

คนที่ประสบการณ์น้อย จะยังไม่รู้ว่าตนเองทำผิด จนกว่าผลจะออกมา จึงรู้ว่าตนเองเดินทางผิด แต่กว่าจะรู้ก็สายเกินแก้ เพราะต้องเสียเวลาเสียแรงไปแล้ว บางเรื่องต้องใช้เวลาทำนานเป็นสิบปี กว่าจะเห็นผลก็เริ่มต้นใหม่ไม่ทันเสียแล้ว บางเรื่องพลาดแล้วย้อนกลับไม่ได้ เพราะอาจถึงขั้นพิการเสียชีวิต ถ้าไม่ต้องการเดินทางผิด จำเป็นต้องหาครูบาอาจารย์ ซึ่งไม่ใช่นักทฤษฎี แต่เป็นนักปฎิบัติผู้ที่เคยทำแบบคลุกฝุ่นมา จนประสบความสำเร็จมากที่สุดในเรื่องนั้น เพื่อที่เราจะทำตามเขา โดยไม่ต้องเสี่ยงทดลองเส้นทางใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก วิธีนี้จะช่วยประหยัดเวลาได้เกือบทั้งชีวิต ในยุคใหม่ ตำราที่คนๆนั้นเขียนจะดีว่าไปเจอกับตัว จะไปเจอกับตัวก็ต่อเมื่อตำราเขียนไม่ละเอียด

การศึกษาเรื่องใดสักเรื่อง ครูบาอาจารย์อาจมีมากมาย ตำราก็มีหลายคนเขียน อ่านทั้งชีวิตก็ไม่หมด เราจึงไม่จำเป็นต้องอ่านตำราทุกเล่ม เพียงแค่อ่านตำราที่เขียนโดยคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในด้านนั้น เพียงคนเดียว จะประหยัดเวลาได้มาก และ ความรู้ของคนที่ไปถึงที่สุดแล้ว ก็จะครอบคลุมความรู้คนอื่นๆที่ยังไปไม่ถึงที่สุดด้วย

การเริ่มตามวิธีที่เคยมีคนทำมาแล้วได้ผลดี เวลาเกิดผิดพลาดตรงจุดไหน ก็จะมีตัวเปรียบเทียบ และสามารถขอคำแนะนำจากคนอื่นที่เคยผิดพลาดมาก่อน

การลองผิดลองถูกควรทำเฉพาะ ในห้องทดลอง หรือ ในสภาพแวดล้อมจริงที่มีหนทางที่มั่นคงแข็งแรงรองรับอยู่แล้ว ถ้าลองแล้วเกิดผิดพลาดขึ้น อย่างน้อยจะได้มีที่ยึดเกาะ เช่นถ้าจะไปสำรวจเส้นทางใหม่ ก็ต้องรู้เส้นทางหลักอยู่แล้ว สามารถกลับมาหาเส้นทางหลักได้เมื่อมีปัญหา แต่ถ้าชีวิตยังไม่มีหลักอะไรเลย แล้วไปลองแล้วเกิดผิดพลาดขึ้น เท่ากับไม่มีทางเลือกอื่นเหลือเลย
คนที่ประสบความสำเร็จก่อนคนอื่น คือคนที่รู้ว่าทำไปแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร โดยเรียนรู้จากคนที่เคยทำมาก่อน คนเหล่านี้ก่อนจะเริ่มต้นทำอะไร เขาจะมีหลักการอยู่ในหัวแล้ว หลักการจะบอกเขาว่าทำไปแล้วจะได้ผลเป็นอย่างไร เขาเพียงแค่ทำตามหลักการ ผลที่ได้ย่อมออกมาถูกต้องตามที่ต้องการ หลังจากทำเสร็จแล้ว หากย้อนกลับมาคิดทบทวน ก็จะพบว่าหลักการนี้ใช้ได้ผลจริง ส่วนคนที่ล้มเหลวคือคนที่ชอบลองผิดลองถูก ผลที่ได้มีโอกาสผิดหรือถูกเท่าๆกัน เมื่อผลที่ออกมาผิดพลาด เขาจะต้องมานั่งเสียดายเวลาที่ผ่านมาที่ต้องใช้ไปเพื่อการทดลองนานนับปี นึกในใจว่ารู้อย่างนี้น่าจะเรียนรู้จากคนที่เคยผ่านมาก่อนซึ่งใช้อาจใช้ เวลาไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ

หากสิ่งที่เคยปฎิบัติกันมาผิดพลาด และต้องการเปลี่ยนไปหาสิ่งใหม่ที่ดีกว่า แต่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ควรหาข้อมูลเรื่องใหม่ให้ละเอียด จะช่วยลดการทดลองลงได้

คำเตือนของคนเก่าคนแก่ ควรเก็บมาคิด เพราะคนที่ผ่านโลกมามาก จะเห็นความจริงหลายแง่มุม ที่คนอายุน้อยยังไม่เคยเจอ บางประโยค มีความหมายลึกซึ้ง เขาต้องเรียนรู้มาทั้งชีวิต กว่าจะสรุปได้สั้นๆแค่นั้น ถึงแม้ว่าบางประโยคจะเป็นแค่อุปาทาน แต่มีไม่มาก ไม่เหมือนคำพูดของเด็ก ซึ่งไม่มีประสบการณ์เลย มีแต่จินตนาการ ถ้าเชื่อเด็กแล้วลองไปทำ ก็จะไม่ได้ผล คำพูดของเด็กจึงไม่ควรเก็บมาใส่ใจมากนัก

คำพูดอาจมีอุปาทานปนมา เราจึงต้องหาโอกาสลงมือทำ เพื่อพิสูจน์ว่าคำพูดนั้นถูกต้อง

เด็กๆ มักคิดว่าตนเองใหญ่กว่าโลก เพราะยังไม่เคยเจอกับตัว เด็กบางคนอาจสงสัยว่าผู้ใหญ่พูดผิด จริงๆแล้วผู้ใหญ่อาจไม่ได้พูดผิด แต่เป็นเพราะเด็กยังไม่เคยเจอกับตัว จึงฟังไม่เข้าใจ หรือ ผู้ใหญ่อาจจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดสั้นๆได้ไม่ชัดเจน เพราะประสบการณ์ชีวิตมีมากมาย ต้องนั่งนึกและอธิบายกันนาน บางครั้งผู้ใหญ่เห็นเด็กทำผิดแล้วจึงนึกได้ จึงตักเตือนเป็นครั้งๆไป อาจไม่ถูกกับเวลาหรือสถานที่บ้าง แต่เด็กไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่เตือนด้วยความหวังดี มัวแต่จับผิดผู้ใหญ่ และเถียงเข้าข้างตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างไม่ระมัดระวัง ใช้เวลาและแรงกายไปอย่างฟุ่มเฟือย เพราะ คิดว่าตนเองยังมีเวลาและแรงกายอีกเหลือเฟือ  ยอมเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก โดยไม่สนใจที่จะทำให้ถูกอย่างเดียว ใครชวนไปไหน ทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์กับตนเอง ก็ยังตามเขาไป

พอเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ เริ่มเห็นโลกมากขึ้น งานที่ทำมาร่วมสิบปี ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ และเป็นการพ่ายแพ้แบบเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ เมื่อนั้นจึงเริ่มเข้าใจว่า โลกใหญ่กว่าที่เราเคยคิด จนกระทั่งชีวิตล่วงเข้าสู่วัยกลางคน เริ่มเห็นโลกมากขึ้น เริ่มคิดถึงเพื่อนบางคนรถคว่ำตาย เริ่มคิดถึงเพื่อนบางคนถูกแก๊งวัยรุ่นแทงตาย เริ่มเห็นเพื่อนบางคนป่วยตาย เพื่อนบางคนเรียนมาด้วยกันเดี๋ยวนี้ร่ำรวยกว่าเรา มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานมากกว่าเรา เราอยากเป็นอย่างเขาบ้างก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะต้องย้อนเวลากลับไปแก้ไขชีวิตที่เคยผิดพลาดในอดีต เพื่อที่วันนี้จะก้าวไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ วันนี้มีหลายอย่างที่เราอยากทำ แต่ขณะนี้เราแก่มากแล้ว กำลังกายของตนเองก็เริ่มถดถอย เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ ใช้ทำงานได้ไม่กี่อย่าง เวลาก็เหลือน้อย จะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆก็ยาก ถ้ารถน้ำมันหมด ยังหาเติมได้ แต่เวลาหมดแล้ว เรียกร้องทวงคืนมาไม่ได้ เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะทำให้ถูกอย่างเดียว คงจะไม่ต้องเสียเวลาไปกับความผิดพลาด และมีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่น  แต่ขณะนี้เราทำได้อย่างเดียวคือ...เสียใจ แล้วเก็บไว้เป็นบทเรียนสอนคนรุ่นหลังต่อไป แต่สอนไป คนรุ่นหลังก็ไม่เชื่อ วนเวียนอยู่เช่นนี้ เป็นวัฎจักรความล้มเหลวจากรุ่นสู่รุ่น


สมัยวัยรุ่นมัวแต่เที่ยวเตร่ใช้เวลาสิ้นเปลือง พอแก่ตัวลงมีความรู้น้อยมีแรงเหลือน้อย จึงทำได้แต่งานง่ายๆ เช่น เก็บขวดขาย

แต่บ่อยครั้งที่เห็นคนอื่นทำได้ผล แต่เราทำแล้วไม่ได้ผล อย่างเช่น การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ใช้แล้วได้ผล แต่เมืองไทยและอีกหลายประเทศที่กำลังพัฒนา ใช้แล้วไม่ได้ผล ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจาก เราใช้วิธีลอกเขามา แล้วลอกมาไม่ครบลอกมาแต่วิธีการและผลลัพธ์ ไม่รู้หลักการว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น ไม่รู้ว่าต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งทางแก้เรื่องนี้ คือ ต้องศึกษาหรือทดลองทำจริงๆจังๆ เพื่อพิสูจน์ว่าวิธีนั้นทำแล้วได้ผลจริง

ทำอย่างฉลาด คือ คิดก่อนทำ (work smarter, not harder)

การทำโดยไม่ใช้สมอง จะต้องเสียแรงมากขึ้น และ มีโอกาสทำผิดพลาดได้ง่าย เพราะ ธรรมชาติมีความซับซ้อนอยู่ในตัวเอง ถ้าคิดเผินๆมักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้่งแล้วจึงจะทำถูกต้อง ยิ่งเรามีความรู้มากขึ้น จึงยิ่งทำผิดพลาดน้อยลง (the more you know, the less you go wrong) สมองทำให้คนเหนือกว่าสัตว์ ทำให้คนใช้สมองเหนือกว่าคนใช้แรง ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องหาข้อมูลและคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ

การจะทำอะไร ควรมีข้อมูลที่เชื่อถือได้มารองรับ ถ้าไม่มีข้อมูลรองรับ เราจะต้องเหนื่อยมาก เพราะ ต้องลองผิดลองถูก ทำให้ต้องทำงานมากขึ้น พอเหนื่อยมากๆก็จะหมดไฟ ไม่มีกำลังทำต่อ บางเรื่องลองผิดลองถูกไม่ได้ เพราถ้าทำพลาดไปแล้ว จะมีอันตรายถึงชีวิต ข้อมูลที่เชื่อถือได้ คือ ข้อมูลจากคนที่เคยทำจริงมาแล้ว ไม่ใช่คิดไปเองแล้วนั่งเขียนหรือจิ้มคีย์บอร์ด ซึ่งทำง่าย ใครๆก็ทำได้ จะเห็นได้ว่า เรื่องที่เชื่อถือได้ จึงมีอยู่ไม่มาก เพราะคนที่ลงมือทำจริง มีไม่มาก

การศึกษาจะช่วยให้เราทำจริงได้โดยไม่ผิดพลาด การหาข้อมูลอาจเป็นการอ่านตำราของคนที่เคยทำจริงมาแล้ว หรือ การถามคนที่รู้เรื่อง ส่วนการคิดให้รอบคอบคือ คิดว่ามีแง่มุมอื่นอีกหรือไม่ ถ้าเป็นการซื้อของก็คือ อ่านคู่มือ ถามคนขาย และสำรวจตลาดให้ทั่วก่อนว่ามีตัวเลือกอะไรบ้าง

บ่อยครั้งที่เราสามารถรู้ข้อมูลได้ โดยไม่ต้องลงมือทำ ไม่ต้องออกเดินทาง แค่เปิดอ่านตำรา อ่านเวปไซต์ และโทรถาม เพราะข้อมูลในตำราหรือเวปไซต์อย่างเดียว อาจจะบอกไม่ครบ ถึงแม้ว่าจะอ่านมาแล้ว แต่ข้อมูลอาจล้าหลัง บ่อยครั้งที่เดินทางไปถึงที่หมายแล้ว ไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ เมื่อไปถึงอาจพบว่า ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เช่น ตั้งใจจะไปซื้อของ แต่ไปแล้วของหมด หรือ ร้านค้าเลิกกิจการ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องโทรถามด้วย บ่อยครั้งที่เราสามารถซื้อของได้ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน แค่เข้าไปสั่งของทางเวปไซต์ เราก็จะไม่ต้องเสียค่าน้ำมันกับเสี่ยงโดนใบสั่งเพราะทำผิดกฎจราจร

การเดินทางแต่ละครั้ง ต้องเสียเวลามาก ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็ตาม เราจึงจำเป็นต้องโทรถามข้อมูลที่ชัดเจนก่อนเสมอ ว่า เดินทางไปแล้วจะประสบความสำเร็จแน่นอน ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินเปล่า สาเหตุที่เราไม่โทรกันก็เพราะความเกรงใจ แต่ผลที่ตามมาคือการทำร้ายตัวเอง ต้องเสียเวลาเสียเงินทำเรื่องที่ผลออกมาล้มเหลว บางครั้งการโทรถามทำให้เรารู้ข้อมูลมากขึ้นกว่าไปโดยไม่ถาม เช่น ร้านค้าอาจมีสาขาอยู่ตามห้างต่างๆ แต่สาขาที่เราต้องการไปซื้อ ไม่มีสินค้าชิ้นนั้น ทางร้านสามารถจะเปิดดูฐานข้อมูลได้ว่า สาขาไหนมีสต๊อกเก็บไว้ ซึ่งถ้าเราไม่ถามพนักงานแล้วสุ่มเดินทางไป ยังสาขาที่ไม่มีสินค้าชิ้นนั้น เราจะเสียเวลาเดินทางไปเปล่าๆ การเดินทางควรทำเฉพาะเมื่อมั่นใจจริงๆว่าไปแล้วจะได้ในสิ่งที่ต้องการ นั่นคือโทรถามเรียบร้อยแล้ว มีไม่บ่อยนักที่โทรถามไม่ได้ ต้องเดินทางไปด้วยตนเอง แต่เมื่อไปแล้วเราก็ควรจะขอเบอร์โทรติดต่อไว้ ถึงแม้จะนำนามบัตรมาเก็บใส่ถังขยะไว้ที่บ้าน ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรติดมือมาเลย เพราะวันหลังที่เราต้องการข้อมูล ยังสามารถย้อนกลับมาหาคุ้ยถังขยะดูได้ ไม่ต้องเดินทางไปเริ่มต้นใหม่

ความลับต่างๆมักจะซุกซ่อนอยู่ตามธรรมชาติ ถ้าไม่ใช้สมองจะค้นหาไม่พบ ในงานช่าง เราไม่สามารถใช้ช่างอย่างเดียวได้ ต้องมีวิศวกรคิดวางแผนก่อน ลำพังช่างใช้แรงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ดีได้ ทำแล้วไม่แข็งแรง ใช้ได้ไม่นานก็พัง มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย อย่างเช่น กรณีของรถยนต์ รถยนต์ที่ออกมาจากโรงงาน มักจะทนทาน ใช้ได้นาน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราไปติดอุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องเสียง สัญญาณกันขโมย ใช้แล้วมักจะเสียบ่อยๆ ใช้ได้ไม่ถึงสิบปีก็พังหมด หากตรวจดูจะพบว่าช่างติดยึดอุปกรณ์ไม่ถูกวิธี ใช้วัสดุที่ไม่ผ่านการทดสอบมาอย่างดี ทำให้ไม่แข็งแรง

มนุษย์พัฒนาไปไกลกว่าสัตว์ เพราะมนุษย์ใช้สมอง ส่วนสัตว์ใช้แต่แรง มนุษย์ก้าวไปไกลกว่ามนุษย์ด้วยกันก็เพราะใช้สมองมากกว่า สมองของมนุษย์ส่วนใหญ่ ได้มาจากการอ่านประสบการณ์ของคนอื่น

สาเหตุที่เด็กๆต้องขยันเรียนหนังสือ ก็เพื่อที่จะอ่านคล่อง ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งอ่านคล่องมากขึ้นเท่านั้น พออ่านคล่องแล้ว จะอ่านตำราอะไรก็เร็ว ยิ่งรู้มาก ก็จะยิ่งสามารถฟังเรื่องสลับซับซ้อนเข้าใจได้ง่ายกว่าคนที่เรียนหนังสือน้อย ทำให้คนที่เรียนมาก มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานมากกว่า คนที่อ่านภาษาอังกฤษเก่งกว่า จะรู้มากกว่าคนที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก เทคโนโลยีต่างๆก็สร้างขึ้นโดยคนที่เรียนวิทยาศาสตร์ คนที่เรียนสายวิทย์จึงเข้าใจเทคโนโลยีได้ง่ายกว่าคนที่เรียนสายศิลป์ หมอเก่งกว่าคนทั่วไป ก็เพราะพวกเขาเรียนวิทยาศาสตร์มาและอ่านภาษาอังกฤษออก แถมยังอ่านศัพท์การแพทย์ได้ด้วย การเรียนทำให้คนมีสมอง แล้วเขาก็จะสามารถเอาสมองไปหาเงินได้ เมื่อคนรู้ ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ สาเหตุที่โลกปัจจุบัน พัฒนาไปช้า ก็เพราะคนไม่รู้ คนที่ไม่อ่าน จะต้องรอให้เจอกับตัวเอง ถ้ายังไม่เจอกับตัวเองก็จะยังไม่รู้

ในการเรียนหนังสือ ถ้าเราทำรายงานแล้วเขียนผิด อาจารย์ยังให้มาแก้ไข แต่ในชีวิตจริงโหดร้ายกว่า ถ้าเขียนผิดสื่อสารผิดแล้ว จะโดนปฎิเสธแบบไม่มีเยื่อใย แถมอาจโดนรุมด่าอีกด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะในสังคมมีคนขี้อิจฉาริษยาอยู่มาก

ถ้าต้องการรู้ความหมายของสิ่งใดแล้วจบแค่นั้น การค้นหาจากแหล่งข้อมูลเรื่องนั้นโดยตรง มักจะช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าการอ่านตำราทั้งหมด แต่ถ้าต้องการเริ่มลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความรู้ แล้วจะพบว่า งานที่ต้องเสียเวลาอย่างมากคืองานที่ต้องคิดในเรื่องที่ไม่รู้ นั่นคือ เวลาส่วนใหญ่ต้องใช้ไปกับการค้นหาและถ้าหาไม่เจอก็ต้องลองผิดลองถูก ปัญหามีดังต่อไปนี้
ในทางกลับกัน ข้อมูลหลายๆอย่างที่เราต้องการค้นหาและอาจจะต้องไปค้นหาในอนาคต มักจะรวบรวมอยู่ในหนังสือเรื่องที่เกี่ยวข้อง  ข้อดีของการอ่านตำราคือ
ดังนั้นก่อนจะลงมือทำอะไร ต้องหาตำราก่อน ตำราที่เขียนโดยคนรู้จริงหรือมืออาชีพ อ่านแค่เล่มเดียวก็หายสงสัย ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือจำนวนมาก ข้อมูลที่รู้จริงที่สุดคือข้อมูลที่ได้จากต้นขั้ว เช่น ผู้ที่รู้รายละเอียดของสินค้ามากที่สุดก็คือผู้ัผลิต ซึ่งผู้ผลิตมักจะมีคู่มือมาให้ แต่ถ้าไม่มีก็ต้องไปถามจากผู้ผลิตไม่ใช่ไปถามช่างหรือคนที่เคยใช้สิน ค้้านี้ ถ้าซอท์แวร์ที่ใช้เกิดปัญหาให้ถามคนเขียนซอท์แวร์ไม่ใช่ไปถามคนเคยใช้ แต่หลักการนี้ไม่ตายตัว เพราะบางทีต้นขั้วใช้ศัพท์ยากแต่ที่อื่นใช้ศัพท์ง่ายกว่า อาจหาความรู้จากที่อื่นได้ หากได้ผลเหมือนกันคือช่วยให้เรากระจ่างได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่าลืมเปรียบเทียบกับต้นขั้นอีกครั้งเพื่อความถูกต้อง

ถึงแม้ว่าจะอ่านตำรา แต่โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีคนคิดวิธีใหม่ๆ ตั้งชื่อใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้จักออกมาอยู่ตลอดเวลา นอกจากอ่านตำราแล้ว เราจึงต้อง หาความหมายของคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ด้วยการเปิดดิกชันนารี  มิฉะนั้น เราก็จะไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ใหม่ๆเหล่านั้น ทำให้ไม่เข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องนั้น ในสมัยโบราณคนจะใช้ดิกชันนารีแบบเป็นหนังสือ แต่การเปิดแบบนี้จะช้ามาก สมัยใหม่ใช้ดิกชันนารีในคอมพิวเตอร์ จะเปิดได้เร็วกว่ามาก โปรแกรมบางตัวอย่างเช่น Lingoes เมื่อติดตั้งลงบน Microsoft Windows แล้ว จะสามารถแสดงผลคำแปลจากดิกชันนารีหลายๆตัวทั่วโลกได้พร้อมกันในหน้า เดียว ช่วยให้ภาษาอังกฤษก้าวหน้าไปไวมาก

เรื่องไหนที่ยังไม่ได้ใช้ อาจแค่อ่านผ่านๆ เมื่อถึงเวลาต้องใช้ขึ้นมาในอนาคต แต่จำได้ว่าเราอ่านมาแล้ว จำได้คร่าวๆว่าอยู่ที่ไหน ก็แค่เปิดตำราดูรายละเอียดลึกๆอีกครั้ง

หลักการอ่านให้เข้าใจง่าย คือ อ่านหัวข้อหนึ่งแล้ว ตั้งคำถามว่า ไม่ทำได้ไหม ทำวิธีอื่นได้ไหม ในอดีตทำกันมาอย่างไร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับวิธีที่เขียนไว้ในตำรา ว่าเปลี่ยนวิธีแล้วจะให้ผลแตกต่างกันอย่างไร สุดท้ายเราก็จะรู้ได้ว่า ทำตำราถึงบอกให้ทำแบบนั้น ซึ่งเรามักจะพบว่า ตำราส่วนใหญ่ก๊อปปี้ตามๆกันมา บางเรื่องเขียนแบบเพ้อฝัน เพราะคนเขียนไม่เคยทำจริง ถ้าเราทำตามก็จะยุ่งยาก หรือไม่ได้ผล ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการจัดตั้งบริษัท ตำราเขียนว่าทำหนังสือเรียกประชุมผู้ถือหุ้น แต่สำหรับกิจการขนาดเล็กเจ้าของคนเดียว ถ้าทำตามวิธีนั้นจะมีขั้นตอนเยอะมากจนเกินความจำเป็น เจ้าของที่ฉลาดจึงต้องรู้จักใช้วิธีลัด

อุปสรรคที่ทำให้เราอ่านได้น้อยคือ ความง่วง ตามปกติแล้วเราจะอ่านได้ในช่วงตั้งแต่ตื่นนอนไปแล้วประมาณ 4 ชั่วโมง พอหลังจากกินข้าวกลางวันแล้ว ถ้ามาอ่านต่อ ก็จะเริ่มง่วง ซึ่งสาเหตุเกิดจากที่ผ่านมายังนอนไม่พอ วิธีแก้ไขแบบเร่งด่วนคือ เปลี่ยนไปทำงานภาคปฎิบัติแทน จึงจะไม่ง่วง ถ้ายังจำเป็นต้องอ่านต่อ วิธีกำจัดความง่วงคือ หลับสักงีบสั้นๆ พอตื่นมาก็จะรู้สึกสดชื่น เรียกวิธีนี้ว่า นอนกลางวัน แต่การนอนหลับบนเตียงอาจจะหลับยาวเกินไป การนอนตะแคงใช้มือยันหัวเหมือนพระพุทธรูป จะนอนหลับได้ไม่นาน ประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะเริ่มเมื่อยแขนแล้วก็ต้องตื่น ซึ่งเวลาแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราหายง่วง แต่ปัญหาง่วงนอนมักจะเกิดขึ้นหลังจากกินข้าวเสร็จใหม่ๆ การนอนหลังอาหาร จะสร้างปัญหาให้กับระบบย่อยอาหาร ทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อนได้ง่าย แถมการนอนทำให้ร่างกายขับสารอาหารและน้ำออกมา เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ร่างกายจะไม่มีสารอาหารเพียงพอสำหรับใช้ในเวลาที่เหลือ หรือ เวลาที่เราอยู่นอกบ้าน อาจจะนอนไม่ได้ ดังนั้น วิธี นอนกลางวันที่ได้ผลดีที่สุดคือ นั่งขัดสมาธิ  ก็จะนั่งหลับได้ไม่นานเช่นกัน สักพักก็จะหายง่วง เราจะเห็นได้จากชนชาติที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆให้แก่โลกได้อย่างเช่น ฝรั่งเศษ นิยมนอนกลางวัน

แต่บางครั้งเราอาจจะง่วงในเวลาที่ไม่สมควรจะง่วง เช่น ตอนใกล้เวลานอน วิธีแก้ง่วงโดยไม่ต้องหลับ คือ เปลี่ยนไปทำงานภาคปฎิบัติ ถ้าไม่รู้จะทำอะไร ให้เริ่มจากจัดของ เพราะการจัดของ เป็นงานที่ทำไม่มีวันจบ พอเราเริ่มจัดของแล้ว จะพบว่า ห้องของเรารกมากอย่างเหลือเชื่อ

สาเหตุที่เรายังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะความรู้เรายังไม่ถึง เมื่อความรู้ถึงจุดที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ เราจะพบว่าการอ่านตำรานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ดังคำกล่าวของประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา ที่ว่า "Education is the most powerful weapon which you can use to change the world."

ยิ่งใช้สมองมากขึ้น จะใช้แรงน้อยลง


คนที่ใช้สมองมากกว่า
จะใช้แรงน้อยกว่า
และทำได้เร็วกว่า
โบราณว่า รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา เพราะ ไม่ว่าจะทำอะไร จะต้องมีความรู้ คนที่ไม่ได้ทำเป็นประจำ จะไม่รู้ พอทำไปแล้วจึงเจอปัญหา เมื่อมีปัญหาก็ต้องเหนื่อยมากขึ้น และเสียเวลาทำผิดโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าก่อนจะทำอะไร หยุดคิดหาวิธีที่จะลดขั้นตอนการทำ คือ พยายามคิดให้มากขึ้น จะช่วยไม่ให้ต้องทำผิดวิธี ทำให้ประหยัดแรงงานได้มาก

ขั้นแรกก็คือ หาข้อมูลให้ละเอียด ขั้นต่อมาคือ มีเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวก เครื่องมือนี้ไม่จำเป็นต้องหรูหรา ราคาแพง หรือต้องซื้อเครื่องมือเฉพาะมาใช้เสมอไป บางอย่างอาจอาศัยดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมได้ ยกตัวอย่างเช่น การส่งจดหมาย ถ้าน้ำหนักเกิน แล้วติดแสตมป์ไม่ครบ พอส่งไป ปลายทางอาจจะโดนปรับ หรืออาจจะส่งไปไม่ถึง เด้งกลับมา ถ้าเราต้องเดินทางไปที่ทำการไปรษณีย์ทุกครั้ง จะเหนื่อยมาก และเสียค่ารถไม่ใช่น้อย แต่ถ้าเราพยายามหาข้อมูลให้ชัดเจน ว่าจดหมายน้ำหนักเท่าไหร่ ต้องเสียค่าส่งเท่าไหร่ อาจจะโทรถาม หรือเข้าไปดูในเวปไซต์ แล้วนำจดหมายมาชั่งน้ำหนักด้วยตาชั่งที่บ้านแบบคร่าวๆ ก็จะรู้ได้ว่า ต้องติดสแตมปเท่าไหร่ สแตมป์ก็เตรียมไว้อยู่ที่บ้านแล้วจำนวนหนึ่ง ทำแบบนี้ก็จะไม่ต้องรีบเดินทางไปที่ทำการไปรษณีย์ตอนกลางวัน แค่เดินไปหยอดตู้ไปรษณีย์ใกล้บ้าน เวลาใดก็ได้ที่สะดวก

โรงเรียนและมหาวิทยาลัย แท้จริงแล้วก็คือสถานที่ ที่เตรียมพร้อมคน ให้ออกมาทำงาน คนที่เรียนสูงขึ้น จะยิ่งมีโอกาสได้ทำงานใช้สมองมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งคนที่จะเรียนสูงได้ ต้องถูกพ่อแม่เคี่ยวเข็ญและสนับสนุนในเวลาที่เหมาะสม แต่บางคนถูกเคี่ยวเข็ญมากเกินไปมากตั้งแต่เล็กๆ ก็มักจะเรียนไม่สูง

อย่าเดา ถ้าสงสัยให้เปิดตำรา (document)

คนไทย โดยเฉพาะคนที่เรียนน้อย และ เด็กที่จบใหม่ มักจะมีนิสัยชอบเดา เวลาไม่รู้เรื่องอะไร แทนที่จะเปิดตำรา กลับนำความคิดและประสบการณ์ของตัวเองมาใช้ ซึ่งผลก็คือ คิดไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้ทำผิดวิธี เพราะความคิดและประสบการณ์ของตัวเองยังคับแคบ ยังแยกไม่ออกว่าเรื่องอะไรพอเชื่อได้ เรื่องอะไรเชื่อไม่ได้ แม้แต่คนที่มีประสบการณ์ ซึ่งถึงแม้จะแยกออกว่าเรื่องอะไรเชื่อได้ แต่ก็ยังมีโอกาสมีอุปาทานมาเกี่ยวข้องอยู่บ้าง ทำให้บางเรื่องรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น ก่อนที่เขาจะบอกอะไรใคร ก็ยังคงจะต้องเปิดตำรา เพื่อยืนยันว่า ตนเองรู้ตรงกับความเป็นจริง เมื่อพูดออกมาแล้ว จึงไม่มีใครโต้เถียงได้

ปัญหาไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความรู้ไม่จริง หาความหมายของคำศัพท์ทุกคำ สิ่งของทุกสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเดินทาง ปัญหาใหญ่ และ การเลือกทางเดินผิด มักเกิดจาก ละเลยคำเตือนหรือ หรือความหมายเล็กๆน้อยๆ เช่น เส้นทางที่จะไปมีป้ายเล็กๆข้างทาง แต่ไม่สนใจอ่านจึงขับเลยไปไกล ถ้าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเองด้วยแล้ว มักจะกลายเป็นคิดไปเอง ที่เรียกว่า เดา หรือ มั่ว  ผลของการมั่ว คือเลือกทางเดินผิด เดินไปแล้วไปติดขัดระหว่างทาง หรือ เตรียมพร้อมเกินความจำเป็น เช่น เดินทางไปต่างจังหวัดแล้วไม่ได้หาข้อมูลให้ดีว่า ปลายทางอากาศร้อนหรือหนาวเพียงใด จึงเตรียมเครื่องกันหนาวไปจนแน่นรถ ปรากฎว่าเมื่อไปถึงแล้วอากาศร้อน ทำให้เครื่องกันหนาวที่ขนมาไม่ได้ใช้

วิธีหาความหมายของของคำศัพท์ จะช่วยให้ท่านไม่ต้องอ่านหนังสือจำนวนมาก นั่นหมายถึง ท่านต้องมีพจนานุกรม, สารานุกรม ตลอดจนถึง แหล่งข้อมูลที่ให้ความหมายของสิ่งต่างๆ การซื้อหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องทำ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ตำราไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเล่มใหญ่ๆ แต่อาจจะเป็นหัวข้อข่าวเล็กๆ จากคนที่เชื่อถือได้ หรือสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ โดยดูจากประวัติ ว่าเขาไม่โกหก หรือ พูดจาเหลวไหล

ถ้าสงสัยแล้วไม่อ่าน เราจะต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก ทางที่ถูกอาจจะมีแค่ทางเดียว แต่ทางที่ผิดอาจจะมีเป็นหมื่นๆเส้นทาง เหมือนเวลาเราเดินทางไปยังจุดหมาย ทางลัดที่สุดจะมีแค่ทางเดียว ที่เหลือคือทางอ้อม แต่ถ้าเราดูแผนที่ เราจะไปได้ถูกทาง การอ่านตำราก็เช่นกัน จะช่วยลดเวลาการทำผิดลงได้มาก

ถ้าเราอยากรู้เรื่องอะไรสักเรื่อง บางคนอาจจะเดาหรือถามคนรอบข้าง ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง คนที่รู้จักคิดขึ้นมาหน่อย จะลงมือทำให้เห็นกับตา แต่มีข้อจำกัดจะเห็นในมุมแคบเฉพาะที่ตาเรามองเห็น แถมยังมึหลายเรื่องที่เราไม่สามารถไปเห็นด้วยตาได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง หรือเป็นเขตหวงห้ามของเอกชน โชคดีที่ยังมีวิธีที่เราจะได้ความรู้เร็วที่สุดและกว้างที่สุดคือ การอ่าน เพราะจะทำให้เรามองเห็นภาพมุมกว้างเหมือนนก (bird's eye view) แต่การอ่านก็ไม่ใช่ว่าจะเชื่อได้เสมอไป เพราะเป็นที่รู้กันว่า ใครมีปากก็พูดได้ ใครมีมือก็เขียนได้ เราจึงต้องรู้จักเลือกอ่านจากคนที่เชื่อถือได้ ซึ่งก็คือคนที่เคยทำจริงและทำมานานพอสมควร

ข้อดีของตำราก็คือ รวบรวมความรู้จากหลายๆที่ บางเรื่องต้องรวบรวมข้อมูลมาเป็นพันๆปี รวบรวมต่อกันมาเป็นทอดๆ คนหนึ่งทำล้มเหลว แล้วอีกคนหนึ่งมาทำต่อจนสำเร็จ คนที่ลงมือทำอย่างเดียว โดยไม่อ่านตำรา ถึงจะรู้ลึกในเรื่องที่ตนเองเคยเจอมา แต่เป็นความรู้แคบๆ ยังรู้ไม่หมด จึงมีโอกาสทำผิดพลาดได้ง่าย

ความรู้ต่างๆบนโลกใบนี้ หลายเรื่องใช้เวลาศึกษากับเป็นพันๆปีกว่าจะรู้แน่ชัด หากไม่มีการจดบันทึก คนรุ่นหลังก็จะต้องมาเริ่มต้นศึกษาใหม่จากศูนย์ ถึงแม้ว่าจะมีการจดบันทึก แต่ถ้าคนรุ่นหลังไม่อ่าน ก็ไม่ต่างอะไรจากเริ่มต้นใหม่เช่นกัน สาเหตุที่เมืองไทยตามฝรั่งไม่ทันเสียที ก็เพราะคนไทยไม่ชอบจดบันทึก ความรู้จึงหายไปกับตัวคน และคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่าน ถึงแม้ว่าบางคนจะหาอ่าน แต่ก็ไม่มีใครเขียนให้อ่าน

เครื่องมือต่างๆที่เราใช้อยู่ ล้วนเกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น และ เราไม่อาจเดาใจคนสร้างได้ทั้งหมดว่า ตรงไหนใช้งานอย่างไร มีอะไรซุกซ่อนอยู่ มีวิธีเดียวที่เราจะรู้ได้หมดคือ อ่านคู่มือที่เขียนโดยคนสร้าง (หรือที่เรียกว่า manual, documentation) ถ้าไม่อ่านคู่มือ เวลาทำจะไม่รู้ ทำให้ต้องเสียเวลาไปกับการคาดเดา ทดลอง และติดขัด ถ้าจะไปถามบุคคลที่สาม ที่ไม่ใช่คนสร้าง ก็ไม่มีทางได้คำตอบครบถ้วน เท่ากับคำตอบจากคนสร้างเอง การถามบุคคลที่สามเพียงเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติมที่ผู้เขียนบอกไว้ไม่ หมด เช่น ใช้งานแล้วทนทานหรือไม่ ที่ร้ายกว่านั้นคือ เครื่องมือต่างๆมักมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ความรู้เก่าๆจึงอาจใช้กับเครื่องมือรุ่นใหม่ไม่ได้ เราจึงไม่ควรใช้ความจำในเรื่องเหล่านี้่

ถึงแม้ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือแม้แต่การทำงานของร่างกายมนุษย์ อาจไม่มีคู่มือ แต่เราสามารถอ่านได้จากคนที่เคยศึกษาเรื่องนั้นมาก่อน คนเก่งมักจะเขียนหนังสือออกมาให้อ่าน ถ้าเราอยู่ในเมืองที่เป็นศุนย์กลางของความรู้ เราก็จะมีโอกาสรู้มากกว่า แต่ความลับบางเรื่อง รู้กันในหมู่คนเก่ง ไม่ได้เผยแพร่ออกสู่โลกภายนอก คนที่คลุกคลีอยู่กับคนเก่ง จึงมีโอกาสได้ดีมากกว่าคนที่คลุกคลีอยู่กับผู้ใช้แรงงาน แต่คนเก่งมักจะคลุกคลีกับคนเก่งด้วยกัน การเรียนให้เก่งและเรียนโรงเรียนที่คนเก่งอยู่รวมกัน จึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะได้คลุกคลีกับคนเก่ง ซึ่งจากที่ผมได้อยู่ในแวดวงคนเก่งมา สังเกตุว่าคนเก่งจะมีอะไรเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ มีพ่อแม่คอยบังคับให้ลูกเดินให้ตรงทาง ไม่ให้เดินผิดทาง แต่น่าเศร้าที่พ่อแม่หลายคน ชอบใช้ลูกทำงานใช้แรงงาน ซักผ้า ถูบ้าน เพราะคิดไปเองว่าลูกจะได้เอาตัวรอดได้ จนทำให้ลูกติดนิสัยใช้แรงงาน หมกมุ่นอยู่กับงานเหล่านี้ จนไม่มีโอกาสใช้สมองมากเท่าที่ควร ลูกของตนเองจึงไม่มีโอกาสก้าวหน้าเท่าที่ควร พอเขาไปมีเพื่อน ก็จะสอนเพื่อนให้ใช้แรงงาน ทำให้เพื่อนไม่ก้าวหน้า เพราะฉะนั้น หนทางหนึ่งที่จะหลุดพ้นจากความตกต่ำได้คือ อย่าทำกิจกรรมอะไรร่วมกับเพื่อนที่ชอบชวนไปใช้แรงงาน และ อย่าเชื่อพ่อแม่ที่ชอบชวนลูกไปใช้แรงงาน

คิดให้จบ ก่อนลงมือทำ

เวลาที่เราทำอะไร มักจะมองไม่เห็นปัญหาที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า การทำไปคิดไป พอเจอปัญหา บางทีไปต่อไม่ได้เลย เพราะ ทำผิดมาตั้งแต่แรก ต้องย้อนกลับไปแก้ไขตั้งแต่เริ่มต้น

ถ้าคิดไปทำไป จะติดขัดกลางทาง เพราะบางขั้นตอนต้องรอคอย เช่น รอความช่วยเหลือจากคนอื่น หรือสั่งให้เครื่องจักรทำงาน จึงจำเป็นต้องทำทิ้งไว้ก่อน ถ้าคิดไปทำไป อาจจะคิดไม่ถึงขั้นตอนนี้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าก่อนทำ คิดให้หมดก่อน ว่าต้องทำขั้นตอนไหนบ้าง แล้วมาไล่ดู ก็จะรู้ได้ว่าต้องทำขั้นตอนไหนก่อน

คนที่จะทำงานได้ราบรื่น จะต้องคิดให้จบก่อนลงมือทำ คือ คิดให้ทะลุปรุโปร่งว่า ถ้าทำวิธีนั้นแล้วจะได้ผลอย่างไร ถ้าทำสำเร็จ จะทำอย่างไรต่อไป คิดในแง่ร้ายที่สุดว่าถ้าล้มเหลวจะทำอย่างไรต่อไป คิดแบบนี้ไปจนเสร็จขั้นตอน แล้วหาข้อมูลให้ละเอียดทุกขั้นตอนก่อน แล้วจึงค่อยลงมือทำ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว ไม่ควรจะลงมือทำ จนกว่าจะรู้หมดว่าต้องทำอะไร ติดต่อใคร บางเรื่องอาจต้องทดสอบลงสนามเพื่อให้เห็นจริงด้วย

โลกนี้มีความจริงอยู่ข้อหนึ่งว่า คนที่ใช้แรงอย่างเดียว ไม่ใช้สมอง มีโอกาสผิดพลาดสูง ถ้าใช้สมองมากขึ้น โอกาสผิดพลาดจะน้อยลง และใช้แรงน้อยลง ด้วยเหตุนี้ คนที่เรียนสูงกว่าจึงได้เป็นหัวหน้า ส่วนคนที่เรียนน้อยกว่ามักจะได้เป็นลูกน้อง เพราะคนเรียนน้อยทำได้แต่งานที่ใช้แรงงาน ทำงานใช้สมองไม่เป็น ต่างจากคนเรียนสูงที่ทำได้ทั้งงานใช้สมองและใช้แรงงาน ถึงแม้ว่าจะทำงานใช้แรงงานได้ไม่คล่องแต่สามารถฝึกฝนได้

การสละเวลาอ่านให้เต็มที่ จะไม่เสียเวลามากนัก แต่ถ้าทำไปคิดไป โดยไม่วางแผน  มักจะไปติดขัดกลางทาง ทำให้เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน  เช่น ก่อนเดินทางไม่ดูแผนที่ พอไปถึงกลางทางเลยต้องเสียเวลาจอดถามทางบ่อยๆ ต่างจากคนที่ดูแผนที่ สามารถขับรวดเดียวถึงได้เลย หรือจะเดินทางไปเที่ยวภูเขา แต่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดีว่าอากาศหนาวเพียงใด จึงเตรียมซื้อเสื้อกันหนาวไว้จำนวนมาก พอไปถึงปรากฎว่าไม่ได้หนาวอย่างที่คิด เรื่องขนไปขนกลับอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ปัญหาคือเสียเงินซื้อเสื้อกันหนาวราคาแพงมาแล้วไม่ได้ใช้

วิธีที่ถูกต้องคือ คิดตั้งแต่ต้นจนจบก่อน แล้วค่อยลงมือทำ อย่างเช่น การเดินทางไกล ควรจะรู้เส้นทางตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง คนที่รู้ทางแค่ครึ่งเดียว พอไปถึงกลางทางอาจจะหลง  หรือ ถ้าต้องทำธุรกิจอะไรสักอย่าง คนที่ขาดประสบการณ์ จะคิดไปทำไป พอเริ่มยุ่งก็จะไม่มีเวลาทำอะไรใหม่ๆ ไม่มีแม้แต่เวลาจะหาคนมาช่วย บางทีทำไปแล้วเจอปัญหา ถึงรู้ว่าเดินมาผิดทาง แต่จะเปลี่ยนเส้นทางก็ลำบาก เพราะมีคนอื่นมาเกี่ยวข้อง อย่างถ้าจะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เบอร์เดียว ก็ต้องแจ้งลูกค้าทั้งหมด หรือไม่ก็ต้องยอมเสียเงินจ่ายค่าเบอร์โทรศัพท์เบอร์นั้น เพื่อทำระบบตอบรับทิ้งไว้ อย่างน้อยหลายปี เพื่อแจ้งให้ลูกค้ารู้  ส่วนคนที่มีประสบการณ์ จะคิดถึงงานที่ต้องทำให้หมดก่อน แล้วหาข้อมูละรื่องเครื่องจักรและคนไว้ให้พร้อม รวมทั้งคิดไปถึงอนาคตที่จะต้องขยายตัวด้วย ว่าต้องซื้อเครื่องจักรอะไรเพิ่ม พอถึงเวลาทำจริงเขาจึงไม่เจอปัญหา หรือเจอปัญหาก็แก้ไขได้ง่าย เพราะคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว อาจมีปัญหาที่ยังคิดไม่ถึง แต่ก็น้อยลงมากกว่าคนที่ไม่เคยคิดไว้เลย

งานที่ไม่มีรายละเอียดสลับซับซ้อน อย่างเช่น การเดินทาง แค่ดูแผนที่ก็จะรู้ได้หมด แต่สำหรับงานที่มีรายละเอียดมาก คนที่ไม่เขียน จะคิดไม่ถึงว่ามีงานอะไรที่ต้องเตรียมตัวบ้าง จึงทำงานสะเปะสะปะตามที่ตัวเองนึกออกในเวลานั้น พอทำไปได้สักพัก งานจึงหยุดชะงัก เพราะเตรียมตัวมาไม่พร้อม ต้องย้อนกลับมาเตรียมตัวใหม่ 

รู้กว้าง และ รู้ลึก

ชีวิตเราไม่ได้มีแค่เรื่องงานเรื่องเดียว แต่ยังมีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยก็คือปัจจัย 4

คนที่รู้แคบ รู้แต่วิชาชีพเฉพาะทาง เวลาเจอปัญหาที่ตนเองไม่รู้ จะเอาตัวรอดไม่ได้ เพราะปัญหาหนึ่ง อาจจะต้องใช้ความรู้เรื่องอื่นมาช่วย ยกตัวอย่างเช่น คนที่รู้เรื่องวิศวกรรมแต่ไม่รู้เรื่องแพทย์ จะไม่รู้วิธีดูแลสุขภาพตัวเอง พอเจ็บป่วยขึ้นมาไปหาหมอ ก็อาจจะโดนหมอหลอก, หรือคนที่เรียนหมอ ไม่รู้เรื่องวิศวกรรม เวลาที่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเทคนิค ก็จะถูกช่างหลอก, แม้แต่คนเรียนคอมพิวเตอร์มา ก็ยังต้องทำงานในห้องแอร์ เมื่อไม่ได้เรียนเรื่องแอร์มา ก็จะใช้แอร์ไม่เป็น ทำให้แอร์ตันบ่อย ต้องเสียเงินให้ช่างล้างแอร์อยู่เป็นประจำ

คนที่รู้กว้างอย่างเดียว ไม่รู้ลึก จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ แต่การรู้ลึกไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทำเรื่องนั้นไปเรื่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ลึกขึ้นเรื่อยๆ เราไม่จำเป็นต้องรู้ลึกไปทุกเรื่อง ควรรู้ลึกเฉพาะเรื่องที่ต้องการใช้งาน ส่วนเรื่องอื่นๆ รู้ไว้กว้างๆไว้พอแค่เอาตัวรอดได้ สำคัญที่ว่า รู้แล้วต้องต่อยอดได้ คือ ต้องรู้ concept คือภาพรวมหรือหลักการของเรื่องนั้น พูดถึงเรื่องนั้นแล้วเห็นภาพได้ทันที และรู้ว่าเรื่องนั้นมีจุดประสงค์อะไร เช่น concept ของกฎหมายคือ สร้างขึ้นเพื่อให้ประโยชน์กับผู้คน

วันหลังจะรู้ลึกก็ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งการจะรู้ concept ได้ ต้องศึกษาไว้แต่เนิ่นๆ แล้วให้เวลาบ่มเพาะความรู้ ด้วยเหตุนี้ ในวัยเด็กจึงเป็นวัยแห่งการสำรวจโลก ควรเรียนรู้ให้กว้างที่สุด ถ้าเป็นผู้ใหญ่มาเรียนรู้ จะไม่ทันเสียแล้ว เพราะ ผู้ใหญ่มีภาระหน้าที่มากมาย การเรียนรู้จะยากแค่ตอนเริ่มต้นเท่านั้น พอเรารู้ concept แล้วต่อไปก็ไปต่อยอดได้ทันที

แต่เวลาทำ ต้องทำแคบๆ คือทำแค่ไม่กี่อย่าง เพราะ ธรรมชาติของคน มีแรงงานจำกัด ถ้าทำหลายอย่าง จะมีปัญหามากขึ้น จนแก้ไม่ทัน

กองทัพเดินด้วยท้อง จัดการธุระส่วนตัว เรื่องอาหารการกินและเข้าห้องน้ำ ให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน

ธรรมชาติของคน ต้องกินทุกวัน วันละหลายๆรอบ ถ้าไม่กินให้อิ่มก่อนเริ่มงาน เวลาทำงานยาวๆ เช่น คุยกับคนอื่น จะหิวจนทำงานได้ไม่ดี แค่หิวน้ำอย่างเดียวก็แย่แล้ว ถ้าจำเป็นต้องไปติดต่อธุระ ควรเผื่ออาหารและน้ำติดตัวไปด้วย ถึงแม้ว่าตอนแรกเราอาจจะคิดว่า คุยไม่นาน แต่บางทีอาจจะกลายเป็นคุยกันนานก็ได้

อาหารการกินมักจะบูดได้ง่าย คนที่ทิ้งอาหารไว้นานๆโดยไม่กิน จะบูดจนต้องเททิ้ง ดังนั้น ถ้าซื้ออาหารมาจากนอกบ้าน เมื่อถึงบ้านแล้ว ควรจัดการเก็บอาหารใส่ตู้เย็นหรืออุ่นให้เรียบร้อย ก่อนทำเรื่องอื่น

ตรวจสอบข้อมูลล่วงหน้า ก่อนออกเดินทาง

การเดินทางไปยังสถานที่ใดก็ตาม มี 2 เรื่องที่เราต้องรู้คือ เวลาและสถานที่ ถ้าเราเดินทางไปผิดเวลาหรือสถานที่ ไปแล้วจะไม่เจออะไร แต่เราก็มีโอกาสที่จะทำผิดพลาดกับสองเรื่องนี้ได้ง่าย ความผิดพลาดเรื่องเวลาที่พบย่อยคือ จำวันผิด ความผิดพลาดเรื่องสถานที่คือ ไปแล้วหาสถานที่ปลายทางไม่เจอ เพราะ ดูแผนที่มาไม่ละเอียด

การโทรเช็คข้อมูลก่อนออก เป็นเรื่องที่ควรทำโดยไม่ต้องเกรงใจปลายทาง เพราะ คนหาความแน่นอนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่ทำงานไม่มีระเบียบแบบแผน ไม่เชื่อมโยงกัน ตัวอย่างที่ผมเคยเจอคือ เอาเครื่องปรินเตอร์ยี่ห้อหนึ่งของญี่ปุ่นไปซ่อม โทรไปถามศูนย์ใหญ่ได้ความว่า ยกไปที่ศูนย์ใกล้บ้านได้เลย และให้เบอร์โทรศูนย์ใกล้บ้านไว้ด้วย แต่พอยกไปถึงศูนย์ใกล้บ้านจริงๆ ปรากฎว่าปิดซ่อม 2 เดือน ทำให้ผมต้องเสียเวลาเดินทางไปฟรีๆ สาเหตุที่ผมไม่โทรถามศูนย์ใกล้บ้านก่อน เพราะเกรงใจว่า เวลามีคนโทรไปมากๆจะทำให้เขารำคาญ แต่สุดท้ายแล้ว ความเกรงใจก็เปิดให้ความไม่แน่นอนของคนอื่น กลับมาทำร้ายเรา

เรื่องจำวันผิด สามารถป้องกันได้ โดยจดบันทึกวันในสัปดาห์ (จันทร์-อาทิตย์) ควบคู่ไปกับวันที่เสมอ เพื่อให้วันในสัปดาห์ เป็นตัวตรวจสอบอีกชั้น เคยมีหลายคนที่เดินทางไปผิดวัน เพราะจำแต่วันที่ ไม่ได้จำวันในสัปดาห์ คนที่ดูวันที่ปัจจุบันหลังเที่ยงคืน จะมีโอกาสนับวันผิดได้

สถานที่ปลายทางที่ไม่เคยไปมาก่อน ไปครั้งแรกมีโอกาสหลงได้ง่าย การรอให้หลงแล้วค่อยดูแผนที่ จะวุ่นวายและเสียเวลามาก บางทีต้องจอดรถกีดขวางทางจราจร หรือขับรถไปดูไปทำให้เสี่ยงอุบัติเหตุ วิธีกันหลงคือดูแผนที่ไว้ล่วงหน้า แต่แผนที่มักจะไม่ละเอียดพอ ทำให้เรามีโอกาสหลงได้เช่นกัน บางทีตัวเราเองก็ดูแผนที่ผิด เช่น ดูว่าอยู่ถนนเส้นหนึ่ง แต่พอไปจริงๆ ไม่ได้อยู่ถนนเส้นนั้น แต่อยู่อีกเส้นที่ขนานกัน  วิธี กันหลงที่แน่นอนที่สุด คือ ไปสำรวจสถานที่จริงล่วงหน้า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราไม่ต้องเดินทางไปเองคือ google street map เป็นภาพถ่ายจากถนนจริง เพียงดูล่วงหน้าเหมือนเวลาเราขับรถออกจากบ้าน โดยเริ่มดูจากจุดที่เราไม่คุ้นเส้นทาง ส่วนการใช้จีพีเอสนำทาง ยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะตัวโปรแกรมยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น จุดบนแผนที่ไม่ตรงกับสถานที่จริง หรือไปถึงแล้วมีถนนหลายเส้น โดยเฉพาะตรงแยกที่มีทางยกระดับไขวักันเป็นจำนวนมาก มีโอกาสเลี้ยวผิดทางสูงมาก เมื่อเลี้ยวผิดทางแล้วต้องอ้อมไปไกล การดูภาพถ่ายของสถานที่จริงจะแม่นยำที่สุด การใช้จีพีเอสนำทางควรใช้เฉพาะกับสถานที่ๆไม่มี street map ให้ดู กรณีนี้ควรดูแผนที่แล้วปักหมุดไว้ล่วงหน้า

การทำงานที่เกี่ยวกับสิ่งของที่จับต้องได้ (hardware) ต้องมีส่วนประกอบหลายชิ้นมาเกี่ยวข้อง ทำให้ต้องเดินทางไปสำรวจความเข้ากันของส่วนประกอบแต่ละชิ้น เพราะซื้อมาแล้วอาจใช้ร่วมกันไม่ได้ ถ้าเดินทางน้อยเกินไปก็จะไม่ได้ผล แต่ถ้าเดินทางแบบโง่ๆก็จะต้องเดินทางมากเกินไป ทำให้เหนื่อยเปล่า การเดินทางแบบโง่ๆคือ การเดินทางไปโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลล่วงหน้า ทำให้มีโอกาสไปแล้วพลาดได้ง่าย

การสื่อสารจะช่วยประหยัดเวลาการเดินทางได้มาก บางครั้งเราอาจสื่อสารจนพบว่า ไม่ต้องออกเดินทาง หรือ ออกเดินทางด้วยเวลาอันสั้น เช่น สถานที่บางแห่ง ยังมีวันเปิดปิด หรือ มีช่วงที่พนักงานหยุดไปสัมนา ถ้าเราไปโดยไม่ติดต่อไว้ล่วงหน้า จะเสียเที่ยว

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ต้องเดินทางเลย การเดินทางยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ที่เราต้องทำเพื่อหาโอกาส เพียงแต่เราต้องลดความผิดพลาด จากการเดินทางแล้วไม่ได้รับโอกาส โดยใช้ระบบสื่อสารนำหน้า

การเดินทางไปพบใครหรือรับของจากใคร จำเป็นต้องโทรบอกเขาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เขาอยู่เตรียมตัวหรือหรือเตรียมของไว้ให้เรา พอเราไปถึงแล้ว จะได้รับของได้เลย ถ้าไม่นัดไว้ล่วงหน้า  พอไปถึงแล้ว อาจจะของหมด เขาอาจะยังไม่ได้เตรียมของไว้ให้ ทำให้เราต้องไปรอเขาเป็นเวลานาน การโผล่ไปโดยไม่นัดล่วงหน้า ควรทำเฉพาะกรณีที่ไม่มีวิธีติดต่อกับเขา หรือไปซื้อของตามร้านขายปลีก ที่มีเวลาเปิดปิดแน่นอน

เตรียมเครื่องมือให้พร้อม ก่อนออกเดินทาง

การเดินทางออกไปยังสถานที่ต่างๆ ต้องเสียเงิน เสียเวลามาก ถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เท่ากับเอาเงินและเวลาไปผลาญเล่น หาเงินได้มาเท่าไหร่ก็สูญเปล่า โดยไม่ได้อะไรกลับมา ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ จะทำให้ชีวิตจมปลัก ถ้าต้องออกไปติดต่อธุระข้างนอก สิ่งแรกที่ต้องทำหลังตากตื่นมากินข้าวเสร็จแล้วคือ ติดต่อกับผู้คนที่เราจะไปพบ เพื่อยืนยันว่าไปแล้ว จะไม่เสียเที่ยว

การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆนั้น มักจะไม่สะดวกเหมือนอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน ถ้าขาดเครื่องมือเครื่องใช้ที่เหมาะสม จะหาไม่ได้ง่ายๆ เพราะเครื่องมือเหล่านี้ ต้องหาซื้อมาจากแหล่งเฉพาะ ไม่ได้มีขายทั่วไป แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังต้องมีเวลาหาซื้อ หรือถ้าหาซื้อได้ก็ต้องเสียเงิน ด้วยเหตุนี้ ก่อนออกเดินทาง เราจึงต้องคิดไว้ล่วงหน้า ว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง เครื่องมืออย่างแรกที่มักจะขาดไม่ได้คือเงิน ถ้าไปติดต่อธุระก็ต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น เครื่องมือเครื่องใช้ 4 อย่างที่ต้องเตรียมทุกครั้งก่อนออกเดินทางคือ
การทำงานอะไรก็ตาม ต้องอาศัยเครื่องมือมากมาย แม้แต่ทำกับข้าวก็ยังต้องมีเครื่องมือมากมาย ตั้งแต่เตาแก๊ส จนถึง น้ำยาล้างจาน อุปกรณ์เหล่านี้ มีขนาดใหญ่ ต้องมีสถานที่เก็บ เพื่อกันแดดกันฝน อาจเป็นที่บ้าน หรือ ที่ทำงาน ไม่สามารถขนติดตัวไปได้ เพราะมีขนาดใหญ่เทอะทะ และหนัก ถึงจะขนไปได้ แต่ก็ใช้ไม่สะดวก อาจจะหล่นหาย หรือ แตกหักง่าย เพราะของเหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้งานนอกสถานที่

การทำงานที่สะดวกที่สุด คือ ทำในสถานที่ ที่มีอุปกรณ์รองรับพร้อม ถ้าจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ ต้องเตรียมพร้อมขนาดไม่ต้องไปทำอะไรอีกเลย แค่หยิบมาใช้ได้เลย อย่างเช่น เวลาไปเที่ยวในสถานที่ๆไม่มีอาหารขาย จำเป็นต้องพกอาหารไปทำกินเอง ถ้าพกข้าวสารถุงใหญ่ไป นอกจากจะต้องเสียเวลาแบ่งจากถุงใหญ่ แล้วอาจจะพลาดทำหกหมดทั้งถุง แถมยังกะปริมาณยาก ต้องพกถ้วยตวงข้าวไปด้วย
แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นแบ่งจากที่บ้าน ออกเป็นถุงเล็กๆ ถุงหนึ่งพอกินได้มื้อหนึ่ง เวลาจะทำอาหารก็นำข้าวถุงเล็กมาเทใส่หม้อได้เลย จะสะดวกที่สุด

เวลาต้องเดินทางออกไปทำงานนอกสถานที่ เราไม่สามารถขนเครื่องมือทุกชิ้นติดตัวไปด้วย เราต้องเลือกเฉพาะของที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ และ ช่วงเลือกนี้เอง ที่มักจะลืมเตรียมอุปกรณ์ไปไม่ครบ  อย่างเช่น จะไปซื้อของ แต่ลืมพกเงินไป จึงไม่ได้ซื้อ, หรือ ไปซื้อของด้วยบัตรส่วนลด แต่ลืมหยิบบัตรส่วนลดไปจากบ้าน จะกลับบ้านมาหยิบก็ไม่คุ้ม จึงต้องยอมเสียเงินเต็มจำนวน

วิธีกันลืมคือ ก่อนออกเดินทาง ให้เขียนใส่กระดาษ ว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง แต่ละขั้นตอนต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง หลังจากเขียนเสร็จหมดแล้ว อย่าคิดไปเองว่าน่าจะมี เพราะอาจจะจำผิด ต้องไล่เช็คอุปกรณ์ทุกชิ้น ให้เห็นกับตาว่ามีอยู่จริงเท่านั้น ถ้าต้องนำของอะไรไปให้ใคร ต้องไปหาของนั้นมาวางไว้ ถ้าต้องแต่งตัวอย่างไรไปงาน ต้องหาเสื้อผ้ามาเตรียมไว้ อย่างแรกที่ควร เตรียมคือ เงิน เพราะถ้าไม่มีเงินจะทำอะไรไม่ได้เลย ต้องคิดว่า ต้องจ่ายเงินด้วยบัตรหรือเงินสด ต้องจ่ายจำนวนเท่าใด แล้วตรวจสอบดูว่า มีบัตรหรือเงินสด ที่มียอดเงินจำนวนเท่านั้นอยู่จริง ถ้าไม่มีก็ต้องทำให้มีก่อนออกเดินทาง

บางทีนั่งเฉยๆอาจจะนึกไม่ออกว่าเราใช้อะไรบ้าง ให้จินตนาการว่าเราต้องทำอะไรเวลาใด แล้วจะรู้ได้ว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไร

แน่นอนว่า การเตรียมตัวจะเหนื่อย แต่ยังดีกว่าไปพลาดกลางทาง ทำให้ต้องเหนื่อยมากขึ้น ต้องเสียเงินมากขึ้น แค่ไม่ดูแผนที่แล้วขับรถหลงทาง ก็คือการสูญเสียแล้ว ถ้าลืมเงินไปก็ต้องเสียเวลาหาตู้เอทีเอ็ม บางทีตู้เอทีเอ็มกลางทางเสียอีก แวะไปเรื่อยๆก็ไม่มี บางทีต้องยอมกดเงินต่างธนาคาร ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม บางทีบัตรเอทีเอ็มไม่มีเงิน บางทีจ่ายด้วยบัตรเครดิตจ่ายแล้วได้ส่วนลด แต่ลืมพกบัตรเครดิตไป เพราะเก็บไว้ที่บ้าน ฯลฯ

ด้วยความกลัวเหนื่อย ทำให้คนมักจะผลัดวันประกันพรุ่ง เช่น พรุ่งนี้จะออกนอกบ้าน วันนี้ยังไม่เตรียมตัว รอไปเตรียมตัววันรุ่งขึ้น ก่อนจะออกจากเดินทาง ผลปรากฎว่า เตรียมไม่ทัน อาจจะหาของบางอย่างไม่เจอ ทำให้ไปไม่ได้ แม้แต่การเตรียมตัวในคืนสุดท้าย ก่อนออกเดินทาง ก็ยังอาจจะมีปัญหา อาจขาดเครื่องมือบางชิ้น ต้องออกไปหาซื้อ แต่ดึกแล้ว ร้านปิดหมดแล้ว จะเห็นว่า การเตรียมตัวที่ดีที่ สุด ก่อนออกเดินทาง ควรทำล่วงหน้านานที่สุด อย่างน้อยหลายๆวัน

ตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ ก่อนเคลื่อนย้าย

เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ จะไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มักจะต้องใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่น เช่น ไขควงใช้ร่วมกันน็อต, โทรศัพท์มือถือ ต้องใช้ร่วมกับซิมและสายชาร์จ ฯลฯ การซื้อของหรือเคลื่อนย้ายอุปกรณ์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ต้องเสียแรงและเสียเวลา ถ้าย้ายมาแล้วพบว่าเข้ากันไม่ได้ จะต้องย้ายกลับไป ถ้าซื้อมาก็ต้องเดินทางเอากลับไปคืนร้าน บางร้านไม่ให้คืนก็ต้องเสียเงินไปฟรีๆ

หาตัวเลือกที่ดีที่สุดก่อน แล้วจึงค่อยทุ่มเท อย่าลงมือทำจริงจัง จนกว่าจะรู้หมดทุกแง่มุม

คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ทำอะไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคนที่รู้จักเปลี่ยนแปลง ทดลองทำหลายๆวิธี วิธีไหนไม่ดีก็เลิก ลองหาวิธีที่ทำไปแล้วได้ผลมากที่สุด จึงค่อยทุ่มเททำอย่างเต็มที่ จริงอยู่ว่าการทำต้องเสียเวลาและเสียเงินมาก จึงอาจไม่ต้องทดลองทำจริงไปทุกเรื่อง แต่อาจใช้วิธีคิดและศึกษาให้รอบคอบก็พอจะรู้ข้อดีข้อเสียของเรื่องนั้นได้ หรือทดลองปฎิบัติเล็กๆน้อยๆก็จะยิ่งรู้แน่ชัดขึ้น เช่น แม่ค้าคนหนึ่งขายขนมอยู่หน้าบ้านที่อยู่ในซอย ขายจนถึงค่ำก็ยังขายไม่หมด เนื่องจากในซอยไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปผ่านมา ต่อมาเธอได้ย้ายไปขายริมถนนซึ่งมีคนพลุกพล่าน ปรากฎว่าขายแค่ครึ่งวันก็หมดแล้ว

การทำอะไรสักเรื่องต้องใช้ทรัพยากร ทั้งเงินและเวลา การลงมือทำอย่างจริงจัง หมายถึงการทำอย่างต่อเนื่อง จึงต้องใช้ทรัพยากรมาก ถ้ามารู้ทีหลังว่า มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า จะเสียทรัพยากรฟรีๆจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ถ้ารู้ว่าต้องทำอะไรจริงจัง ควรจะสละเงินและเวลา เพื่อทำการทดลอง และสำรวจ ทำเล่นๆจนรู้หมดทุกแง่มุมก่อน จะช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง และไม่ต้องมาเปลี่ยนในภายหลัง

เรื่องที่เกี่ยวกับ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ (hardware) ถ้าตัดสินใจผิดพลาดไป จะต้องสูญเสียทั้งเงิน แรงงาน และเวลา การตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องรู้ให้ครบก่อน เช่น ถ้าจะซื้อเครื่องจักรสักตัวที่มีราคาแพง ต้องรู้ว่าในท้องตลาดมีเครื่องจักรยี่ห้อใดบ้าง มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไร ถ้ารายละเอียดไม่ชัดเจน ต้องลองใช้ เช่น หาผู้ที่นำเครื่องจักรแต่ละยี่ห้อมารับจ้าง แล้วถามเขาว่าใช้แล้วมีปัญหาอะไรหรือไม่

เผื่อเวลา

การติดต่อกับคนอื่น มีเงื่อนไขเรื่องเวลามาเกี่ยวข้อง อย่างเช่น ธนาคารร้านค้าจะปิดตรงเวลา การตรงต่อเวลาอย่างเดียวยังไม่พอ ถ้าเรากะเวลาพอดีที่จะเดินทางไปถึงตอนปิดพอดี จะมีโอกาสพลาดสูง เพราะมีปัจจัยที่เราคาดไม่ถึงมาเกี่ยวข้องมาก ตั้งแต่ปัจจัยจากตัวเราเอง เช่น เกิดท้องเสียขึ้นมาพอดี จนถึงปัจจัยภายนอก เช่น คนทำงานรีบกลับบ้าน มีการชุมนุม รถชนกันทำให้รถติด ฝนตกทำให้ทำอะไรได้ช้าลง บางทีฝนตกหนักน้ำท่วมทำให้รถติดหนัก ฯลฯ พอพลาดแล้ว ทำให้ต้องเสียเวลามาก บางครั้งพลาดโอกาสสำคัญในชีวิตไป สถานที่ให้บริการของหลายหน่วยงาน ทั้งรัฐบาลและเอกชน จะปิดตรงเวลา ถ้าเราไปสายแค่นาทีเดียว เขาก็ไม่อลุ่มอล่วยช่วยเหลือ

การติดต่อธุระกับคนอื่น  ควรทำตั้งแต่เนิ่นๆ ถ้าทำเช้าที่สุดได้ยิ่งดี เพราะ ปัญหาของเมืองไทยคือ มักจะมีฝนตกช่วงบ่าย ตั้งแต่บ่ายสองไปถึงค่ำ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ฝนอาจจะตกทุกวัน ถ้าบวกกับช่วงเลิกงานและโรงเรียนเลิกช่วงเย็นด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นนรกบนถนน แค่ระยะทางไม่ถึง 1 กิโลเมตรอาจรถติดเป็นชั่วโมง ทำให้เราไปทำธุระไม่ทัน การทำธุระนอกบ้านจึงควรทำในเวลาที่เหมาะสม คือ ทำให้เสร็จก่อนบ่าย แล้วรีบกลับบ้านมาพักผ่อนดีกว่าเสียเวลาบนท้องถนน หลังจากบ่ายไปแล้วไม่ต้องออกไปทำแล้วเพราะ อาจไปไม่ทันเขากลับบ้าน ยิ่งช่วงค่ำก็ไม่มีใครอยู่ที่ทำงานแน่นอน บางคนอาจจะมองแต่แง่ดีว่า ฝนคงไม่ตกทุกวัน แต่ลืมไปว่า ธรรมชาติหาความแน่นอนไม่ได้ เราจึงไม่ควรออกไปทำธุระตอนเย็น โดยเฉพาะหน้าฝน ห้ามเลย บางวันอาจไม่มีฝนตก ไม่มีรถติด แต่บางวันอาจเจอทั้งฝนตกและรถติด

คนที่จะตรงต่อเวลาได้ จึงต้องรู้จักเผื่อเวลา แต่คนไทยไม่ชอบเผื่อเวลา เพราะไม่อยากไปนั่งรอ วิธีแก้ไข คือ เวลานัดใคร ให้เริ่มจากหาที่เที่ยวที่กินแถวนั้น อาจเป็นการสำรวจร้านอาหารแปลกๆใหม่ๆ ไปเดินห้าง สวนสาธารณะ หรือ  ไปงานแสดงสินค้าที่สนใจ ถ้าแถวนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็ขนงานไปทำ ถ้าไม่มีงานก็ไปนั่งอ่านหนังสือ หรือ นั่งสมาธิ แค่นี้ก็จะมีเรื่องให้ต้องออกก่อนเวลา ถ้าเกิดรถติดกลางทาง ยังสามารถยกเลิกแผนการที่จะไปที่อื่นได้ การเผื่อเวลา อย่างต่ำที่สุดคือ ควรไปถึงเวลานัดล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพราะเวลาครึ่งชั่วโมงนี้ แค่เข้าห้องน้ำทำอะไรนิดหน่อยก็หมดแล้ว

ถึงแม้ว่าจะเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยก็ยังต้องเผื่อเวลา แต่ไม่มากเท่ากับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย เส้นทางที่คุ้นเคยคือ เดินทางเป็นประจำและเดินทางในวันเวลาเดิม หรือ เป็นเส้นทางใกล้บ้าน หรือแน่ใจว่าไม่มีรถติด รวมทั้งตรวจสอบข่าวสารและแผนที่จราจรแล้ว ไม่มีรถติด อย่างตามต่างจังหวัดที่ไม่ค่อยมีรถวิ่ง แต่ก็ต้องเป็นเส้นทางที่เคยไปมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ถ้าเป็นเส้นทางที่ไม่เคยไปเลย จำเป็นต้องเผื่อเวลาไว้มากๆ อย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งวัน เพราะไปแล้วอาจจะหลง หรือถ้าเคยไปนานมาแล้ว พอกลับไปใหม่ เส้นทางอาจเปลี่ยนไป แม้แต่วันหยุดในเมืองที่รถไม่ติด ก็ยังไม่แน่นอน เพราะอาจมีเทศกาล

แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่มีโอกาสรถติดสูง อย่างเช่นในเมืองวันทำงาน แบบนี้จำเป็นต้องเผื่อเวลาเดินทาง ถ้ามีปัจจัยอื่นมาเสริม อย่างเช่น โรงเรียนเปิดเทอม, หรือ เป็นเส้นทางที่ไม่เคยไป หรือ ฝนตกในช่วงเวลาเลิกงาน ยิ่งต้องเผื่อเวลาอีกเท่าตัวเป็นอย่างน้อย ถ้ามีทุกปัจจัยครบ ก็ต้องเผื่ออีกหลายเท่าตัว

อย่านอนดึก

คนที่นอนเร็วกว่า จะได้เปรียบ เพราะมีเวลานอนมากกว่า ถ้าต้องตื่นไปทำธุระแต่เช้า ก็ยังมีเวลานอนมากกว่าคนที่นอนดึก ถึงจะไม่ได้ตื่นมาทำอะไรก็ยังมีเวลานอนต่อมากกว่า เมื่อนอนมากกว่า ตื่นมาแล้วจึงสมองแจ่มใส และทำงานได้เร็วกว่าคนที่นอนน้อย คนที่นอนดึกกว่าสังคมรอบข้าง จะเสียเปรียบได้ง่าย เพราะคนที่ตื่นก่อน จะส่งเสียงดัง ทำให้ต้องตื่นพร้อมกับสังคมรอบข้าง เมื่อนอนน้อย จะทำให้สมาธิไม่ดี ถึงแม้ว่าจะหลับต่อ แต่การหลับไม่ต่อเนื่อง จะทำให้เวลานอนต้องยืดออกไปอีก

การนอนดึก ทำให้ตื่นสาย ทำให้เสียโอกาสในการติดต่อธุระกับคนอื่น เพราะ คนปกติเลิกงาน 4-6 โมงเย็นก็กลับบ้านกันหมด ถ้าเราตื่นสาย จะออกไปทำธุระสาย ทำให้มีเวลาติดต่อธุระน้อย ถ้าวันไหนมีธุระหลายเรื่อง จะทำได้ไม่ครบทุกเรื่อง ต้องกลับไปใหม่วันหลัง

ถึงแม้ว่าหน้าที่การงานของเรา จะไม่ได้เกี่ยวกับการติดต่อธุระ แต่ก็ต้องมีการติดต่อธุระบ้างในบางครั้ง การนอนเร็ว ไม่มีอะไรเสียหาย แต่การนอนดึก สามารถทำให้เกิดความเสียหาย

การพยายามนอนให้เร็วขึ้น ดีกว่าการยืดเวลานอนออกไป เพราะ การนอนเร็วขึ้นทำยากกว่า เนื่องจาก ร่างกายมีนาฬิกาชีวิตที่เรียกว่า biological clock เป็นกลไกที่จะทำให้เราไม่ง่วง จนกว่าจะถึงเวลาที่เคยนอนทุกวันที่ผ่านมา เช่น คนที่เคยนอนเที่ยงคืน ถ้าวันหนึ่งพยายามนอน 4 ทุ่ม จะนอนไม่หลับ ในทางตรงกันข้าม คนที่เคยนอนเที่ยงคืน จะสามารถฝืนไปนอนตอนตี 2 ได้ไม่ยากนัก แน่นอนว่าคนที่ตอนตี 2 จะต้องตื่น 10 โมงเช้า ถ้าวันไหนมีนัดแต่เช้า ต้องตื่น 6 โมงเช้า ซึ่งหมายถึงจะต้องนอน 4 ทุ่ม ร่างกายเขาจะปรับตัวไม่ทัน ต้องนอนเร็วแต่นอนไม่หลับ ทำให้คืนนั้นเขานอนน้อยทันที

ข้อดีอีกอย่างของการนอนเร็วคือ ถ้าไม่มีนัดแต่เช้า วันนั้นจะได้นอนมากขึ้น

คนนอนดึก เพราะมีเรื่องที่ยังสะสางไม่เรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้ในวันรุ่งขึ้น กรณีนี้ แก้ไขได้ด้วยการแบ่งเวลา คือ ทำล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ รีบเตรียมการสำหรับวันรุ่งขึ้นตั้งแต่เย็น อย่าทำตอนใกล้ถึงเวลานอน

เมื่อเราตื่นมา สมองจะแจ่มใสเป็นเวลาหลายชั่วโมง เหมาะที่จะใช้เวลาไปกับการอ่านและเขียน ถ้าเรานอนดึกตื่นสาย วันไหนที่ต้องออกไปทำธุระหลายเรื่อง ก็จะไม่ได้ทำงานใช้สมอง พอไม่ได้ใช้สมอง ก็จะมีโอกาสทำผิดพลาดได้ง่าย หรือ ถ้าทำงานใช้สมองก่อนแล้วค่อยออกไปทำธุระ ก็จะมีวลาทำธุระน้อย

ทฤษฎีกับปฎิบัติ ไม่เหมือนกัน จงอ้างอิงตำรา แต่อย่าเชื่อตำรา โดยเฉพาะทฤษฎีที่ตั้งขึ้นเอง หรือลอกคนอื่นมา อย่าเชื่อจนกว่าจะลองทำแบบคลุกฝุ่นมาแล้ว

คนที่ทำงานแบบคลุกฝุ่นมาระยะหนึ่ง สักสิบกว่าปีขึ้นไป เมื่อได้ยินเรื่องอะไร จะชอบพูดว่า "มันเป็นทฤษฎี" เพราะเขาทำมาจนรู้ชัดว่า พูดได้ แต่อาจจะทำไม่ได้ (there is a big difference between theory and practice) เพราะ เวลาคิดอย่างเดียว อะไรๆก็ทำได้หมด แต่เวลาทำจริง จะมีอุปสรรคมากมาย ทำให้วิธีที่คิดไว้ไม่ได้ผล เพราะคนมักจะชอบคิดง่าย แต่คับแคบมาก ทฤษฎีจึงมักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง แม้แต่ทฤษฎีที่ตรงกับความเป็นจริง ก็ยังมักจะคับแคบกว่าความป็นจริง แต่น่าสลดใจที่ยังคงมีคนจำนวนมาก ที่ยังคงชอบบอกให้คนอื่นทำ ในเรื่องที่ตัวเองไม่เคยทำ ถ้าเจอคนแบบนี้ บอกให้คนพูดมาทำเอง เขาจะทำไม่ได้เหมือนที่พูด

อริสโตเติลกล่าวว่า "One must learn by doing the thing, for though you think you know it, you have no certainty until you try." หมายถึง เวลาคิด อะไรก็ทำได้หมด แต่เวลาทำจริงอาจจะทำไม่ได้ เพราะมีอุปสรรคมากมาย คนที่ไม่เคยลงมือทำ จึงยังรู้ไม่จริง

คนที่อ่านตำราโดยไม่ทำ จะไม่มีวันรู้จริง เพราะ ตำราทุกเล่ม เขียนไม่ละเอียด พอทำไปแล้วจึงจะรู้ว่ามีปัญหาที่ไม่มีใครตำรา อาจต้องไปติดขัดกลางทาง อย่างเช่น การเดินทาง ถ้าดูแผนที่อย่างเดียวก็พบว่าเส้นทางนั้นไปได้ แต่พอไปถึงจริงๆอาจจะไปไม่ได้ เพราะเป็นเส้นทางเดินรถทางเดียว หรือ กำลังซ่อมถนนอยู่ ฯลฯ

ความรู้ที่ถุกต้อง ต้องมาจากทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติ คนที่เคยลงมือทำ จนเจอปัญหาที่ไม่มีในตำรา จะรู้ว่า ทฤษฎีอย่างเดียวไม่พอ คนที่ลงมือทำ แล้วได้ผลไม่เหมือนกับที่ตำราบอกไว้ จึงจะรู้ว่า ตำราเขียนผิดมีไม่ใช่น้อย แม้แต่คนที่เรียนสูงที่สุด เป็นถึงระดับศาสตราจารย์ ก็ยังทดลองผิด ทำให้ทั้งโลกเห็นผิดกันไปหมด เมื่อคนหนึ่งตั้งสมมุติฐานผิดแล้วเขียนตำราออกมา คนรุ่นต่อมาก็ลอกตามๆกันมาโดยไม่ใครเสียเวลาพิสูจน์ จึงจำกันผิดมาตลอด แม้แต่งานวิจัยก็คิดในแง่เดียว ไม่มององค์รวม พอนำมาปฎิบัติจริงก็ไม่ได้ผล เพราะมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้อง

บ่อยครั้งที่ตำราเขียนโดยคนที่ไม่เคยทำจริง ดังนั้น เวลาอ่านตำรา เราจึงควรตั้งคำถามอยู่เสมอว่า เรื่องนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามีอยู่จริงแล้วเกิดขึ้นบ่อยเพียงใด ต้องมีเงื่อนไขอย่างไร จึงจะเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เราต้องรู้รายละเอียดเหล่านี้เพื่อที่เราจะได้ทำนายเหตุการณ์ได้ถูก ถ้าเราไม่รู้เงื่อนไขเหล่านี้ เราก็จะเป็นเหมือนคนตื่นตระหนก ต้องเตรียมรับมือกับทุกเรื่อง ทั้งที่บางเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นเลย เหมือนอย่างพวกอาจารย์ที่สอนเรื่องแผ่นดินไหว ที่มักจะออกมาเตือนคนกรุงเทพเรื่องแผ่นดินไหว ทั้งที่ในกรุงเทพแทบจะไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวเลย ส่วนเรื่องที่เกิดเป็นประจำแทบทุกปีคือ เรื่องน้ำท่วม กลับไม่มีใครใส่ใจ พอเกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยในปี 2554 ก็ทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นในวงกว้าง ในขณะที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ก็เพิ่งมีอาจารย์โยธามาออกข่าวเตือนเรื่องแผ่นดินไหว

ทฤษฎีอย่างเดียวยังเชื่อไม่ได้ คนที่เขียนตำราโดยไม่เคยลงมือทำ จะเขียนผิด ดังตัวอย่าง แนวคิดคอมมิวนิสต์ ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมกัน โดยให้ประเทศเหลือแต่ชนชั้นแรงงาน แต่ในทางปฎิบัติ ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนชั้นแรงงานกับกลุ่มคนที่มีความ สัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกัน คนที่เปิดตำรามาบอก จะผิด เพราะตำราเขียนไม่ครบ จึงรู้ไม่หมด ผมเคยอ่านตำราทางการแพทย์ เพื่อรักษาโรค พออ่านจบ ก็ทดลองทำตาม ปรากฎว่าไม่ได้ผล ภายหลังจึงพบว่า โรคนี้เกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งไม่ได้เขียนไว้ในตำรา ผมเคยเขียนบทความโดนอาศัยค้นคว้าจากตำรา แต่ไม่เคยลงมือทำ พอเขียนจบ ก็ทดลองลงมือทำ ปรากฎว่า เรื่องที่เคยเขียนไว้ ผิดหลายจุด แทบจะต้องแก้ไขใหม่ทั้งหมด

ปฎิบัติอย่างเดียวก็ยังเชื่อไม่ได้ เพราะ เวลาทำ อาจเบลอ อาจมีอุปาทานมาปน เช่น ผมเคยนัดกับเพื่อนไปกินอาหารญี่ปุ่นที่ร้านโออิชิบุฟเฟ่ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งตามปกติ ร้านโออิชิจะมี 2 แบบคือ บุฟเฟ่ซึ่งราคาแพงที่สุด คนละประมาณ 500 บาท กับ ชาบูชิซึ่งราคาถูกกว่า คนละประมาณ 300 บาท เพื่อนผมยืนยันว่า ในห้างนั้นมีโออิชิบุฟเฟ่แน่ๆ เพราะว่า เขาเคยไปกิน ถ้าคนยึดติดว่า คนที่ลงมือทำจริงมาแล้ว ย่อมเชื่อถือได้มากกว่าตำรา ก็จะเชื่อว่าเขาพูดถูก แต่พอผมตรวจสอบข้อมูลแล้ว ปรากฎว่า ในห้างนั้น ไม่มีร้านบุฟเฟ่ มีแต่ร้านชาบูชิ พอไปถามเพื่อนผมอีกรอบ จึงได้คำตอบว่าเขา จำผิด

ทฤษฎีที่พอจะเชื่อได้ จะต้องมีตัวอย่างของคนที่เคยปฎิบัติจริงจำนวนหนึ่ง นั่นคือต้องอ่านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ จะเป็นความคิดที่บริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ต่างจากความรู้ในปัจจุบัน ที่มักจะถูกบิดเบือนด้วยผลประโยชน์ เช่น ความรู้ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ถูกบิดเบือนด้วยผลประโยชน์จากบริษัทยาเลี้ยงไข้ ทำให้แพทย์แผนปัจจุบัน ไม่รู้วิธีรักษาด้วยวิตามินแร่ธาตุ ทำให้หลายโรคที่รู้วิธีรักษาหายมาเกือบร้อยปีแล้ว ปัจจุบันกลับรักษาไม่หาย ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ เริ่มต้น และวิวัฒนาการต่อๆมา จะบอกให้เรารู้ว่า ต้องทำอย่างไรกว่าจะพัฒนามาถึงปัจจุบัน แต่พวกนักทฤษฎีมักจะลอกวิธีการปัจจุบันมาใช้เลย โดยไม่รู้อดีต ทำให้ใช้แล้วเจอแต่ปัญหา ดังที่อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า "If you would understand anything, observe its beginning and its development". มีตัวอย่างเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในยุโรปและอเมริกา ซึ่งเริ่มต้นมาจากการจัดกลุ่มว่าใครเลือกได้ ใครเลือกไม่ได้ ตามแนวคิดของอริสโตเติลซึ่งใช้อยู่ในการปกครองของกรีก โดยให้สิทธิ์แก่ผู้เสียภาษีก่อน แล้วค่อยๆขยายไปยังคนกลุ่มอื่น ถ้ามีปัญหาเรื่องคอรัปชั่นหรือโกงเลือกตั้ง ก็จะมีการทบทวนผู้มีสิทธิ์ แต่พวกนักวิชาการในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่น ไทย ฟิลิปปินส์ ยูเครน กลับลอกแนวทางของชาติตะวันตก ตามที่ตนเห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ศึกษาอดีต คือ เริ่มจากการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง ผลก็คือ มีความขัดแย้งและนองเลือดทางการเมืองเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ประเทศจึงด้อยพัฒนาอยู่อย่างนั้น เมื่อไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีใครรู้ต้นเหตุว่า ปัญหาทางการเมืองเกิดจาก คนจนเลือกผู้แทนคุณภาพต่ำเข้ามาในสภา เมื่อคนจนมีจำนวนมากกว่าชนชั้นกลาง ผู้แทนคุณภาพต่ำจึงมีเสียงข้างมากอยู่เสมอ แล้วผู้นำคุณภาพต่ำก็สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ด้วยการออกนโยบายเอาใจคนจนโดยขูดรีดมาจากชนชั้นกลาง แล้วทหารก็ออกมายึดอำนาจ หรือชนชั้นกลางออกมาต่อต้าน ทั้งๆที่ปัญหาพวกนี้ อริสโตเติลเคยบอกไว้ตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเรียนประวัติศาสตร์อเมริกามา ผมเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เธอบอกว่า รู้แต่ว่าในอดีตของอเมริกา ให้ผู้ชายเลือกได้อย่างเดียว เมื่อถามเธอว่า รู้ที่มาหรือไม่ว่าเหตุใดจึงให้ผู้ชายเลือกได้อย่างเดียว เธอตอบว่าไม่รู้ ซึ่งแสดงถึงว่า เธอท่องมาแบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่เคยคิดไปไกลกว่านั้น แต่ถ้าเธอย้อนไปประวัติศาสตร์จะรู้ว่า แนวคิดนั้นนำมาจากอริสโตเติล และมีการใช้วิธีนี้ในสมัยกรีกมาก่อน ถ้าผู้นำที่ด้อยปัญญาดูแค่วุฒิการศึกษาของเธอ แล้วให้เธอมากำหนดแนวทางพัฒนาประเทศ เธอก็จะกำหนดแนวทางผิด

การจะรู้ว่าตำราเขียนถูกหรือไม่ ต้องทดลองทำจริง หรือหาคนที่ทำแล้วได้ผลหลายๆคน ไม่ใช่แค่คนเดียว เพราะคนเดียวอาจมีอุปาทาน

แต่ถ้าต้องเลือกที่จะเชื่อทฤษฎีหรือปฎิบัติ จงเลือกปฎิบัติ ดังคำสอนของในหลวงว่า ตำราเหนือตำราคือการปฎิบัติ

ในยุคที่ข้อมูลล้นโลกเช่นในปัจจุบัน มีข้อมูลเท็จจำนวนมาก เพราะ คนไม่ต้องมีความรู้อะไรก็เผยแพร่ข้อมูลได้ ถ้าเราอ่านทุกอย่าง จะไม่มีวันอ่านจบ เพราะเรื่องที่เขียนจากคนรู้ไม่จริงสามารถจินตนาการแตกแขนงไปได้มากมาย หรือถึงอ่านจบ ก็ไม่มีวันรู้จริง ก่อนอ่านตำราหรือฟังใคร เราจึงจำเป็นต้องรู้จักคัดเลือกว่า ข้อมูลจริงอยู่ที่ไหน ข้อมูลจริงที่เชื่อได้ คือ ข้อมูลจากคนที่เคยทำจริง และไม่ใช่ทำคนเดียว แต่ต้องมีคนเคยทำแบบเดียวกันแล้วได้ผลเป็นจำนวนมากพอ

ดังนั้น เมื่ออ่านตำราแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อว่าถูกต้อง ต้องไปทดลองทำด้วยตนเอง และให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ ถ้าผลออกมาตรงกับในตำรา จึงค่อยเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น ตำราทั่วโลกเขียนว่า  เมื่อวางเข็มเย็บผ้าบนน้ำแล้ว ปลายจะชี้ไปในทิศเหนือและทิศใต้เสมอ ไปอ่านตำราเล่มไหนก็บอกอย่างนี้ ไม่เคยมีใครเคยทดลองทำจริง แต่ทุกคนก็ท่องจำกันมาอย่างนั้น จนกระทั่งไม่นานมานี้ มีคนสละเวลาทดลอง แล้วก็พบว่า ไม่เป็นความจริง แม้แต่ที่ตำราบอกให้นำเข็มเย็บผ้าไปถูกับเส้นผม หรือผ้าไหม แล้วเข็มเย็บผ้าจะกลายเป็นเข็มทิศได้ ก็ไม่เป็นความจริง แต่ที่บางคนทำได้ผล เพราะเข็มเย็บผ้าเล่มนั้น อาจจะบังเอิญเป็นแม่เหล็กมาในขั้นตอนการผลิต

ตำรามีไว้อ่านเพื่อไม่ให้เราต้องลองผิดลองถูก และ ใช้เทียบผลจากการปฎิบัติ ว่ามีคนเคยทำวิธีนี้แล้วได้ผล ผลที่เราทำจึงเชื่อได้ ว่าไม่ได้เกิดจากอุปาทานคิดไปเอง

ถ้าสงสัยอะไร อย่าถามคนที่ยกตำรามาอ้าง แต่ไม่เคยทำ ควรถามคนที่เคยทำจริงเท่านั้น  อย่างเช่น ถ้าถามว่าเต่ากินต้นบอนได้หรือไม่ พวกนักทฤษฎีที่ไม่เคยทำ ก็จะยกตำรามาอ้างว่า ต้นบอนมี calcium oxalate สูง เต่ากินแล้วจะเป็นนิ่ว แต่พอไปถามคนเลี้ยงเต่าหรือแม้แตสัตวแพทย์ ก็บอกตรงกันว่า ไม่เคยเจอเต่าป่วยเพราะกินบอนเลย

ชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ มักจะเชื่อนักทฤษฎี คือ คนที่มีปริญญา เรียนจบมาสูง เป็นอาจารย์หรือแพทย์ ถึงแม้ว่าจะแค่อ่านตำรามา แต่ยังไม่เคยลงมือพิสูจน์จริง แถมพูดโดยไม่มีหลักฐาน ก็ยังเชื่อกัน แต่เมื่อเราลองลงมือทำ หรือฟังนักปฎิบัติ คนที่เคยลงมือทำจริงๆมาแล้ว จะพบว่า ความจริงไม่ตรงกับเรื่องที่นักทฤษฎีเคยพูดไว้

ทฤษฎีกับปฎิบัติเป็นคนละอย่างกัน ทฤษฎีจะเขียนให้สวยหรูอย่างไรก็ได้ จะให้นักทฤษฎีที่ไม่มีประสบการณ์ทำจริงมาเขียนก็ได้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทำตามทฤษฎีอาจไม่ได้ผล หรือ อาจจะยุ่งยากเสียเวลามาก เช่น เถ้าแก่ให้วิศวกรจบใหม่คนหนึ่ง วัดเส้นรอบวงของท่อ เขาจึงใช้ทฤษฎีที่เรียนมาคือ ใช้เวอร์เนียวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง เพื่อมาคำนวณหาเส้นรอบวง แต่เถ้าแก่ผู้มีประสบการณ์ในทางปฎิบัติบอกว่า ทำไมวิศวกรคนนี้ทำอะไรยุ่งยากมาก แค่หาด้ายเส้นหนึ่ง มาพันรอบท่อก็ได้เส้นรอบวงแล้ว

เรื่องที่อันตรายที่สุด คือ ให้นักทฤษฎีที่อยู่แต่บนหอคอยงาช้าง ไม่เคยปฎิบัติแบบคลุกฝุ่น มาสอนวิธีการปฎิบัติ  เพราะ ในทางปฎิบัติ ยังมีปัจจัยอื่น "ที่คิดไม่ถึง" มาเกี่ยวข้องที่ทำให้ทฤษฎีใช้ไม่ได้ผล ทฤษฎีที่ใช้ได้ผล นอกจากจะ ต้องผ่านการปรับปรุง จนกว่าจะใช้งานจริงได้แล้ว ยังต้องพิสูจน์ด้วยกาลเวลาว่าไม่มีปัญหา เช่น ถ้าให้นักทฤษฎีมาสอนวิธีการบอกทิศจากดวงอาทิตย์ นักทฤษฎีอ่านตำรามาว่า ดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก จึงสั่งให้นักปฎิบัติ อ้างอิงทิศตะวันตกจากดวงอาทิตย์ แต่นักปฎิบัติลงสนามทำแล้วปรากฎว่า ทิศผิด เพราะ ดวงอาทิตย์ไม่ได้ตกทางทิศตะวันตก แต่ตกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พอนักปฎิบัติกลับมารายงานความผิดพลาด นักทฤษฎีจึงตั้งทฤษฎีใหม่ว่า ดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งก็จะผิดอีก เพราะว่า บางฤดูดวงอาทิตย์ก็ตกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คนที่จะตั้งทฤษฎีนี้ได้ถูกต้อง มีแต่คนที่ปฎิบัติแบบคลุกฝุ่น คือ ดูดวงอาทิตย์ตลอดทั้งปี จึงจะรู้ได้ว่า ดวงอาทิตย์แท้จริงแล้วไม่เคยอยู่ในทิศเดิมเลยทุกวัน พอรู้แล้วจึงมาตรวจสอบจากตำราของคนที่เคยเจอแบบเดียวกัน จึงพบว่า ตำราทั่วไปเขียนผิด เพราะ เขียนไม่ละเอียด

 แม้แต่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องภูมิศาสตร์ ก็ยังไม่รู้จริงเท่ากับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นมาหลายสิบปี

ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ล้วนได้มาจากการลงมือปฎิบ้ติจนรู้แจ้งเห็นจริงทั้งนั้น ไม่เคยมีนักทฤษฎีที่อ่านตำราอยู่แต่บนหอคอยงาช้าง แล้วประสบความสำเร็จ เพราะ พอลงมือปฎิบัติแล้ว จะได้พบรายละเอียดที่ไม่ตรงกับความเชื่อเดิม ยกตัวอย่างเช่น คุณธนา เธียรอัจฉริยะ สมัยที่เคยอยู่ดีแทค ดีแทคมีเงินทุนไม่มากเท่าเอไอเอส เขาใช้วิธีส่งทีมวิจัยลงเดิน ทำให้พบว่าลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์แบบเติมเงิน จริงๆ ไม่ใช่เด็กสยาม แต่เป็นชาวบ้านทั่วไป นั่นคือที่มาของการพลิกแบรนด์ครั้งใหญ่ มาเป็นแบบบ้านๆ ทำให้พรีเซ็นเตอร์ถูกลงมาก

แม้แต่เนื้อหาข่าวก็เชื่อไม่ได้ แต่งเติมกันไปตามจินตนาการของคนเขียนข่าวและคนที่ลอกต่อๆกันมา อย่างเช่น นักข่าวไปสัมภาษณ์คนเก็บเห็ด ที่เงยหน้าขึ้นมาแล้วเจอหมี หมีจึงกัดที่ใบหน้า จนเขาล้มลง แต่นักข่าวทึกทักไปว่า คนวิ่งหนีหมีไม่ทันบ้าง หมีวิ่งตรงเข้ามาแล้วเขายืนประจัญหน้าสู้บ้าง เนื้อหาที่พอเชื่อได้ จะต้องออกจากปากของคนที่ประสบเหตุเท่านั้น

ความคิดสร้างสรรค์ เป็นจุดเริ่มต้นการลงมือทำแบบลองผิดลองถูก ความคิดสร้างสรรค์ จึงใช้งานได้เฉพาะในเวลาที่มีทรัพยากรเหลือเฟือที่จะทิ้งได้ เพราะ ถ้าทดลองมาแล้วผิด ใช้งานจริงไม่ได้ ก็ต้องเสียทรัพยากรไปฟรีๆ ถ้าไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะทดลอง ควรพยายามเลือกทำเฉพาะเรื่องที่พิสูจน์มาแล้ว ว่าได้ผลจริง

รู้ แต่ยังไม่เคยทำ คือยังไม่รู้ ความรู้ที่ได้จากการอ่านตำรา ยังนำไปบอกใครต่อไม่ได้ เพราะอาจผิดหรือถูกก็ได้ ความรู้ที่พอจะนำไปบอกคนอื่นได้ ต้องลงมือทำด้วยตนเองจนได้ผลตรงกับในตำราก่อน จึงจะถือเป็นอันสิ้นสุด สามารถนำไปเผยแพร่ได้ ถึงแม้จะยังอาจไม่ใช่ความรู้ที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ดีกว่าความรู้จากการอ่านตำราอย่างเดียว ซึ่งอาจจะผิดทั้งหมด

ความรู้ที่คิดว่าถูกเมื่อสิบปีที่แล้ว ปัจจุบันอาจจะผิด เพราะว่ามีการค้นพบข้อมูลใหม่

เมื่อได้ข้อมูลอะไรมาจากไหนก็ตาม ก่อนจะจดบันทึก หรือ เผยแพร่ออกไป ควรจะทดลองทำด้วยตัวเองเสียก่อนว่าทำได้จริง ถ้าจดไว้โดยไม่ทดลองทำ เวลาฉุกเฉิน ทำแล้วไม่ได้ผล จะยุ่ง ถ้าเผยแพร่ออกไป แล้วคนอ่านนำไปทำแล้วไม่ได้ผล จะมาต่อว่าเราได้ คนไทยส่วนใหญ่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ ก็เพราะขี้เกียจ คือ เวลารับข้อมูลแล้วไม่ลองทำจริง จึงเผยแพร่ข้อมูลต่อไปผิด อาจเพราะจำมาผิด หรือ อ่านมาไม่ครบ หรือ แหล่งข้อมูลผิดมาตั้งแต่แรก

วิธีการต่างๆที่เราคิดไว้ พอทำจริงๆอาจจะปรากฎว่า ไม่ตรงกับที่คิด ต้องมาคิดใหม่วางแผนใหม่ทั้งหมด เพราะฉะนั้น การคิดให้แม่นยำมากขึ้น จึงต้องอยู่กับความเป็นจริงให้มากที่สุด แม้แต่การซื้อของสักชิ้น การวัดขนาดแล้วจดไปซื้อ ก็ยังสู้การนำวัสดุจริงไปเทียบไม่ได้ แต่วิธีที่แม่นยำที่สุดคือต้องทั้งวัดและเทียบ หรือแม้แต่การเจาะกำแพงเพื่อยึดอุปกรณ์ โดยเจาะให้ตรงตามร่องบนตัวอุปกรณ์ การวัดขนาดจากอุปกรณ์แล้วเจาะตามขนาดที่วัด ก็ยังสู้การนำอุปกรณ์จริงมาเทียบแล้วทำเครื่องหมายแต่ละร่องไม่ได้

คิดจากใกล้ตัวไปไกลตัว

คนส่วนใหญ่มักจะชอบคิดไปไกลตัว ทำให้เรื่องใกล้ตัวไม่ได้ทำ เช่น เวลามีข่าวว่าน้ำท่วมกำลังจะท่วมกรุงเทพ ก็หนีไปแออัดกันอยู่แถวพัทยา เพราะกล้วรถถูกน้ำท่วม ทั้งๆที่กรุงเทพชั้นในน้ำไม่เคยท่วม แต่ไม่มาจอดรถกัน หรืออย่างเวลาคอมพิวเตอร์มีปัญหาเข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้ คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตขัดข้อง โดยไม่ได้มองว่าเครื่องตัวเองมีปัญหาหรืออาจะเป็นที่อุปกรณ์เชื่อมต่อมี ปัญหา ผลของการคิดไกลตัว ก็คือ การแก้ปัญหาต้องยืดยาวออกไป

หลักการตัดสินใจ

ความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เป็นพัฒนาการขั้นสูงของมนุษย์ แต่ผู้หญิง คนจน และคนที่ไม่เคยทำ มักจะตัดสินใจได้ไม่ดี เพราะ คนเหล่านี้มักจะด้อยประสบการณ์ ธรรมชาติของผู้หญิง ไม่ถนัดใช้เหตุผล ส่วนคนจนมักจะมองใกล้ๆแค่ปากกับจมูก ไม่มองไกลๆไปถึงอนาคต ความคิดเห็นของคนเหล่านี้จึงต้องผ่านการกลั่นกรองโดยผู้ที่ตัดสินใจได้ดีกว่า ซึ่งได้แก่ผู้ชาย ที่ไม่จำเป็นต้องร่ำรวย แต่ต้องพ้นจากความยากจนมาแล้ว เพราะ คนที่มีเงิน จะสามารถเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ พวกเขาจึงมีโอกาสได้ฝึกตัดสินใจเลือกทางเดินที่ถูกต้องให้กับตนเอง แต่ถึงกระนั้น ถ้าเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ ก็อาจจะตัดสินใจผิดได้ง่ายเช่นกัน

สิ่งที่ไม่ควรนำมาใช้ตัดสินใจคือ จินตนาการ เพราะจินตนาการเกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเรา ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะเรื่องที่เรายังไม่เคยเจอ แม้แต่จะจินตนาการให้ใกล้เคียงก็ยังยาก

ยิ่งมีข้อมูลมากขึ้น ยิ่งตัดสินใจได้ง่ายขึ้น การอ่านตำราหรือถามจากผู้รู้ที่เคยทำมาก่อน จะช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้น ซึ่งผู้รู้ต้องไม่ใช่นักทฤษฎี แต่ต้องเป็นคนที่เคยทำจริง จึงจะได้ความรู้ที่ตรงกับความเป็นจริง ถึงกระนั้นความรู้ที่ได้ก็ยังมักจะไม่ครบ หรือไม่ตรงกับเรื่องของเรา การที่เราจะตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุด จึงต้องลงมือทำเอง จึงจะรู้ว่าทำอย่างไร แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร มีผลกระทบกับใครบ้าง

ถ้ามีเวลาศึกษาด้วยตนเอง ให้ค้นหาตัวเลือกทั้งหมดมาก่อน เมื่อรู้แล้วว่ามีกี่ตัวเลือก เราก็จะรู้ข้อจำกัด แล้วจึงค่อยศึกษาแต่ละตัวเลือก ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร นำมาเปรียบเทียบกัน

กรณีไม่มีข้อมูล มีทางเดียวคือทดลองทำ การลงมือทำอาจมีหลายทาง ให้ทดลองทำสักทางหนึ่ง ทำไปเรื่อยๆจะรู้เอง รายละเอียดต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ คิดยังไงก็คิดไม่ถึง จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อลงมือทำจริงๆจังๆเท่านั้น ถ้ามัวแต่ลังเลก็จะไม่ได้ทำเสียที อย่างเช่นถ้าต้องการออกแบบสินค้าใหม่แต่คิดไม่ออกว่าจะทำแบบไหนดี ให้ทำมาสักแบบแล้วลองใช้เองไปเรื่อยๆ ถ้าทำทุก ทางได้จะดีมาก ผลลัพธ์อาจมีหลายปัจจัยมาเกื้อหนุน ถ้าเราทำวิธีเดียว พึ่งเพียงปัจจัยเดียว อาจไม่เจอผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ถ้าลงมือทำแล้ว เกิดผิดพลาด ต้องเปลี่ยนหรือยกเลิกได้ ถ้าเรื่องใดที่ทดลองทำแล้ว ต้องสูญเสียทรัพยากรมาก หรือเป็นภาระระยะยาว เลิกไม่ได้ เช่น มีลูก ไม่ควรทดลองทำ มีวิธีเดียวคือ ต้องศึกษาเรื่องนั้นให้ละเอียดรอบคอบ

เราจะรู้ได้หมดก็ต่อเมื่อเรารู้กว้าง คือรู้ว่าทั้งโลกนี้มีใครทำเรื่องนี้อยู่ที่ไหน และ รู้ลึกคือสาวไปจนถึงต้นตอของเรื่องนั้น

ประสบการณ์ชีวิตสามารถช่วยให้เราได้ข้อมูลที่แม่นยำขึ้น เช่น ถ้าเราอยู่กลางแจ้ง แล้วเห็นเมฆครึ้มตั้งเค้ามา สงสัยว่าฝนจะตกหรือไม่ ควรจะทำอย่างไรต่อไป คนมีประสบการณ์ในเรื่องธรรมชาติ แค่มองดูไกลๆว่ามีฝนตกหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ยังวางใจได้ ส่วนหมอกที่อยู่บนภูเขานั้น เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และไม่ได้บ่งบอกว่าฝนจะตก ส่วนละอองฝนที่มากระทบตัว เป็นแค่ละอองหมอก

ในกรณีที่ไม่มีข้อมูล และไม่มีเวลาทดลองทำ มีสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเราได้คือ การตรวจวัด เช่น วัดความยาว ความสูง น้ำหนัก ถ้าเป็นไฟฟ้าก็วัดความต่างศักย์ ฯลฯ รวมทั้งการคำนวณ ก็จะช่วยให้เราประมาณได้แม่นยำขึ้น เช่นเดียวกับการอ่าน แต่เป็นการอ่านจากการลงมือทำแบบคำนวณ

การวัดระยะ บางทีอาจจะลืมติดเครื่องมือไปด้วย วิธีที่พอจะช่วยได้คือ วัดจากมือและเท้า เช่น คนปกติ 1 คืบจะยาวประมาณครึ่งฟุต ระยะระหว่างปลายนิ้วและหัวไหล่อีกฝั่งจะประมาณ 1 เมตร เดิน 3 ก้าวจะได้ระยะทางประมาณ 2 เมตร เป็นต้น

การตัดสินใจที่มีคนอื่นมาร่วมทาง ข้อมูลจะได้จากการถามทุกข์สุขของผู้อื่น เช่น ถ้าชวนกันไปกินข้าว ควรถามแต่ละคนว่า หิวข้าวมาหรือยัง กินมาตอนกี่โมง

การสอบถามผู้รู้ ถ้าถามตรงๆเขาอาจจะไม่บอก ต้องถามอ้อมๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากรู้ว่า จะวิธีตรวจหาปริมาณสารเคมีตัวหนึ่ง เราก็อาจจะปลอมตัวเป็นลูกค้าไปคุยกับหลายๆแห่งที่รับตรวจสารเคมีตัวนั้น แกล้งถามราคาแล้วก็แกล้งถามต่อว่า เขาใช้วิธีไหน ใช้เครื่องยี่ห้ออะไร

ถ้ายังไม่รู้แน่ชัด ยังไม่ควรตัดสินใจ แต่บางเรื่องต้องรีบตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง ทั้งที่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ให้เขียนทางเลือก ทั้งหมด แล้วตัดตัวเลือกที่ไม่จำเป็นออก (ตัด choice) ถ้าหลักใดไม่ตรงกับเรื่องนั้น ให้ข้ามไปใช้หลักข้อถัดไป
  1. เขียนทางเลือกทั้งหมด ถ้ามีทางเลือกไม่มาก เช่น ทำกับไม่ทำ ไม่จำเป็นต้องเขียนก็ได้ สามารถคิดในใจได้เลย เรื่องที่มีหลายเหตุผลสลับซับซ้อน ให้แตกแต่ละเหตุผลออกมาเป็นแต่ละเรื่อง
  2. ตัดความรู้สึกออก ทั้งความรู้สึกส่วนตัว และ ความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่อตัวเรา เพราะ ความรู้สึกจะทำให้มองไม่เห็นเหตุผลและความต้องการของตัวเอง
  3. ตัดทางเลือกที่ไม่รู้แน่ชัด หรือ ไม่แน่นอน ซึ่งได้แก่ เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น เรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ได้ทำเป็นประจำ ไม่เคยคิดและไม่เคยค้นหาอย่างละเอียดรอบคอบไว้ล่วงหน้า
  4. ตัดเงื่อนไขที่ไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะจะทำให้เกิดแรงกดดัน เงื่อนไขอาจเป็นเรื่องที่เราคิดไปเองอย่างเช่น กลัวพ่อแม่เสียใจ, ราคาที่ต่างกันไม่มาก หรือ เรื่องที่คนอื่นสร้างขึ้น อย่างเช่น โปรโมชั่น กฎเกณฑ์ พันธนาการ หรือ สิ่งเร้าต่างๆ ถึงเราไม่ทำตาม ก็ไม่เกิดปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงชัดเจน แม้แต่เงื่อนไขที่จะอาจจะมีผลกับเรา เช่น ต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือเสียค่าเช่าจำนวนมากทุกเดือน ก็ไม่ควรจะนำมาเป็นเงื่อนไข เพราะบางครั้งเราควรเสียเงินมากกว่าเพื่อแลกกับความแน่นอน
  5. ตัดวิธีที่มองแต่ในแง่ดี พยายามมองในแง่ร้ายที่สุดว่า ผลที่ออกมา เรายอมรับได้หรือไม่ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง
  6. เงื่อนไขของเราในขณะนั้นคืออะไร บ่อยครั้งที่เราต้องเลือกระหว่างเงินกับเวลา ถ้าเงื่อนไขในขณะนั้นคือเวลา เราก็จำเป็นต้องยอมเสียเงิน แต่ถ้าเงื่อนไขในขณะนั้นคือไม่ค่อยมีเงิน เราจำเป็นต้องยอมเสียเวลา บางครั้งเงื่อนไขอาจเป็นเรื่องความปลอดภัย เราจำเป็นต้องยอมสละทั้งเงินและเวลา
  7. มองระยะยาว ว่าได้อะไร เสียอะไร ได้คุ้มเสียหรือไม่ แล้วเลือกทางที่ได้มากที่สุด แต่สูญเสียน้อยที่สุด
  8. ทำตามแผนที่วางไว้ เพราะ แผนการได้คิดไว้อย่างรอบคอบ และได้เตรียมเครื่องมือไว้แล้ว หากเปลี่ยนแผนกะทันหัน อาจมีบางเรื่องที่ตกหล่นไป หากคิดจะเปลี่ยนแผนไม่ควรลงมือทำทันที จะพลาดได้ง่าย ต้องเผื่อเวลาคิดและเตรียมตัวใหม่ให้รัดกุม
  9. เรื่องที่มีคนอื่นมาเกี่ยวข้อง ควรเลือกวิธีที่ทำให้คนอื่นเข้าใจง่าย
การตัดสินใจจากความรู้สึกของตนเองหรือผู้อื่น  จะทำให้มองไม่เห็นเหตุผลและความต้องการของตัวเอง การทำตามความรู้สึกของตัวเอง อาจทำให้่เราต้องลำบากมากขึ้น แต่ได้ผลเท่าเดิม เช่น การกินข้าวระหว่างเดินทาง ถ้าต้องเลือกไปกินร้านอร่อยๆวิวสวยๆ ที่ขับรถเลยมาแล้ว กับ ไปหากินข้างหน้าที่รู้แน่ว่ามีของกินแน่นอน เราควรจะตัดตัวเลือกที่ต้องย้อนกลับไป เพราะจะทั้งเสียเงิน เสียเวลา และเสียแรงมากขึ้น ทั้งที่ร้านขายอาหารที่ไหนก็มี อาจจะอร่อยสู้ไม่ได้และวิวอาจจะไม่สวยเท่า แต่อิ่มเหมือนกัน การกินอาหารอร่อยๆวิวสวยๆ สามารถทำได้หากเป็นทางผ่าน และได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว

ถ้าเราห่วงความรู้สึกของคนอื่น เช่น กลัวคนมองว่าเราผิดปกติ กล้วเสียหน้า ความสงสาร ความเกรงใจ ฯลฯ เราจะต้องทำตามใจคนอื่น หลังจากที่ความรู้สึกหมดไป แล้วเหตุผลเข้ามาแทนที่ ปัญหาจะตามมา ทำให้เราเสียใจภายหลัง สาเหตุที่เรามองไม่เห็นความจริง เพราะ เรามัวแต่คิดเรื่องความสวยงาม ห่วงหน้าตา กลัวเสียหน้า สงสาร เกรงใจ  เช่น ถ้าเราไปยืนดูสินค้าชิ้นหนึ่งนานๆ แล้วคนขายต้องเสียเวลามาคอยอธิบาย เราจึงซื้อสินค้าชิ้นนั้นเพียงเพราะเกรงใจกลัวจะโดนคนขายด่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่ซื้อมาก็ไม่ได้ใช้ เพราะไม่ตรงกับความต้องการ ทำให้วันหลังต้องไปหาซื้อใหม่

เลือกเฉพาะหนทางที่แน่นอน รู้ผลแน่ชัด เราจำเป็นต้องตัดตัวเลือกที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งได้แก่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น และเรื่องที่ไม่เคยทำหรือไม่ได้ทำเป็นประจำ เพราะ เราจะไม่รู้่แน่ชัดว่าผลออกมาเป็นอย่างไร อาจจะสำเร็จหรือล้มเหลว เพราะยังมีปัจจัยที่เราคาดไม่ถึงซ่อนอยู่  ถึงแม้ว่าเราจะไปเจอทางเลือกใหม่จะน่าสนใจกว่า เช่น ราคาถูกกว่า แต่เป็นการมองเพียงมุมเดียว พอลงมือทำจึงจะรู้ว่า มีปัญหาที่เรายังไม่รู้ซ่อนอยู่ ทำให้ทางเลือกใหม่ สู้ทางเลือกเก่าที่ราคาแพงกว่าไม่ได้ บางทีเปลี่ยนแล้วถึงรู้ว่า เรื่องที่เรารู้แน่ชัดมักจะผ่านการคิดและทำมานานจนแน่ใจได้ว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนั้น องค์ประกอบต่างๆเข้าที่เข้าทางแล้ว การทำให้ทางเลือกใหม่ดีเหมือนเดิม ต้องเสียเวลามากกว่าที่คิดไว้ เพราะมีองค์ประกอบอื่นๆมาเกี่ยวข้อง มีตัวอย่างในชีวิตจริงให้เห็นมากมาย เช่น ในปี 2007 มีข่าวว่านักวิจัยสามารถสกัดน้ำมันเบนซิน ได้จากแบคทีเรียดัดแปลงพันธุกรรม เขาสัญญาว่าจะทำให้เป็นจริงได้ใน 3-5 ปี แต่ผ่านมา 5 ปีแล้วเขาก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะ พบภายหลังว่าแบคทีเรียถูกฆ่าตายในน้ำมัน จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าการทำในเรื่องที่รู้ผลแน่ชัด จะต้องเสียเงินและเวลามากขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังน้อยกว่าการทดลองวิธีใหม่แล้วล้มเหลว ยิ่งในเวลาที่มีเงินหรือเวลาจำกัด อย่าเลือกทางที่ตัวเองไม่รู้แน่ชัด เพราะ ถ้าพลาดแล้วจะไม่มีโอกาสแก้ตัว การทำวิธีที่รู้ผลแน่ชัด จะรู้ว่า ต้องใช้ทรัพยากรเท่าใด ผลออกมาอย่างไร ถึงแม้จะมีอุปสรรค แต่เราก็ยังรู้ว่าต้องเจออุปสรรคอะไรบ้าง และจะผ่านไปอย่างไร แต่ถ้าเราเลือกทำวิธีที่ไม่รู้แน่ชัด เราอาจจะต้องหลงทาง หรือเจอปัญหาที่ไม่เคยรู้วิธีแก้มาก่อน ทำให้ต้องเสียเงินเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหา ที่ไม่รู้กำหนดเวลาที่แน่นอน ทำให้เราต้องจมปลักอยู่ตรงนั้น การทำเรื่องที่ ไม่รู้ผลแน่ชัด เป็นการสำรวจ หรือการทดลอง ควรทำเฉพาะช่วงที่มีเวลาว่าง และมีทรัพยากรมากพอที่จะสูญเสีย ถึงแม้ว่าจะมีเงินและเวลาเหลือบ้าง แต่ถ้าไม่ใช่เหลือทิ้ง ก็ยังไม่ควรทดลอง ถ้าเจอทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่า แล้วรู้สึกลังเล ยังไม่ควรจะเลือกอะไร แต่ควรเก็บตัวเลือกใหม่มาคิดก่อน

เงื่อนไขต่างๆที่ตนเองและบุคคลอื่นสร้างขึ้น ทำให้เราไม่มีอิสระทางความคิด เกิดแรงกดดัน ทำให้ใจไม่เป็นกลาง จึงทำให้เราตัดสินใจผิดได้ง่าย หากมีทางให้เลือกหลายทาง ควรเลือกหนทางที่มีอิสระทางความคิดมากที่สุด เงื่อนไขมีหลายแบบ อาจเป็น กฎเกณฑ์ พันธนาการ และ สิ่งเร้า ที่คนอื่นสร้างขึ้น เช่น โปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 หรือ สินค้าลดราคา เช่นเดียวกับการตัดสินใจจากความทรงจำ สิ่งที่เราเคยเห็นมา อาจเป็นแค่เสี้ยวเดียว ยังอาจมีสิ่งที่เราไม่เห็น ถ้าเราทำตามความทรงจำ อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ แต่ถ้าเราเลิกใช้ความทรงจำ เปลี่ยนมาใช้ความคิดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เราจะคิดวิธีที่เหมาะสมได้ เมื่อเรามีอิสระทางความคิดแล้ว จะได้ยินเสียงตัวเองว่า ต้องการอะไรและเรามีข้อจำกัดอย่างไร

บางเรื่องเราไม่เคยทำมาก่อนเลย แต่จำเป็นต้องตัดสินใจ ถ้าเคยค้นหาข้อมูลจนทั่วแล้วและคิดไว้เป็นเวลานาน ก็พอจะรู้ได้ว่าทำแล้วจะต้องเจออะไร ถึงแม้จะรู้ไม่ดีเท่ากับเรื่องที่เคยลงมือทำมาก่อนก็ตาม แต่ถ้าไม่เคยคิดไม่เคยค้นหาข้อมูลไว้เลย จะไม่ได้คิดรอบคอบว่ามีผลเสียมีอะไรบ้าง ทำไปแล้วอาจต้องเจอปัญหาที่ซ่อนอยู่ เราจึงควรตัดทางเลือกที่ไม่เคยใช้สมองไว้ล่วงหน้าออกไป ยกตัวอย่างเช่น มีเพื่อนมาชวนไปเที่ยงต่างจังหวัด โดยให้เวลาเก็บของเพียงไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่าการไปเที่ยวย่อมดีกว่าอยู่บ้าน แต่ถ้าเราตัดสินใจไป อาจจะนึกขึ้นได้ระหว่างทางว่า เตรียมของมาไม่ครบ หรือ มีงานค้างอยู่ ทำให้ไปได้ไม่นาน ต้องรีบกลับมาทำงาน หรือการไปเที่ยวโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า อาจต้องเสียเวลาวกไปวนมา บางทีไปถึงกลางทางแล้วนึกขึ้นได้ว่า อยากไปอีกที่ ที่อยู่นอกเส้นทาง ทำให้ต้องอ้อมไปไกล

คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะมองแต่ใกล้ๆแค่ปากกับจมูก ทำให้ไม่เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน เมื่อไม่ชัดเจนก็ทำให้ตัดสินใจผิดได้ง่าย ผลลัพธ์จะเห็นได้ชัด เมื่อมองระยะยาว เพราะความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ใช้เวลาแค่ 1-2 วัน แต่ใช้เวลานานแรมปี เหมือนเส้นผมที่ไม่ได้ยาวในเวลาแค่ไม่กี่วัน แต่ต้องใช้เวลานานนับเดือนจึงจะเริ่มเห็นความแตกต่าง เมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว จึงค่อยมาชั่งน้ำหนักว่า ได้คุ้มเสียหรือไม่ ถ้าคุ้มแล้วจึงค่อยทำ อย่างเช่น ถ้าต้องการเลือกซื้อของที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ควรมองอนาคตว่า หากเสียขึ้นมาแล้ว หาอะหลั่ยเปลี่ยนได้หรือไม่ หรือ มีคนช่วยแก้ปัญหาหรือไม่ ฯลฯ แต่ถ้าได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว ถึงแม้จะต้องหาข้ออ้างเสียสัจจะ ก็จำเป็นต้องทำ อย่างเช่น เพื่อนชวนปล้นธนาคาร ฯลฯ แต่ถ้าไม่มีผลเสียระยะ ยาว และนานๆทำที เราก็ไม่จำเป็นต้องคิดมาก จะเลือกทางไหนก็ได้ ยกเว้นจะเป็นการทำซ้ำๆ จำเป็นต้องเก็บมาคิด เพราะจะเกิดผลสะสมในระยะยาวได้ นอกจากนี้ เรื่องได้หรือเสีย ยังไม่ได้หมายถึงเราได้ฝ่ายเดียว ต้องรวมถึงคนอื่นด้วย โดยเฉพาะสังคม ถ้าเราได้ฝ่ายเดียว แต่สังคมเสีย ถือว่าใช้ไม่ได้ ถ้าเราได้ฝ่ายเดียว แต่ไม่กระทบกับสังคม ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าจะให้ดี ต้องได้กับตัวเองและสังคมด้วย

การมองในแง่ร้ายที่สุด เพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุดเพียงคำตอบเดียว ถ้ามองในแง่ดีจะไม่ได้คำตอบเพราะมีหลายคำตอบ ทำให้เราคิดสับสน  หลายเรื่องตัดสินใจยาก เพราะ เป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมองไม่เห็น วิธีมองให้เห็นอนาคตคือ มองที่ข้อเสียที่เลวร้ายที่สุด ว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้เราเพียงใด แล้วถ้าผลร้ายที่สุดเกิดขึ้นแล้ว เรายอมรับได้หรือไม่ ข้อเสียอาจมีหลายเรื่อง ต้องเขียนมาให้ครบ เช่น หากเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำเลยหรือรอไปก่อน หากมองในแง่ร้ายแล้ว พบว่าในอนาคตอาจจะต้องเจออุปสรรค เราจึงตัดสินใจได้ว่า ควรจะรีบทำแต่เนิ่นๆ ถึงแมม้ว่าจะไม่มีอุปสรรค แต่ถ้ารอไปนานๆก็ไม่ได้ทำเสียที ตัวอย่างอื่นๆ ของการมองในแง่ร้าย คือ เรื่องที่เกี่ยวกับคนหมู่มาก ให้คิดถึงคนที่ด้อยโอกาสมากที่สุด, ถ้าเป็นเรื่องสิ่งของ ให้มองว่า ของชิ้นนั้นมีโอกาสเสียมากแค่ไหน เสียแล้วแก้ไขได้หรือไม่

บางครั้ง เรื่องที่เราต้องตัดสินใจ มักจะมีหลายเหตุผลมาประกอบกัน ทำให้สับสน วิธีแก้ไขคือ แยกแต่ละเหตุผลออกมา แล้วเราก็จะเห็นว่า บางเหตุผลเป็นแค่ข้ออ้าง ที่ยังไม่จำเป็นต้องทำ หรือ ทำเมื่อไหร่ก็ได้ และยังมีทางเลือกทางอื่นที่ทำได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบมากนักก็ตาม หลังจากแยกแต่ละเรื่องออกมาแล้ว เราจะพบว่า เหตุผลที่จำเป็นจริงๆมีไม่กี่ข้อ ให้เก็บเฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆมาคิด

ตัดสินใจช้า ไม่แน่ว่าจะถูกเสมอไป

การตัดสินใจเร็ว มีโอกาสผิดพลาดมากก็จริง แต่การตัดสินใจช้า อาจจะมีโอกาสผิดพลาดพอๆกัน สิ่งสำคัญอยู่ที่ข้อมูล ถ้าข้อมูลยิ่งมาก โอกาสผิดพลาดยิ่งน้อยลง ดังนั้น ควรสละเวลาหาข้อมูล แต่บางทีคิดว่าข้อมูลครบแล้ว กลับตกหล่นเรื่องสำคัญที่สุดไป เพราะฉะนั้น วิธีที่จะได้ข้อมูลดีที่สุด คือถามผู้รู้ ถ้าซื้อของ ผู้รู้คือคนขาย และ คนเคยใช้ เป็นพวกหนูทดลอง คือ คนที่เคยซื้อสินค้าชิ้นนั้นมาใช้ คนที่เราต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือคนที่ใช้แล้วเจอปัญหา แม้จะเป็น 1 ใน 100 ก็ตาม ไม่ต้องไปสนใจคนที่ใช้แล้วดี เพราะอาจยังไม่เจอปัญหา

สิ่งดีๆ อาจเกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญ และเป็นการค้นพบใหม่ ไม่มีในตำราที่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้าข้อมูลน้อย จงอย่าค้างอยู่แค่ข้อมูล  ให้ทดลองปฎิบัติจริง ลองหลายๆแบบ อย่ากลัวเปลืองเงิน  เพราะจะเปลืองตอนทดลองครั้งแรกเท่านั้น พอรู้แล้วต่อไปจะประหยัดได้มากกว่าการใช้แบบไม่รู้ ถ้ากลัวเปลืองเงิน ก็ไม่ควรจะเริ่มต้นทำเรื่องนั้น

การทำงานภายใต้ความเสี่ยง อย่าทำอะไรที่ไม่เคยทดสอบมาก่อน ว่าทำแล้วได้ผลจริง (improvise)

ธรรมชาติของสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำครั้งแรกมักจะไม่ได้ผล เพราะยังคิดไม่ถึงปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะเวลาที่เกิดปัญหาขึ้น และกำลังเร่งรีบ เรามักจะชอบเปลี่ยนไปทำสิ่งใหม่ เพราะคิดว่าสิ่งใหม่น่าจะดีกว่าสิ่งเก่า พอทำไปได้สักพักถึงรู้ว่า ไม่ง่ายอย่างที่คิด ทำให้งานที่ควรจะเสร็จได้โดยง่าย เพียงแค่ทำตามวิธีการเก่าๆ กลับยืดเยื้อออกไปไม่จบสิ้น

การจะทำอะไรใหม่ๆ ควรทำในขณะที่มีเวลาว่างสำหรับ คิดและทดลองทำจนรู้ขั้นตอนและผลแน่ชัดแล้ว

อย่าทำตามความคิดของใคร

โลกนี้เต็มไปด้วยคนโง่เขลา แถมยังมีความโลภมาซ้ำเติม ถ้าเราตามคำแนะนำของคนอื่น เขาจะนำเราไปเจอปัญหาและทางตัน

การวางเป้าหมายของตัวเอง ควรค้นหาความจริงด้วยตนเอง ด้วยการลงไปสัมผัสและศึกษารายละเอียด แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่ทุกคนในสังคมทำตามๆกันมานั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และสมควรได้รับการแก้ไข

มองไกลๆก่อนก้าว ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

การเดินทางไปไหนสักแห่ง คนที่อ่อนประสบการณ์ จะมัวแต่เดินดูทาง ดูแต่พื้น ดูใกล้ๆตัว ทำให้มีโอกาสหลงทางได้ง่าย ต้องเดินวนอยู่ที่เดิม ผู้มีประสบการณ์ในการเดินทาง จะชอบหยุดมองไปไกลๆ เพื่อให้รู้ว่าจะเดินไปทางไหน เมื่อรู้แน่ชัดแล้วค่อยเริ่มเดิน โอกาสหลงทางจึงน้อยลง แถมยังเดินเร็วขึ้นด้วยเพราะรู้ทางล่วงหน้าแล้ว

การมองไปไกลๆคือ การประเมินความเป็นไปได้ ที่จะไปถึงเป้าหมาย ด้วยการเขียนว่า การไปถึงเป้าหมาย ต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง แล้วรอบตัวเรา มีทรัพยากรเหล่านั้นหรือไม่ และตัวเรามีความสามารถที่จะหาทรัพยากรเหล่านั้นมาได้จนครบหรือไม่ เช่น ถ้าต้องการทำงานด้านซอฟแวร์ ต้องการสร้างระบบปฎิบัติการให้เหมือนบิลเกตต์ ทรัพยากรคือ ต้องใช้คนจำนวนมากมาช่วยกัน และค่าจ้างของแต่ละคนก็ไม่ใช่ถูกๆ เพราะเป็นงานใช้สมอง ที่แรงงานทั่วไปทำไม่ได้ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ย้อนกลับมาดูในประเทศไทย จะพบว่า เมืองไทยยังมีทรัพยากรมนุษย์ด้านนี้ไม่พร้อม เพราะยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีคนจนอยู่มาก คนเขียนโปรแกรมได้มีน้อย และ คนเขียนโปรแกรมได้ดียิ่งหายากมาก เมื่อเรารู้ความจริงแล้ว เราก็จะตัดสินใจได้ว่า ไม่ควรทำงานด้านเขียนโปรแกรม แต่เหมาะทำงานด้านอื่นที่ต้องการแรงงานใช้สมองน้อยกว่านี้ ทรัพยากรบางอย่างอาจมีอยู่ แต่เราไม่สามารถได้มา เพราะติดเงื่อนไขหรือจำกัดบางอย่าง ความรู้พวกนี้อาจไม่มีเขียนไว้ การที่จะรู้ได้ จำเป็นต้องพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง

โลกนี้มีความรู้มากมาย คนๆเดียวไม่อาจศึกษาได้ครบทุกเรื่อง ดังที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า "ความรู้ที่ฉันนำมาบอก เปรียบเสมือนใบไม้กำมือเดียว ในใบไม้ทั้งป่า" โลกนี้จึงแบ่งเป็นสาขาอาชีพต่างๆ เช่นเดียวกับตัวเราเอง ที่ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน คนที่ทำสะเปะสะปะเหมือนเป็ด ยากที่จะประสบความสำเร็จ

เมื่อเราตั้งเป้าไว้แล้ว แน่นอนว่า เวลาทำจริงย่อมมีโอกาสพลาดเป้า เราจึงต้องเผื่อเวลาไว้ด้วย อย่างน้อยเท่าตัว แต่ถ้า 3 เท่าจะดีมาก เพราะ ถ้ามีเวลาแค่เท่าตัว เวลาทำผิดแล้วจะมีโอกาสแก้ตัวได้แค่รอบเดียว เช่น ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำสำเร็จใน 10 ปี ควรจะวางแผนทำให้เสร็จภายใน 3-4 ปี ถ้าเสร็จเร็วก่อนกำหนดคือเสร็จทัน 3-4 ปีจริง ย่อมเป็นเรื่องที่ดี จะได้เอาเวลาที่เหลือไปเที่ยว พักผ่อน ช่วยเหลือสังคม ฯลฯ แต่ถ้าตั้งเป้าไว้ 10 ปีแล้วเรายังทำไม่เสร็จ ถึงเวลานั้นเราจะต้องเสียใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี

อนาคตเป็นอย่างไร อยู่ที่ว่า วันนี้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างไร ชีวิตที่ไม่มีเป้าหมาย จะผ่านไปวันๆอย่างเลื่อนลอย ต่างจากชีวิตที่มีเป้าหมาย จะมีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า รู้ว่าต้องทำอะไร และจะมีระเบียบวินัยในตัวเอง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เช่น จากที่เคยใช้เงินอย่างสิ้นเปลือง ก็จะรู้จักประหยัดอดออม

เป้าหมายที่อยู่สูง ไปถึงได้ ถ้ามีความพยายาม ถึงแม้วันนี้จะยังไม่พร้อม แต่เมื่อถึงเวลา เราก็จะลงมือทำได้ แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายเลย ย่อมไม่มีวันไปถึงได้

สิ่งที่ควรทำก่อน คือ สิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ หรือยังไม่รู้จัก เราจึงจะได้รับสิ่งที่คนอื่นไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ เพราะคนอื่นมัวแต่เดินชมนกชมไม้ระหว่างทางอยู่ พออยากจะไปต่อให้สุดทางก็สายไปแล้ว เช่น มีชาย 2 คนตั้งใจจะไปขึ้นยอดเขา ชายคนแรก เริ่มเดินไปตามถนนราดยาง เพื่อที่จะได้ชมวิวทิวทัศน์ระหว่างทาง พอไปสุดทางรถที่ตีนเขา ก็หมดแรง เขาจึงไม่มีโอกาสเดินต่อขึ้นไปให้ถึงยอดเขา ส่วนชายอีกคน คิดได้ว่าถนนเส้นนี้ ใครๆเดินได้ ค่อยกลับมาเดินตอนแก่ๆก็ยังทัน เขาจึงนั่งรถไปจนถึงตีนเขา ทำให้เขามีแรงเหลือ สามารถเดินขึ้นไปพิชิตยอดเขาได้

ในช่วงที่เรายังมีอายุน้อย ยังไฟแรง ถ้าเราเลือกที่จะทำอาชีพอะไรแล้ว จะมาเปลี่ยนภายหลังลำบาก เพราะ กว่าจะชำนาญในแต่ละอาชีพ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี อาจแบ่งเป็น ศึกษาทฤษฎี 3 ปี ฝึกทำจนคล่อง 3 ปี และลองผิดลองถูกเรื่องที่ไม่มีในตำราอีก 3-4 ปี ช่วงเวลาแต่ละช่วง อาจมากน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน แต่คนที่เคยทำมาน้อยกว่า 10 ปี มักจะยังไม่ชำนาญจริง ยังขาดความรู้หรือประสบการณ์ จะเห็นได้ว่า คนที่เลือกทำอาชีพเล็กๆตั้งแต่แรก มักจะมีอาชีพเล็กๆไปตลอด ส่วนคนที่เลือกทำอาชีพใหญ่ๆ ก็จะมีอาชีพใหญ่ไปตลอด จะไปเปลี่ยนทีหลังก็ยากแล้ว ในช่วงเริ่มต้นชีวิต เราสามารถเลือกได้ว่า สิ่งที่เราทำ จะให้ผลกระทบกับคนแค่ไม่กี่คน หรือ เป็นล้านๆคน เหมือน สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) เลือกที่จะทำคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์จนดังไปทั่วโลก เพียงเพราะเขาคิดว่า เขาควรจะทำสิ่งที่มีผลกระทบกับคนทั้งโลก จะได้ไม่เสียชาติเกิด

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะทำอาชีพอะไร จงค้นหาไปเรื่อยๆ ถ้าเรียนหนังสือ ก็ต้องเรียนให้กว้างๆ อย่าเรียนลึก เพราะ ถ้าเรียนลึก จะไม่รู้กว้าง เราไม่รู้ว่าในอนาคต จะมีโอกาสอะไรจะมาถึงบ้าง ถ้าโอกาสนั้นไม่ตรงกับที่เราเคยเรียนมา เราจะเริ่มต้นยาก เพราะการทำอะไรก็ตาม จะยากแค่ตอนเริ่มต้น การเรียนให้กว้างๆ คือการปูพื้นฐาน ถ้าเราเห็นภาพรวมหรือ concept ของเรื่องนั้นแล้ว พอจะทำเรื่องนั้นเชิงลึก แค่ไปศึกษาต่อยอดอีก ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว
แต่ถ้ากำลังทำอยู่ ลองทำให้ลึกซึ้งไปเรื่อยๆ จะเริ่มมองเห็นจุดโหว่ในเรื่องนั้น เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครทำ เราจึงเข้าไปทำ ยกตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อบส์ ทดลองใช้โทรศัพท์มือถือที่วางขายในท้องตลาดแล้วไม่พอใจ เพราะไม่เสถียรหรือไม่ฉลาดพอ เขาจึงทำโทรศัพท์ มือถือยี่ห้อไอโฟนออกมาขายจนโด่งดัง

เขียนแผนการทำงาน ที่มีวิธีวัดความก้าวหน้า ด้วยแผนที่โครงการ (project map)

งานมีอยู่ 2 ประเภท ตามลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน คือ
คนที่เดินทางไกล แล้วไม่มีแผนที่ หรือมีแผนที่แต่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของแผนที่ ไม่ใช่แค่จะหลงทาง แต่ยังท้อแท้สิ้นหวังได้ง่าย เพราะไม่รู้ว่าตัวเองเดินทางมาไกลแค่ไหน และยังเหลือระยะทางอีกไกลเท่าไหร่ การทำงานอื่นๆก็เหมือนกัน แผนการทำงานเปรียบเสมือนแผนที่ ตัววัดความก้าวหน้าเปรียบเสมือน การลากเส้นไปบนแผนที่จากจุดเริ่มต้นถึงจุดที่ตัวเองอยู่ แล้วลากเส้นต่อไปยังจุดหมาย คนที่ใช้ gps เป็นตัวช่วยจะเห็นได้ชัด ว่าการรู้ระยะทางที่ผ่านมาและระยะทางที่เหลืออยู่ ช่วยให้รู้สึกมีความหวังได้อย่างไร

การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มักจะใช้เวลาสั้นๆอย่างมากวันเดียว ถ้าหลงทางไปเราก็จะรู้ได้ง่าย ต่างจากชีวิตจริง ที่เป้าหมายมักจะอยู่ไกล ต้องใช้เวลาทำนานนับสิบๆปีกว่าจะไปถึง คนจำนวนมากมักจะรู้สึกท้อกลางทางแล้วเลิกทำ หรือมีโอกาสที่จะเถลไถล เดินออกนอกเส้นทาง หรือ ทำผิดวิธี โดยที่ตัวเองไม่รู้ มีหลายสาเหตุที่เราจะทำผิดวิธี เช่น หมกมุ่นอยู่กับการใช้แรงงาน ทั้งที่มีเงินใช้คนอื่นทำได้แต่ไม่ใช้ หรือ ทำงานใหญ่แต่หมกมุ่นทำอยู่คนเดียว จึงทำไม่เสร็จเสียที จนคนอื่นที่เขาทำกันเป็นทีม จึงทำเสร็จก่อน หรือ คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ จะหลงวนเวียนอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมในโลกอินเตอร์เน็ต โดยไม่มีตัววัดความก้าวหน้าในชีวิต

มีทฤษฎีจิตวิทยาใหม่ชื่อว่า progress is addictive หมายถึง เวลาเราทำงานอะไรสำเร็จ สมองจะหลั่งฮอร์โมน dopamine ออกมาให้เรารู้สึกมีความสุข ทำให้อยากทำซ้ำ สาเหตุที่คนจะติดอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียล เพราะ ทำเสร็จได้ง่าย แค่พิมพ์แล้วกดส่ง แถมยังมีคนมาสนใจมาตอบหรือกดแสดงอารมณ์อีกด้วย ยิ่งทำให้มีความสุข เราจึงใช้ความรู้เรื่องนี้ มาแก้ไขปัญหาเรื่องท้อกลางทางคือ
  1. สร้างแผนที่โครงการ ว่าหัวข้องานทั้งหมดต้องทำอะไรบ้าง ส่วนนี้ควรเขียนลงในคอมพิวเตอร์ เพราะอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วาดเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเชื่อมโยงกันเหมือน flowchart โดยไม่จำเป็นต้องเขียนงานย่อยๆ เพราะอยู่ในใจแล้ว ถ้าเป็นงานที่มีแผนที่อยู่แล้ว สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้
  2. ทำให้งานมีความสุข ด้วยการหาตัววัดความก้าวหน้า โดยแบ่งงานออกเป็นชิ้นย่อยๆที่ทำเสร็จได้เร็วขึ้น ก่อนจะเริ่มทำงานชิ้นไหน ให้เขียนลงในกระดาษพร้อมเวลาไว้ข้างหน้า กระดาษที่เขียนหมดแล้วอย่าทิ้ง แต่ให้นำมาเก็บรวมกัน เพื่อให้เห็นว่า งานก้าวหน้าไปมากแค่ไหน สาเหตุที่เราควรเขียนในกระดาษ เพราะมองเห็นความก้าวหน้าได้ง่ายกว่าการเขียนในคอมพิวเตอร์ที่มีหน้าต่างแคบๆ แถมมีสิ่งรบกวนสมาธิมากมาย งานที่ทำแล้วไม่จำเป็นต้องเขียนลงคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว แถมการเห็นงานที่ทำเสร็จแล้วในกระดาษจะทำให้เรามีความสุข การเห็นความก้าวหน้าของงานก็ทำให้เรามีความสุข
กระดาษที่เขียนเสร็จแล้ว อย่าทิ้ง แต่ให้เก็บกองรวมกันไว้ดู กระดาษเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ซีเรียส แต่มีความสำคัญ เพราะช่วยให้เรามองเห็นความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้ง่ายขึ้น ทำให้เรามีความสุข แถมยังทำให้เราได้เห็นคุณค่าของเวลาอีกด้วย

ลองทำไปสักสัปดาห์หนึ่ง เราจะเริ่มพบว่า การจดก่อนลงมือทำ มีประโยชน์อีกหลายอย่าง
หลังจากเขียนงานที่ทำลงในกระดาษ เราจะพบว่ามีสมาธิจดจ่อกับงานมากขึ้น ชีวิตในยุคอินเตอร์เน็ตที่ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ได้กลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้งเหมือนในยุคที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต แต่สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาจากการจดบันทึกคือ เห็นคุณค่าของเวลา ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากขึ้น

คนที่ล้มเหลวคือคนที่ไม่ตั้งเป้าหมายไว้เลย แต่คนที่มีเป้าหมายก็อาจล้มเหลวได้ ถ้าไม่มีแผนว่าจะทำอะไร จึงไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง แต่คนที่มีเป้าหมายและมีแผนก็อาจจะล้มเหลวได้ เพราะไม่มีตัววัดว่า ขั้นตอนไหน ควรทำเสร็จเมื่อใด จึงไม่รู้ว่าทำสำเร็จไปถึงไหนแล้ว ตรงตามเวลาที่ควรจะเป็นหรือไม่ เขาจึงทำเสร็จไม่ทันตามแผน คนที่ประสบความสำเร็จ นอกจากตั้งเป้าหมายและมีแผนแล้ว ยังต้องมีตัววัดเป็นช่วงๆด้วยว่า เดือนไหนปีไหนจะประสบความสำเร็จถึงขั้นไหน เมื่อเวลานั้นมาถึงแล้ว ตรวจสอบทำได้ตามที่ตั้งเป้าหรือยัง อย่างเช่น การทำธุรกิจให้ร่ำรวย อาจต้องใช้เวลานานหลายปี แต่ตามปกติจะต้องเห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นเงินพอเลี้ยงตัวเองได้ ภายใน 1 ปี ถ้าผ่านไป 1 ปีแล้วยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แสดงว่าเราทำผิดวิธีแล้ว

ชีวิตการทำงานไม่เหมือนการเรียนหน้งสือ การเรียนมีคนขีดเส้นทางให้ว่าจะต้องเรียนอะไร ต้องสอบวัดผลวันไหน สอบได้หรือตก แต่การทำงานโดยเฉพาะกิจการส่วนตัว ไม่มีคนบอกทาง ไม่มีตัววัดผล วัยทำงานเป็นช่วงที่วันเวลาผ่านไปเร็วมาก เพราะเราต้องยุ่งอยู่ตลอดเวลา พอมารู้ตัวอีกที ตอนอายุ 40 ปีแล้วพบว่า เพื่อนหรือรุ่นน้องแซงไปแล้ว แต่รู้ตอนนั้นก็สายไปแล้ว เพราะไม่มีเวลาเหลือพอจะเริ่มต้นอะไรใหม่แล้ว

ถ้าช่วงที่กำลังทำตามแผน มีงานอื่นที่จำเป็นเข้ามาแทรก ควรจะเร่งทำให้ถึงแผนก่อน แล้วจึงค่อยมาทำงานอื่นที่เข้ามาแทรก ยกเว้นจำเป็นเร่งด่วน จึงแทรกได้

การจดบันทึก เป็นพื้นฐานของความเจริญก้าวหน้า อย่าใช้ความจำ

ความจำหาความแน่นอนไม่ได้ คนที่พึ่งความจำอย่างเดียว จะทำงานใหญ่ไม่ได้เลย เช่นเดียวกับหน้าตา ที่ไม่มีความยั่งยืน แถมยังเป็นภัยอีกด้วย เพราะดึงดูดเพศตรงข้าม ให้เข้ามาก่อกวนความสงบสุขชีวิต

ชีวิตเราเสียเวลาไปกับการค้นหา แต่ถ้าเราจดบันทึกไว้ในไฟล์ แล้วเก็บให้ดี จะค้นหาได้ง่ายมาก

วิธีจดบันทึกคือ เมื่อได้อ่านหนังสืออะไร ให้จดย่อไว้ ถ้าลงทำอะไรที่ไหนกับใคร ก็ควรจดบันทึกไว้

เราถูกสอนมาผิดจากในโรงเรียน เราถูกสอนให้เรียนแบบท่องจำ เข้าห้องสอบโดยไม่เปิดหนังสือ พอมาทำงานก็ติดนิสัย ใช้ความจำ พอทำงานผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี ในที่สุดก็ได้ค้นพบว่า เราจะไม่มีทางจำได้ทุกอย่าง เราอาจจำเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปีก็จะลืม จำได้แค่รางๆ การทำงานโดยใช้ความจำ จึงทำได้แต่งานเล็กๆ ทำงานใหญ่ที่สลับซับซ้อนไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรใช้ความจำ แต่ควรเปลี่ยนมาทำงานโดยใช้ ฐานข้อมูลหรือ document ของตัวเอง คำว่า ฐานขัอมูล ฟังดูสวยหรู แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรมาก แค่การจดบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ด้วย text file ธรรมดานี้เอง โปรแกรมที่ใช้จดง่ายสุดคือ notepad แต่ถ้ามีรูปก็จดใส่ html โดยใช้โปรแกรม mozilla composer ซึ่งสามารถ paste รูปลงไปได้เลย หรือถ้าข้อมูลเยอะๆก็สามารถแยกรูปออกจากกันได้ด้วย ถ้าเป็นพวกหนังสือ ให้ดาวโหลดมาแล้วเก็บแยกไว้คนละกลุ่ม (folder) กับฐานข้อมูล

คราวนี้พอเราอยากรู้เรื่องอะไร แค่ใช้ความจำรางๆว่า เรื่องนั้นเราเคยเก็บอยู่ที่ไหน เพียงแค่นี้เราจะกลายเป็นคนเก่งขึ้นมาทันที สามารถทำงานอะไรได้มากมาย

ข้อควรระวังคือ ก่อนจะสร้างฐานข้อมูลของตัวเอง เราจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบให้ดี ว่าเรื่องอะไรเก็บอยู่ตรงไหนชื่อแฟ้มอะไร เพราะเราจะจำชื่อนั้นไปตลอดชีวิต หากเก็บไม่เป็นระเบียบตั้งแต่แรก ชีวิตจะมั่วในภายหลัง

ถ้าเราอยากรู้เรื่องในหัวข้อใด ต้องเริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูล การจะรู้ให้ครบในห้อข้อนั้น ต้องค้นหาให้หมดทั้งโลก การค้นหาในอินเตอร์เน็ตอาจใช้เวลาไม่นาน แต่จะนานตอนอ่านหนังสือแต่ละเล่ม ถ้าเราค้นไปอ่านไป มักจะหมดเวลาเสียก่อน ทำให้อ่านได้ไม่ครบ หรือพออ่านจบกลับมาค้นหาใหม่ จะสับสนเพราะรายชื่อในอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนไป ซึ่งวิธีที่ดีกว่าคือ จดบันทึกชื่อหนังสือที่ค้นหาเจอทั้งหมด  แล้วจึงค่อยเริ่มอ่านทีละเล่ม

เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามา หรือ นึกอะไรได้ อย่าลงมือทำทันที ให้จดไว้ก่อน

ความจำของคน เปรียบเสมือน RAM ในเครื่องคอมพิวเตอร์ พอปิดเครื่องข้อมูลก็หาย พิสูจน์ได้ง่ายๆ โดยทดลองหลับไปคืนหนึ่ง พอตื่นมาจะจำเรื่องเมื่อวานไม่ค่อยได้แล้ว ยิ่งย้อนหลังไปนานกว่านั้นยิ่งเลือนลางไปเรื่อยๆ มีวิธีเดียวที่เราจะจำทุกเรื่องที่จำเป็นได้คือ จดไว้

การทำงานอย่างมีสมาธิจดจ่อต่อเนื่อง จำเป็นต้องกำจัดสิ่งรบกวนออก สิ่งรบกวนหลัก เกิดจากความคิดของเราเอง และคนรอบตัวติดต่อพูดคุยด้วย

วิธีกำจัดสิ่งรบกวนเหล่านี้ คือ อย่าทำตามสิ่งรบกวนทันที ให้จดไว้ก่อน เพื่อทำในเวลาที่เหมาสม บางทีสิ่งเร้าที่เข้ามาดูเหมือนจำเป็นเร่งด่วน แต่หากจดทิ้งไว้สักพัก แล้วกลับมาคิดดูอีกที จะพบว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเลย

การจดบันทึกมี 2 แบบคือ
เราไม่สามารถจำทุกเรื่องได้หมด จึงต้องมีสถานที่ใดที่หนึ่ง สำหรับจดไว้ เพื่อกันลืม ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องที่เคยจำได้ก็จะลืม บางทีแค่เปลี่ยนอริยาบถก็ลืมแล้ว เป้าหมายสำคัญของการจดบันทึกคือ เพือให้กลับมาอ่านได้ในภายหลัง เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี เราจะลืมเนื้อหาทั้งหมด วิธีจดจึงต้องทำให้เราอ่านเข้าใจได้เหมือนคนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน

เรื่องที่เรานึกได้ มักจะทำไม่ได้ในทันที แม้แต่จะโทรไปหาเพื่อนสักคนหนึ่ง ยังต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น หลังเลิกงาน เพราะถ้านึกได้ตอนเช้า แล้วโทรไปตอนเช้า เขาอาจจะกำลังนอนอยู่ ถ้านึกได้ตอนกลางวันแล้วโทรไปตอนกลางวัน เขาอาจจะกำลังติดงานอยู่

คนที่ไม่ทำอะไรในเวลาที่เหมาะสม จะต้องทำเรื่องนั้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม และ ต้องพบกับอุปสรรคมากกว่าที่เคยคิด เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเตือนว่าใกล้เสีย แต่ไม่หาเวลาซ่อม รอจนกระทั่ง อุปกรณ์ชิ้นนั้นเสียในเวลาทำงาน ทำให้ต้องหยุดงานเพื่อมาซ่อมแซม

ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ทำได้ทันที ก็ควรจดไว้ก่อน เพราะเมื่อมีเรื่องที่ต้องทำเยอะขึ้น จะเริ่มสับสนว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง และ วันหลังจะจำไม่ได้ว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง มีเรื่องไหนที่ยังไม่ได้ทำ

การลงมือทำทันที มีโอกาสตกหล่นผิดพลาดได้ง่ายทั้งจากตัวเราเองลืม และผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวให้ไม่ทัน

ในชีวิตเรามีงานจำนวนมาก แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ งานเล็กๆที่ทำในระยะสั้น แต่มีความหลากหลาย กับงานที่ทำในระยะยาว งานระยะยาวไม่ค่อยมีปัญหา เพราะทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่ปัญหาคืองานเล็กๆที่ตกหล่นได้ง่าย เพราะเวลาทำงานอะไรสักเรื่อง มักจะต้องใช้สมาธิจนลืมเรื่องอื่นไปหมด พอทำเสร็จก็จำไม่ได้แล้วว่า เคยนึกอะไรได้หรือมีเรื่องอะไรต้องทำต่อ วิธีที่จะช่วยให้เราไม่ตกหล่นคือ นึกอะไรได้ให้จดไว้

เวลาที่เรานึกเรื่องอะไรได้ หากไมรีบ่จดไว้ พอเปลี่ยนอริยาบถไปทำอย่างอื่นแค่ไม่กี่นาทีก็จะลืม แล้วนึกไม่ออกอีก บ่อยครั้งเรื่องที่ต้องทำ มักจะนึกได้ตอนที่สมองปลอดโปร่ง เช่น ตอนเดิน หรือกินข้าว แล้วแวบขึ้นมาเอง ถ้าไม่จดไว้ สักพักก็จะลืม การพยายามจำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ยังเป็นภาระที่ต้องแบกไว้ในสมอง จนไม่มีสมาธิไปคิดเรื่องอื่นได้ดี ด้วยเหตุนี้ พอนึกอะไรขึ้นได้ ควรจดไว้ก่อน จะจดใส่เศษกระดาษอะไรก็ได้ ถ้าต่อมาลืม เรายังสามารถมาดูบันทึกได้ แต่ถ้าไม่มีบันทึก เราอาจไม่มีวันนึกถึงเรื่องนั้นได้อีก หรือ นึกได้เมื่อสาย

มนุษย์มีความจำไม่ดี เวลาทำมักงานจะจำได้ทีละเรื่อง แต่พอมีเรื่องใหม่เข้ามา เรามักจะลืมเรื่องเก่า ต้องเสียเวลามานั่งนึก พอนึกออก กลับมีเรื่องอื่นมาแทรก ทำให้ลืมอีก ในชีวิตจริงมีเรื่องที่ต้องทำหลายเรื่อง เราจึงไม่อาจใช้ความจำในการทำงานได้ เพราะจะต้องเสียเวลามานั่งนึก บางทีกำลังจะเริ่มทำงานหนึ่ง เกิดนึกได้ว่ามีอีกงานหนึ่ง ถ้าเปลี่ยนไปทำงานใหม่ก็จะไม่ได้ทำงานที่ตั้งใจจะทำ ดูตัวอย่างง่ายๆ แค่วันที่บางทีเรายังจำผิดเลย วันพฤหัสแต่จำได้ว่าเป็นวันศุกร์

คนที่ไม่จดบันทึก ก่อนลงมือทำ จะไม่มีวันทำงานใหญ่ได้เลย เพราะงานใหญ่มีขั้นตอนสลับซับซ้อน ประกอบด้วยงานเล็กๆหลายงานมารวมกัน งานเล็กๆแต่ละงาน ก็มีรายละเอียดที่สลับซับซ้อน เกินกว่าจะจำได้หมด งานย่อยแต่ละงานอาจใช้เวลาทำนานเป็นเดือนๆ พอทำงานหนึ่งเสร็จ ก็จะลืมว่าหลายเดือนก่อนเคยคิดอะไรไว้ เพราะ มนุษย์มีความคิดและความจำอยู่จำกัด และ ไม่สามารถใช้ความคิดกับความจำไปพร้อมๆกันได้ ถ้ากำลังคิดอยู่แล้วมีเรื่องที่ต้องจำมาแทรก ก็จะจำไม่ได้ ถ้ากำลังจำอยู่แล้วมีเรื่องให้คิด ก็จะลืมเรื่องที่เพิ่งจำได้ ต้องใช้เวลานึกอยู่นานกว่าจะจำได้อีกครั้ง

การทำเรื่องอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ว่าคิดจะทำแล้วจะทำเสร็จได้ทันที แม้แต่เรื่องง่ายๆก็ยังมีความสลับซับซ้อน ต้องใช้เวลาศึกษาหาความรู้และลองผิดลองถูก ยิ่งถ้าเป็นเรื่องยากๆต้องใช้เวลาทำเป็นปีๆ คนส่วนใหญ่นึกอะไรได้แล้ว มักจะทำทันที พอมีเรื่องใหม่เข้ามา ก็เปลี่ยนไปทำเรื่องใหม่ ทำให้งานเก่าค้างไว้ สุดท้ายก็จะทำอะไรไม่เสร็จเลยสักอย่าง เพราะในวันหนึ่ง เราอาจมีความคิดใหม่ๆได้หลายเรื่อง วิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ เมื่อมีใครสั่งงาน หรือ นึกอะไรได้แล้ว ควรจดไว้ก่อน แล้วกลับมาทำงานที่ทำอยู่ให้เสร็จก่อน พอเสร็จแล้วจึงค่อยเปลี่ยนไปทำเรื่องใหม่

เรื่องต่างๆที่เข้ามาในชีวิต มักจะไม่เป็นระเบียบ อาจจะมาทางคำพูด มาทางแฟกซ์ มาทางจดหมาย ฯลฯ บางครั้งข้อมูลก็เขียนมาผิดเพราะเบลอ พอเวลาผ่านไปคนเขียนเองก็ยังงง ว่าข้อความที่ตัวเองเคยเขียน หมายความว่าอะไร อาจมีเรื่องราวที่ซับซ้อนมาเกี่ยวข้องแต่อาศัยใช้ความจำ จึงไม่ได้เขียนไว้ พอเวลาผ่านไปก็ลืม ถ้าเราไม่ จดบันทึกในรูปแบบ ของตัวเอง เวลาต้องหาข้อมูลในรูปแบบที่คนอื่นให้มา จะสับสนมาก การจดบันทึก จะช่วยทำให้ข้อมูลเป็นระเบียบ ค้นหาง่าย สามารถเรียงต่อได้ ถ้าเป็นคำศัพท์หรือตัวย่อ การจดความหมายด้วยภาษาชาวบ้านจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น การตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้รับมาถูกต้อง ก่อนที่จะจดบันทึก จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า จะไม่ทำผิดขั้นตอน ต้องมาแก้ไขภายหลังซึ่งจะยุ่งมาก การจดบันทึกยังช่วยให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบของตัวเราเอง จึงเข้าใจง่าย นำไปใช้ก็ง่าย

เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามา แล้วเราทำตามทันที จะเป็นการทำด้วยแรงกดดัน นอกจากจะเกิดความเครียดแล้ว ยังไม่มีเวลาคิดให้รอบคอบ ทำให้งานออกมาไม่ดี

คนที่ไม่รู้จักจดบันทึก จะไม่สามารถทำงานได้เหมาะสมกับเวลาเลย งานบางอย่างต้องทำในเวลาที่เหมาะสม เช่น เรานึกได้ตอนกลางคืนว่า จะต้องใช้สว่านเจาะกำแพง แต่ถ้าเราทำเดี๋ยวนั้น จะเสียงดังมาก ทำให้โดนข้างบ้านด่าได้ แต่ถ้าเราจดไว้ พอตื่นมาแค่เปิดดูที่จดไว้ ก็จะสามารถทำในตอนกลางวันได้ โดยไม่ต้องกลัวลืม

คนที่ไม่รู้จักจดบันทึก แม้แต่ทำงานเล็กๆ ก็ยังต้องเสียเวลาทำนานมาก  เพราะ บางขั้นตอนทำแล้วไม่เสร็จทันที อาจต้องรอเวลาเหมาะสมถึงจะทำต่อได้ หรือ ทำเสร็จแล้วก็ยังต้องรอดูผลหลายวัน ช่วงระหว่างนั้นก็ต้องกระโดดไปทำขั้นตอนต่อไปก่อน แต่ถ้าไม่จดไว้ก็จะได้แต่รอ ไม่ได้ทำงานอื่นต่อ หรือถ้าไปทำงานอื่นต่อ พองานที่รอคอยเสร็จแล้วสลับกลับมา จะเริ่มสับสนว่าต้องทำอย่างไรต่อ

แต่ในทางกลับกัน ถ้าจดไว้แล้วว่าต้องทำอะไร ถึงแม้จะเป็นขั้นตอนที่ต้องรอคอย เมื่อเราสลับไปทำงานอื่น ก็สามารถสลับกลับมาทำต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดหรือจำอะไร

เราจะจดใส่อะไรก็ได้ ขอแค่ให้มีที่จด ดีกว่าไม่จดเลย แต่ถ้าให้ดีกว่านั้นคือจดอย่างเป็นระเบียบ กลับมาดูได้ง่าย

ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ในอดีตผมจะจดใส่สมุดบันทึกเล่มเล็กๆที่พกติดตัว ต่อมามีคอมพิวเตอร์ จึงจดไว้ในคอมพิวเตอร์แทน เพราะแก้ไขง่ายกว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เพิ่งนึกได้กะทันหัน และไม่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ก็ยังคงจดใส่กระดาษอยู่ แล้วจึงนำมาจดใส่คอมพิวเตอร์ในภายหลัง

การจดใส่คอมพิวเตอร์ จะใช้สำหรับจดบันทึกแบบจริงๆจังๆ โดยจะใช้โปรแกรม text editor ธรรมดา อย่างเช่นโปรแกรม Notepad บน Microsoft Windows (ไฟล์นามสกุล .txt) ไม่ใช้โปรแกรมที่ซับซ้อนอย่าง Microsoft Words เพราะมีโอกาสที่ข้อมูลจะพังง่าย ข้อดีของไฟล์นามสกุล .txt คือ สามารถแก้ไขง่ายได้จากทุกอุปกรณ์ แม้แต่โทรศัพท์มือถือก็สามารถแก้ไข .txt ได้ แต่ปัญหาของโปรแกรม Notepad คือ สามารถเปิดไฟล์เดียวกันขึ้นมาได้หลายๆหน้าต่าง ถ้าเผลอไปแก้ไขหลายๆหน้าต่าง จะทำให้ข้อมูลแต่ละหน้าต่างไม่ตรงกัน เมื่อ save แล้วจะได้ข้อมูลจากหน้าต่างสุดท้ายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมที่ฉลาดกว่าคือ Notepad++

วิธีจดบันทึก คือ แบ่งงานที่ต้องทำออกเป็นประเภทต่างๆ ตามสถานที่ หรือ เวลา หรือ โครงการ เพราะ การจะทำอะไรจะขึ้นอยู่กับสถานที่และเวลาเป็นสำคัญ การทำในเวลาที่ไม่เหมาะสมย่อมทำได้ไม่ดี เช่น ไปซื้อของในช่วงเย็นหลังเลิกงานที่รถติดมาก ทำให้ต้องเสียเวลาเดินทางมาก แต่ถ้าไปช่วงวันเสาร์อาทิตย์ก็จะสะดวกว่า เป็นต้น นอกจากนี้ การลงมือทำแต่ละครั้งต้องเสียเวลามาก การเดินทางไปซื้อของ ไปหลายๆที่ในละแวกเดียวกันก็จะประหยัดค่าเดินทางได้มากกว่า ถ้าคิดจะซื้อแล้วก็ออกไปซื้อ พอกลับมาถึงบ้านสักพัก คิดได้อีกก็เดินทางออกไปซื้ออีก การเดินทางหลายๆเที่ยวจะเสียเวลาจนไม่ต้องทำอย่างอื่น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราจดบันทึกรวมกันไว้หลายๆชิ้นแล้วเดินทางไปซื้อทีเดียวหลายๆชิ้น จะประหยัดเวลาในการเดินทางลงได้หลายเท่า ด้วยเหตุนี้ ในสถานที่หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง จึงเหมาะจะทำงานคล้ายๆกัน เช่น เมื่ออยู่ที่ทำงานก็ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่พอเปลี่ยนสถานที่ มักจะต้องเปลี่ยนเครื่องมือและเปลี่ยนงาน เช่น ออกนอกบ้านเพื่อไปซื้อของ ถึงแม้ว่าจะไม่เปลี่ยนสถานที่ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน งานก็อาจจะเปลี่ยนตามสภาพร่างกาย จากงานใช้สมองในช่วงเช้า เป็นงานใช้แรงในช่วงบ่าย นอกจากนี้ งานบางเรื่องทำสั้นๆแค่ไม่กี่วินาทีจบ บางเรื่องต้องทำยาวเป็นโปรเจคข้ามปี งานที่ต้องทำยาวๆ จะมีเนื้อหาค่อนข้างมาก ต้องใช้เวลาและสมาธิมาก จึงควรแยกออกเป็นอีกโครงการหนึ่ง เพื่อไม่ให้ปะปนกับงานเล็กน้อยอื่นๆจนดูยาก

ปกติแล้วการจดบันทึกงานที่ต้องทำ จะมีแค่ตัวหนังสืออย่างเดียว นานๆครั้งอาจมีพวกรูปภาพ อย่างแผนที่ ปนมาด้วย กรณีนี้ให้เก็บรูปภาพแยกกัน แล้วเขียนตำแหน่งของรูปภาพไว้

งานที่ต้องทำแต่ละประเภท ให้จดใส่ชื่อไฟล์แต่ละชื่อไว้ ใช้ชื่อไฟล์ตัวใหญ่เพื่อให้มองเห็นง่าย ถ้ามีหลายคำจะเว้นช่องว่างหรือใส่ _ คั่นเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น เช่น งานที่ต้องทำเลี้ยงชีพ มักจะต้องทำวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงเช้าจะทำงานใช้สมองได้ดี เราจึงตั้งชื่อไฟล์ใส่เรื่องที่ต้องทำตอนเช้าวันทำงานว่า  WORK_MORNING.txt แต่พอหลังอาการกลางวัน มักจะเริ่มง่วง เหมาะที่จะทำงานใช้แรงงาน จึงต้องตั้งชื่อไฟล์ใหม่ว่า WORK_AFTERNOON.txt ถ้าเป็นงานที่ยังไม่เร่งด่วน จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ยังไม่มีเวลาแน่นอน จะจดใส่ไฟล์ชื่อ TODO.txt พอถึงวันเสาร์อาทิตย์ มักจะเป็นช่วงที่ต้องเดินทางไปซื้อของ เพราะรถไม่ติด จึงแยกออกเป็นชือใหม่ว่า SHOPPING.txt แต่ไม่ต้องใส่คำว่า weekend เข้าไปด้วย เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำช่วงวันหยุด  ถ้าไปเที่ยวก็ตั้งชื่อว่า TRAVEL.txt ถ้าช่วงนั้นมีโปรเจคสร้างบ้านเข้ามาแทรก ก็สามารถตั้งชื่อไฟล์ใหม่ได้ว่า HOME.txt

การจดใส่ไฟล์เหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใส่วันที่เพราะเรายังไม่รู้ว่าต้องทำเมื่อไหร่ ต้องมาจัดเรียงลำดับความสำคัญอีกที ถ้าอยู่นอกบ้าน จะไม่สะดวกจดใส่คอมพิวเตอร์ อาจจะจดลงในสมุดฉีกที่พกติดตัว โดยจดรวมๆกันไว้ยังไม่ต้องแยก หรือ อัดเสียงใส่โทรศัพท์มือถือไว้ ใช้วิธีไหนก็ได้ที่สะดวก พอมีเวลาว่าง จึงค่อยมานั่งแยกประเภทอีกครั้ง แล้วย้ายมาจดไว้ในคอมพิวเตอร์ หรือถ้าเป็นโทรศัพท์ที่ฉลาดหน่อยจะจดมีโปรแกรม Note ไว้จดบันทึก ถ้าใช้เทคโนโลยีเป็น จะใช้โทรศัพท์มือถือแก้ไขไฟล์ .txt ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตได้เลย

บางครั้งเราอาจจะยังนึกเรื่องที่ต้องทำทั้งหมดไม่ออก ควรจดไว้แล้วรอจนกว่าจะนึกได้หมด แล้วค่อยทำทีเดียว จะทำได้เร็วกว่า เช่น ถ้าจะออกไปซื้อของหลายชิ้น ควรจดรวมรวมไว้ แล้วออกไปในวันเดียว จะประหยัดเวลาและค่าน้ำมันมากกว่าการออกไปซื้อของวันละชิ้น

ถ้าคิดไม่ออกให้เขียน

การทำบางเรื่อง มีรายละเอียดมาก มีเนื้อหาสลับซับซ้อน การคิดในใจ จะคิดได้ไม่จบ การเขียนจะช่วยให้ลืมเรื่องที่เขียนไปแล้ว ทำให้มีสมองไปคิดเรื่องใหม่ แถมการเขียนยังช่วยให้เราจำเรื่องนั้นแม่นขึ้นด้วย

ในชีวิตจริง มักมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย ถ้าเราไม่จดไว้ จะสับสนจนไม่รู้ว่าควรเริ่มทำอะไรก่อนหลัง แต่เมื่อจดไว้แล้ว เราก็จะลืมปัญหาทุกอย่างได้ แล้วเลือกเรื่องที่สำคัญที่สุดเพียงเรื่องเดียว มาเขียนไว้ เพื่อที่จะทำเรื่องนั้นก่อน เหมือนเป็นการสั่งตัวเองว่าต้องทำอะไรเพียงอย่างเดียว ความสับสนจะหมดไป คนที่ทำงานเพียงอย่างเดียวจะมีสมาธิ จะทำให้งานนั้นเสร็จได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเขียนว่าต้องทำอะไรแล้ว เราสามารถจะลืมเรื่องนั้นไปได้ รอให้พร้อมแล้วค่อยมาเปิดบันทึก แล้วจึงเริ่มทำ การทำในเวลาที่เหมาะสม เช่น ทำงานที่ต้องใช้สมองในช่วงที่สมองปลอดโปร่ง จะช่วยให้งานนั้นเสร็จเร็วขึ้น

ขั้นตอนไหนที่ต้องใช้ความคิด จะใช้ความจำไปพร้อมๆกันไม่ได้ เพราะจะตีกัน พอคิดเสร็จแล้ว จะเริ่มนึกถึงขั้นตอนต่อไป ต้องกลับมาใช้ความจำ ก็จะลืม ต้องมาเริ่มต้นคิดใหม่หาข้อมูลใหม่ ว่าจะทำอะไรต่อ ทำขั้นตอนไหนบ้าง

แม้แต่การเรียนหนังสือก็เช่นกัน คนที่จะเรียนเก่งได้ จะต้องรู้จักจดบันทึกเรื่องที่ได้อ่านมา เพื่อแยกเนื้อหาที่สำคัญออกมาเป็นภาษาของตัวเอง เพื่อที่จะช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น แม้แต่วิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งใช้ความคิดเป็นหลัก เวลาคำนวณยังต้องจดใส่กระดาษไว้ เพราะการคิดในใจ จะคิดได้แต่บวกลบคูณหารง่ายๆ ไม่สามารถคำนวณเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นได้เลย

มีตัวอย่างของผู้ก่อตั้งร้านไก่ท่อด KFC ซึ่งล้มเหลวมาตลอดชีวิต จนกระทั่งอายุ 65 เขาตั้งใจจะฆ่าตัวตาย จึงหยิบกระดาษกับดินสอมานั่งในสวนหลังบ้าน เพื่อตั้งใจจะเขียนพินัยกรรมและคำสั่งเสีย แต่กลับกลายเป็นว่า เขาเริ่มต้นเขียนถึงอนาคตของเขาเอง เขาจึงเริ่มต้นธุรกิจ KFC จนกลายเป็นเศรษฐีพันล้านในวัย 85 ปี

อย่าไว้ใจความจำ หรืออุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์

ความจำของคนหาความแน่นอนไม่ได้ มีโอกาสลืม หรือจำผิดได้ง่าย เพราะข้อมูลต่างๆ มักจะไม่ใช่ภาษาพูด แต่เป็นตัวหนังสือ ซึ่งมีชื่อเฉพาะทางหรือตัวเลขที่ค่อนข้างยาว

อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ชีวิตรวดเร็วขึ้น แต่จุดอ่อนของพวกมันคือ สามารถรวนได้ตลอดเวลา ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์หรืออินเตอร์เน็ต เช่น ถ่านหมด ไฟดับ ต่อเน็ตไม่ติด ฯลฯ

การทำงานอยู่กับที่ มีไฟฟ้าใช้ และต่ออินเตอร์เน็ตไว้ตลอดเวลา จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องติดขัดมากนัก เพราะมีเครื่องสำรองและตัวช่วยมากมาย แถมยังสามารถทำระบบสำรองกันข้อมูลหายได้ การพึ่งพาข้อมูลลักษณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งวิธีโบราณอย่างเอกสาร

ปัญหาคือเวลาเดินทาง ชีวิตจะหาความแน่นอนไม่ได้ เพราะไม่มีไฟฟ้าคงที่ใช้ อินเตอร์เน็ตก็ต้องใช้แบบไร้สายซึ่งบางที่ไม่เสถียร ยิ่งพวกโทรศัพท์มือถือ มีข้อจำกัดมาก จะเจอปัญหาตั้งแต่เรื่องถ่านหมด เครื่องอืด ไปจนถึงอินเตอร์เน็ตหลุด ด้วยเหตุนี้ เวลาออกนอกบ้าน จึงไม่ควรพึ่งความช่วยเหลือจากอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ เพียงอย่างเดียว เพราะ เวลามันรวนแล้วเราจะหมดหนทาง ผมเคยเจอมาหลายรูปแบบ เช่น ถ่านหมด ดูข้อมูลไม่ได้ หรือ ข้อมูลหาย เพราะจดข้อมูลไว้ชั่วคราวในโปรแกรมโทรเข้าออก ทำให้เครื่องซึ่งมีหน่วยความจำน้อยได้ลบข้อมูลเดิมทิ้งไป พอจะเข้าเน็ตไปดูก็ปรากฎว่า เน็ตไม่ติดอีก บางทีเครื่องอืดหรือเน็ตรวน กว่าจะเข้าเน็ตได้ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง ทำให้เสียเวลามาก

วิธีที่แน่นอนที่สุดเวลาออกไปทำธุระนอกสถานที่ คือ จดใส่กระดาษไปให้ครบ ถ้าต้องนำเอกสารสำคัญไปให้ใครดู ไม่ควรให้เปิดดูจากหน้าจอได้อย่างเดียว ควรถ่ายเอกสารไว้ด้วย

ถ้ายังคิดไม่ออก ให้เปลี่ยนอริยาบถ

ธรรมชาติของคน เวลาคิดไม่ออก จะเปลี่ยนอริยาบถไปทำอย่างอื่นสักพัก ก็อาจจะคิดออก บางคนหันไปกินขนม บางคนสูบบุหรี่ บางคนเช้าไปดูข้อมูลในโซเชียล ฯลฯ แต่การเปลี่ยนอริยาบถเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพของตนเอง ถ้าทำบ่อยๆ จะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ การเปลี่ยนอริยาบถ จึงต้องคิดด้วยว่า จะทำอะไร ที่ไม่เกิดโทษกับตนเอง วิธีที่เหมาะกับทุกคนคือ ไปเดินเล่น

ถ้าคิดไม่ออกว่าต้องทำอะไร ให้แตกเรื่องที่ทำออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ เรียกว่า วางแผน

คนที่ิคิดในใจ จะทำได้แต่งานง่ายๆ พอทำงานสลับซับซ้อนก็จะงง คนที่คิดไปทำไปก็เช่นกัน จะสับสนภายหลัง นอกจากนี้ เวลาที่เราตื่นมาแล้ว ก็มักจะเบลอจำอะไรไม่ได้ ไม่รู้จะทำอะไรต่อไป

การแตกเรื่องที่ทำออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ จะช่วยให้มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้น เพราะ ขั้นตอนไหนคิดเสร็จแล้วก็จดไว้แล้วลืมไปได้เลย ทำให้มีสมองว่างไปคิดเรื่องใหม่ โดยไม่ต้องใช้สมองจำเรื่องเก่าควบคู่ไปด้วย

คนที่ทำงานเร็วได้ มีวิธีเดียว คือ ก่อนลงมือทำ จะรู้จักแตกเรื่องที่ต้องทำ ออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ แล้วจดไว้ เวลาทำก็แค่ทำตามขั้นตอนโดยไม่ต้องคิด พอไม่ต้องคิด จะทำอะไรก็ง่าย

งานที่มีเวลานัดหมายแน่นอน ให้ใส่ไว้ในไฟล์ชื่อ CAL.txt ซึ่งย่อมาจาก calendar เขียนวันที่นัดหมาย ไว้ด้านหน้าของแต่ละบรรทัด โดยขึ้นต้นด้วยเดือน เพื่อให้ดูง่าย ตามด้วยวันที่ เช่น

Mar 20
- ไปธนาคาร
- ส่งไปรษณีย์
- เบิกเงินให้แม่

Mar 19 ตู้เย็นมาส่ง

ตื่นเช้ามา เปิด CAL.txt ดูก่อน ว่าวันนี้มีนัดหมายอะไรหรือไม่ แต่ถ้าเราดูเป็นประจำก็จะจำได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องเปิด ถ้าไม่มีนัดหมาย จึงเปิดไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับเวลาและสถานที่นั้น เพื่อทำงานที่ไม่มีกำหนดเวลาต่อไป

ถ้าเป็นงานที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน เช่น งานใช้แรงงาน ให้เปิดไฟล์ WORK_AFTERNOON.txt แล้วแตกเรื่องที่ต้องทำ ออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ ขั้นตอนไหนทำก่อน ให้ย้ายมาอยู่บรรทัดบนสุด ขั้นตอนทำหลังสุด ย้ายไปอยู่บรรทัดล่างสุด เช่น

เริ่มต้นเขียนเรื่องที่ต้องทำลงใน WORK_AFTERNOON.txt (ในกรอบสี่เหลี่ยม)
เปลี่ยนประตู



ต่อจากนั้นจึงแตกเป็นขั้นตอน แต่ละขั้นตอน ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายลบ (-)
เปลี่ยนประตู
- โทรร้านขายประตู 02xxxxxxx
- วัดขนาดประตู (ตลับเมตร) กว้าง x สูง เพื่อนำไปเทียบกับขนาดประตูที่วางขาย
- ไปซื้อประตู
- เลาะประตูเดิม (ไขควง)
- เจาะรูใหม่ (สว่าน+ดอกสว่านตามเบอร์พุก) เพราะ ประตูใหม่รูไม่ตรงกับประตูเดิม
- ใส่ประตู (สกรู+พุก+ค้อนยาง)


การเริ่มต้นด้วยการโทรสอบถามจะช่วยให้เราไม่ต้องไปแล้วเสียเที่ยว การจดเบอร์โทรไว้ จะช่วยให้เวลาจะโทร ไม่ต้องไปค้นหาเบอร์โทรอีกรอบ ซึ่งอาจจะเสียเวลามาก ถ้างานใดต้องใช้เครื่องมือ ให้วงเล็บไว้ด้านหลังด้วย เพื่อจะได้เตรียมเครื่องมือไว้ล่วงหน้าได้ถูก และก่อนทำต้องเตรียมเครื่องมือเหล่านี้ไว้ให้พร้อมก่อน เพื่อเวลาทำจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องมือขาด ต้องเสียเวลาไปหา คนที่ไม่จดบันทึกแบบนี้ อาศัยทำไปคิดไป อาจจะไปซื้อประตู แล้วไม่รู้ว่าประตูขนาดเท่าไหร่ ต้องกลับมาวัดอีกรอบ หรือ คิดไปเองว่าน่าจะเท่ากับของเดิม พอซื้อมาแล้วไม่เท่ากัน ทำให้ต้องเสียเวลาไปเปลี่ยนหรือเสียเงินฟรี บางทีซื้อประตูมาแล้ว กำลังจะเจาะรู ปรากฎว่าหาสว่านไม่เจอ หรือดอกสว่านไม่ตรงกับขนาดพุก ต้องออกไปซื้อดอกสว่านอีกเที่ยว ทำให้ต้องเสียเวลามากขึ้น ชีวิตมักจะเล่นตลกกับเราเช่นนี้เสมอ

การเขียนเรื่องที่ต้องทำ ควรเขียนเหตุผลไว้ด้วย เผื่อเวลาย้อนกลับมาอ่าน จะได้รู้ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันกับเรื่องอื่น เช่น ถ้าเขียนไว้ว่า ต้องออกเดินทางตอนเย็น แต่พอถึงเวลาทำจริง เกิดนึกขึ้นมาเพิ่มได้ว่า ตอนเย็นรถติด แต่ไม่กล้าเปลี่ยนเวลา เพราะจำเหตุผลไม่ได้แล้วว่า ทำไมต้องออกไปตอนเย็น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเขียนไว้ว่า ต้องออกไปตอนเย็น เพราะ ต้องไปซื้อขนมที่ร้านหนึ่งกลางทาง ถ้าออกไปตอนกลางคืน ร้านขนมจะปิด เรายังสามารถโทรถามร้านขนมได้ว่า เปิดถึงกี่โมง หรือ จัดตารางเวลาใหม่ ไปซื้อขนมวันอื่นแทน

รายละเอียดปลีกย่อยของขั้นตอนต่างๆ ให้เขียน ต่อท้ายไป เช่น ขั้นตอนแรก วัดขนาดประตู ให้เขียนว่าต้องวัดส่วนใดบ้าง เช่น กว้าง x สูง เพื่อเวลาทำจะได้ไม่ต้องมานั่งคิด และเขียนเหตุผลด้วยว่า วัดไปเพื่ออะไร มิฉะนั้น เวลาทำจริงแล้ว อาจจะลืม ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร พอไม่รู้ เราอาจจะข้ามขั้นตอนนี้ไปเพราะคิดว่าเขียนผิด

การวางแผนคือ เขียนว่าต้องทำอะไร ไม่จำเป็นต้องเขียนบรรยายละเอียด เพราะถ้าเขียนมากๆ นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังอ่านแล้วงงอีกด้วย แต่ละขั้นตอนจะต้องเขียนละเอียดเพียงใด ควรเป็นเรื่องของ "ความคิด" ที่เห็นแล้วไม่ต้องคิดต่ออีก ดูแล้วเข้าใจ แล้วทำได้เลย  รายละเอียดส่วนที่เหลือ อาศ้ัยความจำและความชำนาญ เรื่องไหนที่จำไม่ได้ ไม่ชำนาญ ต้องเขียนไว้ เพราะ ถ้าไม่เขียนไว้แล้วอาจจะลืม บางขั้นตอนทำบ่อยๆจนเข้าใจวิธีการลึกซึ้งจำได้แม่นยำแล้ว จะเขียนแค่เขียนย่อๆสั้นๆก็ได้ รายละเอียดต่อท้าย ควรจะเขียนเฉพาะผลลัพธ์ กันลืม

ขั้นตอนไหนทำเสร็จแล้ว เปลี่ยนจากเครื่องหมาย - เป็นเครื่องหมาย + จะได้รู้ว่าทำแล้ว
เปลี่ยนประตู
+ วัดขนาดประตู (ตลับเมตร) 1m x 2m
+ ไปซื้อประตู
- เลาะประตูเดิม (ไขควง)
- เจาะรูใหม่ (สว่าน+ดอกสว่านตามเบอร์พุก) เพราะ ประตูใหม่รูไม่ตรงกับประตูเดิม
- ใส่ประตู (สกรู+พุก+ค้อนยาง)


รายละเอียดที่เปลี่ยนไปแล้ว จะไม่นำกลับมาใช้อีก สามารถลบทิ้งได้ เช่น เหตุผลที่ต้องวัดขนาดประตู คือ เพื่อนำไปเทียบกับขนาดประตูที่วางขาย ส่วนเครื่องมือคือ ตลับเมตร ยังไม่ต้องลบทิ้ง เพื่อเวลาทำเสร็จแล้ว จะได้ใช้ตรวจสอบเครื่องมือและเก็บเข้าที่

ขนาดของประตูที่วัดได้ ให้นำมาจดต่อท้ายไว้ในขั้นตอนแรกได้เลย จะได้ดูง่าย ถ้าไม่จด มัวแต่ใช้ความจำ มักจะลืมในภายหลัง ทำให้ซื้อประตูมาผิดขนาด หรือ ต้องมาเสียเวลาวัดอีกรอบ

ถ้าระหว่างทำเกิดพบว่ามีขั้นตอนใดเพิ่มเข้ามา ให้จดแทรกเข้าไป

เรื่องไหนที่ทำเสร็จแล้ว แต่ยังต้องรอดูผลเป็นเวลานาน ถ้าผลออกมาไม่ดี อาจต้องปรับเปลี่ยนอีก สามารถย้ายเรื่องนั้นไปอยู่ต่ำลงมา เพื่อสามารถทำเรื่องอื่นต่อไปได้ โดยไม่ต้องรอเรื่องเก่าให้เสร็จก่อน ถ้ามีกำหนดเวลาแน่นอน ให้ย้ายจาก WORK_AFTERNOON.txt ไปใส่ไว้ใน CAL.txt เพื่อที่ WORK_AFTERNOON.txt จะได้ว่าง หลายเรื่องต้องรอทดสอบดูผลนานเป็นเดือน เป็นปี กว่าจะนำมาใช้งานได้จริง โดยเฉพาะเรื่องใหม่ๆ ไม่มีทางทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว มักจะต้องปรับปรุงแก้ไขอีกหลายครั้งจนกว่าจะใช้ได้จริง ถ้าใส่ไว้ใน CAL.txt แล้วรอนานแค่ไหนก็ไม่ลืม

รู้จักปฎิเสธ เพื่อกำจัดสิ่งรบกวน (distractions)

ผมเคยสงสัยว่า ตนเองเสียเวลาไปกับอะไรมาทั้งชีวิต ผ่านมาหลายสิบปีแล้วยังย่ำอยู่กับที่ แถมฐานะแย่ลงกว่าเดิมด้วย จนในที่สุดก็ได้ค้นพบว่า ตนเองเสียเวลาไปกับการทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเป้าหมาย มัวแต่ทำตามสิ่งรบกวนที่เข้ามา อย่างเช่น เอาใจคนอื่น หรือ รับข่าวสารจากความคิดของคนอื่น จึงสรุปได้ว่า สิ่งรบกวนรอบตัว คือ ตัวทำลายอนาคต

ถ้าเราไม่รู้จักควบคุมจิตใจตัวเอง คนอื่นจะเข้ามาควบคุม แม้แต่เวลาที่อยู่คนเดียว เราก็จะถูกกิเลสเข้าควบคุม ชีวิตจึงมีทางเลือกแค่ 2 ทาง เหมือนในอดีตที่คนอเมริกันต่อสู้กับการยึดครองของอังกฤษ โดยใช้คำว่า to manage or to be managed สุดท้ายแล้วเขาปกครองตัวเองสำเร็จ กลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าชาติที่ถูกปกครองอย่าง แคนาดาหรือ ออสเตรเลีย

คนที่ไม่มีเป้าหมาย ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่คนมีเป้าหมาย จะไปถึงเป้าหมายได้เร็วหรือช้าต่างกัน ขึ้นอยู่กับการจดจ่อในสิ่งที่ทำ เปรียบเสมือนชายหนุ่มเดินทางไปยังหมู่บ้าน ถ้าเขามัวแต่เพลิดเพลินชมดอกไม้ ย่อมไปไม่ถึงปลายทาง และลงเอยมืดค่ำลงในสถานที่ที่เขาไม่ต้องการอยู่ เขาสามารถกลับมาชมดอกไม้แห่งกามภายหลังจากที่เขาบรรลุเป้าหมายแล้ว เช่นเดียวกับการเอาใจคนอื่น สามารถทำหลังจากที่เราไปถึงเป้าหมายแล้ว มีการเงินที่มั่นคง มีเวลาเหลือ การปฎิเสธดูเหมือนเป็นการใจดำ แต่เราสามารถย้อนกลับมาช่วยเหลือคนอื่นได้ในภายหลังเมื่อเราพร้อมแล้ว เหมือนพระเจ้าตากหนีออกจากกรุงศรี เพื่อกลับมากู้กรุงในภายหลัง

สิ่งรบกวนอย่างแรกคือ การเป็นคนดีเกินไป มัวแต่ทำเพื่อคนอื่น (people pleaser) เช่น เพื่อเพื่อน เพื่อผู้หญิง เพื่อคนรุ่นหลัง เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ ฯลฯ จนลืมทำเพื่อตัวเอง คนดีประเภทนี้มักจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต มารู้ตัวอีกทีตอนอายุมากแล้ว จะเริ่มต้นทำงานอะไรใหม่ๆเพื่อตัวเองก็ลำบาก ไม่ว่าจะไปสมัครงานหรือหาเพื่อนร่วมก่อตั้งธุรกิจ ล้วนแต่ยากไปหมด เพราะใครๆก็มองว่าแก่มากแล้ว คงไร้น้ำยา ถึงได้อยู่มาจนแก่ป่านนี้โดยที่ไม่มีอะไรติดตัวเลย การแสวงหาความรู้ใหม่ๆต้องใช้เวลาอีกมาก แถมสุขภาพเริ่มถดถอย ไม่แข็งแรงเหมือนตอนอายุ 20-40 ปี จะลุยงานอะไรก็ยากขึ้น แต่พอถึงเวลาที่ตัวเองเริ่มเดือดร้อน กลับไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย แม้แต่ประเทศชาติที่ออกโครงการช่วยเหลือประชาชนมามากมาย แต่กลับเป็นโครงการหลอกลวง ที่ปฎิบัติจริงไม่ได้ เพราะบรรดาข้าราชการ ออกเงื่อนไขมาเพียงเพื่อสร้างภาพให้ตัวเองมีผลงาน แต่ไม่อยากเหนื่อยช่วยเหลือใครจริง ทำให้เราต้องมาเสียใจทีหลังว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี

ยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่เล่าประสบการณ์ทำนองเดียวกันว่า พวกเขาต้องล้มเหลวในชีวิตการงานครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะมัวแต่เสียเวลาในแต่ละวัน ไปกับการเอาใจคนอื่น ขนาดกรุงศรีอยุธยา ยังแตกเพราะมัวแต่เอาใจผู้หญิง หากเราลองสังเกตุในชีวิตประจำวัน จะพบคนอีกจำนวนมาก ที่มีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้คนอื่น ยกตัวอย่าง นายประชามีอาชีพเจ้าของธุรกิจ เขาได้ความคิดในการทำธุรกิจตัวใหม่ เขาตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับ และตั้งใจจะเริ่มทำทันทีในวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฎว่า
หมดไปอีก 1 วัน ธุรกิจที่วาดฝันไว้ยังไม่ได้ทำ นี่คือตัวอย่างของการทำตัวเป็นคนรับใช้คนอื่น หากเราลองจดดูว่าในแต่ละวัน เราทำอะไรลงไปบ้าง แล้วแยกเป็น 2 หมวดหมู่ คืองานรับใช้คนอื่น กับงานทำเพื่อตนเอง จะพบว่าเราหมดเวลาในแต่ละวันไปกับการรับใช้คนอื่น ซึ่งเป็นงานที่คอยขัดจังหวะชีวิตของเรา จนแทบไม่มีเวลาเหลือพอจะทำตามเป้าหมายของตัวเอง

ผู้คนจะชอบวิ่งหาความช่วยเหลือ จากคนที่พวกเขารู้ว่ามีความเชี่ยวชาญด้านนั้น เช่น ขอความช่วยเหลือเรื่องคอมพิวเตอร์ จากคนที่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ วิธีหนึ่งที่จะปฎิเสธความช่วยเหลือ คืออย่าให้ใครรู้ว่าเราเก่งด้านใด ถ้าเขารู้แล้ว เราแค่ปฎิเสธแบบสุภาพว่า งานยุ่ง เขาก็จะไม่อยากมารบกวนเราอีก ปัญหาเรื่องกลัวเสียบรรยากาศ จากคนใกล้ตัวโกรธนั้น แก้ไขโดยใช้ข้ออ้าง เช่น ถ้าภรรยาใช้ให้ไปซื้อของตอนกลางวัน เราก็อ้างว่าติดงานถึงเย็น พอตอนเย็นก็อ้างว่าไปซื้อของไม่ทันแล้ว เพราะร้านใกล้ปิด แล้วบอกภรรยาว่า ถ้ารีบให้ไปเองก่อน แม้แต่งานประจำที่เราทำอยู่ อาจมีเพื่อนร่วมงานเอางานมาขัดจังหวะเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะการทำงานกับพวกผู้หญิงที่นึกอะไรได้ก็ใช้ปากสั่งทันที ทำให้เราไม่สามารถทำงานที่ใช้สมาธิได้อย่างต่อเนื่อง วิธีแก้คือ ต้องเปลี่ยนจากการใช้ปากสั่ง ให้เขียนมาให้แทน โดยให้รวบรวมงานสัก 1 วันแล้วค่อยส่งมา

เราต้องแยกแยะว่า การไม่เอาใจคนอื่น ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ช่วยใครเลย งานบางอย่างเป็นหน้าที่ เช่น ดูแลพ่อแม่ เรายังจำเป็นต้องเสียสละเพื่อไม่ให้พ่อแม่เจ็บป่วยจนกลายเป็นภาระให้เราต้อง ผละงานไปเฝ้า หรือการช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนถึงชีวิต เป็นความจำเป็นที่ต้องเสียสละ แต่ถ้าเขาไม่เดือดร้อนถึงชีวิต แล้วถ้าเรามีกำลังพอช่วยได้ เราควรจะช่วยเหลือเขา ก็ต่อเมื่อตัวเองไม่เดือดร้อน โดยเฉพาะเพื่อนหรือญาติที่ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ในอนาคตเมื่อเราลำบาก เขาอาจกลับมาช่วยเหลือเราได้ มนุษย์ต้องอยู่กันด้วยความสัมพันธ์แบบ give and take แต่ก่อนจะช่วยเหลือใคร ต้องแยกแยะดูคน บางคนเป็นคนเห็นแก่ตัว take อย่างเดียวแล้วไม่ give เราไม่สมควรช่วยเหลือ ช่วยไปแล้วเราต้องมาเสียใจทีหลัง เพราะ แม้แต่คำขอบคุณก็ยังไม่มีให้ แถมเขากลับมาเอาเปรียบเราและคนอื่นอีก

เมื่อเราพยายามช่วยคนอื่น เราจะเริ่มเห็นว่ามีคนเห็นแก่ตัวเต็มไปหมด จนดูเหมือนความเห็นแก่ตัวจะปกคลุมโลกใบนี้ไปแล้ว แต่ความจริงแล้วยังมีคนดีๆที่คอยช่วยเหลือคนอื่นอยู่ เราควรจะช่วยเหลือคนดีๆเหล่านั้นเมื่อมีโอกาส โดยไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากขอ

สิ่งรบกวนที่สองคือ โทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย เป็นข่าวสารที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เอาความคิดของคนอื่นมาใส่หัวเรา มีแต่คนพูดเรื่องที่เราไม่ได้อยากรู้และไม่ตรงกับเป้าหมายของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลมีเดีย ร้ายกว่าทีวีตรงที่ นอกจากเรื่องโพสต์ของของคนอื่นแล้ว ยังมี comment ตอบโต้กันมาก บางเรื่องตอบเป็นพันๆถึงแสนๆคน ยิ่งอ่านยิ่งเสียเวลา ถึงแม้ว่าความคิดของบางคนอาจจะดี แต่มีความคิดจำนวนมากที่ไม่ได้กลั่นกรอง แถมอ่านแล้วปิดไปสักครู่ เมื่อเปิดมาใหม่เพื่ออ่านข่าวใหม่ หรือมีคนมาตอบใหม่ ยังต้องกลับมาอ่านข้อความเดิมที่เคยอ่านแล้วซ้ำๆอีก ทำให้ยิ่งเสียเวลาหนักขึ้นไปอีก หากย้อนกลับไปคิดว่า ทำไมเราถึงใช้โซเชียลมีเดีย จะพบว่าสาเหตุมาจาก เพื่อนชวนมาใช้ คือเอาความคิดของคนอื่นมาควบคุมเรา แต่เหตุผลที่เราหยุดใช้โซเชียลมีเดียไม่ได้ เพราะมีสิ่งล่อใจ เช่น มีคนมากดแสดงอารมณ์ต่อสิ่งที่เราเขียน ทำให้เรารู้สึกเหมือนมีคนสนใจ ทำให้เราต้องเฝ้าติดตาม

คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟต, สตีฟ จ๊อบ ฯลฯ พูดเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งว่า เราต้องรู้จักพูดคำว่า "ไม่" คือ อย่าทำตามความคิดของคนอื่น เพราะ ชีวิตนี้สั้นนัก แค่ไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเอง ก็แทบจะมีเวลาไม่พอแล้ว พวกเขาประสบความสำเร็จเพราะเลือกอ่านหนังสือที่ตรงกับเป้าหมายของตัวเองแทน มากกว่าที่จะเอาใจรับใช้คนอื่น หรือ อ่านโซเชียลมีเดียที่มาจากความคิดของคนอื่น

แต่ในยุคดิจิตัลนี้ ถ้าเราไม่รับข่าวสารอะไรเลย เราจะปรับตัวตามโลกไม่ทัน แล้วกลายเป็นคนไม่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน เราจึงต้องรู้จักเรียงลำดับความสำคัญ ด้วยการแบ่งเวลาในการรับข่าวสารเป็นช่วงสั้นๆ เช่น ตอนเลิกงาน ก่อนนอน หรือขณะกินข้าว และ เลือกรับข่าวสารเฉพาะจากแหล่งที่มีประโยชน์ เลือกอ่านเฉพาะเนื้อหาที่มีประโยชน์กับตนเอง

ทำเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน เรียกว่า เรียงลำดับความสำคัญ

คนจะประสบความสำเร็จกับล้มเหลว ต่างกันที่ รู้จักเรียงลำดับความสำคัญหรือไม่ คนที่ประสบความสำเร็จะรู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร  สิ่งที่ควรทำก่อน คือ งานที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด

คนรวยต่างจากคนจนตรงที่ การเรียงลำดับความสำคัญ คนรวยเห็นว่า การหาเงินเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง แต่คนจนไม่เห็นว่า การหาเงินเป็นเรื่องสำคัญ คิดแค่มีเงินให้ชีวิตอยู่รอดก็พอแล้ว

คนที่ประสบความสำเร็จ จะรู้จักอดทนอดกลั้น ทำเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน ซึ่งได้แก่เรื่องที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ไม่ยอมแพ้ต่อกิเลส ไม่ทำตามความชอบของตัวเอง ไปทำแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง  ยอมสละประโยชน์ในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในอนาคต เขาเลือกที่จะเดินทางไปหาจุดหมายก่อน หากมีเวลาเหลือ จึงค่อยกลับมาชมดอกไม้วันหลัง บ่อยครั้งที่ผมเดินทางไปทำธุระกับเพื่อน แต่เพื่อนชวนแวะกลางทาง แต่ผมยึดหลักข้อนี้ไว้ ไม่เขวไปทางอื่น ทำให้พบเสมอว่า ถ้ามัวแต่แวะ จะไม่มีโอกาสได้ทำธุระที่ตั้งใจไว้ หรือต้องเจอปัญหาตามมาเนื่องจากมีเวลาไม่พอ

หลักการบริหารจัดการ คือ เลือกทำเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน คนที่จะรู้คุณค่าของการเรียงลำดับความสำคัญ คือคนที่มีงานล้นมือจนทำไม่ทัน ทรัพยากรคือ เงิน เวลา หรือ คน ถ้าเราไม่มีทรัพยากรมากพอ แล้วเรามัวแต่ทำเรื่องไม่จำเป็นก่อน เราจะไม่มีทรัพยากรเหลือพอ ที่จะทำเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เหมือนที่บอกไว้ในหนังสือเรื่อง The 7 habits of highly effective people ว่าการเทก้อนกรวดกับทรายลงในขวดเดียวกัน ถ้าเราเททรายก่อน จะไม่เหลือที่พอสำหรับก้อนกรวด แต่ถ้าเราใส่ก้อนกรวดก่อน จะเหลือที่ว่างระหว่างก้อนกรวด สำหรับเททรายต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเรียงลำดับความสำคัญก่อนลงมือทำ ยกเว้นว่าจะมีทรัพยากรเหลือเฟือแล้ว ควรจะทำคู่ขนานกันไปจะได้เสร็จเร็วกว่า เช่น มีขวดหลายๆใบ เราสามารถใส่กรวดลงในขวดใบหนึ่่ง ใส่ทรายลงในขวดอีกใบหนึ่ง

ก่อนเริ่มทำงาน ผมจะดูเวลาและสถานที่ แล้วเปิดไฟล์ที่เหมาะกับเวลาและสถานที่นั้น เช่น เช้าวันทำงานจะเปิดไฟล์ชื่อ WORK_MORNING.txt แล้วเรียงลำดับความสำคัญ ว่ามีเรื่องอะไรควรทำก่อน นำขึ้นมาไว้บรรทัดบนสุด แล้วทำงานนั้นก่อน งานที่ต้องทำสามารถกรอง แล้วแยกได้ 3 เรื่องหลักๆ คือ
  1. เรื่องจำเป็นที่สุด คือเรื่องที่ต้องทำก่อน หากละเว้นไป จะทำให้เกิดติดขัดขึ้นในภายหลัง เช่น สะพานไม้ที่ใช้เดินข้ามคลองทุกวัน ถ้าไม่ซ่อมไว้แต่เนิ่นๆ วันหนึ่งพอมันหักขึ้นมา เราก็จะตกลงไปบาดเจ็บ ถึงเวลานั้น เราต้องทำถึง 2  ขั้นตอนคือ ต้องซ่อมสะพาน และต้องรักษาแผล แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราซ่อมสะพานแต่เนิ่นๆ เราก็จะทำแค่ขั้นตอนเดียวคือซ่อมสะพาน ไม่ต้องเจ็บตัวเพราะตกสะพาน
  2. เรื่องที่จำเป็นต้องทำ แต่ยังไม่เร่งด่วน คือเรื่องที่พอเสียหรือมีปัญหาเกิดขึ้น แล้วเราไม่เดือดร้อน สามารถเก็บไว้ทำในเวลาว่าง หลังจากทำเรื่องเร่งด่วนเสร็จหมดแล้ว เรื่องเหล่านี้ให้ทิ้งไว้ข้างท้าย หรือย้ายไปอยู่ใน TODO.txt
  3. เรื่องที่ไม่จำเป็น คือ ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำก็ไม่มีผลกระทบกับอนาคต เรียกว่า เรื่องไร้สาระ เรื่องพวกนี้สามารถลบทิ้งไป ไม่ว่าใครจะมาดึงไปก็อย่าตามไป
แต่เมื่องานไม่มีแล้ว จึงเปิด TODO.txt เพื่อเลือกเรื่องอื่นมาทำ แล้วก็พบว่า หลายเรื่องดูเผินๆในครั้งแรก เหมือนเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ถ้ามีเวลาคิดแล้วจะพบว่า เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญเลย ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่เรื่องนั้นมักจะเข้ามาแทรกตอนที่เราเผลอ ตามธรรมชาติอันไม่แน่นอน คือพอเราตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้ว มักจะมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก เช่น เพื่อนอาจจะส่งอีเมล์มาให้ในเวลาทำงาน เราก็รีบเปิดดู พอดูเสร็จแล้วก็โทรคุยกันต่อ บางเรื่องคาใจต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมอีก ผลคือ งานที่กำลังทำอยู่ต้องหยุดชะงักไปตลอดทั้งวัน พอพอวางมือไปนานๆ  จะเริ่มต้นทำงานใหม่ ก็ต้องมานั่งนึกใหม่ว่าทำถึงไหนแล้ว พอทำไปสักพักมีสิ่งเร้าเข้ามา ก็ตามไปอีก ในที่สุด งานก็ไม่เสร็จเสียที

ถึงแม้ว่าจะทำแต่งาน แต่ถ้าไม่รู้จักเรียงลำดับความสำคัญ ก็จะงงจนไม่รู้จะทำอะไรก่อน เพราะมีเรื่องให้ทำเยอะไปหมด ในที่สุดก็จะทำได้แต่เรื่องเล็กๆที่มากระตุ้น จนไม่ได้ทำเรื่องที่สำคัญกว่า เช่น มัวแต่ขายสินค้าจนลืมเรื่องจ่ายภาษีทำให้องค์กรถูกปิด

ในเวลาที่ปลอดภัย งานที่ควรทำก่อน คือ
  1. งานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ซึ่งได้แก่ งานที่ได้รับมอบหมายจากคนอื่น,  ต้องมอบหมายให้คนอื่นทำ, หรืองานที่ต้องพึ่งคนอื่น เช่น ขออนุญาต  หากมีหลายงานมาปนกัน ให้ประเมินจากว่า งานใดเร่งด่วนกว่ากัน ถ้าไม่มีงานไหนเร่งด่วน ให้ดูว่างานใดที่ทำแล้วต้องรอผลนานกว่า เป็นงานที่ต้องทำก่อน เพราะระหว่างรอผล เราจะมีเวลาไปทำอีกงานหนึ่ง
  2. งานที่ไม่มีใครมาเกี่ยวข้อง ใช้กำลังของตัวเอง ทำเพื่อเป้าหมายของตัวเอง ควรทำเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะจะได้ใช้สมาธิได้เต็มที่ โดยไม่มีใครมาขัดจังหวะให้งานหยุดชะงัก แล้วต่อไม่ติด ยกเว้นงานที่ต้องมอบหมายให้คนอื่นทำ แต่เราต้องลองทำเองก่อน เพื่อที่จะได้สั่งคนอื่นได้ถูก
งานที่เราได้รับมอบหมายจากคนอื่น ถ้าไม่รีบทำ เราจะโดนจี้ โดนรังควาน ทำให้ชีวิตไม่สงบ ถ้าทำเสร็จไม่ทันในเวลาที่กำหนด อาจทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้วเราต้องรับผิดชอบ บางเรื่องเกิดความเสียหายขึ้นมากเกินกว่าที่เราจะรับผิดชอบไหว ถ้าเรื่องไหนที่ได้รับมอบหมาย แต่ทำไม่เสร็จทันที เพราะต้องมอบหมายให้คนอื่นทำต่อ ทำให้ต้องรอ เช่น รอการขนส่ง เราต้องบอกเผื่อเวลาไว้ จะได้ไม่โดนจี้ ถ้ามีงานที่ได้รับมอบหมายหลายงาน ให้เลือกทำงานที่ครบกำหนดเร็วที่สุดก่อน เมื่อผู้มอบหมายเห็นผลงานบางส่วนแล้ว ก็จะเลิกจี้

ธรรมชาติของคน มักจะเอื่อยเฉื่อย ล่าช้า และ หาความแน่นอนไม่ได้ บางทีหยุดงาน บางทีขี้เกียจ ทำให้ต้องตามหลายรอบ เราจึงต้องติดต่อกับคนไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อให้เวลาเขาได้เตรียมตัว  ถ้ามาทำตอนที่เรากำลังเร่ง เราจะเร่งเขาลำบาก แต่การติดต่อกับคนมีเงื่อนไขว่า ต้องชัดเจน มิฉะนั้น ถ้าเราสั่งการไปผิด แล้วมาเปลี่ยนทีหลังจะลำบาก นั่นหมายถึง เราต้องจัดการตัวเองให้เรียบร้อย  คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะไปบอกคนอื่นให้ทำอะไร แต่ถ้างานที่ต้องมอบหมายให้คนอื่นทำ เป็นงานที่มีเงื่อนไขเวลามาเกี่ยวข้อง เช่นต้องใช้เวลาทำนาน หรือ มีเวลาจำกัดเพราะติดต่อได้เฉพาะธรรมดาเช้าถึงเย็น จำเป็นต้องแบ่งเวลาทำควบคู่ไปกับงานที่เราได้รับมอบหมายมาจากคนอื่น

เมื่อเรียงลำดับความสำคัญแบบนี้แล้ว เราจะพบว่า แต่ละวัน เราต้องวุ่นวายไปกับ งานที่คนอื่นมอบหมายให้เราทำ  จนไม่มีเวลาทำตามเป้าหมายตัวเอง ดังนั้น ถ้าเราอยากทำเพื่อตัวเองมากขึ้น ต้องพยายามรับงานจากคนอื่นให้น้อยลง ถ้าเป็นงานประจำที่ต้องทำมาหากินอยู่แล้ว คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะเราทำจนเคยชินแล้ว แต่ถ้าเป็นงานที่ไม่เคยทำ ต้องมาเริ่มใหม่จากศูนย์ ควรปฎิเสธไป

ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เกิดจากแต่ละคนไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เช่น นักการเมืองมัวแต่โกงกิน พ่อแม่ไม่ขยันหาเงินส่งลูกเรียน ลูกจึงต้องมัวแต่ทำงานพิเศษจนเรียนไม่จบ พอทำงานก็มัวแต่ติดเพื่อนเที่ยวเตร่ดึกๆดื่นๆ ฯลฯ จริงอยู่ว่าบางเรื่องเกี่ยวข้องกับเรา อย่างเช่น เรื่องการเมือง แต่ถ้าไม่ใช่หน้าที่ของเราโดยตรง เราก็ไม่มีอำนาจไปเปลี่ยน บางครั้งเราอาจช่วยเป็นกำลังหนุนเล็กๆน้อยๆได้ เช่น ช่วยซ้ำเติมรัฐบาลที่ออกนโยบายผิดพลาด แต่เราก็ควรทำเฉพาะในเวลาว่างจริงๆเท่านั้น ทำเป็นงานอดิเรก ไม่ควรหมกมุ่นหรือทุ่มเทมากเกินไปจนทำให้เสียงานหลัก ยิ่งถ้าต้องการมุ่งไปให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ก็ไม่ควรทำเลย จริงอยู่ว่าเราต้องมีงานการพักผ่อน ต้องมีการออกกำลังกาย กินอาหารดีๆ ควรทำบุญ แต่อย่าทุ่มเทให้กับมัน จนมันมากินเวลาการทำงานของเรา ควรทำเฉพาะเวลาว่างจากงาน

คนที่มัวแต่วอกแวกไปแก้ไขเรื่องของคนอาชีพอื่นทำไว้ไม่ดี นอกจากจะทำร้ายตัวเอง ทำให้ตนเองไม่ก้าวหน้าในหน้าที่ชีวิตการงานแล้ว ยังทำให้คนที่ต้องพึ่งเราต้องเดือดร้อนไปด้วย แล้วเราก็จะกลายเป็นอีกแผลหนึ่งของสังคม พอผลแก่ตัวไป ผลออกมาว่าประสบความล้มเหลว ก็จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต กลายเป็นแผลในใจที่ไม่มีใครช่วยได้ ยกตัวอย่างเช่น นายทหารรุ่นน้อง อาจจะติดยศสูงกว่านายทหารรุ่นพี่ เพราะเขาอุทิศเวลาให้กับการทำงานมากกว่า จึงมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากกว่า ส่วนรุ่นพี่ที่ฟุ้งซ่านไปกับเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงาน เช่น สนใจการเมือง การกินมังสวิรัติ ห่วงแต่ทำบุญจนหมดตัว ฯลฯ จึงถูกรุ่นน้องแซงไป

การละเลย (ignorance) คึอต้นเหตุของความล้มเหลว ในโลกยุคใหม่ เพราะ โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก แถมยังมีการแข่งขันสูง คนที่ละเลยไม่สนใจว่างานอะไรต้องทำก่อน จะเสียโอกาสจากงานที่ล่าช้าจนเลยเวลา แล้วไม่ได้ทำ เช่นเดียวกับคนที่ไม่สนใจรับรู้ข่าวสารความเปลี่ยนแปลงของโลก จะปรับตัวตามโลกไม่ทัน แล้วกลายเป็นคนล้มเหลวได้เช่นกัน

วิธีทำงานให้เร็ว คือ ทำตามที่เขียนไว้

ธรรมชาติของคนทำงานได้ทีละอย่าง เวลามีงานเยอะๆ เราจะรู้สึกสับสนไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลัง โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความพยายามทำหลายๆรอบ อย่างเช่น การติดต่อกับหน่วยงานราชการ โทรไปมักจะสายไม่ว่าง ต้องโทรซ้ำหลายๆวัน วันละหลายๆเวลา การจดงานทั้งหมดไว้แล้วแยกเป็นกลุ่มๆ เช่น งานโทรศัพท์กลุ่มหนึ่งพร้อมจดเบอร์โทรแต่ละที่ไว้ จะช่วยให้ทำงานง่ายกว่า การต้องไปค้นหาเบอร์โทรศัพท์ใหม่ทุกครั้งที่โทร

ธรรมชาติของคน เวลาคิดอย่างเดียว ความคิดจะเร็วกว่าการกระทำ แต่เวลาลงมือทำ การกระทำจะเร็วกว่าความคิด ด้วยเหตุนี้ เวลาทำอะไร จึงไม่ควรคิดไปทำไป แต่ควรคิดให้จบก่อน แล้วจดไว้ว่าต้องทำอะไร แล้วทำตามที่จดไว้

การทำงานที่มีหลายเรื่องหรือหลายขั้นตอน ถ้าใช้ความจำ จะลืมได้ง่าย บางทีกำลังจะเริ่มทำ แต่มีเรื่องใหม่เข้ามาแทรก ทำให้ลืมหมด ถ้าเป็นการเดินทางไปทำแต่พอไปถึงแล้วลืม ก็ต้องเดินทางไปหลายรอบ แถมการคิดไปทำไป ยังทำได้ช้า เพราะ ต้องเสียเวลานึกว่าจะทำอะไรต่อไป คนที่ทำงานได้เร็ว จะต้องเขียนไว้ก่อนว่า มีเรื่องอะไรต้องทำบ้าง พอถึงเวลาทำจริง แค่ทำตามที่เขียนไว้ จะทำได้เร็วมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาคิด แถมผิดพลาดน้อย เพราะ  จดไว้แล้วจึงไม่ลืม การใช้คนอื่นทำก็เช่นกัน ควรจะบอกขั้นตอนและสิ่งที่เราต้องการให้ชัดเจน แล้วเขาจะทำให้เราได้เร็วมาก

การเปลี่ยนสถานที่ทำงาน มักจะต้องเกี่ยวข้องกับการย้ายสิ่งของเครื่องมืออยู่บ่อยๆ ถ้าไม่ได้ขนสิ่งของเครื่องมือมาด้วยหรือขนมาไม่ครบ ก็ต้องกลับไปขนใหม่ ทำให้ต้องเสียเวลา เสียแรงมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นการขนของขี้นลงระหว่างชั้นล่างกับชั้นบนก็ตาม วิธีที่จะช่วยให้เราไม่ต้องเดินทางไปๆมาๆ คือ ก่อนจะเปลี่ยนสถานที่ ให้จดไว้ว่าต้องขนอะไรไปบ้าง ไปที่ใหม่ต้องทำอะไรบ้าง

ชีวิตคนจะเสียเวลาไปกับความคิด แถมก่อนและหลังทำยังอารมณ์ค้าง ต้องใช้เวลาปรับอารมณ์สักระยะ แต่ถ้าเขียนไว้แล้ว ก็สามารถจะลงมือทำเรื่องอื่นต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องรอคิดหรือปรับอารมณ์อีก ขณะลงมือทำอาจจะไม่พร้อมใช้ความคิด เพราะง่วงหรือมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก แต่พอจดไว้แล้วก็จะทำตามที่จดไว้ได้เลย พอคนรู้แน่ชัดว่าต้องทำอะไร เวลาทำจะใช้เวลาทำไม่นาน มีตัวอย่างของ โทรศัพท์ไอโฟน ที่สตีฟจ็อบเป็นคนริเริ่มใช้นิ้วมือสองนิ้วเพื่อซูมเข้าซูมออก ต่อมาโทรศัพท์ยี่ห้อที่ใช้ระบบปฎิบัติการอื่น จึงเปลี่ยนมาเป็นระบบซูมสองนิ้วกันภายในเวลาไม่นาน

เวลาคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร อาจเป็นเพราะมีหลายขั้นตอนสลับซับซ้อนจนคิดได้ไม่หมด ลองเขียนวิธีทำออกมาเป็นข้อๆ เพื่อที่จะลืมขั้นตอนแรกๆไป จะช่วยให้คิดออกได้จนจบ

การทำตามที่เขียนไว้ ยังช่วยบังคับให้มีสมาธิ ไม่ให้ใจลอยไปทำเรื่องอื่นนอกเหนือจากที่จดไว้ แต่ถ้าไม่จดไว้ เวลามีเรื่องอะไรมากระตุ้น เราก็มีโอกาสที่จะอ่อนไหวไปทำเรื่องนั้น

การเขียนเรื่องที่ต้องทำ ควรเขียนลงในเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ เพื่อจะสามารถพกติดตัวและหยิบมาดูได้ตลอดเวลา โดยใช้กระดาษ A4 ที่ทิ้งแล้ว และพิมพ์ไว้แค่หน้าเดียว อีกหน้าหนึ่งเป็นหน้าว่าง นำมาตัดแบ่งออกเป็น 4 ส่วน เวลาใช้จะพกสะดวกที่สุด แล้วใช้คลิปหนีบไว้ วิธีนี้จะช่วยให้ไม่ต้องพกสมุดบันทึกเล่มใหญ่ ช่วยประหยัดเงินในการซื้อสมุดฉีก แถมยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าอีกด้วย และเราก็ไม่ต้องเสียดายกระดาษจดบันทึก เพราะ เป็นกระดาษที่ทิ้งแล้ว

สาเหตุที่แต่ละวันผ่านไป โดยที่เรารู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไร ไม่่มีอะไรคืบหน้า ก็เพราะเราไม่รู้ว่า เวลานี้ต้องทำอะไร ผลก็คือ ถ้าไม่มีใครสั่งงาน เราก็ไม่ทำ เพราะไม่รู้จะทำอะไร บางทีก็เอาเรื่องส่วนตัวมาทำเวลางาน พอเลิกงานก็ไม่ได้ทำงานอีก

ทำทีละเรื่อง

เวลาที่มีงานมากๆ เราจะเสียโฟกัสได้ง่าย บางทีมีเพื่อนร่วมงานมาทักหรือมีเสียงอื่นมาดึงความสนใจ ก็ทำให้ลืมงานปัจจุบัน ต้องเสียเวลามานั่งนึกว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป แถมยังมีการสื่อสารแบบรวดเร็วทางอินเตอร์เน็ต ที่คอยดึงความสนใจไปจากงานปัจจุบัน การจดไว้ว่างงานปัจจุบันต้องทำอะไร จะทำให้ยังคงโฟกัสต่อเนื่องอยู่ได้ ถึงแม้จะมีเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจ บางงานทำแล้วต้องรอในช่วงสั้นๆ เช่น รออีเมลตอบกลับ เราสามารถจดงานอีกเรื่องเพิ่มเข้ามา เพื่อที่จะได้ทำงานใหม่ โดยไม่ต้องเสียเวลารอแต่ละงานให้เสร็จก่อน ถ้าไม่จดไว้ เวลาสลับงานไปมา จะต้องเสียเวลานึกว่าต้องทำอะไร

ธรรมชาติของคน จะทำได้ทีละเรื่อง ไม่สามารถทำหลายเรื่องพร้อมๆกัน เพราะจะสับสนง่าย ผู้หญิงอาจมีความสามารถทำหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งหูฟังเพลง ตาดูทีวี มือทำอาหาร แต่ผู้ชายไม่มีความสามารถเช่นนั้น ผู้ชายต้องทำทีละอย่าง ดังนั้น เวลาทำอะไร ให้ทำทีละเรื่อง ทีละขั้นตอน

การทำทีละอย่าง จะทำได้เร็วกว่า ทำหลายอย่าง เพราะ จะทำด้วยความชำนาญ และไม่ต้องปรับอารมณ์ การเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ต้องใช้เวลาปรับอารมณ์และความคิด แม้แต่การเลิกทำงานอย่างหนึ่ง แล้วจะเปลี่ยนไปทำอีกงานหนึ่ง มักจะมีความทรงจำกับวิธีการเดิมๆอยู่ ทำให้งงไปพักใหญ่ พอทิ้งงานที่ทำอยู่ ไปแก้ไขปัญหาเรื่องใหม่จนเสร็จแล้ว จะย้อนกลับไปทำงานที่ค้างไว้ ปรากฎว่า ต่อไม่ติด เพราะ ลืมเสียแล้วว่าทำไปถึงไหน ถึงแม้ว่าจะจดไว้ก็ตาม แต่อาจจดไว้ไม่ละเอียด รายละเอียดบางอย่างอยู่ในความจำ แต่จำไม่ได้แล้ว จึงต้องมาเริ่มต้นศึกษาใหม่อีกครั้ง  นั่นคือ สิ่งที่ทำมาแทบจะสูญเปล่า

งานที่ต้องทำซ้ำๆ แบบวนเป็นวงกลม เนื่องจากมีหลายขั้นตอน เมื่อทำเสร็จทุกขั้นตอนแล้ว ต้องกลับมาเริ่มทำซ้ำใหม่ เช่น วัดแล้วตัด วัดแล้วตัด ถ้าทำเช่นนี้จะช้า เพราะต้องเปลี่ยนอริยาบถไปมา ควรเปลี่ยนมาทำซ้ำทีละขั้นตอน จะทำได้เร็วขึ้น เช่น วัดให้เสร็จหมดก่อน แล้วค่อยตัดทีเดียว

งานเล็กๆที่ใช้เวลาทำไม่นาน สามารถที่จะจดเรียงกันไว้ได้ แต่สำหรับงานที่ต้องใช้เวลาทำนาน พอทำไปได้สักพัก มักจะมีสิ่งเร้าเข้ามา อาจเป็นงานอื่นเข้ามาแทรก หรือ มีความคิดใหม่ๆขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะจดไว้แล้วว่าต้องทำอะไร แต่บางทีจิตใจอาจอ่อนไหวไปตามสิ่งเร้าไดง่าย วิธีแก้ไขคือ จดแยกไว้ เพียงเรื่องเดียว ว่าปัจจุบันต้องทำอะไร วิธีที่ได้ผลดีคือ sticky note เป็นกระดาษที่มีกาวตรงหัว สามารถแปะกำแพงได้ หรือ จะใช้โปรแกรมในคอมพิวเตอร์ที่ลอยอยู่หน้าจอคล้าย sticky note ก็ได้ เพราะการดูจากบันทึกสิ่งที่ต้องทำ (พวกไฟล์ WORK_MORNING.txt หรือ WORK_AFTERNOON.txt) หรือ calendar จะมีข้อมูลมาก จนสับสนไม่รู้ว่าเวลานี้ควรทำอะไร

ถ้าใจลอยไปทำเรื่องอื่นก็กลับไปดู sticky note แต่ถ้ามีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก ถ้าพิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ให้ดึง sticky note ออกไปใส่ไว้ในบันทึกสิ่งที่ต้องทำ แล้วเขียนเรื่องใหม่มาแปะแทน จนกว่าเรื่องใหม่จะเสร็จ จึงย้ายจากบันทึกสิ่งที่ต้องทำ มาใส่ sticky note ใหม่

เวลาเป็นสิ่งสำคัญ วิธีใช้เวลาให้คุ้มค่าคือ รู้จักแบ่งเวลา แล้วถามตัวเองบ่อยๆว่า เวลานี้ต้องทำอะไร

เวลาจะหมดไป ไม่ว่าเราจะใช้มันหรือไม่ใช้ก็ตาม ถ้าเราใช้เวลาอย่างไม่คุ้มค่า พออายุมากขึ้น เราจะต้องเสียดายเวลาที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าเราจะรู้แล้วว่าต้องทำอะไร เขียนไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำได้ วิธีแก้ไขคือ ต้องรู้วิธีบังคับตัวเอง บางครั้งมีงานมากมายที่เราจำเป็นต้องทำ แต่ไม่อยากทำ

ถ้าเป็นงานที่ทำในเวลาสั้นๆ วิธีบังคับให้ตัวเองทำโดยไม่ต้องมีคนมาคอยจี้คือ ใช้โปรแกรมเตือนที่เรียกว่า reminder ในคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ตั้งเวลาเตือนเมื่อถึงเวลาต้องทำ ถ้ายังไม่พร้อมเพราะคิดงานอื่นค้างอยู่ก็เลื่อนไปก่อน ข้อดีของ reminder นอกจากจะเป็นผู้ช่วยเตือนส่วนตัวแล้ว ยังช่วยเรียงลำดับความสำคัญของงาน ให้เราทำแต่ละเรื่องในเวลาที่เหมาะสม เช่น ทำเรื่องใช้แรงงานตอนเย็น ทำเรื่องใช้สมองตอนเช้า จัดว่าเป็นโปรแกรมมีประโยชน์มาก โปรแกรม reminder ที่ดี ควรจะมีแค่เวลาเริ่มทำ ไม่ควรมีเวลาสิ้นสุด เพราะ จะทำให้ต้องใส่ค่ายุ่งยากขึ้นโดยไม่จำเป็น

แต่ถ้าเป็นงานโปรเจคที่ใช้เวลาทำนาน ขั้นแรกให้แบ่งเวลาให้ชัดเจน เวลากี่โมงถึงกี่โมงคือเวลาทำงาน เวลาที่เหลือ คือ หลังเลิกงาน และ วันเสาร์อาทิตย์ คือ เวลาส่วนตัว ที่จะทำอะไรก็ได้ และ เวลากี่โมงถึงกี่โมงคือเวลานอน ก่อนถึงเวลานอนต้องวางแผนว่าวันรุ่งขึ้นต้องทำอะไร เมื่อถึงเวลานอนแล้วต้องนอน ถ้ายังไม่นอน วันรุ่งขึ้นตื่นมาแล้วจะทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะนอนน้อย

งานใช้สมอง ควรทำในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายทำงานใช้แรงและติดต่อกับคนอื่น เพราะช่วงบ่ายอาจจะง่วง ทำงานใช้สมองได้ไม่ดี แล้วใช้เวลาว่างช่วงเย็นหลังเลิกงาน คิดเรื่องที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น เตรียมของที่ต้องใช้ในวันรุ่งขึ้น และ ทดลองเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะช่วยให้อนาคตทำงานได้คล่องตัวขึ้น อย่ารอให้ตื่นมาแล้วค่อยคิดว่าต้องทำอะไร เพราะตื่นมาแล้วอาจจะต้องเสียเวลาคิดนาน อย่ารอตื่นมาแล้วค่อยเตรียมของ เพราะอาจจะเตรียมไม่ทัน ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องติดต่อกับคน ต้องทำในเวลาที่เหมาะสม ถ้าต้องเดินทางไปเจอกัน ควรนัดล่วงหน้าเพื่อให้เขาได้เตรียมตัวและอยู่รอ อย่าโผล่ไปโดยไม่นัด มิฉะนั้นเราอาจจะต้องไปรอเขาทำธุระเรื่องอื่นให้เสร็จก่อน ถ้าต้องเดินทางไปที่ใด ควรดูข้อมูลการจราจรว่า ตรงไหนรถติด จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอยู่บนท้องถนน

ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากทำซ้ำๆสะสมนานนับปี งานใหญ่ ต้องใช้เวลาทำติดต่อกันนานๆ กว่าจะเห็นผล หากทำงานนั้นอยู่อย่างเดียวทั้งวันทั้งคืน จะทำให้ล้า หรือ ไม่นานก็เบื่อ ไม่อยากทำต่อ หรือทำให้งานอื่นถูกทิ้งไปหมด จนมีผลกระทบกับเราในเวลาต่อมา เช่น ทำงานจนลืมดูแลครอบครัว เราจึงรู้จักแบ่งเวลา ทำวันละเล็กวันละน้อย ทำติดต่อกันไปทุกวัน ในที่สุดจะสำเร็จ

เมื่อแบ่งเวลาแล้ว พยายามฝึกถามตัวเองบ่อยๆว่า เวลานี้เป็นเวลาอะไร เวลางาน หรือเวลาส่วนตัว หรือเวลานอน ถ้าเป็นเวลางานช่วงเช้า แล้วไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ให้เปิดดู WORK_MORNING.txt แล้วเลือกเรื่องที่ต้องทำออกมาเพียงเรื่องเดียว ถ้าระหว่างทำงาน มีเรื่องอื่นมาแทรก ก็จดไว้ในไฟลประเภทที่เกี่ยวข้องก่อน อย่าเพิ่งทำ รอทำงานที่เลือกมาให้เสร็จก่อน แล้วจึงค่อยมาเปิดไฟล์ประเภทที่เกี่ยวข้องกับเวลาและสถานที่นั้นดู เพื่อกรองเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดออกเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องทำ ธรรมชาติของมนุษย์ต้องคิดและทำคนละเวลากัน เพราะเวลาทำ มักจะคิดไม่ออก เราจึงต้องคิดไว้ล่วงหน้าในเวลาที่อยู่เงียบๆสบายๆ แล้วจดไว้ เวลาทำก็แค่ทำตามที่จดไว้

เมื่อรู้แล้วว่าเวลานี้ต้องทำอะไร ควรทำตามที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ถึงเวลาติดต่อธุระก็ต้องทำ ถ้าเลื่อนไปหลายๆวันจนติดวันหยุด แล้วว่างอยากจะทำก็ไม่ได้ทำอีก ต้องรอไปอีกหลายวัน แม้แต่เมื่อถึงเวลาเที่ยวก็ต้องเที่ยว อย่ามัวแต่ห่วงงาน มิฉะนั้น อาจจะไม่ได้ทำ เช่น พอเลื่อนไปเป็นวันรุ่งขึ้น ปรากฎว่าเดินทางไม่ได้เพราะรถเต็ม หรือทางขาดเนื่องจากน้ำท่วม ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น ผมตั้งใจขับรถออกไปซื้อของตอนบ่าย พอซื้อเสร็จแล้วกลับมาถึงบ้านไม่ถึงชั่วโมง ปรากฎว่า เส้นทางที่เดินทางไปซื้อของถูกน้ำท่วมจนรถผ่านไม่ได้ ถ้าผมผลัดไปอีกแค่ชั่วโมงเดียว ก็คงจะต้องไปเจอน้ำท่วมติดอยู่ตรงนั้น และต้องหันหลังกลับ การทำอะไรที่เราคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ถือว่าคิดไว้ดีแล้ว เวลาเริ่มทำไม่ควรจะมาคิดใหม่อีก ยกเว้นเรื่องที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

คนที่ผลัดวันประกันพรุ่ง เกิดจาก มนุษย์มีสมอง 2 ส่วนที่ใช้ควบคุมการทำงาน สมองส่วนหน้าคือ ส่วนที่ใช้เหตุผล สมองส่วนหลังคือส่วนที่ใช้สัญชาติญาณ สัตว์เลื้อยคลานมีแต่สมองส่วนหลัง ไม่มีสมองส่วนหน้า สมองส่วนหลังจะไวกว่าสมองส่วนหน้า สมองส่วนหลังจึงใช้ควบคุมพฤติกรรมของเรา ถ้าเราอยากทำอะไรที่เคยมีประสบการณ์มาว่าอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ สมองส่วนหลังจะ บอกเราว่า อย่าเพิ่งทำเลยทำไปแล้วเดี๋ยวก็เจอปัญหาอีก ในทางกลับกัน ถ้าเราใช้สมองส่วนหน้าควบคุมการทำงาน เราก็จะสามารถทำเรื่องนั้นได้ทันที ซึ่งวิธีที่จะใช้สมองส่วนหน้าคือ ถามตัวเองว่า เวลานี้เป็นเวลาอะไร ต้องทำอะไร เนื่องจากสมองส่วนหลังไม่ฉลาด มันจะตอบคำถามที่ใช้เหตุผลไม่ได้ สมองส่วนหน้าจะเป็นผู้ตอบแทน ตามเหตุผลที่เราเคยบอกตัวเองไว้ว่า ถ้าไม่รู้ ให้เปิดดูที่จดไว้ว่าตอนนี้ต้องทำอะไร พอเราเริ่มทำตามที่จดไว้ไปสักพัก ก็จะรู้ว่าเรื่องที่นั้น จริงๆแล้วไม่มีอะไรยากเลย แต่ถ้าเราไม่เคยบอกตัวเองไว้ก่อนว่าต้องไปเปิดดูที่จดไว้ว่าต้องทำอะไร สมองส่วนหน้าก็จะตอบไม่ได้เหมือนกัน

นอกจากการแบ่งเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวแล้ว เวลาทำงานก็ควรจะแบ่ง ตามสภาพความพร้อมในตัวเรา และสภาพแวดล้อมที่จะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

สภาพความพร้อมในตัวเรา คือ ในชีวิตเรามีเรื่องที่ต้องทำอยู่ 2 เรื่อง คือ คิด กับ ทำ  เรื่องไหนที่ทำโดยไม่คิด จะเสียเวลามาก แต่ถ้าคิดอย่างเดียว จะไม่ได้ทำ นอกจากนี้ในชีวิตจริง ยังมีทั้งเรื่องที่ใช้ความคิดอย่างเดียว เช่น อ่านเขียน และมีเรื่องที่ต้องใช้แรงอย่างเดียว เช่น ซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้ เราจึงต้องเริ่มต้นจาก แบ่งเวลาคิด กับเวลาทำ ให้พอเหมาะ  ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ คือ เมื่อตื่นมาตอนเช้า สมองแจ่มใส สมาธิดี เหมาะแก่การใช้สมอง แต่หลังจากผ่านไป 4-5 ชั่วโมง หรือหลังจากกินข้าวกลางวันแล้ว จะเริ่มง่วง เมื่อช่วงหลังกินข้าวเที่ยงใหม่ๆ ใช้สมองได้ไม่ดี ต้องเปลี่ยนมาใช้แรงงานจึงจะดี ดังนั้น ช่วงเช้า จึงเหมาะสำหรับทำงานที่ต้องใช้สมอง เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ วางแผน โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ สมาธิมาก และงานที่เกิดผิดพลาดได้ง่าย ถ้าทำตอนเช้าแล้วเกิดผิดพลาดขึ้น ยังมีแรงและเวลาเหลืออีกทั้งวันสำหรับแก้ไข แต่ถ้าทำตอนบ่ายแล้วพลาด นอกจากจะหมดแรงแล้ว ยังมีเวลาเหลือน้อย อาจต้องอดนอนทำต่อไปทั้งคืน ส่วนงานที่ต้องใช้ แรงงาน เช่น เก็บกวาด ควรจะแบ่งเวลาทำในช่วงหลังอาหารเที่ยงหรือหลังอาหารเย็น เพราะหลังกินอาหารในช่วงนั้นมักจะง่วง ถ้าทำงานใช้สมองช่วงนั้นจะหลับ รอให้อาหารย่อยหมดแล้วสัก 2-3 ชั่วโมง จะหายง่วง จึงค่อยมาทำงานใช้สมองต่อไป แต่ถ้าไม่มีงานใช้สมอง อย่าเสียดายเวลาช่วงที่สมองแจ่มใส จงใช้เวลาทั้งหมดไปกับงานใช้แรงงาน จนกว่าจะมีงานใช้สมองมาเพิ่ม ถ้าไม่มีงานทำ ให้นึกถึงงานเก็บกวาดซ่อมแซมสถานที่ เพราะว่า เวลาเรายุ่ง สถานที่ไม่พร้อมจะเป็นอุปสรรค ขัดขวางให้เราทำงานได้ช้าลง ถ้าวันไหนนอนไม่เต็มที่ วันนั้นจะใช้สมองไม่ดี ควรเปลี่ยนมาทำงานที่ใช้แรงแทน

ชีวิตคนมีงานที่ต้องทำ ทั้งใช้สมองและใช้แรง ทั้งสองด้านต้องสมดุลกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

สภาพแวดล้อม คือ มนุษย์ไม่สามารถสร้างทุกอย่างได้ด้วยตนเอง เราจึงต้องอาศัยติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น ต้องซื้อของที่คนอื่นสร้างมาขาย  ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่ง ให้แก่สภาพแวดล้อม ถ้าเราไม่ซื้อของ เราจะไม่มีของใช้ในช่วงเวลาทำงาน เวลาที่เหมาะสมในการเดินทาง ติดต่อสื่อสาร และ ซื้อของ คือช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะรถไม่ติด  ถ้าเดินทางวันธรรมดา อาจต้องเจอรถติดช่วงคนเลิกงาน

พอถึงช่วงกลางคืน จะเป็นช่วงเวลาที่ต้องวางแผนว่า วันรุ่งขึ้นต้องทำอะไร ช่วงกลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด ที่จะวางแผนเรื่องที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น เพราะ เรายังจำได้แม่นว่าวันนี้เจอปัญหาอะไรมา และต้องจัดการปัญหาอะไรในวันรุ่งขึ้น แต่ถ้าหลับไปแล้วตื่นมา เรามักจะเบลอ ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป ถ้าต้องมานั่งนึกจะเสียเวลามาก แต่ถ้าเขียนไว้แล้ว เราสามารถทำตามที่เขียนได้เลย  การวางแผนควรทำตั้งแต่เริ่มมืดค่ำ จะได้มีเวลาเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ อย่าทำตอนใกล้เข้านอน เพราะมีเวลาจำกัด บางทีง่วงคิดอะไรไม่ออก

ข้อควรระวัง ในการวางแผนการทำงานตอนกลางคืนคือ อย่าทำดึกเกินไป เพราะถ้าเลยเที่ยงคืนแล้ว จะดูวันผิด ทำให้งานที่นัดหมายไว้ในวันรุ่งขึ้น ถูกมองว่าเลยไปแล้ว

คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร เวลางานก็ต้องทำงาน ถึงเวลาเล่นก็ต้องเล่น เวลานอนต้องรีบนอน คนที่ไม่เคร่งครัดในเรื่องเวลา มักจะถูกสิ่งเร้าลากไป ลากมา จนไม่ได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้ คนที่ทำงานอะไรไม่สำเร็จ ก็เพราไม่รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร อาศัยความจำเป็นหลัก นึกอะไรได้ก็ทำทันที พอมีสิ่งเร้ามา ก็ทำตามสิ่งเร้าทันที

คนส่วนใหญ่แก้ปัญหาไม่ตก เพราะ ไม่รู้จักแตกเรื่องนั้นออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ ทำให้คิดวนไปวนมา เรื่องไหนคิดแล้วก็ย้อนมาคิดซ้ำอีก

งานที่มีนัดหมายเวลาแน่นอน ลำพังความจำอย่างเดียวอาจจะลืมได้ จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยเตือน จะใช้เครื่องมืออะไร ขึ้นอยู่กับว่าเวลาที่ต้องการเตือนนั้นมีเครื่องมืออะไรอยู่ใกล้ตัว ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ จะมีโปรแกรมอย่าง personal reminder แต่ถ้าใช้โทรศัพท์มือถือจะมี calendar

ก่อนทำงานที่เกี่ยวกับคน ต้องสอบถามเวลาที่เหมาะสม

ธรรมชาติของคน ทำงานเป็นเวลา แค่วันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะต้องมีเวลาพักกินข้าว เวลานอน ต้องมีวันหยุด ถ้าวันหยุดยาว อาจจะหยุดต่อเนื่องไปอีก บางทีเวลาทำงานก็ยังเดินทางไปทำธุระที่อื่น ไม่เหมือนเครื่องจักรที่ทำงานได้ตลอด 24 ชม.7 วัน ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่จะทำอะไรที่เกี่ยวกับคน จึงต้องรู้ให้แน่ชัด ว่าควรทำเวลาไหน ถ้าไม่แน่ใจ ต้องโทรสอบถาม หลายคนไม่โทรถามเพราะเกรงใจ แต่พอเดินทางไปแล้ว กลับพบว่า ปิดทำการ หรือ คนที่ต้องการพบไม่อยู่ ทำให้ต้องเสียเวลาและเสียเงินเดินทางไปฟรีๆ ที่จริงแล้ว เราไม่ควรเกรงใจ เพราะ ปลายทางมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูล ปกติถ้าไม่มีใครอยู่ก็จะไม่มีใครรับสาย หรือถ้ามีคนสอบถามมาก ปลายทางอาจจะบันทึกเสียงบอกไว้

สอบถามข้อมูลให้ละเอียดก่อนร่วมงานกับคน

คนจำนวนมาก มีความคิดสับสน และขี้เกียจ แต่มีโอกาสเป็นผู้จัดงาน แล้วให้ข้อมูลไม่ละเอียด หากเราทำตามคำชักชวนของคนเหล่านั้น โดยไม่ศึกษารายละเอียดให้ดี เราจะเสียเวลาทำแล้วไม่ได้ผลอะไรกลับมา เพราะเงื่อนไขไม่ตรงกับคุณสมบัติของเรา หรือ รายละเอียดไม่ตรงกับความต้องการของเรา

วิธีหนึ่งที่จะรู้เงื่อนไขหรือรายละเอียดคือ ขอเอกสารมาก่อน อย่างกำหนดการ อย่าฟังปากคน เพราะปากคนพักจะพูดไม่ครบ แต่แค่เอกสารอย่างเดียวยังไม่พอ เพราะ อาจมีเงื่อนไขหรือคุณสมบัติ ที่ไม่เขียนบอกไว้ในเอกสาร เราจึงต้องตั้งข้อสงสัยและสอบถามด้วย

อย่าทำตามคำชักชวนของใคร ยกเว้นจะเป็นการชักชวนเพราะอยากรู้จัก

ถึงแม้ว่าจะมีเป้าหมายหรือความชอบเหมือนกันก็ตาม แต่ละคนจะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน คนชวนย่อมรู้ว่าเขาต้องการอะไร และพยายามทำในสิ่งที่เขาต้องการ แต่เขามาชวนเรา อาจเพียงเพื่อประโยชน์ของเขา เช่น หารเฉลี่ยค่าใช้จ่าย ไม่มีใครที่จะมาชวนเราไปฟรีๆ โดยไม่หวังผลประโยชน์อะไรจากเรา ถ้าเราตามเขาไป นอกจากเราจะไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นเป้าหมายของตน แถมต้องรอคอยเขาทำธุระส่วนตัว แล้วยังอีดอัด เพราะต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมของเขา อาจไม่ตรงกับสภาพแวดล้อมของเรา เช่น เขาชวนเราไปชอปปิ้ง เราก็กำลังจะไปชอปปิ้ง แต่เขาขอแวะไปว่ายน้ำก่อน แต่เราว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าเราตามเขาไป เราจะต้องเสียเวลา ไปนั่งคอยเขาอยู่ริมสระน้ำ

โดยเฉพาะในเรื่องเป้าหมายชีวิต มีแต่ตัวเราเองเท่านั้น ที่รู้ดีว่าเราต้องการอะไร คนที่มาชักชวน คือ คนที่ต้องการให้เราทำให้เขาบรรลุเป้าหมายของเขา ไม่ใช่เป้าหมายของเรา แม้แต่คนที่แนะนำก็ยังต้องระวังให้มาก เพราะอาจเป็นเพียงความต้องการที่เกิดจากปมด้อยของเขา

การทำตามคำชักชวนของเขา หมายถึง ทำตามแผนที่เขาวางไว้ ซึ่งมักจะไม่ตรงกับแผนของเรา เราจะทำตามคำชักชวนของคนอื่น ก็ต่อเมื่อ เราตั้งใจจะไปเพื่อรู้จักเขาเพียงอย่าเดียว แต่อย่าไปเพราะหวังว่าจะได้ทำธุระของเราร่วมกับเขา เพราะ จะมีแผนของเขามาแทรก จนไม่ได้ทำตามแผนของเรา

วิธีการไม่ทำตามคำชักชวนของใครคือ ปฎิเสธ พอเราปฎิเสธไปหลายๆครั้ง อ้างว่าป่วยบ้าง ติดธุระบ้าง เดี๋ยวเขาก็จะเลิกชวนไปเอง คนส่วนใหญ่โดนปฎิเสธแค่ 2 ครั้งก็เลิกตามแล้ว

แต่ถ้าเราปฎิเสธคำชักชวนของทุกคน เราก็จะไม่มีเพื่อนเลย แม้แต่เพื่อนเก่าสมัยเรียน ก็จะห่างเหินกันไปจนไม่สนิท เวลาเรามีปัญหา จะหาคนช่วยเหลือได้ยาก แน่นอนว่า ถ้าเป็นเรื่องเป้าหมายในชีวิตแล้ว เราทำตามคำชวนของใครไม่ได้เลย ยกเว้นเขาจะมีเป้าหมายเดียวกับเรา และแบ่งงานกันทำ แต่ถ้าเป็นการร่วมกิจกรรมกันใน ช่วงสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน เราต้องรู้จักแยกแยะว่าควรไปกับใคร คนที่ไม่ควรไปด้วย คือ คนเห็นแก่ตัว ที่มักจะชวนเราไปทำเพื่อผลประโยชน์ของเขาฝ่ายเดียว และคนที่ชวนไปทำเรื่องไม่ดีหรือไม่มีประโยชน์ เช่น นั่งดื่มเหล้า เราต้องแยกระหว่างคนเห็นแก่ตัว กับคนที่มาขอความช่วยเหลือ โดยวัดที่ความเกรงใจ คนเห็นแก่ตัวจะไม่ค่อยคิดถึงความเดือดร้อนของคนอื่น จะไม่พูดคำว่าเกรงใจ เพราะมีพื้นฐานมาจากความยากจน เพื่อนที่เจอกันบ่อยๆจนสนิทแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปไหนด้วยกันบ่อยนัก คนที่เราควรไปด้วยคือ คนที่เรายังไม่รู้จักหรือไม่ค่อยสนิท คนที่ชวนเราไปทำเรื่องจิตอาสา สร้างประโยชน์ให้สังคม คนพวกนี้เป็นคนดี เราควรจะไปรู้จักคนดีๆ เพราะคนที่จะทำจิตอาสาได้ จะต้องไม่มีปัญหาครอบครัวแตกแยก และไม่มีปัญหาเรื่องความยากจน คนที่ไม่ยากจน จะมีนิสัยพึ่งตนเอง ไม่ชอบขอความช่วยเหลือจากใคร เราจึงคบคนเหล่านี้ได้ด้วยความสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะมารบกวนเราบ่อยๆ คนอีกประเภทหนึ่งที่พอจะไปด้วยกันได้ คือ คนที่มีความชอบเหมือนๆกัน เช่น ถ่ายภาพ ออฟโรด ฯลฯ คนพวกนี้มีเงินเหลือทำงานอดิเรก จึงไม่ใช่คนยากจน และการไปทำในสิ่งที่เราชอบนั้น ถึงแม้จะไม่ได้ประโยชน์ทางตรงกับชีวิตการงาน แต่ได้ผลทางอ้อมเหมือนการชาร์จแบต

ถึงแม้จะเป็นแค่คำแนะนำ ก็ต้องระมัดระวังให้มาก คนที่แนะนำ อาจมีรสนิยมต่ำกว่าเรา ถ้าเรายึดคำแนะนำของเขามาใช้ดำเนินชีวิต เราก็จะไม่ได้พบกับสิ่งที่ดีกว่า บางคนที่แนะนำ อาจมีฐานะดีกว่าเรา ทำให้เขาใช้จ่ายได้มากกว่าเรา ถ้าเราทำตามเขา เราก็อาจจะหมดเนื้อหมดตัว ต้องลำบากในอนาคต บางคนเหงา หรืออกหัก จึงต้องการเพื่อนระบายอารมณ์ จึงชวนเราไปเที่ยวเตร่ พอไปบ่อยๆ จะทำให้เราเสียเวลา

ผมเคยถามตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไมชีวิตที่ผ่านมา เรามักจะเสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนกระทั่งวันหนึ่ง พระธุดงค์ชวนผมไปเดินป่าหลายวัน แต่เนื่องจาก ผมมีภาระการงานที่ต้องรับผิดชอบ เข้าป่าได้ไม่กี่วัน ก็ต้องขอแยกตัวกลับออกมาคนเดียว แต่ขากลับเกิดหลงทางในป่า ทำให้ต้องนอนค้างกลางป่า 1 คืน และคืนนั้นเอง  ผมฝันถึงอดีตที่ผ่านมาว่า เคยมีใครชวนไปไหนบ้าง พอตื่นมาจึงรู้ได้ทันทีว่า สาเหตุที่ชีวิตเราต้องเขวไปเขวมา ไม่ได้เดินตามทางที่ตนเองเลือกเสียที เพราะสาเหตุเดียวคือ ใครชวนไปไหนก็ตามเขาไป

ชีวิตเรามีเวลาน้อย ถ้ามัวแต่ทำเพื่อความพอใจของคนอื่น เราจะไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำเพื่อตนเอง เข้าตำราเอ็นดูเขาเอ็นเราขาด หรือ ไว้ใจทางวางใจคนจะจนใจตัวเอง คนที่เหนือกว่าคนอื่น คือคนที่ทำเพื่อตัวเองมากที่สุด เรายังมีเวลาเหลือพอที่จะทำให้คนอื่น หลังจากที่ตนเองประสบความสำเร็จแล้ว เหมือนการจะช่วยคนตกน้ำ ตัวเองต้องว่ายน้ำเป็นก่อน ไม่เช่นนั้น เราอาจจะจมน้ำตาย แต่ถ้าเรามัวแต่เอาใจคนอื่น เราจะไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำให้ตนเอง เพราะเมื่ออายุเกิน 35 ร่างกายเริ่มเสื่อมลง เราจะไม่สามารถทำงานหนัก นอนน้อย เหมือนสมัยวัยรุ่น

เด็กหลายคนสงสัยว่า เพื่อนมีความสำคัญเพียงใด ถ้าเราเดือดร้อน เพื่อนจะช่วยเราได้มากแค่ไหน คำตอบคือ มีดีกว่าไม่มี จริงอยู่ว่าเราไม่ต้องมีเพื่อนเลยก็อยู่ได้ แต่เวลาจำเป็นขึ้นมาเราจะไม่มีทางเลือก การทำงานใหญ่บางเรื่อง อย่างเรื่องการรณรงค์เปลี่ยนแปลงสังคม ต้องอาศัยหลายคนที่เห็นด้วยมาช่วยตอนเริ่มต้น หลายเรื่องในสังคม ต้องอาศัยความเชื่อใจกัน หรือเรียกว่า เครดิต คนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นญาติหรือเพื่อน คือคนที่รู้ประวัติของเรา จึงเชื่อใจว่าเราจะไม่โกงเขา เราจึงสามารถขอให้เขาทำบางเรื่องที่ต้องอาศัยความไว้วางใจกันได้ เช่น ยืมเงินโดยไม่ต้องมีอะไรค้ำประกัน อย่างเวลาผมเริ่มธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวกับเรื่องอาหารเสริม ก็อาศัยคนรู้จักกันนี้เอง เป็นหนูทดลองให้ ถ้าเป็นคนไม่รู้ประวัติผมมาก่อน ก็คงจะไม่กล้าทดลองให้

เมื่อเราเห็นโลกมากขึ้นจะพบว่า เพื่อนบางคนเป็นเพียงกาฝาก ที่เมื่อรู้ว่าเรามีอะไรดี ก็จะมาขอให้เราช่วยในเรื่องนั้น เพื่อนบางคนที่ไม่รู้จักเกรงใจ อาจจะแค่ทำให้เราเสียเวลา แต่เพื่อนบางคนที่เห็นแก่ตัว ต้องการทั้งเงินทั้งเวลาจากเรา และเพียงเพราะคำว่าเพื่อน เราก็จำเป็นต้องทำให้ฟรีๆ ด้วยความเกรงใจ แต่พอเราเดือดร้อน เพื่อนบางคนที่สนิทมาก อาจจะไม่ช่วยเลย หาทางหลบเลี่ยง จริงๆแล้ว ทุกคนในสังคม เกิดมาเพื่อช่วยเหลือกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าเราไม่เดือดร้อนจริงๆ จะไปขอความช่วยเหลือจากคนไม่รู้จัก คงต้องเสียเงิน แต่ถ้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ก็อาศัยความเกรงใจ ช่วยๆกันไป ทั้งๆที่เพื่อนก็ไม่เต็มใจ แต่ถ้าเราเดือดร้อนจริงๆ ย่อมมีคนในสังคมที่ยินดียื่นมือมาช่วยเหลือเรา แต่ถ้าไม่เดือดร้อนจริง จะให้เขาช่วยเราไปนานๆหรือช่วยทุกคนในสังคมก็คงไม่ไหว เพราะแต่ละคนก็มีกำลังจำกัด ในขณะที่เพื่อนสนิท อาจช่วยอะไรไม่ได้เลย ถึงแม้จะเป็นเรื่องความรู้เฉพาะด้าน เพื่อนของเราก็อาจจะไม่รู้จริง ดังนั้น เราจึงไม่ต้องไปแคร์เรื่องเพื่อนมากนัก รู้จักกันจากการเรียน หรือการทำงาน ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวเตร่ให้สนิทแน่นแฟ้น จนทำให้เราต้องเสียเวลาทำเพื่อตัวเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะปฎิเสธไม่คบเพื่อนเลย เพราะเพื่อนก็มีข้อดีอยู่คือ ยิ่งเขาเห็นเรามานาน ยิ่งมีความเชื่อใจกัน บางเรื่องซื้อหาไม่ได้ด้วยเงิน ต้องอาศัยความไว้ใจกันจึงจะได้ หรือหาได้แต่ต้องใช้เงินมาก ในขณะที่เพื่อนที่ไว้ใจเรา อาจให้เราฟรีๆ หรือพูดง่ายๆว่า หลักการคบเพื่อน อยู่ที่การทำให้เขาไว้วางใจเรา เช่น เราต้องรู้จักรักษาคำพูด และ รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อน ถ้าวันนี้เราขี้เหนียวกับเขา วันหน้าเขาก็จะไม่อยากช่วยเหลือเรา แต่ถ้าวันนี้เรารู้จักให้ วันหน้าเขาก็จะอยากช่วยเหลือให้เราเจริญยิ่งๆขึ้น เพราะเขาเชื่อใจว่าเมื่อเราได้ดีแล้ว เขาก็จะเกื้อกูลเขา ทำให้เขาพลอยสบายไปด้วย เคยมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเลี้ยงข้าวเพื่อนซึ่งไม่ค่อยมีเงิน ต่อมาพอเพื่อนคนนั้นร่ำรวยขึ้น ก็กลับมาซื้อบ้านหลังใหญ่ให้เธอ

นอกจากการใช้ชีวิตร่วมกันจาการเรียนหรือการทำงานแล้ว วิธีที่จะสร้างความสนิทสนมไว้วางใจกันก็คือ ทำกิจกรรมร่วมกัน นั่นคือ ชวนกันไปทำกิจกรรม หรือถ้ามีใครชวนเราไปทำกิจกรรมเราก็ควรจะไป โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม เราจะได้พบกับคนดีๆ

ชีวิตเรามี 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ ต้องทำเพื่อตัวเอง แต่อีกด้านหนึ่งคือ เราอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นในสังคม เมื่อเราได้รับความช่วยเหลือจากสังคมแล้ว ก็ควรจะตอบแทนสังคมกลับตามกำลัง คนที่มุ่งแต่จะกอบโกยโดยไม่ช่วยเหลือสังคม เรียกว่า คนเห็นแก่ตัว การช่วยเหลือสังคม คือการช่วยผู้ที่เดือดร้อน ไม่ใช่การทำตามคำชักชวนของใคร เพราะการทำตามคำชักชวน อาจเป็นแค่เรื่องความสนุกสนาน เราจึงต้องรู้จักชั่งน้ำหนักทั้ง 2 ด้านนี้ให้ดีระหว่าง ทำเพื่อตัวเอง กับทำเพื่อผู้อื่น ดังคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำว่า "โลกอย่าให้ช้ำ ธรรมอย่าให้เสีย" เพราะ ถ้าเราทำเพื่อคนอื่นมากเกินไป จะไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่ถ้าทำเพื่อตนเองมากเกินไป จนไม่แคร์ว่าใครจะเดือดร้อน เราก็จะไม่มีใครคบ แล้วสักวันหนึ่งเมื่อตนเองเดือดร้อน จะไปขอความช่วยเหลือจากใครก็ยาก

ถ้าเราหวังผลประโยชน์จากใคร อย่าใช้วิธีชวนไปเที่ยวกินด้วยกัน เพียงเพื่อสร้างความสนิทสนมกันก่อน เพราะ เขาอาจจะปฎิเสธข้อเสนอของเราทีหลัง ทำให้เราต้องเสียเงินเสียเวลา ดังนั้น ถ้าต้องการอะไรจากใคร ควรคุยธุระให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยชวนไปเลี้ยงตอบแทนทีหลัง

คนที่หน้าตาดี มักจะมีเพศตรงข้ามมาชวนไปเที่ยวเตร่ หรือยื่นความช่วยเหลือต่างๆให้ เป้าหมายเพียงเพื่อให้ได้ครอบครองเรา ถ้าเราตามไป ก็จะเสียเวลาไปกับการเที่ยวเตร่ หรือสุดท้ายจะตกหลุมพรางต้องอยู่กินด้วยกัน แล้วคนเหล่านั้นก็จะมาบงการชีวิตเรา ทำให้เราไม่มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองอย่างเต็มที่ ทางออกที่ดีที่สุด  ตัดข้อเสนอ เราสามารถเที่ยวเตร่ได้ หลังจากไปถึงเป้าหมายแล้ว

เรื่องเพศตรงข้าม ทำให้เสียงาน เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่โบราณแล้ว แม้แต่นักรบที่เก่งที่สุด ก็ยังรบแพ้ได้ ถ้ามีปัญหากับคนรัก กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ก็เพราะกษัตริย์ในยุคนั้น มัวแต่เอาใจผู้หญิง คนที่จะทำงานใหญ่ ถ้ายังไม่มีชีวิตคู่ที่มั่นคง ก็ควรจะตัดเรื่องเพศตรงข้ามให้ขาดก่อน

คนที่หน้าตาดี มักจะสงสัยว่า ทำไมในวัยที่ยังหนุ่มสาว ไม่ใช้หน้าตาเพื่อให้เพศตรงข้ามเชยชม แต่กลับปล่อยให้ร่วงโรยไปอย่างเสียเปล่า ขอให้ดูุตัวอย่างสตีฟจ๊อบ เขาเป็นคนที่มีหน้าตาดี แต่ไม่ใช่คนเจ้าชู้ เขาใช้หน้าตาเพื่อขึ้นเวทีและออกสื่อ หาเงินจากผู้คนได้มหาศาล โลกชื่นชม นักธุรกิจหลายคนพยามเลียนแบบสตีฟจ๊อบ ใช้หน้าตาออกสื่อ แต่หน้าตาไม่ได้เรื่อง ในทางกลับกัน ถ้าสตีฟจ๊อบใช้หน้าตาเพียงพื่อให้เพศตรงข้ามเชยชม เขาคงจะเสียเงิน เสียเวลา ไปอย่างเปล่าประโยชน์ โดยไม่ได้อะไรกลับมาเป็นชิ้นเป็นอัน

อย่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวในที่ทำงาน

เมื่อมีเรื่องเซ็กส์เกิดขึ้น ผู้ชายอาจจะไม่บอกใคร แต่ผู้หญิงมักปากโป้ง ไปไหนทำอะไรกับใคร ก็บอกเขาไปทั่ว บางทีก็เผลอไปบอกความลับให้สามีตัวเองจับได้ว่ามีกิ๊ก ถึงแม้จะไม่มีใครพูด แต่พฤติกรรมฟ้องจนคนรอบข้างจับได้ แค่ชายหญิงนั่งรถไปด้วยกัน 2 คน คนที่เห็นก็สงสัยแล้ว

อย่าเอาเรื่องงานมาปนกับเรื่องส่วนตัว เพราะเรื่องส่วนตัวจะมีความหึงหวงมาเกี่ยวข้อง บางทีตามตื๊อจนไม่รู้ว่าเรื่องไหนเรื่องส่วนตัว เรื่องไหนเรื่องงาน ถึงแม้เราจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีปัญหาครอบครัว หย่าร้างหรือมีชู้ เราก็อย่าลดตัวลงไปช่วยแก้ปัญหาให้เขาด้วยการมีเซ็กส์ เพราะจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองในภายหลัง เราอยู่เฉยๆ เดี๋ยวเวลาผ่านไป เขาจะหาคู่ใหม่ของเขาเองได้ เพราะคนที่มีปัญหาครอบครัว ล้วนเกิดจากความบกพร่องของตัวเขาเอง เช่น พูดมาก ไม่มีความอดทน ฯลฯ แต่เขาไม่ได้บอกเรา การไปคบกับเขา เท่ากับเอาความบกพร่องของเขามาใส่หัวเรา ทำให้เราเดือดร้อนในเวลาต่อมา ทางที่ดีอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีปัญหาส่วนตัวเลยดีกว่า

จะทำอะไรที่กระทบกับคนหมู่มาก ต้องรู้ผลลัพธ์ที่แน่ชัด อย่าเสี่ยงทำอะไรที่ยังไม่มึใครเคยพิสูจน์ด้วยกาลเวลา

การตัดสินใจที่กระทบกับคนหมู่มาก ไม่สามารถตัดสินใจผิดได้ เพราะจะเกิดความโกลาหลขึ้น คนที่เป็นคนตัดสินใจ จึงต้องเป็นคนที่รู้ดีที่สุด รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร การทำอะไรที่ยังไม่มีใครเคยทำจนทะลุปรุโปร่ง เราไม่รู้ว่าผลออกมา จะกระทบกับใครบ้าง ยกตัวอย่างเช่น นโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาลไทยปี 2554 โดยนำราคาน้ำมันเบนซิน มาอุดราคาดีเซล ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินสูงกว่าดีเซลประมาณ 1.5 เท่า ซึ่งไม่เคยมีประเทศไหนเคยทำมาก่อน แต่รัฐบาลกลับตั้งสมมุติฐานขึ้นเองว่า คนใช้น้ำมันเบนซินคือคนมีเงิน ผลออกมาผิด เพราะ คนขี่มอเตอร์ไซค์ก็ใช้น้ำมันเบนซินด้วย และแทบทุกบ้านในต่างจังหวัดก็มีมอเตอร์ไซค์ รัฐบาลลืมคิดเรื่องนี้ไป ทำให้มีคนไม่พอใจเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะคนขับรถเก๋งที่ใช้น้ำมันเบนซินซึ่งไม่พอใจอยู่แล้ว ในประเทศอเมริกา รัฐบาลทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาถูก เพื่อช่วยให้ธุรกิจในประเทศสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ แต่รัฐบาลไทยซึ่งไม่รู้เรื่องนี้ ยังคงทำการบิดเบือนราคาน้ำมัน แถมยังขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2555 ส่งผลให้อัตราการส่งออกของไทยลดลงจาก 3% กว่าๆในปี 55 เหลือเพียง 0% ในปี 56 และติดลบถึง -2% กว่าๆ จะโทษว่าเป็นที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวคงไม่ได้ เพราะอัตราการส่งออกของจีน ยังคงสูงเป็นปกติ

ถ้ายังไม่พร้อมจริงๆ อย่าฝืน

จงเตรียมตัวให้พร้อมก่อน เพราะ ถ้ายังไม่พร้อม เมื่อถึงเวลาทำจริงจะมีแรงกดดันทำให้ลืมโน่นลืมนี่ ทำให้ไปติดขัดกลางทางเพราะลืมเตรียมมา ต้องคอยวุ่นจัดการกับปัญหา จนไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำเรื่องอื่นเพื่อก้าวต่อไป เช่น ก่อนเดินทางไม่ดูแผนที่ ระหว่างทางจึงต้องคอยจอดรถถามทางไปเรื่อยๆ ไปเจอคนบอกทางผิดทำให้หลงไปไกล

เรื่องไหนที่ไม่มีเขียนไว้ในตำราหรือไม่มีตำรา แสดงว่ายังไม่มีคนพิสูจน์ว่าทำแล้วจะได้ผลหรือไม่ จึงไม่ควรฝืนทำ เพราะทำไปแล้ว อาจจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ถ้าเราทดสอบเองจะเสียเวลา ยกเว้นมีจุดประสงค์อย่างอื่นที่มีค่ามากกว่าการเสียเวลา

บางคนมืดค่ำแล้วยังฝืนทำ เพราะคิดว่ายังมีแรงเหลือ และคงใช้เวลาทำไม่นาน แต่เขาไม่รู้ว่าแรงตัวเองใกล้หมด สมองใกล้ล้า พอทำไปสักพักหมดแรง สมองล้า แถมเรื่องที่ทำ กลับใช้เวลานานกว่าที่คิด เพราะติดโน่นติดนี่ พอถึงตอนนั้นก็หมดแรงแล้ว เลยทำไม่เสร็จ ดังนั้น ถ้าจะทำอะไร ควรเริ่มทำตั้งแต่เนิ่นๆ เวลาติดปัญหา จะได้มีเวลาแก้ไข

เรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ควรเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ อย่ารอใกล้ๆแล้วค่อยมาทำ

เพราะอาจมีบางเรื่องที่คาดไม่ถึงว่าต้องทำด้วย แต่มารู้ตอนที่มีเวลาจำกัด ก็ไม่มีเวลาทำเสียแล้ว

เมื่อรู้ว่าจะทำอะไร ควรรีบเตรียมตัวให้พร้อมและเผื่อเวลาว่างก่อนลงมือทำบ้าง อย่าเตรียมช่วงใกล้ๆ เพราะอาจมีบางเรื่องที่เราคาดไม่ถึงว่าต้องทำด้วย มารู้ตอนลงมือทำ แต่ก็ทำไม่ทันเสียแล้ว เพราะมีเวลาจำกัด บางเรื่องทำแล้วเกิดผิดพลาดขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะแก้ไข อย่างเช่น อาจไปหาซื้อของแล้วไม่มี ต้องไปซื้อที่อื่น เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว เวลาเดินทาง เราจะคิดได้ว่า ไม่ควรไปซื้ออะไรกลางทาง เพราะอาจจะหาไม่ได้ ต้องเสียเวลาตามหานาน ถึงแม้จะรู้แหล่งก็ตาม พอไปถึงแล้วของอาจจะหมด

หลายเรื่องมีโอกาสเกิดขึ้นแน่ๆ เช่น เราต้องไปร่วมงานแต่งงานและงานศพ, ถ้าเป็นคนโสดก็อาจได้เจอคนที่ถูกใจแล้วมีโอกาสออกเดท ฯลฯ ถ้าเราไม่เตรียมตัวรับเรื่องเหล่านี้ไว้ เมื่อโอกาสมาถึง เราจะไม่พร้อมกับมือกับมัน ถ้ามาเตรียมตัวตอนนั้น อาจจะเตรียมตัวไม่ทัน เช่น ไม่มีเสื้อผ้าใส่ไปออกงาน ทำให้ต้องรีบไปซื้อเสื้อผ้าแล้วต้องจ่ายแพงขึ้นเพราะไม่ใช่ช่วงลดราคา บางทีไม่มีแบบหรือขนาดที่ต้องการอีก เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าได้ เพราะถ้าเก็บไว้มิดชิดก็จะเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน และ คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว จะใส่เสื้อผ้ากับรองเท้าขนาดเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เสื้อผ้ากับรองเท้าจึงเป็นสิ่งที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่บางเรื่องเตรียมตัวไม่ได้ เช่น ทรงผม เราก็ทำเท่าที่ทำได้ เช่น ทดลองตัดผมกับช่างหลายๆคนจนกว่าจะเจอช่างที่ถูกใจ เมื่อถึงเวลาต้องตัดผมเพื่อออกงาน ก็แค่ไปตัดกับช่างคนนั้น

ถ้าจะนัดใคร ควรบอกเขาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์  พอใกล้จะถึงวันนัดแล้ว ต้องโทรไปบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน อย่ารอให้ถึงวันรุ่งขึ้นจะไปแล้วค่อยโทรนัด เพราะอาจจะมีเหตุที่ทำให้โทรคุยกันไม่ได้ ผมเคยเจอมาหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น อีกฝ่ายกำลังยุ่ง หรือ โทรศัพท์มือถือถ่านหมด หรือ โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณเพราะเขากำลังนั่งรถอยู่ในหุบเขา พอถึงวันที่นัดเจอกัน ก็ต้องโทรบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง อย่ารอให้ถึงแล้วค่อยโทร เพราะ อาจพลาดติดต่อไม่ได้เช่นกัน

เวลานัดกับใคร ควรเดินทางไปล่วงหน้าก่อนเวลานัด เพราะ ถ้ามีเวลากระชั้นชิด อาจจะเจอรถติด ทำให้ไปไม่ทัน แต่แน่นอนว่า การไปนั่งรอคนอื่นเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการหาอะไรทำแถวนั้น อาจจะไปล่วงหน้าสัก 1 ชม. ถ้าไม่มีอะไรทำก็หากินร้านอร่อยๆแถวนั้น

ถ้าพร้อมแล้วต้องรีบทำแต่เนิ่นๆ

ถ้ารอเวลาผ่านไป อาจมีจุดใดเปลี่ยนไป ทำให้เกิดติดขัดขึ้นมา จนทำไม่ได้เลย อย่างเช่น ผมเคยไปทำบัตรประชาชน พอวันรุ่งขึ้นระบบล่ม และล่มต่อมาเป็นเวลานานหลายวัน คนที่ตั้งใจจะไปทำวันต่อมา จึงไม่ได้ทำ

ผู้ชนะในการแข่งขัน คือ ผู้ที่เริ่มทำก่อนคนอื่น ผู้มาทีหลัง ยากที่จะตามทัน ยกเว้นจะมีประสบการณ์ชั้นเชิง ที่เหนือกว่า มาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละคนใกล้เคียงกัน

คนส่วนใหญ่จะรอให้ไฟลนก้น คือ เกิดปัญหาขึ้นแล้ว จึงค่อยทำ แต่การทำแบบเร่งรีบ ขณะเกิดปัญหานั้น นอกจากจะตกหล่นรายละเอียดสำคัญแล้ว ยังทำให้คนรอบข้างเดือนร้อนอีกด้วย อย่างเช่น ผมเคยเตือนเพื่อนผู้หญิงซึ่งเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ และดูเหมือนจะมีปัญหาสุขภาพ ให้ไปตรวจสุขภาพแต่เนิ่นๆ แต่เธอไม่สนใจ ต่อมาไม่นาน เธอก็ป่วย แล้วก็โทรมาหาผมแต่เช้า ให้ผมช่วยดูผลตรวจ ช่วยหาทางรักษาให้ ซึ่งนอกจากผมจะต้องหยุดงานไปช่วยเขาแล้ว การช่วยเหลือที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน จึงทำได้ไม่ดีนัก  หรือ ผมเคยเตือนเพื่อนคนหนึ่ง ที่ใช้คอมพิวเตอร์ยี่ห้อไม่ดี ว่าเขาควรจะมีสำรองอีกเครื่อง เผื่อเครื่องที่ใช้อยู่เสีย แต่เขาไม่สนใจ ทั้งๆที่เขาค่อนข้างรวย ต่อมาไม่นาน เครื่องเสีย เขาต้องหยุดงานมาให้ผมช่วยแก้ไขให้ ผมก็ต้องเสียเวลางาน ช่วยแก้ไขให้เขา เพราะกลัวเขาจะไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ บางครั้งเครื่องของเขาเสีย แต่ไม่มีเวลาซ่อม เขาก็มายืมคอมพิวเตอร์สำรองของผมไปใช้

นอกจากการทำช่วงใกล้ๆจะทำได้ไม่ดีแล้ว การทำอะไรก็ต้องมีความผิดพลาด ถ้าไม่เผื่อความผิดพลาดไว้ อาจทำไม่เสร็จ ดังนั้น เรื่องไหนที่วางแผนเสร็จแล้ว สิ่งใดที่เตรียมตัวได้ให้เตรียมไว้ ถ้าทำได้ก็ทำไปเลย อย่ารอให้ถึงเวลาใกล้ๆแล้วค่อยมาทำ เพราะเวลาลงมือทำจริง อาจทำไม่ทัน เพราะมีบางเรื่องที่คิดไม่ถึง เช่น พรุ่งนี้จะออกจากบ้านไปงานแต่งงาน ก็ควรจะเตรียมเสื้อผ้าไว้ตั้งแต่วันนี้ ถ้ามัวแต่หาตอนที่ออกจากบ้านแล้ว อาจจะหาไม่เจอทำให้ไปสายหรืออดไป  หรือหาเจอแต่ชุดที่มีอยู่ชุดเดียวยังไม่ได้ซัก หรือตั้งใจว่าจะออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งแต่ปรากฎว่าฝนตก น้ำท่วม จนไปไม่ได้

ทำอะไร ต้องเผื่อเวลาและเงินไว้อย่างน้อย 2-3 เท่า

ธรรมชาติของคน มักจะคิดน้อยกว่าความเป็นจริงเสมอ พอถึงเวลาทำจริง กลับมีงานมากกว่าที่เคยคิดไว้ เพราะ เวลาทำจะต้องเจอกับอุปสรรคที่คาดไม่ถึง ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำ ก็จะต้องเสียเวลาไปกับการค้นหาหนทางทีถูกต้อง เช่น ถ้าเราต้องการจะทำงานอะไรสักอย่างด้วยคอมพิวเตอร์ แค่คิดคือลงโปรแกรมแล้วจบ คงใช้เวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมง แต่เวลาทำจริง กลับพบว่า ลงโปรแกรมไปแล้วมีปัญหา โปรแกรมทำงานบกพร่อง ใช้งานติดๆขัดๆ ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมอื่น แต่ในท้องตลาดมีโปรแกรมให้เลือกหลายตัว ต้องทดลองแต่ละตัว กว่าจะพบตัวที่ใช่ อาจใช้เวลานานหลายวัน

ไม่ว่าจะทำอะไร เรามักจะต้องเจอกับความผิดพลาด เป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องที่เราไม่ได้ทำเป็นประจำ หรือ เรื่องที่ต้องพึ่งคนอื่น จำเป็นต้องเผื่อเกิดผิดพลาดอย่างน้อย 2-3 เท่า เพราะเรื่องที่เราไม่ได้ทำเป็นประจำ จะไม่รู้แน่ชัดว่าทำไปแล้วต้องเจอปัญหาอะไรบ้าง เรื่องที่ต้องพึ่งคนอื่นก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะผิดพลาดอะไรบ้าง แถมยังควบคุมเขาไม่ได้ด้วย มีเรื่องมากมายบนโลกใบนี้ที่เราไม่รู้และควบคุมไม่ได้ ถ้าเราไม่เผื่อเงินและเวลาของความผิดพลาด พอเงินหมด เวลาหมด เราจะติดปัญหาทันที ถ้ากำลังสร้างอะไรอยู่ก็จะทำไม่เสร็จ

อย่าทำอะไรภายใต้ความเร่งรีบ แรงกดดัน หรือความเปลี่ยนแปลง 

เวลาเร่งรีบ มักจะไม่มีเวลาคิดให้รอบคอบ จึงตัดสินใจผิดได้ง่าย

เวลามีแรงกดดัน มักจะขาดสมาธิ ทำให้ทำผิดพลาดได้ง่าย แรงกดดันนี้รวมไปถึงอารมณ์ของตัวเอง ดังคำกล่าวที่ว่า เมือโกรธจัด อย่าเพิ่งตอบใคร เมื่อดีใจ อย่าเพิ่งให้สัญญา เมื่อเศร้าหนักหนา อย่าเพิ่งตัดสินใจ

สิ่งใดที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนแปลง แสดงว่าคนทำยังรู้ไม่หมด หากทำไปก็จะต้องรับผลของความผิดพลาดที่คนทำคิดไม่ถึง

ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ทำไม่ได้ พยายามหยุดคิดให้นานที่สุด เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด

การทำอะไร ควรมีเวลาศึกษา คิดให้รอบคอบ จนแน่ใจว่าไม่ตกหล่นเรื่องอะไรไป และทดลองใช้จริง ให้แน่ใจเสียก่อน เมื่อแน่ใจแล้ว จึงจดไว้ว่าต้องการซื้อสิ่งนี้ แล้วรอโอกาสที่เหมาะสม จึงค่อยทำตามที่จดไว้

ถึงแม้จะมีโอกาสเข้ามา และโอกาสนั้นอาจผ่านพ้นไปเลยก็ตาม ถ้าไม่เคยจดไว้ก่อน ก็ควรอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรดีกว่า ถ้ามีแรงกดดัน พยายามใช้ชีวิตตามปกติ รอให้เหตุการณ์สงบหรือคงที่ก่อนค่อยตัดสินใจใหม่

ยกตัวอย่างเช่นการซื้อของ บางทีเราไปเจอของชิ้นหนึ่งแล้วอยากได้ แล้วคิดว่าถ้ากลับมาซื้ออีกรอบก็จะเสียเวลา ของราคาไม่แพง จึงรีบซื้อไป แต่พอซื้อกลับมาทดลองใช้แล้ว พบว่ามีปัญหา อาจจะไม่ทน หรือใช้แล้วไม่ตรงกับความต้องการ ต้องเสียเวลากลับไปที่ร้านใหม่อีก เพื่อซ่อมหรือเปลี่ยน ถ้าที่ร้านไม่ให้เปลี่ยน ก็ต้องเสียเงินไปฟรีๆ ทางที่ถูกต้องคือ ศึกษาจากคนที่เคยใช้มาก่อนแล้ว และทดลองใช้จริง อาจจะยืมเพื่อนใช้ หรือ ไปทดลองใช้ที่ร้านหรือที่งานแสดงสินค้า ถ้าต้องไปหลายรอบ อาจหาเวลาว่างผ่านไปแถวนั้น พอแน่ใจแล้วจึงค่อยซื้อ ก็จะได้ของดี ตรงความต้องการ หรือ ถ้ามีผิดพลาดเพราะคิดไม่รอบคอบ ก็จะผิดพลาดน้อยลง การศึกษาก่อนซื้อของนี้มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ศึกษาครั้งเดียวจบ คือถ้าเรารู้ว่ายี่ห้อไหนใช้ดี ก็มักจะเชื่อใจยี่ห้อนั้นไปได้ตลอด ซื้อครั้งต่อไปก็ไม่ต้องไปศึกษามากมาย เหมือนครั้งแรก ถ้ายี่ห้อไหนไม่ดี เวลาผ่านไปนานๆก็ยังเหมือนเดิม เพราะผู้ผลิต มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนแนวคิดมากนัก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่กฎตายตัว ผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงบางราย อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้สินค้ายุคต่อมามีคุณภาพต่ำลง

ทดสอบก่อนลงมือทำ

ก่อนทำอะไรจริงๆจังๆ ควรทดลองทำเล่นๆ ให้หมดทุกขั้นตอน เพราะเริ่มทำครั้งแรก มักจะทำผิด แต่พอเคยทำแล้ว ก็จะทำถูก

เมื่อคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร อย่าลงมือทำจริงในทันที เพราะ ถ้าผิดพลาดขึันมา จะสูญเสียมาก เนื่องจาก ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้  การทดลองทำ อาจเหนื่อยขึ้น เสียเวลาขึ้นก็จริง แต่มีข้อดีที่ประมาณค่าไม่ได้ คือเมื่อเกิดผิดพลาดอะไรขึ้น จะไม่เกิดความสูญเสียมาก หรือสามารถย้อนกลับได้ เช่น ถ้าจะซื้อของสักชิ้น ถ้าซื้อผิดจะเสียเงิน จึงควรคิดหา วิธีที่จะทดลองใช้ โดยไม่ต้องเสียเงิน เช่น ขอยืมเพื่อนมาลองใช้, ไปหาร้านที่มีให้ทดลองใช้, ถามคนมีประสบการณ์, หรือ ถ้ามีใครรู้ ให้ใช้วิธีคิดให้ละเอียดถี่ถ้วน แล้วจะไม่ค่อยผิดพลาด  เช่น ถ้ากางเกงเปื้อนยางไม้ ซักไม่ออก ทฤษฎีบอกว่าอะซิโตนล้างออกได้ ถ้าเรานำอะซิโตนไปล้าง กางเกงละลายเป็นรู ทำให้กางเกงตัวนั้นเสียไป เพราะผ้าที่ใช้ทำกางเกงมีส่วนผสมอื่นที่ละลายด้วยอะซิโตนได้ เพราะฉะนั้น ทางที่ถูกต้อง คือ หาเศษผ้าเหมือนกัน มาทดลองจุ่มในอะซิโตนดูก่อนว่าผ้าเสียหรือไม่

วิธีสุดท้ายที่ไม่ควรทำ คือ ลงมือปฎิบัติ ทดสอบด้วยตนเอง เพราะเสียเวลา เสียเงิน เช่น ถ้าอยากรู้ว่าสินค้ายี่ห้อไหนดี คู่มืออาจไม่ได้เขียนบอกไว้ ให้ซื้อสินค้านั้นมาลองใช้ ถ้าไม่เคยทดลองใช้มาก่อนเลย ไม่จำเป็นต้องซื้อของแพง จะได้ไม่เปลืองเงิน เพราะทดลองครั้งแรกมักจะผิดพลาดได้ง่าย มักจะต้องเปลี่ยนอีกในภายหลัง จะซื้อยี่ห้อที่ราคาถูกที่สุดก็ได้ ถ้าดูแล้วยังไม่เห็นข้อเสีย พอเราใช้ของคุณภาพต่ำไปสักพัก แล้วเจอปัญหา เราจะรู้ได้ทันทีว่าของที่เราต้องการ ควรมีคุณสมบัติอย่างไร อย่างเช่น พอใช้ printer คุณภาพต่ำแล้วหมึกพิมพ์หกเลอะเทอะ เวลาไปซื้อยี่ห้อใหม่ เราก็จะดูว่าตัวไหนออกแบบหมึกพิมพ์มาป้องกันการหกเลอะเทอะได้ดีที่สุด พอทดลองจนรู้แน่ชัดแล้วว่ามีอะไรที่เราต้องการใช้จริงๆ จึงค่อยเปลี่ยนไปซื้อยี่ห้อที่ดีที่สุด พอลองใช้ยี่ห้อที่ดีที่สุดไปสัก 2 ยี่ห้อ ก็จะรู้แจ่มแจ้งว่าอะไรดีที่สุด สาเหตุที่ต้องเลือก 2 ยี่ห้อเพราะแต่ละยี่ห้ออาจมีข้อเสียซึ่งอีกยี่ห้อทดแทนได้ สาเหตุที่ต้องเลือกยี่ห้อที่ดีที่สุดเพราะของดีจะมีตัวเลือกให้ใช้งาน ได้ครบถ้วน

ถ้าจำเป็นต้องลงมือทำ ก็ควรจะทำแบบทดสอบ พยายามใช้เงินและเวลาให้น้อยที่สุดก่อน เช่น นำสิ่งที่มีอยู่มาดัดแปลงใช้ ยังไม่ควรซื้อ เพราะซื้อมาแล้วอาจใช้ไม่ได้ เพราะประมาณไม่ตรงกับความเป็นจริง วิธีการดัดแปลงสิ่งรอบตัวมาใช้ อาจต้องเสียเวลามากกว่าการซื้อเล็กน้อย แต่เราไม่ได้เสียเวลาอย่างนั้นไปตลอด เมื่อทำจริงแล้วสักครั้ง เราก็จะประมาณได้ถูกว่า ต้องซื้ออะไร ในปริมาณเท่าไหร่ พอรู้แล้วเราก็จะซื้อได้ถูกต้อง

ดังนั้น อย่าทำอะไรที่ยังไม่ได้ทดสอบ เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ การวางแผนว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นแล้วจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นวิธีคิดที่ผิดพลาด เนื่องจาก เหตุการณ์จริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิด คนที่จะวางแผนได้ ต้องเป็นคนที่ผ่านการทดลองทำมาแล้วเท่านั้น

บางทีทดสอบแล้ว แต่ทำจริงยังมีโอกาสผิดพลาดได้บ้าง เพราะ ยังทดสอบไม่ละเอียด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทดสอบเลย เพราะจะมีโอกาสผิดพลาดเกือบ 100% เลยทีเดียว

มีเงิน

หลักข้อแรกของการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คือ มีเงิน หลักข้อแรกของการมีเงินคือ มีเงินเก็บ และไม่มีหนี้ ไม่ใช่หาเงินให้ได้มากๆ เพราะมีหลายคนที่หาเงินได้มาก แต่ใช้เงินฟุ่มเฟือยจนไม่มีเงินเก็บ พอไม่มีรายได้ เขาจึงไม่เหลืออะไรเลย

คนที่ีมีหนี้ จะต้องคิดแต่จะหมุนเงิน จนไม่มีเวลาคิดหาเงิน เพราะฉะนั้น วิธีแรกที่จะมีเงิน คือ ต้องออกจากวงจรหนี้

วิธีที่จะ มีเงิน หรือ หลุดออกจากวงจรหนี้ คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ซึ่งทำได้ดวยการ ประหยัด และต่อยอด

เงินไม่จำเป็นต้องได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเพียงอย่างเดียว มีอีกวิธีหนึ่งคือ การต่อรองผลประโยชน์ ให้ผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากับอีกฝ่ายในอนาคต แล้วเขาจะให้เงินเรา ซึ่งการต่อรองจะสำเร็จได้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจกัน ด้วยการสร้างผลงานแล้วรายงานผลให้เขาเห็นเป็นระยะ แต่อย่างน้อยการจะทำเช่นนี้ได้ เราก็ต้องมีเงินใช้จ่ายส่วนตัวอยู่บ้าง เราไม่สามารถพึ่งคนอื่นได้ในทุกเรื่อง

ความช่วยเหลือเรื่องเงินไม่จำเป็นต้องมาจากคนรู้จักอย่างเดียว ในสังคมอาจจะมีระบบให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว เช่น มีคนรับซื้อหนี้เสีย หรือ ภาครัฐอาจมีโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ เราจึงควรพยายามมองหาความรู้รอบตัวไว้ด้วย

เมื่อต้องการเงิน ก็ต้องทำงาน จึงจะได้เงิน ทั้งๆที่ไม่มีใครอยากทำงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ตัวเองชอบก็ตาม ก็ยังจะต้องมีปัจจัยอื่นที่ไม่ชอบมาปะปน เช่น ต้องทำบัญชี จ่ายภาษี อดทนโดนลูกค้าด่า ฯลฯ แค่ไม่มีรายได้เข้ามาหรือมีรายได้ไม่พอรายจ่าย ก็ทำให้เครียดได้ เพราะชีวิตคนต้องใช้เงินอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีลูกก็ต้องมีเงินให้ลูกไปโรงเรียนทุกวัน ถ้าเจ็บป่วยทำงานไม่ได้ก็เครียด ถ้าไม่อยากทำงาน ก็ต้องมีเงินเก็บมากพอที่จะใช้ได้จนแก่ตาย

คนที่มีเงินเก็บมากถึงขนาดกินชั่วชีวิตไม่หมด จะไม่ต้องทำงานเลยก็ได้ แต่คนที่หาเช้ากินค่ำ ถ้าไม่มีรายได้เข้ามา ชีวิตก็จะมีปัญหา ด้วยเหตุนี้ คนที่หาเช้ากินค่ำ จึงควรคิดเผื่อความผิดพลาด แล้วรีบสร้างความมั่นคงให้ชีวิตไว้แต่เนิ่นๆ ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีคือ มีเงินก้นถุง และ มีอาชีพสำรอง เงินก้นถุงเผื่อเวลารายได้ไม่พอกับรายจ่าย และ อาชีพสำรอง เผื่ออาชีพหลักมีปัญหา คนที่ผ่านโลกมามาก จึงจะรู้ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างบางลำพูในยุคหนึ่งเป็นแหล่งชอปปิ้ง แต่ต่อมาก็ไม่มีคนเดินอีก หรือ อย่างตรอกข้าวสารที่ในอดีตเคยเงียบ ต่อมาก็มีฝรั่งเดินเต็มไปหมด

ความเจริญจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยองค์ประกอบ 2 อย่างคือ ความรู้ กับ เงิน ถ้าไม่มีความรู้ มีแต่เงิน เงินก็จะถูกใช้ผิดวิธี หรือถูกคนอื่นหลอกจนเงินหมด ถ้าไม่มีเงิน มีแต่ความรู้ จะทำอะไรด้วยความยากลำบาก เรื่องไหนต้องใช้เงิน จำเป็นต้องหยุดอยู่กับที่ คนที่มีเงินน้อย จึงไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ มีตัวอย่างของ การประมูลคลื่นความถี่ 900Mhz ในปี พ.ศ.2559 มี 2 บริษัทได้รับสัมปทานไปคือ ทรูและแจส ด้วยราคาหลักแสนล้านบาท แต่ต่อมา แจสไม่มีเงินจ่ายค่าสัมปทาน จึงต้องยกเลิกความฝันที่จะเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือไป ต้องรอประมูลใหม่อีกสิบกว่าปี ในขณะที่บริษัททรู กลับสามารถหาเงินมาจ่ายค่าสัมปทานได้

คนที่บอกว่าไม่ต้องใช้เงิน ก็ทำได้ คือ คนที่ไม่มีเงิน ถึงแม้ว่าเงินจะซื้อทุกอย่างไม่ได้ แต่ในชีวิตจริง คนต้องกินต้องใช้ทุกวัน เราต้องใช้เงินซื้อสิ่งต่างๆจากภายนอก เช่น อาหาร ที่อยู่ การสื่อสาร ถ้าอยู่ในป่า เราอาจจะไม่ต้องใช้เงิน เพราะอาศัยดัดแปลงจากธรรมชาติปลูกผักปลูกข้าวกินได้ แต่อย่างน้อยก็ยังต้องซื้อของบางอย่างจากในเมือง เช่น มีด และ ไฟแช็ค แต่ถ้าอยู่ในเมืองนั้นต่างกัน ในเมืองไม่มีธรรมชาติให้ใช้ คนมาอยู่รวมกันในเมือง เพราะในเมืองหาของกินของใช้ได้ง่าย เนื่องจากในเมืองมีคนจำนวนมาก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่คนเมืองใช้เงินมาเป็นตัวแลกเปลี่ยน การใช้ชีวิตร่วมกับคนไม่รู้จักในสังคม จึงต้องมีเงินมาเกี่ยวข้องเสมอ จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้เงิน เรียนหนังสือ หรือจะสร้างอะไรขึ้นมาสักชิ้น ถ้าไม่มีเงินก็ทำไม่ได้ พอทำไปแล้วเจอเรื่องที่ไม่ต้องใช้เงิน ใช้แต่แรง ก็อาจจะผ่านไปได้ แต่พอเจอเรื่องที่ต้องใช้เงินก็ทำได้แต่รอ จนคู่แข่งแซงหน้าไป กลายเป็นความจริงที่ว่า เวลาอยากได้อะไร คนรวย จะใช้เงินเข้าแลก ส่วนคนจนจะใช้เวลาเข้าแลก มีตัวอย่างของผู้ก่อตั้ง Google 2 คน เมื่อเริ่มก่อตั้ง ทั้งสองยังอายุน้อย ต้องการทำ search engine แจกฟรี แต่นักลงทุนมีอายุบอกว่าห้ามทำฟรี ต้องมีรายได้ด้วย และต้องจ้างคนมาทำ อย่าทำเอง พวกเขาทำตาม จนร่ำรวย มีผู้ใช้ทั่วโลก ผ่านมาประมาณ 10 ปี ผู้ก่อตั้งคนหนึ่งก็ได้ขึ้นมาเป็นประธานบริษัท และประกาศนโยบายใหม่ว่า บริการใดที่ไม่มีรายได้ เราจะตัดทิ้ง ดูเหมือนว่า พอเขาเริ่มโตขึ้น จึงรู้ได้ว่า ความเจริญเกิดขึ้นได้ต้องมีเงิน แล้วใช้เงินไปจ้างคนมีความรู้มาเพิ่ม แม้แต่การบริจาคทาน ก็ต้องมีเงินก่อน คนที่ไม่มีเงิน พอเห็นใครเดือดร้อน จำเป็นต้องนิ่งเฉย พอนานวันเข้าจึงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปในที่สุด ต่างจากคนที่มีเงิน จะสามารถให้ผู้อื่นได้ตลอดเวลา การให้ทำให้คนมีความสุข และ ทำให้จิตใจสั่งสมบุญมากขึ้น


ผลการสำรวจในแคลิฟอร์เนียพบว่า นักเรียนจากครอบครัวรายได้ต่ำ(low-income students) ทำคะแนนสอบได้แย่กว่า นักเรียนจากครอบครัวรายได้ปานกลาง(middle-income students) และจะแย่ลงในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนจัด ผลสำรวจเป็นเช่นนี้ทุกรัฐในอเมริกา กราฟนี้แสดงให้เห็นว่า เงินมีผลกับผลการศึกษาอย่างไร


ผลการสำรวจในซิดนีย์ พบว่านักเรียนจากครอบครัวรายได้ต่ำ(low income) มีโอกาสจบมหาวิทยาลัยน้อยกว่า นักเรียนจากครอบครัวรายได้สูง(high income) นักเรียนที่ครอบครัวมีรายได้ต่ำ ถึงแม้จะเรียนเก่งสักเพียงใด ก็ยังมีโอกาสเรียนจบแค่ 29% น้อยกว่านักเรียนที่ครอบครัวมีรายได้สูง แต่เรียนอ่อน ก็ยังมีโอกาสเรียนจบสูงกว่า คือ 30% ผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า เงินมีผลกับการจบการศึกษาอย่างไร

เด็กที่เกิดในครอบครัวคนจนนั้น ยากที่จะมีอนาคตที่ดีเทียบเท่ากับเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ มั่งคั่ง มีตัวอย่างของคุณลุงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง อายุ 60 ปี ตอนที่เขาเกิดนั้น โรงพยาบาลหยิบทารกผิด ทำให้เขาซึ่งเป็นลูกคนรวย ต้องไปใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ซึ่งเป็นคนจน ในขณะที่เด็กชายอีกคนซึ่งเป็นลูกคนจน แต่เกิดห่างจากเขา 13 นาที ได้ไปอยู่กับพ่อแม่ซึ่งเป็นคนรวย คุณลุงซึ่งยังโสด ทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกในโรงงานและสมัครเรียนภาคค่ำ เขาเติบโตมาในบ้านซึ่งมีเพียง 1 ห้อง และปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ นอกจากวิทยุ บิดาเสียชีวิต ในขณะที่มารดาต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก จนเมื่อมารดาจากไปแล้ว คุณลุงก็ต้องรับภาระเลี้ยงดูพี่น้อง ซึ่งคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมองอุดตัน ความจริงมาถูกเปิดเผยเมื่อพ่อแม่เศรษฐีเสียชีวิต น้องแท้ๆทั้ง 3 คนของคุณลุง ได้ขอตรวจดีเอ็นเอพี่ชายคนโต ซึ่งหน้าตาไม่เหมือนพวกเขาเลย  พวกเขาได้ขอเช็คประวัติทารกที่เกิดในโรงพยาบาลเดียวกัน และเสาะหาตัวคุณลุงซึ่งเป็นพี่แท้ๆจนพบ พี่ชายคนโตซึ่งไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับพี่น้องทั้ง 3 ของคุณลุง ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ส่วนน้องชาย 3 คนของคุณลุงก็ล้วนทำงานในบริษัทที่มีชื่อเสียง ทุกคนมีครูพิเศษมาสอนหนังสือให้ที่บ้าน จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า อนาคตของคน ไม่ได้อยู่ที่เชื้อสายวงศ์ตระกูล แต่อยู่ที่เงินและวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่

ถ้าอยากรู้ว่าเงินสำคัญอย่างไร ลองออกจากบ้านโดยไม่มีเงิน หรือมีเงินจำกัด แน่นอนว่า คนไม่มีเงินขึ้นรถ จะต้องเดิน นอกจากจะไปถึงช้ากว่านั่งรถแล้ว ยังต้องตากแดดร้อนและดมควันรถ จนเสียสุขภาพอีกด้วย ถ้ามีเงินจำกัด จะไม่ได้กินบางอย่างที่อยากจะกิน ไม่ได้ทำบางอย่างที่อยากจะทำ เกิดความเครียดและความเศร้า ยิ่งทำร้ายสุขภาพให้แย่ลงไปอีก

แม้แต่ความก้าวหน้าในอาชีพ ก็ยังใช้เงินช่วยได้ อย่างเช่น ในวงการตำรวจไทยในช่วงปี 2556 คนที่จะขึ้นไปเป็นระดับนายพลหรือผู้กำกับนั้น ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะหลักสิบล้านบาท เคยมีตำรวจยศ พตอ. ไปปล้นรถขนเงิน ในปี 2555 เพื่อหาเงินไปซื้อตำแหน่ง

แม้แต่สถานศึกษาอันดับหนึ่งในประเทศไทยอย่างจุฬาฯ หรือ อันดับหนึ่งของโลกอย่างฮาร์เวิร์ด ก็เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ รวย อย่างจุฬาฯรวยจากการให้เช่าที่ดินรอบๆ มีตัวอย่างที่ผมเคยเจอมากับตนเอง เรื่องการแนะนำหนังสือเข้าห้องสมุดมหาวิทยาลัย พบว่า มหิดลไม่เปิดรับคำแนะนำจากบุคคลภายนอก แถมยังปฎิเสธคำแนะนำหนังสือจากคนในหลายคน เนื่องจากมีงบประมาณการซื้อหนังสือจำกัด ในขณะที่บรรณารักษ์ของจุฬาฯ ในหลายๆคณะ บอกผมว่า ต้องการหนังสืออะไร บอกได้เลย ถึงแม้ว่าปัจจุบันผมจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่นี่แล้ว บรรณารักษ์ ก็ยังยินดีที่จะสั่งหนังสือมาให้ แน่นอนว่า เมื่อมีหนังสือมากกว่า คนย่อมรู้มากขึ้น โอกาสทำสำเร็จมากขึ้น ทำผิดพลาดน้อยลง เป็นที่มาของความเป็นเลิศทางวิชาการ

แม้แต่ระดับประเทศ ถ้าใช้เงินไม่เป็นหรือโกงกิน จนเงินหมด ประเทศก็จะมีปัญหา ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอาร์เจนตินา กรีซ รวมทั้งประเทศไทย ในช่วงต้นปี 57 ซึ่งรัฐบาลใช้เงินไปกับการโกงกินจนหมด จนไม่มีเงินจ่ายเงินจำนำข้าวให้ชาวนา ทำให้ชาวนาออกมาประท้วง ชาวนาหลายคนผูกคอตายเพราะ รอนานแล้วไม่ได้เงิน ผู้นำประเทศที่รู้ความสำคัญของเงิน จึงต้องสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในชาติ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาทำมาหากิน ในยามที่ประเทศประสบปัญหา คนมีเงินก็จะนำเงินของตัวเองออกมาช่วยได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงที่คนออกมาต่อต้านระบอบทักษิณ ตั้งแต่ปี 49 จนถึง 57 มีคนบริจาคเงินให้ม็อบทุกวัน

ปัญหาอย่างแรกของคนที่ไม่เงินคือ กินอาหารไม่ครบ ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง เหนื่อยง่าย สมองทึบ เจ็บป่วยบ่อย จะเรียนหนังสือหรือทำงาน ก็ทำได้ไม่ดี ถึงจะทำได้ แต่พอทำไปแล้วเจอปัญหา อย่างเช่น เจ็บป่วย คนมีเงินสามารถที่จะหยุดอยู่เฉยๆ เพื่อหาความรู้ และใช้เงินซื้อสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้ แต่คนที่ไม่มีเงิน จะหยุดอยู่นิ่งๆไม่ได้ ต้องฝืนทำงานเพื่อหากินให้มีชีวิตรอดต่อไป ปล่อยปัญหาทิ้งไว้จนลุกลาม กลายเป็นปัญหาใหญ่


น้ำท่วมไทยเดือน ตุลาคม 2554 ทำให้สินค้าขาดตลาด
น้ำท่วมใหญ่เดือนตุลาคม 2554 เป็นเสมือนเหตุการณ์จำลองภัยพิบัติ สินค้าขาดตลาด เนื่องจากโรงงานจำนวนมากถูกน้ำท่วม เส้นทางการขนส่งถูกตัดขาด สอนคนไทยในยุคนั้นว่า เราอยู่คนเดียวบนโลกนี้ไม่ได้ มนุษย์ต้องพึ่งอาอาศัยกัน ถ้าคนส่วนใหญ่ตายกันหมด เหลืออยู่รอดกันแค่ไม่กี่คน คนที่เหลืออยู่ก็จะต้องอยู่อย่างลำบาก สู้ตายเสียยังสบายกว่า ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงจำเป็นต้องมาอยู่รวมกัน เมื่ออยู่รวมกันก็มีการแลกเปลี่ยนสินค้าที่แต่ละคนสร้างขึ้น เมื่อสังคมใหญ่ขึ้น จึงมีคนตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่า ให้ใช้เงินเป็นตัวแลกเปลี่ยน เมื่อถึงจุดนี้ ถึงแม้เราจะอยู่ในสังคมที่ทุกคนช่วยกันสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ แต่ถ้าเราไม่มีเงิน เราก็จะต้องอยู่อย่างลำบาก ไม่ต่างอะไรกับอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ การอยู่บนโลกใบนี้ จึงจำเป็นต้องมีเงิน ไม่มีทางเลือกอื่น

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ต้องใช้เงิน แต่ต่อไปก็ต้องใช้เงิน เพราะ ไม่มีใครมีทุกอย่างครบ เราต้องหามาเพิ่มจากโลกภายนอก ชาวประมงต้องซื้อผัก คนปลูกผักต้องซื้อปลา ทุกอย่างต้องใช้เงินซื้อ ชีวิตของคนทั่วๆไปคล้ายๆกันคือ ต้องซื้อหรือเช่าบ้านอยู่ ต้องมีเงินกินข้าว ต้องมีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่ารถ มีโต๊ะนั่งทำงาน พอเอกสารเยอะขึ้นก็ต้องมีตู้เก็บเอกสาร ถ้ามีคนทำงานเพิ่มก็ต้องมีบ้านหลังใหญ่ขึ้น ฯลฯ ถ้าไม่มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จะเรียกว่าตายแน่ก็ได้ ถ้าจะเริ่มทำอะไร แล้วมีเงินไม่พอ จะติดอยู่ตรงนั้น บางคนคิดว่าจะไปหาเงินเอาข้างหน้า แต่ถึงเวลาจริงๆ อาจจะหาไม่ได้ บริษัทเล็กๆจนถึงประเทศล้วนแต่ล้ม พราะเงินไม่พอทั้งสิ้น ประวัติศาสตร์สอนว่า ยักษ์ใหญ่ล้มเพราะเงินหมด

ลองนึกถึงคนที่ประกอบอาชีพไม่ได้ ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น หมอฟันที่ป่วยเป็นโรคมือสั่น ทำให้ทำงานไม่ได้ ทำให้ไม่มีรายได้เข้ามา ซึ่งในขณะนั้น เขาก็ไม่มีเงินเก็บเลย แต่ทุกวันยังต้องใช้เงิน ต้องกินต้องใช้ทุกวัน ทางออกที่คนทั่วไปทำกันคือ ไปขอยืมเงินคนอื่น หรือไม่ก็ต้องไปหางานทำ ซึ่งงานที่ใครๆก็ทำได้ทันทีและได้เงินทันที คือ งานใช้แรงงาน เช่น ก่อสร้าง ล้างจาน ฯลฯ ซึ่งนายจ้างกำหนดไว้ว่า จะให้เงินแค่ค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าไม่ทำก็ไม่ง้อ เพราะหาคนทำแทนได้ไม่ยาก ในเมื่อคนต้องการใช้เงินและไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า จึงจำเป็นต้องทำ ในทางตรงกันข้าม ถ้าหมอฟันคนนั้นยังคงทำฟันอยู่ ก็จะมีรายได้สม่ำเสมอ แถมมีรายได้ดีเสียด้วย ทำฟันคนไข้คนหนึ่งแค่ครึ่งชั่วโมง ก็ได้เงินเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องทำทั้งวัน คนไข้ไม่ทำก็ไม่ง้อ คนไข้จะไปทำที่อื่นก็ราคาพอๆกัน หาถูกกว่านี้ไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่ใครอยากเป็นหมอฟันก็เป็นได้เลย ต้องเรียนกันหลายปี นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมงานใช้แรงงานที่ใครๆก็ทำได้ จึงมีรายได้น้อย และ ทำไมงานใช้สมองจึงได้เงินดีกว่างานใช้แรง เป็นไปตามหลัก demand supply

ถึงจุดนี้เราจะเห็นว่า การไม่มีเงิน เลวร้ายเพียงใด คนที่ไม่เห็นความสำคัญของเงิน จึงเป็นคนที่ประมาท และ ไม่รู้จักเรียงลำดับความสำคัญ

ข้อจำกัดของมนุษย์ไม่ใช่อยู่ที่การสร้างเทคโนโลยี เพื่อเอาชนะธรรมชาติ แต่อยู่ที่เศรษฐกิจ ว่ามีเงินทำหรือไม่ ทำแล้วได้ผลตอบแทนคุ้มค่า กับที่ลงทุนไปหรือไม่ คนที่มีเงินมากที่สุด จึงมีโอกาสเลือกมากที่สุด คนมีเงินสามารถจ้างคนอื่นมาทำ แล้วตัวเองอยู่เฉยๆ หรือ จะนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจอื่น ก็ทำเสร็จได้เร็วกว่าคนมีเงินน้อย เช่น การพัฒนาโปรแกรมขนาดใหญ่บนคอมพิวเตอร์ คนมีเงินน้อยจะต้องเขียนเอง ซึ่งอาจต้องใช้เวลานับสิบปีกว่าจะเสร็จ แต่เศรษฐีสามารถจ้างคนมาเขียนแล้วใช้เวลาแค่ปีเดียวเสร็จ สามารถขายนำได้เงินก่อน หรือ ธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งต้องใช้ค่าขุดเจาะหลุมหนึ่งหลักร้อยล้านบาท กรณีที่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ เศรษฐีสามารถจะไปขอสัมปทานได้ แต่คนที่มีเงินน้อยจะทำไม่ได้เลย

เราจึงควรหาเงินก่อนลงมือทำอะไร ยิ่งงานใหญ่ยิ่งต้องใช้เงินมาก ถ้าอยากใช้เงินของตัวเอง ต้องเก็บเงินสำรองไว้สำหรับใช้ในอนาคต  เพื่อเวลาต้องการใช้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหยิบยืม หรือใช้เวลาไปกับการหมุนเงิน จนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น แต่การเก็บเงินจะใช้เวลานาน

เงินที่หามาได้ด้วยตนเอง เป็นเงินที่ดีที่สุด เพราะเราจะใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องไปอธิบายเหตุผลให้ใครฟัง บ่อยครั้งที่เราค้นพบเหตุผล โดยเริ่มต้นจากการทดลองไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่มีเหตุผล การพึ่งเงินของคนอื่น มักจะมีข้อจำกัดมาก บางทีคนที่เราพึ่งก็มีเงินจำกัด บางทีเขาก็มีความคิดคับแคบ ถ้าเขาไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำ เขาอาจจะติเตียน ถ้าเขาเข้าใจผิดตัดความช่วยเหลือ เราจะทำอะไรต่อเองไม่ได้ ถ้าเราขอเงินใคร เราก็ต้องทำตามความพอใจของคนๆนั้น ต้องเกรงใจเขา ทำให้เราขาดอิสระ มีตัวอย่างของมหาวิทยาลัยในเมืองไทย อย่างจุฬาฯที่รวยจากการให้เช่าที่ดินรอบๆมหาวิทยาลัย เวลาแจ้งสั่งซื้อหนังสือต่างประเทศเข้าห้องสมุดคณะแพทย์ เจ้าหน้าที่มักจะหาซื้อมาให้ได้ แต่พอเราไปดูมหาวิทยาลัยอื่นอย่างเช่น คณะแพทย์รามา ซึ่งต้องพึ่งรายได้จากงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ใครแจ้งสั่งซื้อหนังสือไป มักจะถูกปฎิเสธอยู่บ่อยๆ พอมีหนังสือจำกัด คนก็มีความรู้จำกัด

วิธีแรกที่จะมีเงินเพิ่มขึ้น คือ ประหยัด การประหยัด 1 บาท เท่ากับได้เงิน 1 บาท คนที่อยู่อย่างรวยจะไม่รวย คนที่อยู่อย่างจนจะไม่จน  แปลว่า คนจนกับคนรวยต่างกันตรงที่การใช้เงิน คนจนจะชอบ ใช้เงินเล็กๆน้อยๆ พอโอกาสมาถึง จะใช้ก้อนใหญ่ก็ไม่มี ส่วนคนรวยจะไม่ใช้จุกจิก เก็บไว้จนมีเงินก้อนใหญ่ แล้วใช้เงินก้อนนั้นไปซื้อของในช่วงลดราคา หรือ นำไปต่อยอด ซึ่งในชีวิตจริง มีหลายคนที่ทำงานได้เงินเดือนเป็นแสน หรือ เป็นเจ้าของกิจการ มีรายได้ดี แต่กลับไม่มีเงินเหลือเก็บ เมื่อสืบสาวไปจะพบว่า เขาได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้หมด มีเยอะใช้เยอะ ดังนั้น วิธีประหยัด ขั้นแรก เราต้องรู้ก่อนว่าแต่ละวัน ตัวเองใช้อะไรบ้าง โดยเวลาซื้ออะไรให้จำไว้ แล้วตอนค่ำกลับมาคิดทบทวนว่า วันนั้นเสียเงินค่าอะไรไปบ้าง แบ่งเป็นประเภท เช่น ค่ากิน ค่ารถ ซื้อของใช้ส่วนตัว ซื้อของใช้เรื่องงาน ฯลฯ แล้วเราจะรู้ว่า ตัวเองเสียเงินไปกับค่าอะไรมากที่สุด แล้วจึงมาทบทวนว่า ทำอย่างไรจะเสียเงินในเรื่องนั้นให้น้อยลง เช่น เมื่อรู้ว่าต้องเสียค่ารถแพง ก็ควรจะหาวิธีเดินทางให้น้อยลง รวมทั้ง กำหนดวงเงินที่ต้องใช้ในแต่ละวันหรือแต่ละกิจกรรม เหมือนเด็กที่ได้เงินไปโรงเรียนจำกัด

การใช้เงินทำซื้ออะไรก็ตาม ตั้งแต่ซื้อรถยนต์ บ้าน ปากกา การดูแลสุขภาพ หรือแม้แต่การเที่ยวพักผ่อนเพื่อให้มีแรงกลับมาทำงาน ถ้าสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราหารายได้มากขึ้น ถือว่าสมควรจ่าย เช่น ถ้าชาย 2 คนมีรายได้เท่ากันคือเดือนละ 1 หมื่นบาท นาย ก. มีเงินเหลือเก็บเดือนละ 5 พันบาท ส่วนนาย ข. ใช้เที่ยวหมดทุกเดือน พอผ่านไป 10 ปี นาย ก. มีเงินเก็บ 6 แสนบาท สามารถซื้อบ้านได้หนึ่งหลัง และบ้านหลังใหม่ ช่วยให้เขามีทำงานได้มากขึ้น เมื่อมีผลงานมากขึ้น เขาจึงได้เลื่อนตำแหน่ง มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 2 หมื่นบาท ในขณะที่ นาย ข. ยังมีรายได้เท่าเดิม ในเวลานั้น นาย ก. สามารถเที่ยวกินได้ถึงเดือนละ 1 หมื่นบาทเหมือนที่นาย ข. เคยทำ โดยที่ยังมีเงินเหลืออีกเดือนละ 1 หมื่นบาท ในขณะที่นาย ข. ยังไม่มีเงินเก็บเลยสักบาท ถ้าเวลานั้นนาย ข. อยากจะมีบ้าน ก็ต้องรอเก็บเงินไปอีก 10 ปี  จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ชัดว่า คนที่เริ่มประหยัดก่อน และรู้จักใช้เงินต่อยอด ได้เปรียบอย่างไร ถ้าประหยัดอย่างเดียว แต่ไม่รู้จักใช้เงินต่อยอด ก็ไม่ได้ประโยชน์ เช่น ถ้า นาย ก.นำเงินไปซื้อบ้านแล้วทิ้งไว้เฉยๆ บ้านไม่ช่วยให้สามารถหารายได้เพิ่มได้ เขาก็จะมีสภาพไม่ต่างอะไรจาก นาย ข. แถมบ้านยังเสื่อมลงทุกวัน ขอให้ดูตัวอย่างของรัสเซียที่ลงทุนไปกับการผลิตอาวุธจนประเทศล่มจม ต่างจากอเมริกาที่ลงทุนด้านเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน อเมริกามีเครื่องบินรบที่ทันสมัยกว่ารัสเซีย เช่น เครื่องบินล่องหน ซึ่งรัสเซียเพิ่งจะมาผลิตทีหลัง

ค่าใช้จ่ายหนักในชีวิตประจำวัน คือ ค่ากิน ค่าเดินทาง และ ค่าสิ่งของเครื่องใช้ ค่ากินและค่าเดินทาง จะประหยัดได้บ้างเล็กน้อย ด้วยการห่อข้าวจากบ้านไปกินนอกบ้าน และ เดินทางเฉพาะเท่าที่จำเป็น แต่ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้พอสมควร คือ ค่าสิ่งของเครื่องใช้  โดยพยายามอย่าซื้อจนกว่าจะจำเป็นต้องใช้จริงๆ หลายคนเวลาไปเดินซื้อของแล้ว เห็นของลดราคา จึงซื้อเพราะกลัวว่า วันข้างหน้าจะต้องซื้อราคาแพงขึ้น หรือ หลงกลคนขายที่บอกว่าเหลือชิ้นเดียว จึงรีบซื้อเพราะกลัวว่าวันข้างหน้าจะไม่ได้ซื้อ แต่พอซื้อมาแล้ว กลับไม่ได้ใช้ ทำให้เสียเงินไปฟรีๆ หากนับดูจะพบว่า เราเสียเงินไปกับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่น้อยเลย แถมยังไม่มีที่เก็บด้วย ทางแก้เรื่องนี้คือ ไปเดินดูของแต่ไม่ต้องซื้อ จนกว่าจะจำเป็นต้องใช้จริงๆ การเดินดูของหลายๆที่ พอเห็นอะไรน่าสนใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้ แค่นี้เราก็จะรู้ว่าโลกนี้มีตัวเลือกอะไรบ้าง ถ้าวันหลังจำเป็นต้องใช้จะได้รู้ว่าซื้อที่ไหน และ เผื่อไปเจอที่อื่นจะได้เปรียบเทียบราคาได้ ข้อดีของการถ่ายรูปไม่ต้องเสียเงิน พอถึงเวลาต้องซื้อจริงๆ ก็ต้องทดสอบจนแน่ใจว่า ซื้อมาแล้วจะได้ใช้ เช่น วัดขนาด หรือ นำอุปกรณ์ต่อพ่วงไปลอง ว่าเข้ากันได้จริง

เด็กที่อ่อนประสบการณ์ พอเริ่มทำงาน เริ่มมีรายได้ มักจะใช้เงินไปอย่างฟุ่มเฟือยกับการกินเที่ยว ซื้อของเล่น โดยไม่สนใจที่จะเก็บเงิน อยากได้อะไรก็ผ่อน เพราะไม่มีเงินก้อน การผ่อนทำให้ต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะตามปกติแล้ว ซื้อ เงินสดถูกกว่าซื้อเงินผ่อน แถมซื้อเงินสดได้ส่วนลดด้วย ส่วนซื้อเงินผ่อน นอกจากจะไม่ได้ส่วนลดแล้วยังต้องเสียดอกเบี้ยอีกด้วย ถึงแม้จะผ่อน 0% ก็ยังต้องจ่ายแพงกว่าซื้อเงินสด ผมเคยเปรียบเทียบการซื้อตู้เย็น พบว่าซื้อเงินสดกับเงินผ่อน 0% ต่างกันหลายพันบาทเลยทีเดียว ซึ่งเงินหลายพันบาทนี้เอง เราสามารถนำมาเก็บไว้เป็นเงินก้นถุง เพื่อซื้อของอย่างอื่นได้อีก

เด็กที่อ่อนประสบการณ์ พอหาเงินได้เอง ก็มักจะซื้อของเล่นจุกจิกมากองไว้จนเต็มบ้าน ถ้าเป็นผู้ชายก็ซื้อเครื่องมือ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับ พอของเล่นเต็มบ้าน เขาก็เริ่มจะรู้ว่าไม่มีที่พอให้เก็บ ถึงตอนนั้นจึงเริ่มคิดได้ว่าควรจะสร้างบ้านก่อน จะได้มีที่เก็บของ แต่คิดได้ในเวลานั้นก็สายไปเสียแล้ว เพราะเขาไม่มีเงินเก็บเลย ทำให้ต้องมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ถ้าซื้อบ้านเงินผ่อน ก็มีดอกเบี้ยอีก ถึงแม้จะอยู่บ้านที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ แค่บ้านหลังหนึ่ง มีอายุประมาณ 50 ปี ถ้ารุ่นเราไม่เตรียมพร้อมสำหรับสร้างหรือซ่อมบ้านใหม่ ต่อไปก็จะไม่มีบ้านดีๆอยู่ เมื่อบ้านไม่พร้อม หน้าที่การงานก็จะไม่ก้าวหน้า แล้วรุ่นลูกก็จะไม่มีบ้านเย็นๆสงบๆให้อ่านหนังสือ ทำให้การเรียนไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เมื่อเรียนไม่เก่ง ชีวิตการงานก็จะไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

สำหรับคนที่มีเงินในกระเป๋า การจ่ายเงินซื้อของเป็นเรื่องง่ายกว่าการคิดให้รอบคอบว่า จะซื้อหรือไม่ซื้อ แต่พอซื้อมาแล้วกลับเจอปัญหาตามมา ใช้ไม่ได้ตรงกับที่ต้องการบ้าง เสียบ้าง ดังนั้นจะซื้ออะไร ควรคิดให้รอบคอบก่อน โดยท่องไว้ว่า ก่อนซื้อเราเป็นนายคนขาย แต่หลังจากซื้อแล้วคนขายเป็นนายเรา เพราะ ถ้าใช้ไม่ได้ตามที่ต้องการ เราต้องไปง้อคนขายเพื่อขอเปลี่ยนหรือคืนเงิน ซึ่งคนขายอาจจะปฎิเสธ

คนที่ไม่ยากจน มักจะมองการณ์ไกล วันนี้ดูเหมือนไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในอนาคตอาจจะมีค่าใช้จ่ายประดังเข้ามา เช่น เดือนนี้ไม่ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์ แต่อีก 3 เดือนก็จะมีค่าโทรศัพท์สะสม ต้องไปจ่ายทีเดียวในปริมาณสูง คนที่ไม่รู้จักเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในอนาคต พอมีค่าใช้จ่ายที่คิดไม่ถึงขึ้นมา จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่น ต้องเสียดอกเบี้ย พอได้เงินมาก็ต้องมาจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย จนไม่มีเงินเหลือ

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจหยุดชะงักเป็นเวลานาน เนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น มีการประท้วงทางการเมือง หรือ มีสงคราม ในช่วงเวลานี้ ผู้คนจะหยุดจับจ่ายใช้สอย กิจการค้าต่างๆขาดรายได้ จึงเหลือแต่คนมีเงินเก็บเท่านั้น ที่จะอยู่รอดผ่านพ้นสถานการณ์เช่นนี้ได้โดยไม่เดือดร้อน

วิธีประหยัด คือ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก ด้วยการ อย่าเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ เวลาจะซื้ออะไร ต้องแยกให้ออกระหว่าง ของเสียเงิน กับเครื่องมือหาเงิน

ค่าใช้จ่ายมี 2 ประเภท คือ ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น กับ ค่าใช้จ่ายบังคับ ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เป็นค่าใช้จ่ายเกิดใหม่ อย่างเช่น ทดลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ หรือไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ ถ้าไม่ทำก็ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าทำก็จะต้องเสียมากกว่าที่ควรจะเสีย เพราะ การทำอะไรใหม่ๆ ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายบานปลาย จากความไม่รู้ ถ้าใช้เงินไปกับค่าใช้จ่ายเกิดใหม่หมด พอวันหนึ่งมีค่าใช้จ่ายบังคับมา คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน อย่างเช่น ค่าเทอมลูก ค่ารักษาพยาบาล ค่าน้ำค่าไฟ พวกนี้จำเป็นต้องจ่าย หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จะมีเงินเหลือไม่พอจ่าย

ของเสียเงิน คือของที่ไม่สมควรจ่าย เพราะไม่ได้ทำให้เราหารายได้มากขึ้น ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ยังไม่ต้องจ่าย ส่วนเครื่องมือหาเงิน จำเป็นต้องซื้อ เพราะมันทำให้เราหารายได้มากขึ้น และต้องซื้อของดีด้วย เพื่อไม่ให้งานสะดุด เวลาจ่ายเงิน ถ้ามีหลายทางเลือกหลายทาง ที่เสียเวลาเท่ากัน ให้เลือกหนทางที่เสียเงินน้อยที่สุด เช่น เวลาไปเที่ยว ไม่จำเป็นต้องเลือกห้องพักราคาแพง อาจจะเลือกห้องพักราคาถูกๆ แต่หลับสบายเหมือนกัน ถ้าต้องเลือกว่า เสียเงินมากขึ้น จะเสียเวลาน้อยลง หรือเสียเงินน้อยลง แต่เสียเวลามากขึ้น ให้ดูฐานะของเราในขณะนั้น ว่าเวลาของเราใช้หาเงินได้เท่าไหร่ ถ้าประหยัดเวลาแล้วได้เงินมามากกว่า เวลาที่ใช้หาเงินก็ควรจะประหยัดเวลา แต่ถ้าขณะนั้นว่างๆไม่มีงานทำ ควรจะเลือกประหยัดเงินไว้ก่อน เรื่องที่จะทำให้เสียเงินมากคือการซื้อของจุกจิก ดังนั้น เวลาอยากจะซื้ออะไร ที่ยังไม่รีบใช้ ยังไม่ต้องซื้อ ให้จดไว้ก่อน รอเวลาผ่านไปจนแน่ใจว่า จำเป็นต้องใช้ และ ไม่เจอทางเลือกอื่นที่ดีกว่า จึงค่อยซื้อ วิธีที่ตัดสินใจซื้อของไม่ผิด ซื้อของที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ คือ
  1. หาความรู้ คนที่จะประหยัดได้ ต้องรู้หมดทุกทางเลือกจึงจะได้ทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด ถ้าเป็นมือใหม่ ยังรู้ไม่หมด ก็อย่าหวังเลยว่าจะประหยัดได้จริง
    เพราะ เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจจะได้ความรู้ใหม่ ทำให้สิ่งที่เราต้องการจะซื้อไม่จำเป็นอีกต่อไป เช่น ผมเคยคิดจะซื้อนาฬิกาแบบเข็ม ราคาสามหมื่นบาท เพราะ เคยดูสารคดีว่าสามารถใช้ดูทิศจากแสงแดดได้ แต่ยังไม่มีเงินซื้อและยังไม่จำเป็น จึงรอไปก่อน ต่อมาอีกไม่กี่เดือน ผมได้อ่านบทความของคนอื่นพบว่า นาฬิกาแบบเข็มใช้ดูทิศจากแสงแดดไม่ได้ มีความคลาดเคลื่อนสูงมาก ผมรู้สึกว่าโชคดีมาก ที่ไม่ต้องเสียเงินไปฟรีๆถึงสามหมื่นบาท การใช้เงินซื้อ ควรทำเป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากมีข้อมูลครบถ้วนหมดแล้ว
  2. ทดลองทำจริงก่อนที่จะซื้อ ดูว่ามีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง อุปกรณ์บางชิ้น อาจจะยืมของเพื่อนใช้ก่อน หรือ ไปตามสถานที่สาธารณะที่เปิดให้ใช้ จริงอยู่ว่าการทำแบบนี้ จะต้องเหนื่อยมาก แต่อย่าลืมว่าเหนื่อยแค่ครั้งเดียว ดีกว่ารีบซื้อแล้วตัดสินใจผิด พอเราแน่ใจแล้ว ก็ต้องซื้อมาใช้ยาวอยู่แล้ว จริงๆแล้ว ปัญหาเรื่องเหนื่อยเกินไปนี้เจอน้อยมาก ปัญหาที่เจอบ่อยๆ คือ เรายังพยายามไม่พอ กล้วเหนื่อย
ถ้าต้องการประหยัด พยายามอย่าเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ พยายามทำเรื่องที่คุ้นเคยอยู่แล้วเท่านั้น เพราะมีแต่เรื่องที่ทำบ่อยๆเท่านั้น ที่จะรู้วิธีประหยัด เรื่องใหม่ๆ ประหยัดไม่ได้ เพราะยังรู้ไม่จริง เช่น ผมเคยไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วซื้อมะม่วงกินจากร้านที่ไม่เคยซื้อมาก่อน ถามแม่ค้าแล้วได้ยินมาว่าลูกละ 50 บาท แต่พอปอกเสร็จแล้วคิดเงิน กลายเป็น 150 บาท เพราะคิดราคาขีดละ 50 บาท ลูกละ 3 ขีด แต่ก็จำเป็นต้องจ่ายเงินเพราะปอกไปแล้ว จะเห็นว่า ถ้าไปเที่ยวแปลกที่ ก็ไม่ควรคิดเรื่องประหยัด ถ้าต้องการประหยัด ก็ไม่ควรไปเที่ยวแปลกที่

การประหยัดอย่างเดียวยังไม่พอ ที่จะช่วยให้มีเงินเหลือเก็บ เพราะในชีวิตจริงมีเรื่องที่ต้องใช้เงินหลายเรื่อง ถ้าไม่วางแผนการใช้เงินให้ดี  ก็อาจจะใช้เงินไปกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป วิธีวางแผนการใช้เงิน คือ เงินก้อนมีเท่าไหร่ ให้แบ่งออกเป็นส่วนๆ ดูว่า ส่วนใดต้องใช้หนี้ ส่วนใดต้องลงทุน ส่วนใดทำบุญ ส่วนใดต้องเหลือเก็บ ต้องมีเงินจำนวนหนึ่งเก็บไว้เผื่อค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน เช่น ค่าซ่อมบ้าน ค่าตรวจสุขภาพ ส่วนเงินที่หาได้ในอนาคต ต้องนำมาเก็บเท่านั้น อย่าหวังเงินในอนาคตมาใช้ เพราะจะใช้เงินที่มีอยู่ในปัจจุบันจนเพลิน มารู้ตัวอีกที เงินหมดแล้ว
 
วิธีที่สองที่จะมีเงินเพิ่มขึ้น คือ ใช้เงินต่อเงิน หรือเรียกว่าลงทุน ถ้าอยากรวยต้องค้าขาย แม้แต่กษัตริย์ที่ร่ำรวยก็เพราะค้าขาย แม้แต่พวกฝรั่งในยุโรปก็ร่ำรวยจากการขนสินค้าจากประเทศหนึ่งมาขายอีก ประเทศหนึ่ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่โบราณ วิธีหาเงินด้วยการทำการค้า อ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่องใหม่ หลักการค้า

การมีอาชีพเดียว เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะ อาชีพหนึ่งสามารถล้มได้อย่างรวดเร็ว มีบทเรียนมาแล้วกับผู้ที่เคยรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นโกดัก โนเกีย แบล็คเบอร์รี่ หรืออย่างอุตสาหกรรมปั๊มน้ำในไทย ที่เจ๊งทันที่หลังจากรัฐบาลห้ามสูบน้ำบาดาล แม้แต่อาชีพลูกจ้างที่คิดว่าปลอดภัยเพราะได้เงินเดือนคงที่ทุกเดือน ไม่ต้องเสี่ยงกับรายได้ขึ้นๆลงๆ แต่ก็ยังเสี่ยงที่จะตกงาน เพราะเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุจนทำงานไม่ได้ คนที่จะอยู่รอดได้ ควรมีสัก 2 อาชีพ หรือไม่ก็ต้องมีคนในบ้านเดียวกัน ที่ทำคนละอาชีพ แต่ละอาชีพสามารถหาเลี้ยงคนทั้งบ้านได้

คนที่จะมี 2 อาชีพได้ จะต้องมีเวลาว่างไปทำอาชีพที่สอง นั่นคือ ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้แรงตัวเอง จำเป็นต้องจ้างคนมาทำแทน หรือ ไม่สามารถจ้างคนมาทำแทนได้ ก็ต้องเป็นอาชีพที่มีอิสระพอที่จะปลีกตัวไปทำอาชีพอื่นได้

เมื่อมีเงินแล้ว พยายามใช้เงินซื้อเวลา(time)

เวลาจะทำให้เราแก่ลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเราจะใช้มันคุ้มค่าหรือไม่ก็ตาม คนที่อายุมากขึ้น จะเริ่มเห็นคุณค่าของเวลา เพราะเริ่มเห็นว่าเวลาในชีวิตเหลือน้อย จึงได้เห็นว่าชีวิตมนุษย์สั้นมาก (life is short) ยิ่งในโลกปัจจุบัน ยิ่งหมุนเร็วมาก เพียงแค่ไม่กี่ปี เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป คนที่เดินช้า จะถูกคนที่เดินเร็วกว่าแซงไป เมื่อชีวิตมีเวลาน้อยเช่นนี้ เราจึงควรเลือกทำเฉพาะเรื่องที่ตรงกับเป้าหมาย และได้ผลคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป หลีกเลี่ยงทำในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเป้าหมาย

อนาคตดูเหมือนยาวนานเหลือเกินกว่าจะมาถึง แต่อดีตกลับสั้นนิดเดียว เรื่องราวที่ผ่านมาเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว กลับรู้สึกเหมือนเพิ่งจะผ่านมาได้ไม่กี่วัน แสดงว่าอนาคตที่ยังมาไม่ถึงนี้เอง ที่ทำให้เราประมาท ไม่เห็นคุณค่าของเวลา จนกระทั่่งเริ่มแก่ตัว จึงเริ่มรู้สึกเสียดายว่า หลายเรื่องที่ผ่านมาเรายังทำได้ไม่ดี เริ่มไม่อยากนับอายุของตัวเอง เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน และเพิ่งจะรู้ว่าเวลาบนโลกมนุษย์นี้สั้นนัก เมื่อเทียบกับการเกิดตายเป็นอสงไขยมหากัปป์ ช่วงเวลาในอดีตที่เราไม่รู้สึกเสียดาย คือช่วงที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และ ช่วงที่เราได้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อรู้ว่าเวลามีค่าอย่างนี้แล้ว ก่อนจะทำอะไร จึงควรถามตัวเองว่า เรื่องนั้นทำไปแล้ว จะทำให้เราต้องมาเสียดายเวลาในภายหลังหรือไม่ เรื่องที่ควรทำคือ เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

การจะรู้ว่า ในแต่ละวันเสียเวลาไปกับอะไร เราจำเป็นต้องจดสิ่งที่ทำไปแล้ว จดโดยมีเวลาอ้างอิงอยู่ข้างหน้า การจดลงในกระดาษจะดีกว่าจดลงในคอมพิวเตอร์ เพราะเราสามารถเห็นได้ง่ายกว่า และไม่มีสิ่งล่อลวงความสนใจมากมายในอินเตอร์เน็ต หน้าจอสี่เหลี่ยมในคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็ก แต่ทำให้เราหลงวนเวียนอยู่ในนั้นได้ตลอดชีวิต

มี 2 เรื่องแรกที่เราสามารถประหยัดเวลาได้โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อหรือเสียเงินน้อย หากสังเกตุจะพบว่า เราเสียเวลาไปกับ การเดินทาง และ การค้นหา

วิธีที่ช่วยประหยัดเวลาเดินทางคือ โทรเช็คกับปลายทางก่อนออกเพื่อไม่ให้เดินทางไปเสียเที่ยว แล้วเราจะพบว่า นอกจากประหยัดเวลาแล้ว ค่าโทรประหยัดกว่าค่าเดินทางด้วย

การค้นหาสิ่งของชิ้นเดียว อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงก็ยังไม่เจอ วิธีประหยัดเวลาค้นหาสิ่งของ ควรเก็บให้เป็นที่เป็นทาง ถ้าเป็นของที่ต้องใช้ในอนาคตแน่ๆ ควรจดบันทึกไว้ว่าเก็บไว้ที่ใด ถ้าจะหยิบของประเภทนี้ออกมาจากที่เก็บ จำเป็นต้องมีสติว่าสิ่งนั้นต้องใช้ในอนาคต ถ้าย้ายที่เก็บต้องรีบแก้ไขบันทึกที่จดไว้

การใช้เงินจ้างหรือซื้อผลงานของคนอื่น แท้จริงแล้วคือ การซื้อเวลาคนอื่น คนที่จะทำอะไรสักอย่าง มักจะต้องใช้เวลานานหลายปี เพื่อเรียนรู้ว่าทำอย่างไร พอทำเป็นแล้วก็จะทำได้อย่างรวดเร็ว และไม่รู้สึกว่าผลงานของตนมีค่ามากอีกต่อไป การใช้เงินซื้อผลงานของคนอื่น จึงเป็นการซื้อเวลาที่คุ้มค่ามาก หรือพูดอีกแง่หนึ่งก็คือ การประเมินคุณค่าผลงานของใคร ดูได้จากเวลาที่เขาลงทุนไปเพื่อให้ได้ผลงานนั้นมา ช่วงเวลาที่เขาลงทุนไป ย่อมมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็คือต้นทุนของเขา

การจ้างคนอื่นทำงานใช้แรงงาน เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเช่นกัน เพราะ งานใช้แรงงาน เป็นงานที่ต้องใช้เวลาแลกกับเงิน แต่ที่หลายคนชอบลงมือทำเองมากกว่าจะจ้าง เพราะ คิดว่าตัวเองมีเวลาว่าง และทำเองได้ผลดีกว่าจ้างคนอื่นทำ ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงมาจาก เขาไม่รู้จักจัดตารางเวลา และ ไม่รู้จักเลือกคน เมื่อไม่รู้จักจัดเวลา จึงคิดว่าเมื่อใช้คนอื่นทำแล้ว ตัวเองจะว่าง เกิดสูญญากาศ ต้องปล่อยเวลาทิ้งไปฟรีๆ

เรื่องใหญ่จะเกิดขึ้นได้ ต้องทำเรื่องเล็กๆให้เหมาะสม (big things happen when you do the little things right)

งานเล็กๆอาจจะขัดขวางงานใหญ่ได้ บางทีงานเล็กๆที่ไม่ทำ ก็กลายเป็นงานใหญ่ เช่น แค่น็อตตัวเดียวหล่นหาย เพราะไม่หาที่เก็บให้ดี อาจทำให้งานต้องซับซ้อนวุ่นวายขึ้นอีกมาก หรือ ถ้าล้อรถข้างหนึ่งไม่ดี จะทำให้รถวิ่งได้ช้า ต้องวิ่งไปซ่อมไป หรือ เมื่อมีรถก็ต้องต่อทะเบียนรถทุกปี ต้องเสียภาษีทุกปี ถ้าไม่ทำ จะโดนจับโดนปรับ, หรือ ถ้าเปิดบริษัทค้าขายก็ต้องทำบัญชีและเสียภาษีทุกปี ถ้าไม่เสีย จะโดนถอนใบอนุญาติ

สิ่งเล็กๆเพียงสิ่งเดียว อาจจะเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิตได้  ดังนั้น อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่อย่างเดียว ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ไม่มีผลกระทบมากนัก แต่ถ้าเกิดขึ้นซ้ำๆ เมื่อรวมกันเข้า จะขัดขวางงานใหญ่ ทำให้เราต้องเสียเวลา หรือเครียด ได้เช่นกัน เราจึงควรแก้ปัญหาเรื่องนั้นให้จบ  เห็นเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เวลาทำจริงอาจจะไม่เล็ก อาจติดปัญหา ต้องใช้เวลาทำนาน

คนที่จะทำเรื่องใหญ่ๆให้เกิดขึ้นได้ ต้องทำเรื่องเล็กๆได้อย่างเหมาะสมก่อน เพราะเรื่องใหญ่ๆ ประกอบด้วยเรื่องเล็กๆหลายๆเรื่องมารวมกัน คนที่ทำเรื่องเล็กๆยังไม่ถูกต้อง  จะไม่มีทางทำเรื่องใหญ่ได้ถูกต้อง ดังคำกล่าวว่า Success depends on details

วิธีทำเรื่องเล็กตามความเหมาะสมคือ
  1. จัดการตัวเอง
  2. จัดการผู้อื่น ถึงแม้ว่าเราจะทำเรื่องเล็กๆของตัวเองให้ถูกต้องแล้ว ตัวเราก็ยังมีความสามารถจำกัด คือ ทำได้ทีละเรื่อง ถ้าทำหลายเรื่องพร้อมกันก็จะทำไม่เสร็จสักเรื่อง คนที่จะทำเรื่องใหญ่ได้ จึงต้องอาศัยคนที่ทำเรื่องเล็กๆหลายๆเรื่องให้ถูกต้อง นั่นคือ ถ้าจะทำงานใหญ่ ต้องหาคนมาช่วย และคนที่มาช่วยต้องเป็นมืออาชีพ ถ้าเป็นมือสมัครเล่นที่ไม่รู้จริง จะทำให้เรื่องเล็กๆนั้นเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ทำให้เราต้องตามไปแก้ไข
การทำเรื่องเล็กๆใช้เวลาไม่นาน ควรทำให้เสร็จทีละอย่างก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น อย่าพยายามทำหลายอย่างไปพร้อมๆกัน เนื่องจากข้อจำกัดของมนุษย์คือทำได้ทีละอย่าง ถ้าทำหลายอย่างจะลืมหรือสับสนทีหลัง ยกเว้นงานใหญ่ๆที่ใช้เวลาทำนาน จำเป็นต้องมีกำหนดเวลาทำที่แน่นอนในแต่ละวัน แต่การทำงานใหญ่ ย่อมมีงานเล็กๆจำนวนมาก ทำคนเดียวทั้งชีวิตก็ไม่หมด เราจึงต้องหาคนมาช่วย และคนมาช่วยต้องเป็นมืออาชีพ ทำเสร็จแล้วจะได้ไม่สร้างปัญหาให้เราต้องมาตามแก้ภายหลัง

เรื่องยากจะกลายเป็นเรื่องง่าย ถ้ามีเครื่องมือดี

ลำพังสองมือสองเท้านั้น ไม่อาจทำอะไรได้มาก เครื่องมือที่เหมาะสมกับงาน จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน สามารถเปลี่ยนงานยากให้เป็นงานง่าย จากงานที่ต้องเจ็บตัวหรือเกิดความเสียหาย กลายเป็นงานที่สบาย  แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแสวงหาเครื่องมือ ยังคงทนใช้สิ่งที่หาได้ง่ายๆใกล้ๆตัวแต่ไม่เหมาะกับงาน ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้น แถมบางคนปฎิเสธเครื่องมือ เขาจึงขาดโอกาสทำหลายๆอย่างไป เพียงเพราะเขาคิดว่ามันไม่เป็นธรรมชาติ แต่เขาไม่รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงว่า มนุษย์จะอยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้ด้วยความยากลำบาก ถ้าปราศจากเครื่องมือดีๆ เช่น บางคนปฎิเสธที่จะใช้เครื่องดูดฝุ่น คิดว่าใช้้ไม้กวาดก็พอ เขาจึงไม่เคยทำความสะอาดได้เกลี้ยง และกว่าจะกวาดเสร็จยังต้องเหนื่อยมาก บางอย่างก็ทำความสะอาดไม่ได้ จึงต้องปล่อยไว้อย่างนั้น แต่พอเขาได้ใช้เครื่องดูดฝุ่น สิ่งที่ไม่เคยทำความสะอาดได้เกลี้ยง เช่น ซอกมุม ก็สามารถจะสะอาดได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น ก่อนที่จะทำอะไร จงเตรียมเครื่องมือให้พร้อม เครื่องมือต้องตรงกับงาน และต้องแข็งแรงทนทาน ไม่พังระหว่างใช้งาน

คนกับเครื่องจักรแตกต่างกันตรงที่ คนไม่มีต้นทุนเริ่มต้น แต่มีต้นทุนระยะยาว เพราะ เมื่อต้องหยุดทำงานเช่น ปิดซ่อมโรงงาน คนยังต้องกินต้องใช้ทุกวัน ส่วนเครื่องจักรมีแค่ต้นทุนเริ่มต้น ถ้าไม่ใช้ก็สามารถตั้งทิ้งไว้เฉยๆนานเท่าไหร่ก็ได้ จึงควรลงทุุนเครื่องจักรก่อนคน

ถ้าต้องเลือกระหว่าง จ้างคน กับซื้อเครื่องมือ จงเลือกเครื่องมือก่อน เพราะ คนจะทำงานไม่ได้หรือทำด้วยความยากลำบาก ถ้าไม่มีเครื่องมือ หรือมีเครื่องมือไม่ดี

งานที่ทำล่าช้า มักจะเกิดจากขาดเครื่องมือดี ถึงแม้จะใช้คนทำได้ แต่พอคนเจองานยาก หรือต้องทำนาน ก็จะท้อ ทำให้งานยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องอุทิศเวลาเตรียมเครื่องมือดีๆให้พร้อม ก่อนลงมือทำ

เครื่องมืออย่างแรกที่ทุกคนควรมีก็คือ อุปกรณ์ที่ช่วยในการมองเห็น ถ้าต้องนั่งทำงานบนโต๊ะ ก็ต้องมีโคมไฟดีๆสักอัน ถ้าต้องทำงานกลางแจ้ง ตอนกลางคืนก็ต้องมีไฟฉายทนๆสักอัน ถ้าต้องมองหาอะไรไกลๆก็ควรจะมีกล้องส่องทางไกล ถ้าตาไม่ดีเสียอย่างเดียว งานก็จะโอกาสผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะสำหรับเด็ก โคมไฟเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะว่านอกจากจะช่วยให้เด็กสนใจอ่านหนังสือแล้ว ยังป้องกันเด็กสายตาสั้นด้วย เพราะแค่ค่าตัดแว่นอันหนึ่งก็เกินค่าโคมไฟแล้ว

จงพอใจในความไม่สมบูรณ์แบบ แต่อย่าพอใจกับความคลุมเคลือ

การทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบจะต้องใช้เวลามาก บางเรื่องเป็นแค่ทางผ่าน ควรทำเพียงเพื่อให้ผ่านไปได้ ไม่ต้องไปจริงจังมากนัก เช่น เวลาเดินทางไปในที่ไกลความเจริญ มีกับข้าวใส่ถุง แต่ไม่มีจานใส่กับข้าว การหาซื้อจานหรือขอยืมจานจากร้านค้าอาจต้องเดินทางเข้าไปในเมือง ทำให้เสียเงินหรือเสียเวลามากขึ้น เราอาจประยุกต์ด้วยการตัดขวดน้ำพลาสติกมาใช้แทนจานได้ หรือถ้าจะใช้มือเปิปเลยก็ได้

เรื่องไหนที่ไม่สมบูรณ์แบบ เราไม่ควรใส่ใจมากนัก เพราะ เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้ในภายหลังเมื่อมีเวลา แค่รื้อหรือล้างแล้วสร้างใหม่ สิ่งที่ตกค้างเป็นปัญหา ก็จะหายไปเอง

อย่าเชื่อสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา เพราะ เมื่อมองไม่เห็นด้วยตา ก็ต้องใช้ความคิด แต่คนมักจะมักจะคิดง่ายๆหรือเข้าข้างตัวเอง จึงคิดไม่ตรงกับความเป็นจริง อย่างเช่น ถ้าอยากจะรู้ว่าที่จอดรถริมถนนหน้าบ้านว่างหรือไม่ ถ้าไม่ได้ไปเห็นเราก็อาจจะคิดจากความทรงจำว่าน่าจะว่าง เพราะ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาจอด แต่พอเดินไปดูจริงกลับพบว่าไม่ว่าง จะเห็นว่า เรื่องที่คนไม่เห็นด้วยตาและคิดผิดกันมาก คือ เรื่องสุขภาพ และ การขุดปิโตรเลียม

คำพูดของคน เชื่อไม่ค่อยได้ เพราะ บางคนจำผิด บางคนพูดไม่ครบ บางทีเราฟังผิด ถ้าเรานำคำพูดเหล่านั้นมาทำ จะทำผิดได้ง่าย ทำให้เราต้องเสียเวลาเสียเงินเปล่า ผมเคยเจอมาทุกรูปแบบ ระดับ พล.อ.+เสธ.+ดร ยังบอกสถานที่ผิด บอกเวลาผิด ด้วยเหตุนี้ ผู้มีประสบการณ์ถ้าได้ยินใครพูดอะไร จะไม่เชื่อหรือลงมือทำจนกว่าจะมีเอกสารที่เป็นตัวหนังสือจากต้นขั้วมา ยืนยัน เพราะตัวหนังสือต้องผ่านการคิดอย่างรอบคอบระดับหนึ่ง เช่น ถ้ามีงานแต่งงานหรืองานสัมนา ก็ต้องขอการ์ดเชิญหรือกำหนดการและมีแผนที่บอกด้วย ตัวหนังสือจากต้นขั้วจะเชื่อได้มากที่สุด ถ้าเป็นตัวหนังสือจากคนที่ฟังต้นขั้วมาอีกที จะมีโอกาสผิดได้ง่าย การ์ดเชิญที่เป็นกระดาษจะดีที่สุด เพราะ ถ้าใช้แบบดิจิตอบ บางคนอาจไม่มีเครื่องมือเปิดดู แม้แต่บางคนมีเครื่องมือมากก็อาจจะเกิดผิดพลาดเปิดดูไม่ได้ในช่วงที่ กำลังเร่งรีบ

และเช่นเดียวกัน ถ้าเราต้องการบอกให้ใครทำอะไร ควรจะส่งให้เขาเป็นลายลักษณ์อักษร อย่าใช้คำพูด เพราะ ปลายทางอาจฟังผิด หรือ จำผิด  และ ควรเป็นตัวหนังสือที่ผ่านการคิดทบทวนมาแล้วอย่างรอบคอบ เพื่อลดความผิดพลาดจากตนเองให้เหลือน้อยที่สุด

มนุษย์มีความจำไม่ดี ถ้าต้องให้หรือรับอะไรจากใคร เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ถ้าไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่ไว้วางใจกัน อาจจะเขียนเป็นลายมือ หรือหากลไกอื่นที่จะป้องกันปัญหา เช่น ถ้าส่งของชนิดเดียวจำนวนมากให้ แล้วกลัวเขานับผิด ก็หาลังมาบรรจุ

ความคลุมเคลือ เปรียบเสมือนการเดินในที่มืดโดยไม่มีไฟฉาย อาจะเดินไม่ได้เลย หรือ เดินได้ช้าแล้วยังไปสะดุดอะไรได้ง่าย ความผิดพลาด ส่วนใหญ่เกิดจากความคลุมเคลือ พอมีแรงกดดันเข้ามาเพิ่ม จึงจำเป็นต้องตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนว่าต้องตัดสินใจแบบคาดเดา เช่น ถ้าเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ถ้าไม่รู้เส้นทางที่ชัดเจน ไม่ดูแผนที่มาก่อน ไปแล้วก็อาจจะหลงทาง เสียเวลามากขึ้น ถ้าต้องทำอะไรภายใต้ความคลุม เคลือแล้ว อย่าทำดีกว่า เพราะ ทำไปแล้วมีโอกาสทำผิดสูงมาก ถึงมีคนมาเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเราไม่รู้จริงในเรื่องนั้น ควรจะบอกไปตามตรงว่าไม่รู้ ยอมเสียหน้าเล็กน้อย ดีกว่าช่วยเขาแล้วทำพลาด ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

วิธีกำจัดความคลุมเคลือคือ

กำจัดสิ่งกีดขวางออกไปให้หมด

เส้นทางอ้อมแต่โล่ง จะไปถึงปลายทางได้เร็วกว่าเส้นทางลัดที่เต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ดังนั้น เส้นทางใดที่ทำให้ต้องเสียเวลา จงเลือกทางอื่น ถึงแม้ว่าในโลกนี้จะไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยเราก็ควรจะกำจัดอุปสรรคให้เหลือน้อยที่สุด เช่น หากต้องอาศัยซื้อหาอุปกรณ์จากในเมืองบ่อยๆ แต่ตนเองอาศัยอยู่ต่างจังหวัดในสถานที่ไกลความเจริญ ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองซึ่งสามารถหาอุปกรณ์อำนวยความ สะดวกได้ง่าย

ก่อนจะเริ่มงานใหญ่ ควรจะทำงานเล็กๆที่เป็นสิ่งกีดขวางให้เสร็จก่อน เพราะ งานใหญ่จะต้องใช้เวลาทำนาน ต้องใช้สมาธิมาก พอทำไปได้ไม่นาน งานเล็กๆก็จะสร้างปัญหา ทำให้ต้องหยุดทำงานใหญ่ มาทำงานเล็กๆ พอทำงานเล็กๆเสร็จ กลับไปทำงานใหญ่ ก็ลืมว่าทำถึงตรงไหน ถึงแม้จะจดไว้ก็ไม่มีทางจดรายละเอียดไว้หมด ทำให้ต้องเสียเวลามานั่งนึกใหม่ อย่างเช่น การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ต้องนั่งทำงานในห้องแอร์นานนับเดือน ถ้าแอร์เริ่มจะตันแล้วไม่ล้างไว้ก่อน พอเขียนโปรแกรมไปได้ไม่กี่สัปดาห์ แอร์ก็เริ่มจะไม่เย็น โทรเรียกช่างแอร์ก็ไม่มา หรือ ช่างแอร์มาแล้ว วันนั้นต้องหยุดทำงาน เพราะต้องให้ปิดแอร์ให้ช่างเข้ามาล้างแอร์

ธรรมชาติของคน มีความจำสั้น มีแรงจำกัด จึงทำงานได้ทีละอย่างเท่านั้น การทำงานเล็กๆสลับไปมา ไม่มีปัญหา เพราะสามารถทำทีละอย่างได้ แต่การทำงานเล็กแทรกงานใหญ่ จะไม่สามารถจะทำให้ดีได้ ยกเว้นจะเป็นงานที่ใช้เวลาสั้นๆ ไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องใช้แรงมาก อย่างเช่น กินข้าว แปรงฟัน อาบน้ำ

เวลาที่งานเล็กเข้ามาแทรก เป็นภาวะที่มีแรงกดดัน คนที่ทำภายใต้แรงกดดันจึงทำไม่ดี มีโอกาสผิดพลาดง่าย ทำให้ต้องทำซ้ำ

อย่าหมกมุ่นหรือทุ่มเทกับสิ่งที่มีค่าน้อย 

สิ่งที่มีค่าน้อย คือ สิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ได้แก่
สิ่งที่มีค่าน้อย อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ถ้าไม่ทำเลยจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา  แต่ควรทำเพียงเพื่อความอยู่รอด ไม่ควรจะทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งนั้นมากนัก อาจมอบหมายให้คนอื่นทำแทน  ยกตัวอย่างเช่น เรื่องกินข้าว ถ้าเราไม่กินข้าว อาจจะทำให้เราป่วย แต่ถ้าเราต้องสละเวลาเพื่อทำอาหารด้วยตนเอง หรือ นั่งรถไปกินอาหารไกลๆเพียงเพราะความอร่อย อย่างนี้ไม่ควรทำ เพราะไม่ว่าจะกินทำเองหรือให้คนอื่นทำ กินใกล้หรือไกลก็ได้รับสารอาหารใกล้เคียงกัน

การตัดสินใจบางเรื่องทำได้ยาก เพราะมีค่าใกล้เคียงกัน เช่น จะเสียค่าทางด่วนเพื่อประหยัดเวลาเล็กน้อย  หรือจะไปทางธรรมดาเพื่อประหยัดเงิน แต่เสียเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในกรณีเช่นนี้ ให้มองว่า การเสียเงินหรือเสียเวลาเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีค่าน้อย ไม่ควรเก็บมาใส่ใจ จะไปทางไหนก็ได้ เปรียบเสมือนทางแยกสองทางที่สุดท้ายมาบรรจบกัน เช่นเดียวกับการซื้อของ ของเล็กๆน้อยๆราคาถูกๆ จะซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่ต่างกัน ถ้าไม่มีใช้อาจจะทนๆไป แต่ถ้าซื้อก็เสียเงินไม่มาก เราจึงไม่ควรเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจมากนัก

สิ่งที่มีค่าน้อย แต่ทำบ่อยๆ สะสมนานๆ ต่างหากที่สร้างความเปลี่ยนแปลง คนที่ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องที่มีค่าน้อยบ่อยๆ มักจะไม่มีเวลาเหลือทำเรื่องที่มีค่ามาก คนที่กินอาหารมันๆบ่อยๆจะกลายเป็นคนอ้วนได้ในที่สุด คนที่ชอบซื้อของชิ้นเล็กๆหลายๆชิ้นเป็นประจำ เมื่อรวมกันนอกจากจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่จนไม่มีเงินก้อนเหลือเก็บแล้ว สิ่งของที่มียังหาที่เก็บลำบาก  สิ่งที่ทำบ่อยๆ จึงต้องเก็บมาคิดให้รอบคอบ

แพ้คือชนะ

ชัยชนะอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการก้าวไปข้างหน้า ถ้ารู้ว่าสู้ไม่ได้ สู้ไปก็แพ้  จำเป็นต้องหนีก่อน หาวิธีอื่นให้ตัวเองแข็งแกร่ง เมื่อพร้อมแล้วค่อยกลับมาสู้ใหม่วันหลัง นักเลงตัวจริงคือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่สู้ไม่ได้ควรหนี ดูอย่างพระเจ้าตากสิน ท่านรู้ว่ากรุงศรีอยุธยารบยังไงก็แพ้ ท่านจึงหนีทัพไปตั้งหลักที่อื่น แล้วกลับมารบทวงคืนภายหลัง ยังไม่สาย

ในชีวิตจริงมักมีหลายเรื่องทับซ้อนกันอยู่ การยอมแพ้ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง จะทำให้เราชนะในเรื่องที่สำคัญ เช่น การยอมปล่อยวางกับข้อเสียเล็กๆน้อยๆของเพื่อนร่วมงาน ทำให้งานเดินต่อไปได้จนสำเร็จ แต่ถ้าเราเป็นคนเจ้าระเบียบจนเกินไป ก็จะทำงานร่วมกับเขาไม่ได้ ทำให้งานที่ควรจะสำเร็จ กลับต้องล้มเหลว หรืออย่างการขับรถบนถนน ถ้าเราเจอรถที่ขับกวนประสาท แล้วเราไปหาเรื่องเขา จนมีเรื่องทะเลาะกันบนท้องถนน จะทำให้เราเสียเวลา จนงานที่เราควรจะไปทำเพื่อหาเลี้ยงชีพกลับไม่ได้ทำหรือต้องล่าช้าไป แต่ถ้าเพียงแค่เรายอมปล่อยให้คนอื่นเก่งกว่า (ซึ่งจริงๆแล้วคนเหล่านี้ไม่เก่ง) ชีวิตเราก็จะดำเนินต่อไปได้ด้วยดี

เด็กมักคิดว่าตัวเองใหญ่กว่าโลก จึงพยายามเอาชนะทุกเรื่อง แต่เด็กมองโลกแคบ ไม่เห็นการทับซ็อนของเรื่องราวต่างๆ ทำให้สุดท้ายแล้ว ชนะกลายเป็นแพ้ เช่น ยกพวกไปทำร้ายคนอื่นจนเสียชีวิต ทำให้ตัวเองต้องติดคุก

มีแผนสำรองหรือ plan B เสมอ

เราสามารถคิดอะไรก็ได้ แต่เวลาทำจริงมีโอกาสทั้งสำเร็จและล้มเหลว เรียกว่าคิดง่ายแต่ทำยาก เรื่องง่ายๆอย่างการออกไปซื้อของ อาจจะพบว่า หมด เพราะฉะนั้น การวางแผนทำอะไร จำเป็นต้องคิดเผื่อไว้เสมอว่า ถ้าทำแล้วเจอปัญหา จะมีทางออกเป็นแผนสำรองหรือ plan B อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ได้ทำเป็นประจำ มักไม่เป็นไปตามแผนอยู่เป็นประจำ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำก็มักจะมีโอกาสไม่เป็นไปตามที่คิดสูงมาก เนื่องจาก ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของโลกมนุษย์ อาจมีบางเรื่องคิดไม่ถึง ถ้าไม่มีแผนสำรอง เราอาจจะหยุดชะงัก ทำอะไรต่อไปไม่ถูก

แผนสำรองควรคิดไว้ทั้ง 2 ด้าน คือ ถ้าล้มเหลวจะทำอย่างไรต่อ ถ้าสำเร็จจะทำอย่างไรต่อ เพราะ บางครั้งทำสำเร็จแล้วไปต่อไม่ถูก ต้องหยุดคิดใหม่

ตัวอย่างแผนสำรองที่มีโอกาสได้ใช้บ่อยที่สุด คือ การเดินทางไปติดต่อธุระที่ไหนสักแห่ง แผนหลักคือ เดินทางตามแผนที่ แต่เราควรคิดเผื่อไว้ด้วยว่า แผนที่อาจจะเขียนผิด ถึงแม้จะเป็นแผนที่ๆเจ้าของสถานที่เป็นคนเขียนเองก็ตาม เราจึงควรมีแผนสำรองคือ เบอร์โทรศัพท์ของปลายทาง ถ้าไปถึงแล้วไม่เจอ จะได้โทรถามทางได้

คนที่ไม่มีแผนสำรอง เพราะ ติดนิสัยคิดแต่ในแง่ดีว่า ทำแล้วทุกอย่างคงจะราบรื่นดังที่คิด แต่พอทำจริง กลับเจอปัญหาที่เราคิดไม่ถึง จะเห็นได้ว่า จุด ประสงค์ของการวางแผนสำรอง จึงไม่ใช่เรื่องที่เราคิดไว้แล้ว แต่เป็นเรื่องที่เรายังคิดไม่ถึงต่างหาก มีตัวอย่างที่ผมเคยนำข้อมูลใส่ flashdrive เพื่อไป print ที่ร้านถ่ายเอกสาร แต่ไม่ได้พกโน๊ตบุ๊คสำรองไปด้วย เพราะ คิดในแง่ดีว่า ไม่น่าจะมีอะไรติดขัด แต่พอเสียบ flashdrive กับคอมพิวเตอร์ที่ร้าน ปรากฎว่า ข้อมูลใน flashdrive ถูกไวรัสในเครื่องนั้นลบทิ้งหมด ทำให้ผมต้องย้อนกลับมาคัดลอกข้อมูลใหม่เป็นระยะทางไกล ถ้าครั้งนั้นผมพกโน๊ตบุ๊คไปด้วย คงไม่ต้องเสียเวลาเดินทางกลับไปกลับมา

การควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ต้องอาศัยการเตรียมตัวมาก ต้องมีการสำรวจไว้ล่วงหน้า ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญและทำคนเดียว การเตรียมตัวเช่นนี้จะเสียเวลามากเกินไป ทางออกที่ไม่ต้องเตรียมตัว คือ คิดแผนสำรองเผื่อไว้ แต่ถ้าต้องทำร่วมกันหลายคน เช่น นัดเพื่อนไปกินข้าว การเปลี่ยนไปใช้แผนสำรองแต่ละครั้งจะยุ่งยากมาก แค่ 2 คนก็เริ่มจะขยับลำบาก การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น จึงจำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเท่าที่ทำได้ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญมากนัก ก็เตรียมตัวแบบไม่เสียแรงเสียเวลามากนัก เช่น โทรไปสอบถามราคา หรือจองสถานที่ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องไปทดลองทำให้จบ เช่น ถ้าจะไปพักที่ไหน ก็ไปทดลองพักดูด้วยตนเองก่อน เพราะเคยมีกรณีที่ไปถึงแล้วได้ห้องพักไม่ดี

แผนสำรองต้องเป็นเรื่องที่ทำได้จริง เพราะถ้าทำไม่ได้จริง ก็จะไม่มีทางเลือกอื่นเหลือ หรือ ถึงจะมีทางเลือกอื่นอีก แต่การเปลี่ยนแต่ละครั้ง ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเป็นการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ก็จะต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นจากกำหนดการเดิม ถ้าเป็นการทำธุรกิจการค้าก็จะต้องเสียเวลาเตรียมการใหม่กันนานทีเดียว

สิ่งของเครื่องใช้ ควรมีชิ้น 2 ที่ใช้งานแทนกันได้ อย่าทำเพียงอย่างเดียวมิฉะนั้นเวลาขาดจะเจอทางตัน และถ้าให้ดีควรใช้งานแบบคู่ขนานกันไป เพื่อที่จะทดแทนกันได้ทันทีเมื่อสิ่งหนึ่งขาด เช่น ถ้าจะเขียนหนังสือใส่ลงในไฟล์เพื่อเปิดอ่านจากคอมพิวเตอร์ จะดีกว่าถ้าเขียนให้เปิดได้อย่างน้อย 2 โปรแกรม อาจเป็น pdf ไฟล์หนึ่ง และ html ไฟล์หนึ่ง เผื่อบางคนไม่มี pdf หรือใช้ pdf รุ่นเก่าที่เปิดไฟล์รุ่นใหม่ไม่ได้ จะได้เลี่ยงไปเปิด html แทน

มีตัวอย่างของน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย ช่วงปลายปี 2554 ทำให้บริษัทผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นหลายยี่ห้อ ต้องหยุดการผลิตหลายเดือน เนื่องจากโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนถูกน้ำท่วม หากบริษัทเหล่านี้รู้จักเผื่อแหล่งวัตถุดิบไว้ 2 แหล่ง ปัญหาเรื่องขาดชิ้นส่วนคงไม่เกิดขึ้น

ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ พลาดไม่ได้ ต้องมีทั้ง plan B, plan C ฯลฯ เพราะบางที plan B อาจจะพลาดได้อีก

ทำเรื่องยากก่อนแล้วค่อยทำเรื่องง่ายทีหลัง

 เรื่องที่ทำยาก ต้องใช้เวลานาน ใช้เงินและความอดทนสูง จึงมีคนทำได้น้อย เราจึงควรเลือกทำเรื่องยากก่อน  แล้วค่อยทำเรื่องง่าย เพราะว่าเรื่องง่ายทำเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้ามัวแต่ทำเรื่องง่ายอยู่จะไม่เหลือเวลาทำเรื่องยาก หรือทำเรื่องยากไม่เสร็จเพราะเวลาไม่พอหรือหมดแรงหมดกำลังใจเสียก่อน เช่น ถ้าต้องเดินทางไปหลายที่ ให้เดินทางไปที่ไกลๆก่อน เพราะที่ไกลๆนั้นไปยาก ถ้ามัวแต่ไปที่ใกล้ๆก็จะไม่เหลือเวลาไปที่ไกลๆ หรือขับรถไปแล้วง่วงกลางทาง

มองโลกในแง่ร้ายที่สุด (worst case scenario)

ความเจริญเกิดขึ้นได้เพราะ คนมองโลกในแง่ร้ายที่สุด สิ่งประดิษฐ์ต่างๆเกิดขึ้นเพราะ มนุษย์จินตนาการไปว่า สักวันหนึ่ง คงมีความจำเป็นต้องใช้ เช่นอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นได้ เพราะ คนอเมริกามองว่า ถ้าสักวันหนึ่งโดนระเบิดนิวเคลียร์ แล้วจะติดต่อสื่อสารกันอย่างไร

คนที่มองโลกแต่ในแง่ดี จะนิ่งนอนใจ ไม่ทำอะไร ทำให้ไม่เจริญก้าวหน้า เช่น คนโบราณ อาจมองในแง่ดีว่าน้ำใส่ขวด ใครจะซื้อกิน เพราะน้ำหาที่ไหนก็ได้ แต่ในปัจจุบัน จะเห็นว่าน้ำใส่ขวดขายดีแค่ไหน การมองโลกในแง่ร้ายที่สุด คือ มองว่า ถ้าเราออกไปข้างนอกแล้วหาน้ำกินไม่ได้เลย จะทำอย่างไร การมองแบบนี้จะทำให้เกิดความเจริญขึ้น


เหตุระเบิดย่านถนนสุขุมวิท วันที่ 14 กพ.55
โดยผู้ก่อการร้ายชาวอิหร่าน ก่อนหน้่านี้ หลายชาติเคยเตือน
เรื่องก่อการร้าย แต่ทางการไทยไม่สนใจ

ต่อมาคืนวันที่ 17 สค.58 เกิดระเบิดขึ้นอีกครั้งใจกลางกรุง
ตรงแยกราชประสงค์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
จำนวนมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เฟสบุ๊คของกลุ่มคนเสื้อแดง
เคยเตือนแล้ว

คนที่มองโลกในแง่ดี นอกจากจะไม่เจริญก้าวหน้าแล้ว หากมีภัยมาก็จะต้องพบกับความสูญเสียในที่สุด มีตัวอย่างของเหตุระเบิดย่านถนนสุขุมวิท ในกทม.วันที่ 14 กพ.2555 โดยผู้ก่อการร้ายชาวอิหร่าน เรื่องนี้ทางการไทยไม่รู้เบาะแสมาก่อนเลย แต่ที่จับคนร้ายได้ เพราะความบังเอิญ คนร้ายพลาดทำระเบิดตกเอง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน หลายชาติรวมทั้งอเมริกาได้ประกาศบนเวปไซต์ของสถานฑูตของตนเอง เรื่องการก่อการร้ายในประเทศไทย ซึ่งวันที่เริ่มประกาศ ตรงกับวันที่ผู้ก่อการร้ายรายนี้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่รัฐบาลไทยกลับไม่สนใจหารายละเอียดของเรื่องนั้น กลับรีบขอให้อเมริกายกเลิกประกาศ เพียงเพราะกลัวว่าข่าวนี้จะกระทบกับการท่องเที่ยว กลัวว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางเข้ามา ต่อมาวันที่ 17 สค.2558 ก็เกิดเหตุระเบิดซ้ำอีก บริเวณศาลพระพรหม ใจกลางกรุงเทพ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เฟสบุ๊คของกลุ่มคนเสื้อแดง เคยเตือนแล้วให้ระวังช่วงวันที่ 14-18 สค. ทางหัวหน้าตำรวจด้านความมั่นคง ก็ออกมาให้ให้สัมภาษณ์ว่าการข่าวไม่บกพร่อง แต่มีคนสงสัยว่า ทำไมรอให้เกิดความสูญเสียขึ้นก่อน จึงค่อยตามตัวคนปล่อยข่าวมาสอบสวน

ถ้าเราไม่มองในแง่ร้ายที่สุด เราจะมองโลกในมุมของตัวเอง แม้แต่คนที่รู้มากที่สุดก็อาจจะมองไม่ครอบคลุมถึงปัญหาทั้งหมด เช่น เรื่องระบบการศึกษา อเมริกามีนโยบาย No child left behind คือ คิดในแง่ร้ายที่สุดว่า จะช่วยเด็กด้อยโอกาสอย่างไร ในขณะที่รัฐบาลไทยในปี 2555 กลับมองโลกแต่ในแง่ดีว่า จะจัดหาคอมพิวเตอร์ให้เด็กได้ใช้ทั่วถึง โดยไม่คิดถึงเด็กที่อยู่ตามชายแดน ที่ยังขาดอุปกรณ์การเรียนอยู่มาก ผ่านมาแค่ปีเดียว WEF จัดอันดับการศึกษาของไทย ว่าต่ำกว่ากัมพูชาและเวียตนาม

จะคิดเผื่อมากน้อยเพียงใด ดูที่ความสูญเสียที่เกิดขึ้น การคิดเผื่อและทำเผื่อ ทำให้ต้องเสียเวลาเสียแรงมากขึ้น เราจึงต้องรู้จักชั่งน้ำหนักให้ดีว่า สมควรเผื่อมากน้อยเพียงใด เรื่องที่ผิดพลาดแล้วเราไม่เดือดร้อน ไม่จำเป็นต้องเผื่อเลยก็ได้ ถ้าเรื่องใดผิดพลาดแล้ว เกิดความสูญเสียขึ้น แต่ยังเดินต่อได้ เราอาจจะเผื่อเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าเรื่องใดที่ผิดพลาดแล้ว เกิดความสูญเสียมาก การเผื่ออยางเดียวไม่พอ ต้องคิดในแง่ร้ายที่สุดแบบ worst-case scenario ด้วย มีตัวอย่างของเจ้าของธุรกิจส่งออกปลาสวยงามรายหนึ่ง เมื่อเริ่มธุรกิจใหม่ๆ เขามองโลกแต่ในแง่ดีว่า เมื่อส่งปลาไปแล้วต้องได้เงินกลับมา แต่ส่งไปจริงๆ ปรากฎว่า ไปถึงปลายทางแล้วปลาตายหมด บางทีปลาถูกทิ้งอยู่ที่สนามบินเพราะเครื่องบินไปถึงไม่ทันเวลาขนถ่ายสินค้า จนในที่สุด เงินลงทุน 5 ล้านบาทของเขาก็หมดลง ประสบการณ์จึงสอนให้เขารู้ว่า คิดเผื่ออย่างเดียวไม่พอ ต้องคิดในแง่ร้ายที่สุดด้วย

อย่าสร้างหนี้

เพราะถ้ามีหนี้แล้ว ชีวิตจะอยู่อย่างไม่สงบสุข ต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้หนี้ จนไม่มีเวลาคิดสร้างความเจริญก้าวหน้า เช่น อ่านหนังสือ เพื่อเรียนรู้วิธีใหม่ๆที่จะหาเงินได้มากขึ้นแต่เหนื่อยน้อยลง

เมื่อยังอายุน้อย อย่าทำเพื่อสังคม

งานเพื่อสังคม ต้องเสียสละทุกอย่างในชีวิต ทั้งเงินและเวลา โดยไม่ได้อะไรกลับมานอกจากความพอใจของตัวเอง อาจไม่มีแม้แต่คำชื่นชมจากใคร ถ้าตอนอายุน้อย เรามัวแต่ช่วยคนอื่นหรือทำเพื่อสังคม พอเริ่มอายุมากขึ้น เราจะไม่มีสมบัติอะไรติดตัวพอที่จะช่วยเหลือตัวเอง ถึงเวลานั้นจะเริ่มต้นอะไรก็ลำบาก เพราะเมื่ออายุเกิน 40 สมองและเรี่ยวแรงเริ่มถดถอย แถมยังมีปัญหาสุขภาพตามมา ไม่มีใครอยากจ้าง ทำกิจการอะไรก็ไม่มีใครเห็นอนาคต เพราะทุกคนจะมองที่เปลือกว่า อยู่มาจนแก่ป่านนี้ ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แสดงว่าที่ผ่านมา ไม่มีความสามารถ ไม่มีใครมองเห็นว่าเราทำอะไรเพื่อคนอื่นไปบ้าง

งานเพื่อสังคม ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนสูงอายุ ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์อันเจ็บปวดมาด้วยตนเองจำนวนมาก เนื่องจากเติบโตมาในช่วงที่มีปัญหาการเมือง ในปี 2535 ได้เห็นการณ์พฤษภาทมิฬ แต่ยังตั้งใจเรียนมัธยม จึงไม่ได้เข้าไปยุ่ง จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการสอบเข้าคณะอันดับหนึ่งในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ต่อมาปัญหาการเมืองปี 2551 ผู้เขียนเริ่มมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง จึงเริ่มติดตามการเมือง ผู้ประท้วงมักจะเรียกให้คนเสียสละออกมาชุมนุมกัน โดยอ้างว่าแทนคุณแผ่นดิน ทำให้ผู้เขียนเสียเวลาไปกับการประท้วงบ่อยครั้ง จนอาชีพการงานเริ่มหยุดอยู่กับที่ คู่แข่งเริ่มแซงไป แต่ก็ยังไม่หยุดทำงานเพื่อส่วนรวม เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว ได้พบว่าสังคมไทยยังขาดความรู้หลายเรื่อง จึงเริ่มหันมาเขียนหนังสือให้ความรู้แก่สังคม สลับกับร่วมประท้วงอีกครั้งในปี 2557 ขณะนั้นอายุ 40 ปีพอดี พอเหตุการณ์การเมืองเริ่มสงบ กิจการที่เคยมั่นคงก็พังลง รายได้ไม่พอกับรายจ่าย จะเริ่มทำอะไรใหม่ๆก็ยากมาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะไม่ได้คิดเผื่อสร้างเนื้อสร้างตัวสำรองไว้ตั้งแต่อายุ ยังน้อย


บทที่ 3. ทำถูกวิธี

หลวงพ่อปาน "เก่งคนเดียวเก่งไม่จริง เพราะเรายังดีไม่พอ เราจึงควรหามืออาชีพมาช่วย"

ความสำเร็จเกิดจาก 2 สิ่ง
  1. มีความพยายาม ถ้ารู้วิธีแต่ไม่ลงมือทำ ก็จะไม่ได้ผล ถ้าลงมือทำ แต่พยายามไม่พอ ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน
  2. ทำถูกวิธี ขยันอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำถูกวิธีด้วย ถ้าทำผิดวิธีเสียอย่างเดียว ถึงจะพยายามมากแค่ไหน สุดท้ายก็สูญเปล่า สิ่งที่ทำมาเป็นสิบๆเป็นร้อยๆปีก็สูญเปล่า แต่ถ้าทำถูกวิธี จะเห็นผลเร็วมาก ดังคำกล่าวที่ว่า คนขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย ขยันถูกที่ ปีเดียวก็รวยได้

อย่าหวังน้ำบ่อหน้า

ไม่ว่าจะทำอะไร เรามักจะต้องเจออุปสรรคเสมอ คนที่ขาดประสบการณ์ จะใช้วิธีเปลี่ยนไปทำเรื่องใหม่ที่ตัวเองไม่รู้ พอเปลี่ยนแล้ว มักจะต้องเจอปัญหาใหม่ บางทีเจอปัญหาหนักกว่าเก่า ส่วนคนที่มีประสบการณ์ จะอดทนรอ หรือ พยายามหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน จะไม่พยายามเปลี่ยนไปหาสิ่งใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ขณะกำลังขับรถอยู่ เกิดปวดท้องต้องการเข้าห้องน้ำ จึงแวะปั๊ม แต่มีคนรอคิวมาก คนอ่อนประสบการณ์จะเปลี่ยนไปหาปั๊มหน้า ซึ่งไม่แน่ว่าจะเจอ หรืออาจจะมีแต่มีคนรอคิวมากกว่าเก่า แต่คนมีประสบการณ์จะพยายามหาห้องน้ำอื่นๆในละแวกใกล้เคียง

ถ้าต้องการเปลี่ยนจริงๆก็สามารถทำได้ โดยมีหลักว่า ต้องรู้แน่ชัดว่าเปลี่ยนแล้วจะต้องเจออะไร เวลา เจออุปสรรค อย่าเปลี่ยนไปทำอะไรที่ตัวเองไม่รู้ อย่างเช่น ถ้าเจอรถติด แล้วจะเปลี่ยนเส้นทาง ควรจะรู้แน่ชัดว่าเส้นทางใหม่ รถไม่ติด ถ้าไม่แน่ใจ อย่าทดลองไป ถ้าจะทดลอง ควรหาเวลาว่างทดลอง

หากมีสิ่งใดที่ต้องทำต้องใช้กะทันหัน แล้วไม่ได้เตรียมไว้ ไม่ได้วางแผนไว้ อย่าออกไปแสวงหา ให้หาจากใกล้ๆตัว ถึงแม้จะราคาแพงแต่ก็ต้องยอม การออกไปแสวงหาอาจหาไม่พบ หรือหาพบแต่ต้องเสียเวลามาก เพราะเราไม่ชำนาญในเรื่องนั้น ไม่รู้จักพื้นที่นั้น

เวลาที่นัดกับคนอื่น การเปลี่ยนแปลงจะลำบากมาก อย่างเช่น ถ้านัดใครไปกินอาหารที่ร้านหรือไปพักโรงแรม ผู้มีประสบการณ์จะรู้ดีว่า ไปแล้วอาจจะเจอปัญหาเช่น ร้านปิด หรือคนเต็ม ทำให้ต้องเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนแต่ละครั้งต้องขนคนจำนวนมากไป หรือไม่ก็ต้องให้คนจำนวนมากรอ ซึ่งเราก็ไม่รู้จะหาที่ใหม่ได้หรือไม่ ผู้มีประสบการณ์จึงต้องโทรจอง หรือเดินทางไปตรวจสอบสถานที่จริงก่อน

เริ่มทำแบบเล่นๆ

ทฤษฎีเหนือทฤษฎี คือการปฎิบัติ ปฎิบัติเหนือปฎิบัติ คือการทดลอง เพราะการทดลองช่วยให้เราได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้น การทดลองเหนือการทดลอง คือประสบการณ์ ซึ่งเกิดจากการทำซ้ำในระยะเวลาที่ห่างกัน เมื่อเวลาเปลี่ยน คนและสิ่งของจะเปลี่ยน ทำให้เราได้เห็นว่าอะไรที่มั่นคง อะไรไม่มั่นคง จนนำมาพูดบอกเป็นสัจธรรมได้ คำว่าประสบการณ์จึงอาจแปลได้ว่า ทำผิดมามาก เพราะการทดลองคือการลองผิดลองถูก แต่เมื่อมีประสบการณ์แล้วจะไม่ต้องลองผิดอีก

ไม่ว่าเราจะเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม ควรเริ่มทำแบบเล่นๆเสมอ จะทำจริงๆจังๆ เฉพาะเวลาที่จำเป็นจริงๆ

แอ๊ปเปิ้ลผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยเริ่มจาก Woz ทำมันแบบเล่นๆ ทำเป็นงานอดิเรก แต่เขาคิดว่าไม่มีใครซื้อ จนกระทั่งสตีฟจ็อบไปพบเข้า จึงชวนกันมาทำขายจนร่ำรวย

เวลาคิดไม่ออก ถ้าทดลองทำไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นภาพ เพราะ ความคิดไม่ได้เกิดจากการมองไปข้างหน้า แต่เกิดจากการนำความรู้ที่สั่งสมมาในอดีตมาประมวลผล และที่ต้องทดลองทำเล่นๆ เพราะไม่ต้องแคร์ใคร และ ไม่ต้องกลัวอะไรพัง ถ้าทดลองทำกับของจริงก็จะกลัวนั่นกลัวนี่ จนไม่กล้าทำอะไร บางทีทำแล้วไปกระทบกับของที่มีอยู่เดิมจนพัง หรือมีปัญหาวุ่นวายตามมา

พอทำเล่นๆแล้ว จะพบว่าอันไหนใช้ดี เสถียรแล้ว จึงค่อยเก็บมาทำจริง หลายเรื่องสามารถทำแจกให้ผู้อื่นใช้ฟรีได้ด้วย เช่น เขียนหนังสือ หรือเขียนโปรแกรมแจกฟรี คนใช้ฟรี แล้วใช้ไม่ดี ก็มาต่อว่าเราไม่ได้

ผู้ใหญ่เวลาจะทำอะไรทีหนึ่งก็กังวลเรื่องหน้าตา และความรับผิดชอบที่จะตามมา พอคิดไปคิดมา เริ่มเห็นความยุ่งยาก ทำให้ตัวเองต้องเหนื่อย จึงไม่อยากทำ ส่วนเด็กชอบเล่น การทำเล่นๆไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้  เด็กจึงเริ่มต้นอะไรใหม่ๆได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่  ดังนั้น ถ้าผู้ใหญ่อยากเริ่มต้นอะไรง่ายๆ ก็ต้องเริ่มทำเล่นๆ

ผู้ใหญ่ที่อ่อนประสบการณ์ มักจะคิดไปเองว่า การทำอะไรเล่นๆ การทำงานอดิเรก หรืองานการกุศล เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ควรทำ เรื่องที่มีสาระคือการเรียนหนังสือให้ดี และการทำงานที่ได้เงินเท่านั้น คนที่คิดเช่นนี้ มักจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะไม่รู้ว่า คนที่สร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่ให้แก่โลก มักจะเริ่มต้นมาจากงานอดิเรก เพราะ งานอดิเรก ไม่มีแรงกดดัน งานการกุศลก็เหมือนกัน ถ้าทำผิดพลาดก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะแจกฟรี พอเราอุทิศแรงกาย ทำเรื่องเล่นๆ จนเป็นชิ้นเป็นอันยิ่งใหญ่ขึ้นมา เราก็จะได้บทเรียนหลายอย่างกลับมาด้วย โดยที่เราไม่รู้ตัว และบทเรียนเหล่านี้เอง ที่มักจะแข็งแกร่งกว่า บทเรียนที่ได้จากการทำงาน เนื่องจาก การทำงานมักจะลุยได้ไม่เต็มที่ เพราะกลัวทำผิดแล้วจะโดนด่า

อย่างเช่น ถ้าเราเขียนหนังสือเล่นๆไปเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มคิดถึงคนอ่านมากขึ้น ว่าเวลาอ่านแล้วจะสัยอะไร เมื่อมีคำถามก็ต้องมีคำตอบ เมื่อฝึกไปนานๆ จะทำให้เราเขียนหนังสือให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย

เริ่มงานใหญ่จากแบบจำลอง

การทำงานอะไรสักชิ้นให้สำเร็จ ต้องมีเครื่องมือหลายชิ้น การซื้อเครื่องมือแต่ละชิ้น มีค่าใช้จ่าย ถ้าซื้อเครื่องมือผิดไปสักตัว ก็จะเสียเงินไปฟรีๆ โดยเฉพาะเครื่องมือที่ราคาแพง ถ้าซื้อผิดทีเดียวก็หมดตัว

วิธีที่เราจะทำไม่ให้พลาดคือ เริ่มจากแบบจำลอง ทำแบบเล็กๆให้รู้หมดก่อนว่าได้ผลอย่างไร ถ้าแบบจำลองทำสำเร็จแล้ว ไม่ว่างานใหญ่สักแค่ไหนก็เป็นไปได้ เพียงแค่ลอกจากแบบจำลอง โดยเฉพาะงานประเภท mass ที่ต้องทำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ซ้ำๆกันจำนวนมาก จะได้ประโยชน์จากแบบจำลองอย่างแท้จริง

การสร้างอะไรขึ้นมาสักชิ้น ต้องมีชิ้นส่วนย่อยๆมาประกอบกัน พอประกอบกันจนเริ่มเป็นจะรูปเป็นร่างเริ่มใช้งานได้ ก็จะเริ่มสลับซับซ้อน แต่การดัดแปลงส่วนย่อยแต่ละส่วน ย่อมมีโอกาสที่จะทำผิดหรือถูก ถ้าทำผิด จะไปกระทบกับส่วนประกอบอื่นๆ จนทำให้ภาพรวมที่เคยใช้งานได้ กลับใช้งานไม่ได้ พอถึงตอนนั้นก็จะย้อนกลับไม่ได้ ผู้สร้างจึงรู้ดีว่า ต้องแยกส่วนประกอบย่อยๆแต่ละส่วน ออกไปทำต่างหาก ทำแน่ใจแล้วว่า ทำถูกวิธี จึงค่อยนำส่วนประกอบย่อยๆนั้น มาเพิ่มเข้าไป

แตกงานใหญ่ออกมาเป็นงานย่อยๆ

งานใหญ่มีความสลับซับซ้อนมาก การแก้ไขสิ่งที่สลับซับซ้อน จะยากและไม่คล่องตัว แต่ถ้าแตกออกมาเป็นงานย่อยๆแยกอิสระจากงานใหญ่ จะสร้างหรือแก้ไขดัดแปลงได้ง่าย เมื่อทำงานย่อยเสร็จแล้ว จึงค่อยนำมาเชื่อมต่อกับงานใหญ่ เหมือนนำเครื่องใช้ไฟฟ้าแยกอิสระจากสายไฟในบ้าน แค่มาเสียบปลั๊กแล้วใช้ได้เลย

ของดี พิสูจน์ด้วยกาลเวลา สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่มักจะยังไม่ดี

เวลาเป็นตัวพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ด้วยการเวลา มักจะมีปัญหาซ่อนอยู่ ถ้าเราเผลอใช้ไป ก็จะต้องเจอปัญหา เช่น ยาที่ออกใหม่ พอใช้ไปสักพักก็จะเริ่มมีคนพบผลข้างเคียง, อย่างก๊าซ NGV ในเมืองไทย มีโฆษณาให้คนหันมาใช้ แถมรัฐบาลช่วยอุดหนุนราคาก๊าซไว้จนถูกมาก แค่ผ่านไปไม่กี่ปีก็พบว่า ปั๊มไม่พอ ต้องเข้าคิวนาน 4-12 ชั่วโมง บางจังหวัดไม่มีปั๊มเลย พอผ่านมาอีกไม่กี่ปี รัฐบาลก็เลิกอุดหนุน ทำให้ราคาแก๊ส NGV เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยการเวลามาแล้วยาวนาน จึงจะเชื่อได้ว่าไม่มีปัญหา หรือถ้ามีปัญหา ก็แก้ไขได้ง่าย เพราะเคยมีคนเคยลองผิดลองถูกมาก่อน มีคนหาทางแก้ไว้ให้แล้ว อย่างแนวคิดเรื่องสังคมนิยมของ Karl Marx ทำให้หลายประเทศ นำไปใช้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองไปเป็นแบบคอมมิวนิสต์ ล้มระบบกษัตริย์ ห้ามมีศาสนา ยึดทรัพย์คนรวย กำจัดชนชั้นกลาง เพื่อทำให้ประเทศเหลือแต่ชนชั้นแรงงาน ในกัมพูชาในยุคเขมรแดง  ก็เกิดการเข่นฆ่าปัญญาชน เป็นจำนวนมหาศาล จนกระทั่งเวลาผ่านมาเกือบร้อยปี กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ว่า แนวคิดสังคมนิยม ใช้ไม่ได้ผลจริง เกิดการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในโซเวียต และในประเทศต่างๆ แม้แต่ในกัมพูชา แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะประเทศเหล่านั้นเหลือแต่ความยากจน ประเทศอื่นที่ใช้ระบบประชาธิปไตย อย่างอเมริกาหรือไทย ก็เจริญก้าวหน้าไปไกล ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่ามาก แม้แต่พระมหากษัตร์รัชกาลที่ 9 และศาสนาพุทธ ก็ได้แสดงให้ทั่วโลกประจักษ์ถึงคุณค่าของการมีอยู่ ถึงแม้ว่าในประเทศจีน จะยังคงลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่ได้ แต่นั่นเป็นเพราะ มีการปรับตัว ด้วยการเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจไปเป็นระบบทุนนิยม ประชาชนแต่ละคนร่ำรวยไม่เท่ากัน เพราะ เปิดให้เอกชนค้าขายได้เสรี และ เปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดแบบสังคมนิยมดั้งเดิม จนแทบเรียกได้ว่า จีนเหลือเพียงคำว่าคอมมิวนิสต์ อยู่แต่เพียงในนามเท่านั้น

สาเหตุที่ กาลเวลาสามารถพิสูจน์สิ่งต่างๆได้ ก็เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ย่อมมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ถ้าสิ่งใหม่ ดีกว่าของเก่า ก็แสดงว่าของเก่าไม่ดีจริง แต่ถ้าของใหม่ ยังสู้ของเก่าไม่ได้ หรือ ดีพอๆกัน แสดงว่าสิ่งนั้นดีจริง

สิ่งดีๆ เกิดขึ้นได้ จากการลงมือทำเท่านั้น

ทุกอย่างยากตอนเริ่มต้น พอเริ่มทำไปแล้วก็จะไม่ยากแล้ว เพราะจะเริ่มเห็นแนวทาง

ถ้าทำแล้วเกิดปัญหา เรายังสามารถแก้ไขให้ดีได้ แต่ถ้าไม่ลงมือทำ ไม่มีทางที่สิ่งดีๆจะเกิดขึ้นได้เลย จะไปถึงจุดหมายได้ก็ต้องเริ่มออกเดิน ถ้าไม่เริ่มออกเดินก็ไม่มีวันไปถึงแน่นอน วันที่เราทำ เราอาจจะเหนื่อย อาจจะท้อ เพราะยังไม่เห็นผล แต่พอผลออกมาแล้ว เราจะรู้สึกปลาบปลื้ม เราจะรู้สึกได้ว่าสิ่งที่ได้ลงมือทำไปนั้นคุ้มค่า ไม่เสียแรงเปล่า

เราจะไม่มีทางรู้ว่าอะไรดีกว่า จนกว่าเราจะเคยทำสิ่งนั้น หรือเห็นคนอื่นทำสิ่งนั้นอยู่ คนส่วนใหญ่จึงมักจะจมปลักอยู่กับที่ จนกว่าจะเห็นคนอื่นทำแล้วได้ผลดีกว่า จึงทำตาม

เมื่อมีผู้นำ ก็จะมีผู้ตาม

คนทั่วไปพอรู้ว่าเป็นงานใหญ่ ที่ทำคนเดียวไม่ไหว ก็จะไม่คิดทำ เพราะ คิดว่าเกินความสามารถของตน แต่เมื่อมีผู้นำ ที่รวบรวมคนมาได้ เขาก็จะเข้าร่วม แล้วกลายเป็นผู้ตาย แต่ยังมีบางคน ที่เชื่อว่าตัวเองจะทำงานใหญ่ได้ คนเหล่านี้จึงกลายมาเป็นผู้นำ

ปัญหาของคนทั่วไปคือ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง เพราะไม่รู้ว่าเปลี่ยนแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะคนที่เรียนน้อย มักจะมีนิสัยเหมือนกันคือ คิดเองไม่เป็น ต้องรอรับคำสั่ง แต่เมื่อได้รับคำสั่งแล้ว พวกเขาก็จะทำอย่างเต็มที่

สิ่งดีๆหลายอย่าง ยังไม่เกิดขึ้น เพราะขาดผู้นำ หลายสิ่งยังไม่เกิดขึ้นไม่ใช่เพรายังไม่ดี แต่เป็นเพราะขาดผู้นำ เนื่องจาก คนส่วนใหญ่เคยชินกับการทำงานเล็กๆ ตามความถนัดที่ตนเองเคยฝึกฝนมา ยกตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อบส์ พอทำ smart phone ยี่ห้อไอโฟนออกมาขาย ในขณะที่ smart phone ยี่ห้ออื่นยังคงใช้ปากกา (stylus) จิ้ม แต่โทรศัพท์ของเขาโฆษณาว่าไม่ใช้ stylus  เปลี่ยนมาใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอ หลังจากที่ smart phone ของเขาขายดี ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยี่ห้ออื่น ก็เลียนแบบกันเป็นแถว ต่อมาเขาผลิต Ipad ออกมา ก็ขายดี ทำให้มีผู้ผลิตยี่ห้ออื่นเลียนแบบกันเป็นแถวอีกเช่นเคย

หาวิธีวัด ทำอะไร ต้องมีตัววัด อย่าใช้ความรู้สึก หรือรอคอยให้ผลออกมาเอง

ผมมีเพื่อนบ้านคนหนึ่ง มาขอดูขนาดท่อน้ำเข้าบ้านเพื่อเขาจะนำไปทำที่บ้านบ้าง เขามายืนดูด้วยตาแล้วบอกว่า "6 หุน" (ซึ่งเท่ากับ 6/8 นิ้ว) แต่ผมเอาเวอร์เนียมาวัด ได้ 1 นิ้ว จะเห็นได้ว่า สิ่งใดก็ไม่สามารถตรวจวัดได้ ก็จะไม่สามารถทำให้ถูกต้องได้

คนสมัยนี้ นึกจะพูดอะไรก็พูด คนส่วนใหญ่พูดจากความรู้ไม่จริง ถ้าเราไม่มีตัววัด จะไม่มีทางรู้เลยว่า อะไรถูก อะไรผิด

งานบางอย่างใช้เวลาทำสั้นๆแค่ไม่กี่นาทีก็เห็นผล แต่งานบางอย่าง ต้องทำซ้ำๆติดต่อกันเป็นเวลานานนับปี จึงจะได้ผล ซึ่งหมายถึง ต้องทำถูกวิธีมาโดยตลอด ถ้าทำผิดวิธีมาตลอด แต่คิดไปเองว่าน่าจะได้ผล สุดท้ายก็ไม่ได้ผล ต้องเสียทรัพยากรไปฟรีๆ

งานที่ทำเสร็จแล้ว ไม่มีตัววัด จะไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือไม่ ถ้ารอคอยให้ผลเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ กว่าจะรู้ว่าไม่ได้ผล ก็ต้องรอนานมาก

ถ้าเราพยายามหาตัววัด ก็จะรู้ได้ทันที ว่าทำถูกหรือผิด แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่พยายามหาตัววัด ทั้งๆที่พยายามคิดอีกเล็กน้อยก็จะได้ตัววัด แต่กลับใช้การรอคอยให้ผลออกมาเอง บางเรื่องใช้ความรู้สึกเป็นตัววัด แต่การใช้ความรู้สึกวัดนั้น หยาบเกินไป อาจมีความรู้ไม่จริง หรือกิเลสเข้ามาครอบงำ ทำให้ความรู้สึกไม่ตรงกับความจริง

ถ้าเราทำไปเรื่อยๆ โดยไม่มีตัววัด จะไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือไม่ แต่ถ้ามีตัววัด เราก็ไม่ต้องรอทำจนเสร็จ ทำไปเพียงเล็กน้อย แล้ววัดดูผลการเปลี่ยนแปลง ถ้าผลดีขึ้น ก็จะมั่นใจได้ ว่ามาถูกทาง แล้วทำวิธีนั้นซ้ำๆต่อไปได้ โดยไม่ต้องกังวลอีก อย่างเช่น ถ้าเป็นการเรียน ตัววัดคือการทดลองทำข้อสอบเก่าที่มีเฉลย แล้วจับเวลาให้เท่ากับเวลาที่ทำข้อสอบจริง แล้วมาดูเฉลยก็จะรู้ได้ทันทีว่า เวลาสอบจริง เราควรจะได้คะแนนเท่าไหร่ หรือ ถ้าจะสร้างอะไรสักอย่าง ตัววัดคือ คนอื่นที่สร้างสิ่งที่คล้ายๆกันใช้เวลานานเท่าไหร่ อย่างถ้าจะสร้างรถยนต์ บริษัทคู่แข่งใช้เวลาสร้างแค่คันละ 10 นาที แต่เราใช้เวลาสร้างคันละเป็นปี เราก็ไม่มีวันที่จะขายได้ทันเขา, หรือถ้าเราสร้างอะไรสักอยาก แล้วอยากรู้ว่าใช้ได้หรือไม่ ต้องหาเครื่องมือมาทดสอบ ไม่ใช่ทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริงไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาในสภาพแวดล้อมจริง จะแก้ไขลำบากกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งมีเครื่องมือพร้อม

การวัดบางอย่าง ต้องวัดความเปลี่ยนแปลง คือ ไม่ใช่วัดแค่ครั้งเดียว แต่ต้องวัด 2 ครั้ง คือ วัดครั้งแรก แล้วรอผ่านไปช่วงเวลาสั้นๆ จึงวัดอีกรอบ ดูว่าการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น หรือแย่ลง เช่นถ้าเป็นการรักษาโรค ตัววัดอาจเป็นการตรวจเลือด แต่การวัดว่ารักษาได้ผลหรือไม่ ต้องตรวจเลือด 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนรักษา และอีกครั้งหลังจากรักษาไปได้ไม่นาน

ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้เกิดจากการมองไปข้างหน้า แต่เกิดจากความรู้ที่สั่งสมมา

เวลาที่เราสงสัยว่า คนๆนี้เขาคิดแบบนี้ได้อย่างไร คำตอบคือ เขาคิดจากความรู้เก่าที่มีอยู่ในหัว มาประกอบกัน เหมือนเด็กอนุบาล จะเริ่มเขียน ก.ไก่ได้ ต้องมีจุด มาให้ลากเส้น จุดเหล่านั้นคือความรู้เก่าที่ผู้ใหญ่สั่งสมมา ไม่มีใครที่จะเริ่มคิดจากศูนย์แล้วได้วิธีใหม่ คนที่จะคิดวิธีใหม่ได้ ต้องนำข้อดีของวิธีเก่าๆ หลายๆข้อมารวมกัน ถ้าไม่มีข้อดี ก็นำข้อเสียมาปรับปรุงให้ดี สุดท้ายก็จะได้วิธีใหม่ เช่น ถ้าต้องการออกแบบไฟฉาย เราต้องลองใช้ไฟฉายหลายๆยี่ห้อ บางยี่ห้อไฟกว้าง บางยี่ห้อไฟแคบ พอลองใช้แล้วก็จะรู้ว่า ไฟแต่ละแบบ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และหากลองใช้ในสภาพแวดล้อมหลากหลาย ก็จะได้รู้ข้อดีข้อเสียมากขึ้น

งานใหญ่ทุกชิ้นสำเร็จได้ ด้วยการใส่ความพยายามเข้าไป


ชาวจีนคนหนึ่งชื่อ Dafa ใช้เวลา 36ปี ขุดคลองยาว 7.2 กิโลเมตร เพื่อส่งน้ำไปยังหมู่บ้าน เพียงเพราะเขาเชื่อว่า ภูเขาจะไม่ใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว แล้วในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ
อุปสรรคต่างๆมีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ก็มีทางแก้ปะปนอยู่กับอุปสรรคนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าเรายังไม่พยายามที่จะเดินเข้าไปหาปัญหา เราก็ไม่มีวันจะพบวิธีแก้ ทำให้ปัญหาคงอยู่อย่างนั้น คนที่ล้มเหลว คือคนที่ยังไม่ได้พยายามทำ เพราะเมื่อพยายามทำแล้ว จะต้องพยายามคิดแก้ปัญหา จนได้พบทางออกของปัญหาในที่สุด เมื่อเจอทางออกของปัญหาแล้ว เขาจะไม่เจออุปสรรคนั้นอีกเลยตลอดชีวิต ในขณะที่คนที่ไม่ลงมือทำก็จะต้องเจออุปสรรคนั้นไปตลอดชีวิต แน่นอนว่า คนที่พยายามทำ โดยไม่พยายามคิดแก้ปัญหา ก็จะต้องเอจอุปสรรคนั้นไปตลอดชีวิตเช่นกัน

ความพยายามหมายถึง การเดินออกจากความสะดวกสบายที่เคยมี เพื่อทดลองทำสิ่งที่ต้องการ จนล้มเหลว แล้วทดลองใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจะสำเร็จ ผู้ที่เคยทำงานใหญ่สำเร็จ รู้ดีว่า ทำอะไรก็ตาม ต้องใส่ความพยายามเข้าไปเรื่อยๆ สุดท้าย ย่อมจะได้ผลสักวัน เหมือนการไปยังจุดหมายปลายทาง อาจจะหลงบ้าง แต่ถ้าหาทางไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะต้องถึงแน่นอน ไม่มีผลอย่างอื่น แต่ถ้าท้อแท้ ถอยหลังกลับเสียก่อน นอกจากจะไปไม่ถึงปลายทางแล้ว ยังเสียเวลาช่วงขาขึ้นไปฟรีๆด้วย แต่คนส่วนใหญ่ ที่ล้มเลิกกลางคัน มักไม่ค่อยคิดถึงเรื่องเวลาที่เสียไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวในขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีว่า "ถ้าเรามีต้นทุนน้อยกว่าคนอื่น เราต้องมีความพยายามมากกว่าคนอื่น"

โทมัสเอดิสันกล่าวว่า "Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration." แปลว่าความสำเร็จได้มาด้วยหยาดเหงื่อ

จะขึ้นที่สูงได้ก็ต้องต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลก เช่นเดียวกับตัวเราต้องเอาชนะแรงต้านทานของตัวเองให้ได้ เวลาที่เราเห็นคนประสบความสำเร็จ เราอยากเป็นเหมือนเขา แต่เราไม่รู้ว่า กว่าเขาจะได้ความสำเร็จนั้นมา เขาต้องพยายามทำอย่างลำบากแค่ไหน ยิ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งต้องเจอกับความลำบาก ที่คนทั่วไปทำไม่ได้ จึงต้องใช้ความอดทนอย่างถึงที่สุด

เวลาที่เราท้อแท้ เพราะถูกคนปฎิเสธ ควรจะนึกถึงคนที่เขาเจอปัญหาเยอะกว่าเราแล้วประสบความสำเร็จมากกว่า เรา เช่น สตีฟจ็อบ ช่วงที่เขาเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆในโรงรถที่บ้าน เขาต้องโทรศัพท์ไปหาคนจำนวนมากในบริษัทต่างๆ เพื่อเสนอสินค้าของเขา แต่กลับถูกปฎิเสธหมด แต่สุดท้ายแล้วเขาก็สามารถหาทางดิ้นรนจนขายดีร่ำรวย มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ดูตัวอย่างของอเมริกาที่ใช้เวลาถึง 10 ปี เพื่อตามหาคนๆเดียวคือ บินลาเดน ต้องหมดเงินไปถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ มีทหารอเมริกันตายไปเกือบห้าพันคน มีผู้คนล้มตายนับล้านคน อเมริกาเคยคิดล้มเลิกความตั้งใจ แล้วถอนทหารออกมา แต่ในที่สุด เขาก็สามารถฆ่าบิน ลาเดิน ได้สำเร็จ จริงๆแล้วเขารู้ที่อยู่ของบิน ลาเดน ล่วงหน้ามาถึง 5 ปี แล้ว แต่เขายังใจเย็น ตรวจสอบให้แน่ใจ และปิดข่าวนี้ไว้ รู้ในคนของรัฐบาลในวงแคบๆ แม้แต่ในวันที่ส่งทหารไปฆ่าบินลาเดน ที่ชายแดนอัฟกานิสถาน เจ้าหน้าที่ของประเทศอัฟกานิสถานก็ยังไม่รู้

สาเหตุที่คนไทยทำอะไรสู้ฝรั่งไม่ได้ เพราะ ฝรั่งทุ่มเททำจริงจัง มีความอดทนสูง ส่วนคนไทยติดสบาย ผมเคยเห็นฝรั่งสร้างเรือจากเปลือกไม้ birch เขาใช้เวลาทำถึง 10 วัน โดยไม่ทำอย่างอื่นเลย พอทำใกล้เสร็จแล้ว ฝนก็ตกลงมา ทำให้เปลือกไม้งอหมด ผมเห็นแล้วก็หมดกำลังใจไม่อยากทำต่อแล้ว แต่เขากลับเห็นเป็นเรื่องปกติ พยายามซ่อมโดยหาเปลือกไม้มาซ้อนอีกชั้น จนในที่สุดก็สำเร็จเป็นเรือพาย ลอยน้ำได้

สิ่งใดที่เราสร้างขึ้นมาแล้ว คนอื่นอาจมองว่ายังทำได้ไม่ดี สู้ของคนอื่นไม่ได้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ต่อเมื่อเราทุ่มเทความพยายามลงไป สิ่งนั้นก็จะมีค่าขึ้นมาเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง สิ่งนั้นก็จะมีค่ามากในสายตาของคนทั่วไป

ความสำเร็จต้องมีความพยายามอยู่ด้วยเสมอ ไม่มีทางลัด แต่ความพยายามเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เป็นตัวบอกความสำเร็จ เพราะยังมีปัจจัยอื่นด้วย

อย่าดีเกินไป พยายามหาทางซิกแซก

กฎเกณฑ์ในสังคม มักจะตั้งขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกโง่และงอมืองอเท้า ไม่ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม และไม่เคยทำจริง ไม่รู้อะไรก็อาศัยลอกฝรั่งอย่างเดียว บางทีฝรั่งก็ศึกษามาผิด แล้วคนเหล่านี้ก็นำมาแปลความหมายผิดอีก เราจึงเห็นกฎเพี้ยนๆเต็มไปหมด ถ้าเราทำตามกฎ เราก็จะกลายเป็นคนโง่เหมือนคนที่ตั้งกฎ แล้วกฎเกณฑ์ก็จะทำให้เราไม่แตกต่างจากคนอื่นในสังคม ถ้าเราอยากเหนือกว่าคนอื่น เราก็ต้องทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ นั่นคือต้องรู้จักหลบหลีกกฎเกณฑ์เหล่านี้ อะไรที่เป็นไปได้แล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ถือว่าใช้ได้

คนรวยมีนิสัยแตกต่างจากคนทั่วไปบางเรื่อง เรื่องหนึ่งคือ คนรวยหลบเลี่ยงเก่ง ถ้าเจอถนนเส้นที่รถติด คนรวยจะเลี่ยงไปเส้นที่รถไม่ติด ทำให้เขาไปถึงเป้าหมายเร็วกว่าคนอื่น

เมื่อทดลองทำแล้ว จะรู้หนทางซิกแซกเอง ถ้ายังไม่เคยทำจะยังไม่รู้ การหลบเลี่ยงต้องอาศัยประสบการณ์ การทำหลายๆเรื่อง อาจจะได้พบทางหลบเลี่ยงจากเรื่องหนึ่ง เพื่อมาใช้กับอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น เรื่องการส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ผู้ให้บริการรายหนึ่งบอกผมว่า การส่งทางไปรษณีย์ ลูกค้ามักจะส่งเอกสารมาผิดเป็นประจำ บางทีลืมเซ็นชื่อบ้าง การขอให้ลูกค้าส่งใหม่ ทำได้ลำบาก และส่งใหม่ก็มักจะผิดอีก เมื่อรู้จุดโหว่เช่นนี้แล้ว เวลาผมมีเอกสารบริษัทที่จำเป็นที่ต้องส่งให้ผู้ให้บริการรายอื่น ถึงแม้ว่าจะเป็นเอกสารที่ไม่ค่อยจะถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของผู้ให้บริการ รายนั้น เช่น หมดอายุแล้ว แต่หากตรวจสอบไม่ละเอียดก็จะไม่พบ ผมก็จะส่งไปแล้วอาศัยจังหวะชุลมุน เรื่องก็จะผ่านมาได้ง่าย

ถ้าไม่ชำนาญอย่ารีบ เริ่มต้นช้าๆ แล้วปลายทางจะไปได้เร็ว

ขั้นตอนการลงมือทำมี 2 ขั้นคือ ขั้นเริ่มต้นยังไม่ชำนาญต้องเริ่มช้าๆ อาจต้องหยุด และตรวจสอบจนกว่าจะแน่ใจ ขั้นต่อมาพอแน่ใจแล้วจึงค่อยรีบทำได้ ถ้ารีบทำทั้งๆที่ยังไม่ชำนาญอาจเดินทางผิดหลงไปไกล เช่น ขับรถไปในสถานที่ไม่คุ้นเคย ควรถามทาง หรือค่อยๆขับดูป้าย ดีกว่าขับเร็วแล้วเลยไป ต้องเสียเวลาย้อนกลับมาอีก สถานที่ที่อยากจะไปก็อาจจะไปถึงไม่ัทัน ใครที่เคยใช้สว่านเจาะกำแพงจะรู้ว่าต้องมี 2 ขั้นตอน ขั้นแรกเจาะช้าๆเพื่อให้ตรงร่องเสียก่อน แล้วขั้นที่สองจึงค่อยเจาะเร็ว ถ้าเจาะเร็วรวดเดียวอาจจะลื่นไถลไปแนวอื่น

การเริ่มต้นทำช้าๆนั้น พอมีปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ง่าย แต่ถ้าทำจนใหญ่โต มีคนมาเกี่่ยวข้องเยอะ พอจะแก้ไขอะไรก็ลำบาก มักจะกระทบคนนั้นคนนี้ เช่น ถนนที่มีรถวิ่งน้อย เราสามารถจะปิดถนนซ่อมได้ทั้งวัน ค่อยๆทำไปจนรู้ว่าถนนเสียเพราะอะไร และจะป้องกันอย่างไร แต่ในทางกลับกัน ถ้าถนนมีรถวิ่งมาก เราอาจจะทำได้เฉพาะตอนกลางคืน ต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนเช้า ความรีบทำให้เราไม่มีเวลาได้เรียนรู้อะไรมากนัก

งานที่เน้นปริมาณ ต้องทำซ้ำหลายๆรอบ อย่าทำซ้ำในครั้งแรก ให้ทำแบบแรกให้เสร็จก่อน แล้วรอดูผล ถ้าใช้แล้วไม่มีปัญหา จึงค่อยทำซ้ำ

ทุกอย่างเป็นไปได้ เมื่อสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

เรื่องที่คนทั่วไปเห็นว่า เสี่ยงอันตรายที่สุด อย่างเช่น การปีนเขา ถ้าเรารู้จักจัดการกับความเสี่ยง รู้จักหลีกเลี่ยงความผิดพลาด เราก็จะสามารถทำเรื่องนั้นได้โดยไม่มีอันตรายเลย

วิธีจัดการกับความเสี่ยงคือ คิดหาทางออกไว้หลายๆทาง ถ้าพลาดวิธีนี้แล้ว จะได้มีวิธีอื่นไว้รองรับ

กฎของสังคมมนุษย์คือ เราสามารถจะทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีแค่ไหนก็ได้ ตราบที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ถึงเราจะแอบเสพยาเสพติดอยู่คนเดียวที่บ้านทั้งวัน ก็จะไม่โดนตำรวจจับ แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นข่าวออกหน้าหนังสือพิมพ์ ก็จะต้องถูกหน่วยงานของรัฐ เรียกไปบำบัด เพราะถ้าปล่อยไว้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่คนอื่น หรือ ถ้าเราเป็นคนขายยาเสพติด ก็จะต้องโดนตำรวจจับ เพราะทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ยังมีใครรู้ แต่ถ้ามีคนเดือดร้อน สักวันหนึ่งก็จะถูกสืบสาวหาจนพบต้นตอ

ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเดือดร้อน การทำตัวผิดแปลกจากคนอื่นในสังคม จะโดนจับตามอง ทำให้ทำอะไรขยับไปไหนก็ไม่สะดวก ดังนั้น การทำตัวให้กลมกลืนกับคนอื่นในสังคม ไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเวลาที่ต้องอยุ่ร่วมกับคนอื่นในสังคม

ถ้าไม่อยากติดขัดกลางทางก็ต้องเตรียมพร้อม ถ้าไม่อยากแก้ปัญหาที่จะตามมาในอนาคต ก็ต้องคิดถึงปัญหานั้นไว้ล่วงหน้า แล้วหาทางป้องกันไว้
อย่าพูดคำว่า "ไม่สามารถ" สาเหตุสิ่งที่ต้องการยังไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะยังไม่ได้ลงมือทำ แต่เป็นเพราะ ไม่กล้าทำ จึงไม่ได้เริ่มเสียที ถ้ารู้ว่าทำได้ ไม่จำเป็นคิดหาเหตุผลอื่นๆให้เสียเวลา ถึงแม้ว่าจะต้องเหนื่อยขึ้น ถึงแม้จะไม่เคยมีใครทำก็ตาม  ถึงแม้ว่าจะต้่องเสี่ยง แต่ถ้ามีวิธีป้องกันความผิดพลาดและภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ก็ลงมือทำได้เลย ถึงแม้ว่าจะต้องแหกกฎ เราต้องเข้าใจว่ากฎมีไว้เพื่อควมคุมคนหมู่มาก เพราะคนหมู่มากทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้มาก แต่ถ้าเราไปคนเดียวอาจจะแหกกฎได้เพราะคนๆเดียวไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบ อะไรมาก ถึงแม้จะเกิดผลกระทบกับสิ่งต่างๆบ้าง ตราบใดที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็สามารถลงมือทำได้

แต่ถ้าเรื่องใดที่ต้องเสี่ยงโดยไม่มีอะไรมารองรับเมื่อผิดพลาด หรือทำไปแล้วต้องไปกระทบกับชีวิตความกินดีอยู่ดีของผู้อื่นแล้ว จงหาวิธีอื่น

อย่าเชื่อคนที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ โดยที่เขาไม่เคยลงมือทำมาก่อน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เป็นไปไม่ได้ แต่อยู่ที่เรายังทำมันไม่ดีพอ เช่น ในช่วงปี คศ. 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่โน๊ตบุ๊คกำลังขายดี ผมจึงเกิดความคิดว่า ต่าจะมีหน้าจออย่างเดียว ไม่ต้องมีคีย์บอร์ดให้เกะกะ คนทั่วไปก็คงคิดแบบเดียวกับผม แต่พอคิดได้ว่าน้ำหนักของเครื่องจริงๆแล้วอยู่ที่แบตเตอรี่ จึงเลิกคิด  ต่อมาอีก 2-3 ปี บริษัทแอ๊ปเปิ้ล นำโดยสตีฟ จ๊อบ ก็ผลิตเครื่องแทบเบล็ต (tablet) ชื่อ ipad ที่ไม่มีคีย์บอร์ด ออกมาวางขายจริงๆ มีน้ำหนักแบา ปรากฎว่า ขายดีมาก ดังไปทั่วโลก แม้แต่โรงเรียนในหลายๆประเทศอย่างอินเดียและไทย ถึงกับตั้งโครงการแจกแท็บเบล็ตให้เด็กนักเรียนทั่วประเทศเลยทีเดียว จะเห็นว่าถ้าเราทำมันดีพอ คนก็จะตอบรับ

อุปสรรคขัดขวางความเจริญของโลกใบนี้ คือความคิดที่ว่า "เป็นไปไม่ได้" คนส่วนใหญ่จึงเป็นได้แค่ผู้ตาม หรือความคิดที่ว่า "ใครๆก็รู้" ก็เป็นอุปสรรคกีดขวางความเจริญเช่นกัน เพราะ ในโลกใบนี้ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่น โคลัมบัส ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แค่ล่องเรือไปพบทวีปใหม่เท่านั้น ใครๆก็ทำได้ วันหนึ่งในงานเลี้ยงกษัตริย์สเปน มีเสนาบดีพูดเรื่องนี้อีก เขาก็หยิบไข่ต้มขึ้นมาหนึ่งใบ แล้วบอกให้ตั้งไม่ให้ล้ม ไม่มีใครตั้งได้ เขาหยิบไข่ขึ้นมาทุบที่ปลายทำให้ไข่ตั้งได้ พวกนั้นบอกว่า "ใครๆ ก็ทำได้" เขาบอกว่า "แล้วทำไมไม่ทำ" ถึงแม้ว่าความสำเร็จต้องประกอบด้วย 2 อย่างคือ ความคิด และ ลงมือทำ แต่หัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จ คือการลงมือทำ เหมือนที่โคลัมบัสตื่นขึ้นมาล่องเรือออกจากแผ่นดิน ถ้าไม่ลงมือทำก็ไม่มีวันสำเร็จ

อย่าสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้า

ปัญหาเล็กๆน้อยๆที่ไม่ได้สร้างความเสียหายไม่ควรเก็บมาคิด เรื่องที่ต้องคิดคือเรื่องที่ทำให้เกิดความสูญเสียมากๆ หรือเรื่องที่แก้ไขไม่ได้เท่านั้น เช่น ท่านไปเช่าบ้านคนอื่นเพื่อเปิดร้านขายของ แต่กลับไปติดกับคำท้วงติงของคนรอบตัวว่าไม่ควรไปสร้างอะไรเพิ่มเติม เพราะเป็นบ้านคนอื่น ไม่ใช่บ้านของเราเอง ผลคือกิจการงานของท่านไม่ก้าวหน้าเพราะติดขัดเรื่องอุปกรณ์อำนวยความ สะดวกในบ้าน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเลิกคิดถึงเรื่องนี้แล้วเปลี่ยนมาตกแต่งบ้านให้ดี ท่านจะใช้บ้านนี้เพื่อหาเงินได้เต็มที่  จนมีรายได้มากขึ้น มีเงินเก็บไปซื้อบ้านหลังใหม่ของตนเอง เรื่องใหญ่จริงๆที่ต้องคิดคือ คือ ถ้าตกแต่งเสร็จแล้วเจ้าของบ้านจะไล่ จะทำอย่างไร ท่านจำเป็นต้องหาวิธีป้องกันไว้เช่น ทำสัญญาระยะยาวอย่างรัดกุม และ สืบประวัติเจ้าของบ้านและผู้อาศัยคนก่อน

ปัญหาเล็กๆน้อยๆที่สามารถให้คนอื่นทำแทนได้ จงมอบให้คนอื่นทำ

ปัญหาจะใหญ่หรือเล็ก อยู่ที่มุมมอง ถ้าเราอยู่ใต้หลังคา เราก็จะมองว่าหลังคาสูง ปีนลำบาก แต่ถ้าเรายืนมองหลังคาบ้านคนอื่น ซึ่งอยู่ต่ำกว่า เราก็จะเห็นว่า หลังคาเตี้ย ปีนไม่ยาก

จงเคยชินกับการความล้มเหลวในครั้งแรก และปัญหามากมายที่ตามมา ถ้าทำอะไรแล้วไม่เจอปัญหา ถือว่าผิดธรรมชาติ

อุปสรรคมีอยู่ตามธรรมชาติ คนที่เริ่มทำอะไรครั้งแรกจึงมักไม่สำเร็จ เพราะยังไม่เคยเจออุปสรรค พอเจออุปสรรคจึงต้องหยุด คนประสบความสำเร็จต้องเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขอุปสรรค ด้วยการเรียนรู้จากคนอื่น และทดลองทำจริง

คนที่ล้มเหลว คือคนที่มองว่า ความล้มเหลวกับความสำเร็จ อยู่ตรงข้ามกัน แต่คนที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่มองว่า ความล้มเหลวกับความสำเร็จอยู่คู่กัน ยิ่งล้มเหลวมาก ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมาก

คนที่อ่อนประสบการณ์ มักจะมองว่าทำอะไรต้องราบรื่น ทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว พอเจอปัญหา พวกเขาจึงถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แล้วเลิกทำ เพราะพวกเขาไม่รู้ความจริงตามธรรมชาติว่า ปัญหาเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ (to err is human) ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องเจอปัญหาตามมามากมาย เพราะ ชีวิตจริงเป็นเช่นนี้ (such is life) ธรรมชาติไม่สมบูรณ์แบบ ธรรมชาติให้เรามาเพียงบางส่วน เช่น ให้อากาศหายใจ ให้น้ำ แค่นั้น แต่ยังให้มาไม่ครบ แถมสิ่งที่ธรรมชาติให้มาไม่ครบ ก็ยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก ไม่ได้รวมกันอยู่ใกล้ๆตัวเรา บางอย่างที่ให้มาก็ไม่สมบูรณ์แบบ เช่น ผืนดินที่ขรุขระ เดินลำบาก  นอกจากนี้สิ่งทั้งหลายในโลกยังไม่แน่นอน บางวันเราอาจจะเจอปัญหารุมเข้ามาหลายเรื่อง บางวันเราอาจจะไม่เจอปัญหาเลย บางทีกำลังทำอยู่ดีๆ นาทีต่อมาก็พังเสียแล้ว

คนที่มีประสบการณ์ เวลาทำอะไร มักจะมองว่าไม่สำเร็จในครั้งแรกครั้งเดียว ต้องทำซ้ำๆอีกหลายครั้ง จึงจะสำเร็จ ถ้าเรื่องไหนทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว เขากลับรู้สึกว่าผิดปกติ

คนที่มองปัญหาเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอ จะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องไหนยิ่งมีปัญหามาก จึงยิ่งมีคนทำน้อย คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่แก้ปัญหาได้

หรือพูดอีกแง่หนึ่งได้ว่า เมื่อรู้แล้วว่าทำอะไรมักจะไม่สำเร็จในครั้งแรกเพียงครั้งเดียว ดังนั้น ไม่ว่าจะเริ่มทำอะไร ควรเผื่อเวลาสำหรับความผิดพลาดไว้ด้วย นั่นคือ ควรเริ่มทำแต่เนิ่นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่านึกอะไรได้แล้วต้องทำทันที ควรรู้จักทำในเวลาที่เหมาะสม และ รู้จักเรียงลำดับความสำคัญด้วย

ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะทำสำเร็จได้ในครั้งแรกเสมอ ผู้ที่ประสบความสำเร็จชีวิตทุกคน ล้วนมองว่า ตราบใดที่เรายังไม่ล้มเลิกความพยายาม ปัญหาก็ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่แสดงว่าเราใกล้จะพบทางสู่ความสำเร็จแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่าวิธีไหนไม่ดี ต่อไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำวิธีนั้นอีก เช่น คำกล่าวของเอดิสันว่า "I have not failed. I've just found 10,000 ways that won't work." หรือคำกล่าวของนักปีนเขาชื่อดัง Ed Viesturs ที่ว่า "if you goof up, it's in the right direction." (ถ้าทำผิดพลาด นั่นคือมาถูกทางแล้ว) หรือ แจ๊คหม่า ผู้ที่รวยที่สุดในจีน จากการก่อตั้งอะลีบาบา มีกฎข้อแรกว่า "จงเคยชินกับการถูกปฎิเสธ" หรือดูตัวอย่างผู้พันแซนเดอร์สผู้ก่อตั้ง KFC ซึ่งล้มเหลวมาตลอดชีวิต จนกระทั่งอายุ 65 เขาจึงเริ่มออกเดินทางทอดไก่เพื่อเสนอขายสินค้า แต่ยังถูกปฎิเสธถึง 1009 ครั้งกว่าจะเจอคนที่ตอบว่า yes ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราทำพลาด ทำให้ต้องเหนื่อยฟรีหรือต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่าคิดว่าเสีย แต่ควรคิดว่า เราได้รู้วิธีที่ไม่ถูกต้อง วันหลังจะได้ไม่ทำเช่นนี้อีก

แน่นอนวา ถ้าไม่อยากเจอปัญหา ต้องหาผู้มีประสบการณ์มาสอน แต่ถ้าไม่มี ต้องลุยเอง ก็จะต้องเจอปัญหาแน่นอน แต่สุดท้ายแล้ว เราก็จะพบว่า ถ้ายังไม่ตาย เราก็ยังเริ่มต้นทำใหม่ได้

การไปถึงจุดหมาย ไม่ได้มีแค่วิธีเดียว (there's no single answer, but there are ways to stay safe.) ปัญหาช่วยให้เราพบหนทางป้องกัน ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ถ้าเราเจอปัญหาแล้ว ถือว่าโชคดี เพราะ เราจะได้หาเวลาว่างหาทางป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก ต่อไปเราจะได้มีชีวิตที่สุขสบาย ไม่ต้องคอยระแวงว่าปัญหาจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

องค์การนาซ่า เป็นตัวอย่างที่ดี ของความพยายาม เอาชนะความล้มเหลวในช่วงเริ่มต้น เช่น พยายามใช้ผ้าเคลือบกันน้ำมาทำบอลลูน ที่ใช้บนความสูงมากๆได้ แต่บอลลูนที่สร้างลูกแรกๆก็ตกไปหลายลูก, หรือพยายามคิดค้นวิธีส่งยานอวกาศ ไปลงจอดบนดาวอังคาร ก็ตกลงไปกระแทกพื้นพังจนใช้งานไม่ได้ทุกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายาม จนในที่สุดก็สามารถทำสำเร็จ

คนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ ทำครั้งแรกล้มเหลว แล้วไม่พยายามเป็นครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่จะทำครั้งที่สองได้ถูกต้อง และการทำครั้งที่สองยังทำได้เร็วอีกด้วย เพราะเคยทำครั้งแรกมาแล้วจึงรู้แล้วว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

ปัญหาที่แก้ยาก ควรทิ้งไว้ แล้วเดินหน้าต่อไป แล้วค่อยย้อนกลับมาแก้ไขทีหลัง

การแก้ปัญหาที่แก้ยาก จะต้องใช้เวลามาก อาจต้องจมปลักอยู่กับที่ หรือแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าปัญหานั้นทิ้งได้ ไม่เดือดร้อนใคร ก็ควรจะทิ้งไว้ก่อน แล้วเดินหน้าต่อไป ก็จะมีความพร้อมมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น สามารถกลับมาแก้ไขปัญหาเดิมได้ง่ายขึ้น เหมือน พระเจ้าตากสิน ที่ทิ้งกรุงศรีอยุธยา แล้วกลับมากู้กรุงคืนในภายหลัง

กาลเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสรรพสิ่งได้ เมื่อเวลาผ่านไป จะมีพัฒนาการใหม่ๆเกิดขึ้น ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆมาแก้ปัญหาเดิมที่แก้ไม่ได้ กาลเวลาสามารถทำให้ ผู้ชนะกลายเป็นผู้แพ้ และผู้แพ้กลายเป็นผู้ชนะ มีตัวอย่างของ โทรศัพท์มือถือในเมืองไทย ซึ่งครั้งหนึ่ง เอไอเอสเคยยิ่งใหญ่เพราะมีคลื่น 900mhz อยู่ในมือ เป็นคลื่นที่ทะลุทะลวงไปได้ไกล ทำให้คนต่างจังหวัดใช้กันมาก ส่วนทรูเป็นแค่โทรศัพท์มือถือรายเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครใช้ เพราะหาคลื่นตามต่างจังหวัดไม่ค่อยเจอ ต่อมาหลังจากประมูลคลื่นใหม่ในปี 2559 บริษัททรูซึ่งมีเงินทุนหนากว่า สามารถประมูลคลื่น 900mhz ได้สำเร็จ แถมยังมีคลื่นความถี่อยู่ในมือมากที่สุดในประเทศไทย ทำให้ผู้ใช้เอไอเอส ย้ายมาอยู่กับทรูเป็นจำนวนมาก

ทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนได้

ทำครั้งแรก ไม่มีทางทำได้ดี เพราะยังรู้ไม่หมด ยกเว้นจะทำอยู่เป็นประจำ ถึงแม้จะทำอยู่เป็นประจำ ก็ยังมีโอกาสเจอทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าในอนาคต

การทำอะไรจึงต้องเผื่อให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ในภายหลัง เช่น เวลาสร้างบ้าน ไม่ควรจะทำฝ้าเพดานแบบตอกตะปูยึดติดตาย แต่ควรจะทำแบบถอดได้ เผื่อวันหลังจะมีเรื่องที่ไม่คาดฝันต้องทำเพิ่ม เช่น ต้องเดินสายไฟเพิ่ม หรือ ใส่ฉนวนกันความร้อน

โลกนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งใดที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ จะทำให้ชีวิตล้าหลังและเสื่อมถอย

มีภูมิคุ้มกันต่อคนอื่น อย่าเลียนแบบใคร ถ้าผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน จงทำวิธีไหนก็ได้ที่ตนเองถนัด และ ทำตามกำลังของตนเอง

การทำอะไร ควรดูรากเหง้าของตัวเอง เพราะ แต่ละคนมีพื้นฐานความรู้มาไม่เหมือนกัน ถ้าเราไปเลียนแบบคนอื่น นั่นคือเรามองเขาที่ปลายเหตุ โดยที่ไม่รู้ว่า เขาเริ่มต้นมาอย่างไร มีพื้นฐานอะไร ถึงกลายมาเป็นแบบนั้น  ถ้าเราไปทำตามเขา แต่ไม่มีพื้นฐานเหมือนเขา เราจะทำได้ช้า แล้วก็จะทำได้ไม่ดี  สุดท้ายต้องเสียเวลาไปเริ่มหาพื้นฐานมาใหม่ เหมือนนิทานเรื่องแม่วัวกับอึ่งอ่าง ที่อึ่งอ่างพยายามพองตัวให้เท่าแม่วัว จนตัวแตกตาย แต่ถ้าเราทำตามที่ตนเองถนัด เราจะทำได้เร็วโดยไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่

คนในสังคม เต็มไปด้วยอวิชชาคือความไม่รู้ แถมหลายคนยังมีความคิดบกพร่อง อันเนื่องมาจากการเลี้ยงดูหรือสังคม เราจึงไม่ควรเลียนแบบใคร หรือเชื่อความคิดของใครง่ายจนเกินไป เพราะ การทำตามคนอื่น อาจจะทำผิดให้เราทำผิดได้ เพราะความคิดของเขาอาจดูพื้นๆเหมือนดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงพบว่าคิดผิด

การเลียนแบบโดยที่รู้ไม่จริง และไม่ปรึกษาผู้รู้จริง จะสร้างปัญหาตามมามากมาย เหมือนรัฐบาลอาร์เจนตินาในอดีต ที่ส่งนำตัวบีเวอร์มาปล่อยในป่า เพื่อส่งเสริมการค้าหนังบีเวอร์ ให้เหมือนในแคนาดา แต่เนื่องจากอาร์เจนตินาไม่มีสัตว์นักล่าตามธรรมชาติเหมือนแคนาดา บีเวอร์จึงแพร่พันธุ์มากมาย

แต่ละคนมีเหตุผลต่างกัน เช่น อย่าง google ซึ่งเป็น search engine ใช้เครื่องราคาถูก ถึงเครื่องเสียบ่อยก็ไม่เป็นไร เพราะข้อมูลไม่สำคัญ แต่ถ้าข้อมูลสำคัญ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่เชื่อถือได้มากขึ้น

ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไร ค่อยไปดูต้วอย่างจากสิ่งที่คนอื่นเคยทำไว้แล้ว

เรื่องที่มีคนทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าเราทำตามก็จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นกว่าการเริ่มคิดใหม่จากศูนย์ ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนหมู่มาก มักจะมีมาตรฐานอยู่  อย่างเช่น การวัด ก็มีคนกำหนดมาตรฐานไว้แล้ว เป็นเมตร และนิ้ว

เมื่อเริ่มต้นใหม่ เราอาจจะต้องทำเหมือนที่คนอื่นเคยทำไปก่อน ต่อเมื่อชำนาญแล้ว พบว่าสิ่งที่คนอื่นเคยทำไว้ยังไม่ดีพอ ทำตามแล้วยังเกิดปัญหา จึงค่อยปรับเปลี่ยนต่อไป

ทำให้มีก่อน แล้วค่อยทำให้ดีทีหลัง สร้างโครงให้เสร็จก่อน แล้วค่อยทำรายละเอียดปลีกย่อยทีหลัง

ผู้ที่มีประสบการณ์จะรู้ดีว่า การสร้างอะไรก็ตาม ควรทำแบบหยาบที่สุด มีตัวเลือกน้อยที่สุด เพื่อให้ใช้งานได้ก่อน แล้วค่อยขยับขยาย จัดระเบียบ ทำให้กะทัดรัด หรือ ทำให้สวยงามทีหลัง ถ้ามัวแต่ทำให้ดี ทำให้ใหญ่โต ทำให้สวยงาม ทำให้เปลี่ยนอะหลั่ยง่าย หรือทำให้ตั้งค่าได้ จะทำให้มีส่วนประกอบมากขึ้น จะเสียเวลามากขึ้น จนทำไม่เสร็จเสียที เพราะ
ถ้าเราแบบง่ายๆเพื่อที่จะทำให้เสร็จพอใช้งานได้ก่อน มักจะใช้เวลาไม่นาน เมื่อใช้งานได้แล้ว กระบวนการจัดระเบียบซึ่งเป็นงานด้านวิศวกรรม จึงค่อยตามมา
ขั้นตอนการสร้างมีดังนี้
  1. ทำให้เสร็จ
  2. ทำให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการซ่อม
  3. จัดระเบียบ เช่น ทำให้ถอดเปลี่ยนอะหลั่ยง่ายเผื่อเวลาเสียแล้วจะได้ซ่อมแซมง่าย ทำให้สวยงาม ทำให้กะทัดรัด ประหยัดพลังงานและทรัพยากร
  4. เพิ่มความหลากหลาย ทำให้รองรับผู้ใช้หลากหลายขึ้น เช่น ถ้าเขียนโปรแกรมก็อาจจะเพิ่มภาษาอื่น หรือถ้าสร้างบ้านก็อาจจะเริ่มทำห้องสำหรับเด็ก
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ขั้นตอนเหล่านี้ โดยเฉพาะพวกที่เรียนมามาก มักจะทำงานใหญ่ไม่สำเร็จ เพราะ ชอบเริ่มต้นจากรายละเอียดปลีกย่อย เริ่มทำขั้นตอนสุดท้ายก่อน ต่างจากคนที่ไม่มีความรู้ ที่มักจะทำขั้นแรกก่อน เราจึงเห็นได้ว่า คนที่เรียนมาน้อย มักจะเป็นเจ้าของกิจการ ส่วนคนที่เรียนมามาก มักจะเป็นลูกจ้าง เช่น การสร้างบ้าน ถ้าอยากจะสร้างให้ดีๆจะได้อยู่ไปนานๆ ปรากฎว่าไม่ได้สร้างหรือสร้างไม่เสร็จเสียที เพราะว่าเงินและกำลังไม่พอ เราจึงควรเริ่มจากสร้างหลังเล็กๆให้พออยู่ได้ก่อน แล้วค่อยๆขยับขยายไป

คนที่ทำภาพรวมเสร็จ คือคนที่ไม่กลัวทำผิดพลาด เมื่อภาพรวมเสร็จแล้ว จึงค่อยมาแก้ไขรายละเอียดปลีกย่อยให้ถูกต้อง อย่างเช่น คนเขียนหนังสือบางคน พอจะเริ่มเขียน ก็กลัวว่าจะเขียนผิด จึงเขียนไม่ออกเสียที คนที่เขียนหนังสือจบ คือคนที่เขียนไปเรื่อยๆจากประสบการณ์ที่เจอ ถูกหรือผิดรอเจอประสบกาณ์มากขึ้นจะรู้เอง แล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง

ถ้าคิดจะสร้างรถสักคัน คนที่ขาดประสบการณ์ จะไปเลียนแบบรถยนต์ที่วางขายอยู่ในท้องตลาด ทำให้ทำไม่เสร็จเสียที เพราะว่า อะหลั่ยแต่ละชิ้นต้องใช้เงินลงทุนผลิตแม่พิมพ์ ต้องขันน็อตถอดประกอบง่าย ส่วนคนที่ประสบการณ์ จะเริ่มจากหาอะหลั่ยที่พอจะหาได้ เช่น ไม้บ้าง เศษเหล็กที่พอจะหาได้นำมาอ๊อกติดกัน ไม่ต้องขันน็อตให้สวยงาม ใช้เวลาไม่นานเราก็จะทำเสร็จเป็นรถขึ้นมา ทำเสร็จแล้วค่อยมาดัดแปลงอะหลั่ยแต่ละชิ้นให้แข็งแรง สวยงาม หรือถอดเปลี่ยนได้ ข้อควรระวังก็คือ หากยังทำได้ไม่แข็งแรง ไม่ควรจะนำไปให้คนอื่นใช้  เพราะถ้าเขาใช้แล้วมีปัญหา ปัญหานั้นจะมาตกอยู่กับเรา ทำให้ต้องเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาให้เขา จนไม่มีเวลาเหลือพอที่จะเริ่มทำอะไรใหม่ๆ

หรือถ้าจะเขียนโปรแกรมสักตัว ควรจะเขียน hard code สั้นๆรวกๆให้พอใช้งานได้จริงในเรื่องที่ต้องการก่อน ไม่จำเป็นต้องให้ฉลาดมากนัก แล้ววันหลังค่อยมาทำให้ฉลาดขึ้น มีตัวเลือกมากขึ้น และทยอยเปลี่ยนจาก hard code ไปใส่ใน configuration ให้คนใช้ตั้งค่าได้ ถ้ามัวแต่สร้าง function สร้าง configuration ก็จะทำไม่เสร็จเสียที เพราะว่ามัวแต่ยุ่งกับรายละเอียดปลีกย่อยจนหมดแรงเสียก่อน

ถ้ามัวแต่จัดระเบียบตั้งแต่แรก พอทำไปเรื่อยๆ ความหลากหลายเริ่มมากขึ้น เราอาจพบว่า สิ่งที่เราเคยจัดระเบียบไว้ ใช้ไม่ได้ เพราะ ไม่ครอบคลุมกับความหลากหลายที่มากขึ้น ทำให้การจัดระเบียบครั้งแรกเท่ากับเสียเปล่า แต่ถ้าเราทำให้เสร็จจนหมดแล้ว เราจะเห็นความหลากหลายทั้งหมด ทำให้การจัดระเบียบเพียงครั้งเดียว ครอบคลุมทุกรายละเอียด

รายละเอียดปลีกย่อย ถ้านึกได้ให้จดไว้ก่อน แล้วค่อยทำหลังจากที่ภาพรวมเสร็จแล้ว

ถ้ากำลังทำภาพรวม แล้วติดตรงไหน  ให้ข้ามไปก่อน รอให้เสร็จเกือบหมดแล้ว ค่อยกลับมาแก้ปัญหาตรงนั้น เพราะ ถ้ามัวแต่แก้ปัญหากลางทาง จะเกิดความกังวลว่ายังมีงานอื่นเหลืออีกมาก ทำให้คิดแก้ปัญหาไม่ค่อยออก แต่พอใกล้เสร็จแล้วกลับมาแก้ไขจุดที่ติดปัญหา จะสบายใจ พอสบายใจแล้วก็สามารถแก้ปัญหาที่เหลืออยู่ได้ง่าย

เมื่อทำภาพรวมเสร็จหมดแล้ว ใช้งานได้แล้ว ก็จะเห็นภาพรวม พอสร้างใหม่หรือทำให้ดีก็จะง่าย และ พอใช้งานไปได้สักพัก ก็จะรู้ว่ามีจุดบกพร่องอะไร ตรงไหนที่พิสูจน์ด้วยกาลเวลาแล้วว่าใช้ได้ผล พอสร้างใหม่อีกรอบ ก็จะสร้างสิ่งนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ถ้าจะทำอะไรให้ดี ต้องทำซ้ำหลายๆรอบ

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ตั้งแต่เรียนหนังสือ เขียนหนังสือ เขียนโปรแกรม จนถึงสร้างรถยนต์ ทำครั้งแรกจะยังไม่ดี เพราะ ต้องใช้ความคิดไปกับการทำให้เสร็จ ทำให้คิดได้ไม่รอบคอบ พอทำเสร็จแล้ว กลับมาตรวจทานใหม่อีกรอบ ก็จะพบจุดบกพร่อง พอแก้ไขจุดที่บกพร่องแล้ว สิ่งนั้นจึงจะเริ่มดีขึ้น ถึงแม้ว่าการแก้ไขจุดเล็กๆจะไม่ใช่เรื่องยากเหมือนการทำให้เสร็จ แต่เป็นเรื่องที่เสียเวลามาก เพราะสิ่งใหญ่ๆประกอบด้วยส่วนเล็กๆจำนวนมากมารวมกัน การทำจุดเล็กๆแต่ละจุดให้ดี ต้องผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่าใช้ได้จริงในสภาพแวดล้อมต่างๆ ยกตัวอย่าง รถยนต์ แค่ต่อมลูกหมากตัวเดียว ก็ต้องทดสอบทั้งลุยน้ำ ลุยทราย ลุยโคลน วิ่งทางไกล วิ่งทางขรุขระ เมื่อเจอปัญหาแล้วก็ต้องนำมาแก้ไขปรับปรุง ไม่ให้มีปัญหา คนที่ทดสอบไม่ครบ หรืออุทิศเวลาให้กับเรื่องเล็กๆไม่พอ เวลาเจอสภาพแวดล้อมเหล่านั้น ก็จะพังใช้การไม่ได้

การเรียนหนังสือก็เช่นกัน อ่านจบรอบแรกมักจะจำไม่ได้หมด พออ่านรอบที่สอง จะเริ่มทำความเข้าใจในรายละเอียดย่อยๆ จึงเริ่มจำได้ คนที่เรียนเก่งจึงต้องอ่านหนังสือหลายรอบ

ทำให้เสร็จทีละอย่าง มิฉะนั้นจะทำไม่เสร็จเลยสักอย่าง

มนุษย์สามารถทำงานได้ดีที่สุด เมื่อทำทีละอย่าง เพราะ การทำอย่างเดียวจะมีสมาธิดีที่สุด มนุษย์ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้หรือทำได้ก็ไม่ดี แต่ระหว่างที่เรากำลังทำอะไรสักอย่าง มักจะนึกขึ้นมาได้ว่า มีอีกอย่างที่ต้องทำ เพราะว่าไม่มีอะไรพร้อมสมบูรณ์ คนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปทำอีกอย่าง โดยที่ของเดิมยังทำไม่เสร็จ ของเดิมก็จะค้างอยู่อย่างนั้น ของใหม่ต้องมาเริ่มศึกษาใหม่ พอทำของใหม่ไปได้สักพัก ของเดิมมีปัญหา ต้องเปลี่ยนกลับมาทำของเดิมอีก แต่จะลืมไปแล้วว่าทำอย่างไร ทำถึงไหน ต้องมาเริ่มต้นศึกษาใหม่อีก เช่น เครื่องมืออาจเก็บไปหมดแล้ว ต้องรื้อออกมาใหม่ แต่ถ้ายังไม่เก็บเครื่องมือ เครื่องมือที่ทำค้างอยู่ก็จะวางเกะกะ

ธรรมชาติของโลกใบนี้ หาความแน่นอนไม่ได้ บางทีเราก็มีเรื่องประดังเข้ามาให้ทำหลายเรื่องพร้อมกัน บางทีก็ไม่มีเรื่องอะไรมากวนใจเลย แต่ข้อจำกัดของมนุษย์คือ ทำได้ทีละอย่าง ถ้าทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน จะผิดพลาดได้ง่าย แม้แต่งานง่ายๆ อย่างการยกของ ถ้าเรายกจานด้วยมือทั้งสองข้าง ข้างละใบ แรกๆอาจจะไม่เจอปัญหาอะไร แต่พอมือข้างหนึ่งไปเกี่ยวกับอะไรเข้า จานใบหนึ่งมักจะตกเพราะไม่มีมืออีกข้างมาช่วยยึดไว้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ควรทำทีละอย่าง (one thing at a time) และต้องมีทรัพยากรไว้เผื่อความผิดพลาดระหว่างทางด้วย

สร้างสิ่งต่างๆให้มั่นคงแข็งแรงเพื่อเป็นฐานของสิ่งต่อๆ ไป

เรามีทางเลือกในการสร้างสิ่งต่างๆเพียง 2 ทางคือสร้างให้แข็งแรง เพื่อเป็นที่รองรับงานต่อๆไปที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต หรือ สร้างแล้วใช้ได้ไม่นานก็พัง ทำให้ไม่มีพื้นฐานที่จะทำอย่างอื่นต่อไป แล้วยังหมดกำลังใจที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกด้วยเพราะ คิดจะทำทีไรก็ต้องเริ่มทำใหม่ตั้งแต่ต้น และไม่รู้จะทำไปทำไมกลัวทำไปแล้วก็พังอีก

การทำให้สวยงามเป็นระเบียบกับการทำให้แข็งแรงเป็นคนละเรื่องกัน ถ้าจะสร้างรถสักคัน เราอาจนำเหล็กมาเชื่อมกันเพื่อให้แข็งแรง แต่ถ้าจะทำให้สวยงามแก้ไขง่ายก็ต้องเปลี่ยนมาใช้น็อต การทำให้แข็งแรงทำได้ง่ายกว่าและมีประโยชน์มากกว่าการทำให้สวยงาม

วิธีคิดที่เริ่มต้นด้วยการประหยัดเพียงอย่างเดียว เป็นวิธีคิดที่ผิดพลาด

บ่อยครั้งที่เราต้องเลือกระหว่างเวลากับเงิน เช่น จะเดินทางเร็วขึ้นแต่ใช้เงินมากขึ้น หรือจะเดินทางช้าลงแต่ใช้เงินน้อยลง ฯลฯ คนส่วนมากคิดว่า มีเวลาว่างไม่รู้จะทำอะไร จึงยอมเสียเวลามากกว่าเสียเงิน จนกระทั่งเริ่มอายุมากขึ้น จึงรู้ว่าคิดผิด เพราะเวลาว่างที่ผ่านมา สามารถนำไปศึกษาหาความรู้หรือทดลองสิ่งใหม่ๆ เพื่อเป็นต้นทุนในชีวิตได้ในอนาคต พอแก่ตัวลงคิดทำอะไรก็ลำบาก ถ้าไม่มีต้นทุนมาก่อนหน้านี้ เพราะการจะทำเรื่องใดให้ดี ต้องอาศัยเวลาบ่มเพาะจนกลายเป็นประสบการณ์

เราจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ในการเอาตัวรอดในวันข้างหน้า เพราะเวลาเผชิญปัญหาจริง จะไม่มีเวลาหาความรู้ เพราะการศึกษาหาความรู้ มักจะไม่ได้ใช้เวลาแค่ 1-2 วัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องหนทางทำมาหากิน หรือเรื่องสุขภาพ อาจต้องใช้เวลาศึกษาค้นคว้าหลายปี แถมการหาความรู้ยังต้องมีสมาธิ แต่เวลาเกิดปัญหาขึ้น เรามักจะร้อนรนจนไม่มีเวลาเหลือ แม้แต่การเอาตัวรอดจากผู้คนในสังคม ก็จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ล่วงหน้าไว้ เพราะเมื่อเกิดการโต้แย้งกันขึ้นแล้วเราเวลาตอบจำกัด

ความประหยัดทำให้เรามีเงินเหลือเก็บมากขึ้นก็จริง แต่การเติบโต สำคัญกว่าการรัดเข็มขัด เพราะ  การรัดเข็มขัดทำให้การเติบโตหยุดชะงัก จนไม่มีเงินพอที่จะนำไปใช้เพื่อหารายได้เพิ่ม จริงอยู่ว่าความประหยัด เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ควรทำด้วยความเหมาะสม นั่นคือ อย่าคิดว่าเสียอะไร แต่ควรคิดว่าได้อะไร แล้วจึงค่อยมาชั่งน้ำหนักว่าได้คุ้มเสียหรือไม่

บางคนมองแต่เรื่องความประหยัด บางคนเข้าใจว่า การเก็บเงินเท่านั้นที่จะทำให้ได้สิ่งที่ต้องการ ทำให้เขาไม่ใช้จ่ายอะไรเลย วิธีคิดแบบนี้ผิดพลาด เพราะเขาลืมไปว่า เงินที่พอกพูนขึ้นมาไม่ได้มาจากเงินเก็บอย่างเดียว แต่มาจากรายได้ด้วย และการที่จะมีรายได้ก็ต้องมีเครื่องมืออำนวยความสะดวก ยิ่งสะดวกมาก็ยิ่งมีโอกาสหารายได้มากขึ้น และเครื่องมือทุกชิ้นมีโอกาสเสีย เราจึงจำเป็นต้องมีสำรองไว้ คนที่ไม่ยอมซื้อเครื่องมือหารายได้ หรือซื้อเพียงเพื่อให้พอใช้งานได้ ทำให้เสียบ่อยๆ หรือเสียแล้วไม่มีสำรองไว้ จะทำให้การหารายได้ติดขัด รายได้ก็จะลดลงไปด้วย หากคิดแต่จะประหยัดอย่างเดียว ความสูญเสียอาจจะตามมา มากกว่าเงินที่ประหยัดไป ความประหยัดเพียงอย่างเดียว จะพาชีวิตตกต่ำเพราะว่าเราเกิดมาตัวเปล่า เราจึงต้องอาศัยเครื่องมือเครื่องใช้ที่ไว้ใจได้เพื่อช่วยทำงาน ถ้าไม่มีเครื่องมือหรือมีเครื่องมือที่เสียบ่อยๆ เราก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ความผิดพลาดบางอย่าง อาจทำให้เราถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวในชั่วเวลาแค่พริบตา เช่นภัยธรรมชาติ



แผ่นดินไหวในประเทศเฮติ ทำให้อาคารบ้านเรือนพังลงมาทับผู้คนตาย หลังจากสถาปนิกสำรวจก็พบว่า บ้านเรือนที่พังล้วนใช้วัสดุก่อสร้างคุณภาพต่ำ เช่น เศษคอนกรีตและเหล็กราคาถูก เนื่องจากชาวเฮติส่วนใหญ่คำนึงถึง ปัจจัยด้านงบประมาณ มากกว่าความมั่นคงแข็งแรงของตัวอาคาร  ขณะที่จำนวนผู้ที่มีความชำนาญอย่าง แท้จริงในการก่อสร้างในเฮติมีน้อยมาก ทำให้มีการนำเอาคอนกรีต หรือซีเมนต์ที่ได้รับการผสมแบบเจือจาง และไม่ได้สัดส่วนมาใช้ในการก่อสร้างอย่างแพร่หลาย คนที่บ้านพังจะต้องสูญเสียชีวิต คนที่รอดชีวิตก็ไม่มีที่อยู่ ไม่มีอาหาร เครื่องใช้อื่นๆที่สะสมมาทั้งชีวิต ก็ถูกทำลายไปในเวลาเพียงชั่วพริบตา  เหลือแต่บ้านที่สร้างมาด้วยวัสดุอย่างดีเท่านั้น ที่ยังคงตั้งอยู่ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อย ของการเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย คือเรื่องการซื้อของ คนทั่วไปนิยมซื้อสินค้าราคาถูก ซึ่งมักจะเป็นของจีน สินค้าของจีนดูภายนอกเหมือนของฝรั่ง แต่พอซื้อมาใช้แล้วจะพบว่ามีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ ทำให้เราใช้ไม่ได้ ต้องเสียเงินซื้อของชิ้นนั้นไปฟรีๆ หรือ เสียเร็ว ใช้ไม่ทน หรือใช้แล้วติดปัญหาต่างๆ ต้องมาตามแก้ไข ต้องเสียเงินเสียเวลามากกว่าการซื้อของฝรั่ง ของฝรั่งมักจะแพงกว่าของจีนเท่าตัวหรือมากกว่านั้น แต่ใช้แล้วมักจะไม่ค่อยมีปัญหาจุกจิกกวนใจ สามารถเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆได้ดี

นอกจากเสียเงินซื้ออุปกรณ์ช่วยทำงานแล้ว การทำงานยังเกิดความเครียด เราจึงต้องการการพักผ่อนให้หายเครียด การพักผ่อนก็ต้องใช้เงิน คนที่มีรายได้มาก คือคนที่ต้องใช้สมองมาก ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น คนพวกนี้จึงเครียดกว่าคนทั่วไป เขาจึงต้องเสียเงินไปกับการพักผ่อนมากกว่าคนทั่วไป

คนที่ความคิดคับแคบ มักคิดถึงแต่เรื่องความสิ้นเปลืองเพียงอย่างเดียว ลืมคิดไปว่ามีแต่การใช้จ่ายในเรื่องไร้สาระ ที่ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นเท่านั้น ที่พาชีวิตตกต่ำ ถ้ามัวแต่ประหยัดจนไม่มีเครื่องมือเพียงพอที่จะใช้ทำงาน หรือไม่ยกผ่อนคลายเครียดให้มีแรงกลับมาทำงาน ชีวิตจะไม่ก้าวหน้าเช่นกัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่วิ่งได้ด้วยน้ำมัน สามารถนำพลังงานจากน้ำมัน มาใช้ได้เพียง 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องหมดไปกับแรงเสียดทาน และ ทิ้งไปทางท่อไอเสีย

พื้นฐานของความเจริญคือ ความแข็งแรงเสียยาก แต่เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องคิดเพิ่มอีกว่า แม้จะแข็งแรงเพียงใดก็มีโอกาสเสีย เราจึงต้องเผื่อไว้ด้วยว่า เวลาสิ่งใดเสีย จะทำอย่างไรให้ชีวิตประจำวัน ยังคงดำเนินต่อไปได้ โดยที่เราไม่ต้องหยุดงานที่ทำอยู่ เพื่อไปตามซ่อมแซมมัน

ถ้าไม่คิดเรื่องราคาแล้วจะคิดเรื่องอะไร? เรื่องราคาควรคิดเป็นเรื่องสุดท้าย เรื่องแรกที่เราต้องคิดถึงคือ เราต้องการอะไร และ ต้องเตรียมอะไรบ้างเพื่อจะได้ตามที่เราต้องการ และคิดต่อไปว่า เวลาที่เสียจะทำอย่างไร เมื่ิิอได้ในสิ่งที่เราต้องการแล้ว ถ้ามีตัวเลือกเหมือนกันหลายๆตัว เราสามารถใช้ราคาตัดสินได้ แต่ถ้าไม่มีตัวเลือก แล้วต้องการประหยัด ให้ใช้วิธีวางแผนอย่างรัดกุมและทำตามแผนที่วางไว้ จะช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลา พูดง่ายๆก็คือ ไปประหยัดในเรื่องไร้สาระเรื่องอื่นแทน

สาเหตุที่แท้จริงของความสิ้นเปลือง เกิดจาก ไม่ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบ และไม่รู้จักวางแผน เป็นที่ทราบกันดีว่า ยิ่งเรามีความรู้มากขึ้น ยิ่งสิ้นเปลืองน้อยลง คนส่วนใหญ่มักจะคิดเรื่องราคาเป็นอันดับแรก ไม่ค่อยคิดถึงเวลาที่สูญเสียไป หรือผลที่จะตามมา ยกเว้นว่าจะมีค่าใช้จ่ายรายชั่วโมงเกิดขึ้นแบบกะทันหัน เช่น ค่าที่จอดรถ วิธีคิดที่ใช้ราคานำหน้านี้ จะทำให้คิดไม่ออก เพราะเป็นการคิดแคบๆอยู่เพียงด้านเดียว  ในทางกลับกัน ถ้าเลิกคิดเรื่องราคา เปลี่ยนมาคิดว่ามีสิ่งใดบ้าง ที่ช่วยจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทาง  เราจะเจอทางออก พยายามแสวงหาสิ่งเหล่านั้นมาให้เพียงพอกับความจำเป็นในอนาคต เราจะเดินทางต่อไปได้อย่างราบรื่น

ในการซื้อของ ถ้าซื้อครั้งแรก เรามักจะไม่ได้ราคาถูกที่สุด คนที่จะซื้อของได้ถูกที่สุด จะต้องมีโอกาสซื้อของชิ้นนั้นบ่อยๆ ซื้อจากหลายๆร้าน จึงจะได้รู้ว่า ร้านใดขายราคาถูกที่สุด ด้วยเหตุนี้ ถ้าซื้อของอะไรสักชิ้น เราไม่ควรจะกังวลกับเรื่องราคามากนัก

แต่เรามักจะไม่ค่อยเผื่อกันก็ต้องการประหยัด  หารู้ไม่ว่ายิ่งรัดเข็มขัด ยิ่งสูญเสียทางอ้อม ผลเสียของการซื้อของราคาถูกคือ คุณภาพต่ำ ใช้แล้วพังต้องเสียเวลาซ่อมหรือซื้อใหม่ ซ่อมไปหลายๆรอบก็เริ่มเบื่อ เริ่มเหนื่อย สุดท้ายก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงไปทำอย่างอื่น โดยเฉพาะ คนที่ประหยัดต้นทุนเรื่องงาน จะต้องใช้เวลาทำงานมากขึ้น ความเครียดเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นความเครียดสะสม ต้องใช้เวลาและเสียเงินเพื่อพักผ่อนมากขึ้น แต่กลับกันถ้าเขาลงทุนเรื่องงานให้เต็มที่ เขาจะเสียเวลาทำงานน้อยลง ความเครียดน้อยลง จนกระทั่งการพักผ่อนไม่ใช่เรื่องจำเป็น เช่น ไปซื้อคอมพิวเตอร์มือสองมาใช้แต่ต้องเสียเวลาซ่อมอีก 2 วันแล้วยังต้องเสียไปกับเครื่องช้า ใช้งานติดขัดอีก ถ้าซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่แพงกว่าบ้าง แต่ใช้งานรวดเร็ว แทนที่จะทำงานเสร็จ 1 วัน อาจลดเหลือแค่ครึ่งวัน โดยเฉพาะเวลางานรีบๆจะไม่มีอะไรติดขัด ไม่ต้องเครียด

วิธีคิดแบบประหยัดใช้ไม่ได้ผลกับเรื่องที่จำเป็นต้องใช้  บางคนพอจะมีเงินแล้ว กลับยังติดความคิดแค่เรื่องประหยัดมาจากสมัยที่ตนเองยังไม่มีเงิน การคิดเรื่องประหยัดเป็นเรื่องแรก เป็นวิธีคิดที่คับแคบ จนทำให้ลืมคิดเรื่องอื่นๆไป ทำให้คิดไม่ออกเจอทางตัน หรือ ลืมคิดเผื่อวันข้างหน้า วันนี้เราอาจคิดไม่ถึงว่าวันหน้ามีอะไรต้องใช้บ้าง พอถึงเวลาต้องใช้จริงๆอาจหาไม่ได้ ออกไปหาก็หาก็ไม่มี  เรื่องที่ไม่จำเป็นจะมีใช้หรือไม่มีใช้ก็ไม่เดือดร้อน แต่สำหรับเรื่องที่จำเป็นต้องทำ ต้องใช้ เช่นเรื่องงาน ยิ่งประหยัด ทำให้มีความสูญเสียเกิดขึ้น

ในทางบัญชี มีค่าใช้จ่ายอยู่ประเภทหนึ่ง คือ เครื่องมือที่ใช้ทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ และวัสดุสิ้นเปลือง เช่น หมึกพิมพ์ ถ้าไม่มีวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ หรือ มีแต่อุปกรณ์คุณภาพต่ำเสียบ่อย เราจะสูญเสียโอกาสที่จะหาเงินได้ในอนาคต

หากลองสังเกตุดูสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ และอยู่รอดสืบเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน ล้วนถูกสร้างมาเป็นคู่ มนุษย์มี 2 มือ 2 ขา 2 ตา บางคนอาจแยังว่าบางอย่างมีแค่ชิ้นเดียว เช่น ปาก แต่อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงความอยู่รอด ไม่ใช่ความเป็นอมตะ เมื่อชิ้นส่วนที่มีเป็นคู่มีจำนวนมากกว่า โอกาสอยู่รอดย่อมมีมากขึ้น เพราะหากชิ้นส่วนหนึ่งถูกทำลายไป ยังมีชิ้นส่วนสำรองเหลือไว้ใช้งาน เมื่อมีลูกก็ต้องมีพ่อกับแม่อยู่เป็นคู่ หากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งไม่อยู่ ยังมีเหลืออีกคนคอยดูแล ถ้าไม่อยู่ทั้งคู่ ยังมีญาติสำรองไว้อีก แม้แต่ต้นไม้ ที่เติบโตขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ดูภายนอกเหมือนจะมีต้นเดียว แต่ภายในลำต้นมีท่อส่งน้ำจำนวนมาก บทเรียนจากธรรมชาติ สอนว่า สิ่งใดก็ตามจะอยู่รอดได้ต้องมีเป็นคู่ สิ่งใดจะต้องเติบโตยิ่งใหญ่ได้ ต้องอยู่รวมกันในปริมาณมาก ต้นไม้ที่อยู่ต้นเดียว ถึงแม้จะต้นใหญ่ให้ร่มเงาแก่ผู้คนให้ผลไม้แก่สัตว์ต่างๆ แต่ต้นไม้นั้นไม่อาจทำให้เกิดฝนตกได้ เมื่อมีพายุมาต้นไม้ที่ยืนต้นเดียวก็จะหักโค่นได้ง่าย ต้นไม้ที่อยู่รวมกันเป็นป่าต่างหาก ที่ทำให้ฝนตก และ ต้านทานลมพายุได้ ธรรมชาติได้สร้างพื้นฐานให้เราไว้ดีแล้ว แต่มนุษย์บางคนหลงผิด สร้างต่อมาเพียงหนึ่งเดียว ทำให้เขาต้องประสบปัญหาเรื่องเดือดร้อนอยู่เสมอๆ เราควรสานต่อเจตนารมณ์ของธรรมชาติต่อไปด้วยการรู้จักเผื่อ

แฮกเกอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จะไม่ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมาก ทำงานแบบคู่ขนานกันไป เมื่อเครื่องหนึ่งทำงานอยู่ จะไม่ไปแตะต้อง แต่จะทำงานใหม่กับเครื่องใหม่ คนที่ต้องการประสบความสำเร็จ ก็เช่นเดียวกัน ควรจะเผื่อทรัพยากรให้เกินพอ เพราะ การทำงานกับทรัพยากรจำกัด นอกจากจะทำให้ติดขัด เสียเวลาแล้ว ยังเกิดความเครียดตามมา พอความเครียดสะสม จะทำให้หมดแรงทำต่อ

ยิ่งเผื่อยิ่งได้ บางคนรู้สึกเสียดาย ทั้งก่อนและหลังเผื่อ คิดว่าเผื่อไปแล้วไม่รู้จะได้ใช้หรือเปล่า แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เผื่อไปแล้วจะได้ใช้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะทุกสิ่งที่ใช้งานอยู่ย่อมต้องเสียสักวัน ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติเมื่อเรามีทรัพยากร เหลือเฟือ เพราะ จะมีเหตุให้เราต้องนำมาใช้ นำมาทดลอง หรือ เราจะเริ่มคิดหาวิธีนำทรัพยากรนั้นมาใช้ แต่ถ้ายังไม่มีเผื่อไว้ ก็ยังคิดไม่ออก หรือคิดออกแต่ขยับตัวไม่ได้ ที่น่าแปลกคือพอได้ใช้ขึ้นมาจริงๆ เรากลับลืมคิดถึงความเสียดายตอนแรกและลืมคิดถึงคุณค่าของการ เผื่อไป

หลักการซื้อของคือ มีไว้ ดีกว่าไม่ดี ของที่ต้องใช้ประจำให้ซื้อมาเผื่ออีกชิ้น แต่ถ้าซื้อมาทดลองให้ซื้อเพียงชิ้นเดียว ถ้าคิดว่าวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้ใช้ก็ควรซื้อมาด้วย เพราะถ้าไม่ซื้อแล้วเกิดวันข้างหน้าต้องการใช้อาจหาไม่ได้ ไปซื้อก็ไม่มีขายเพราะขายหมดแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะเปลืองเงิน เพราะ ตามสัญชาติญาณแล้วเราคงไม่ต้องซื้อทุกชิ้นในโลก ถ้ากลัวจะเปลืองเงินก็ไม่ควรเริ่มต้นทำ

คนที่จะเจริญก้าวหน้าพัฒนาสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ต้องมีทรัพยากรอยู่เหลือเฟือ สภาพแวดล้อมต้องเปิดโอกาสให้เรียนรู้และขยายตัวได้ไม่มีข้อ จำกัด นั่นคือต้องมีทรัพยากรในเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างเหลือเฟือ ปัญหาของการพัฒนาสาเหตุใหญ่ที่สุดคือทรัพยากรจำกัด ทำอะไรก็ติดขัด

นอกจากจะเผื่อขยายตัวแล้วยังต้องเผื่อซ่อมแซมแก้ไขในอนาคต เช่น ถ้าสร้างบ้านก็ไม่ควรจะยึดทุกอย่างตายตัว แต่ควรจะทำให้ถอดได้ การยึดตายตัวเป็นฝีมือของมือสมัครเล่น ส่วนการทำให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ยิ่งแก้ไขได้ง่ายนั้นเป็นฝีมือของมืออาชีพ

วิธีเผื่อที่ดีที่สุดคือ เผื่อให้ใช้งานอย่างอื่นได้ด้วย เช่น สายไฟเส้นเดิมเป็นสายสั้น ให้เผื่อสายยาวไว้ เพราะถ้าสายสั้นเสียสามารถนำสายยาวมาใส่แทนได้ หรือ ถ้าเกิดต้องเคลื่อนย้ายแล้วสายยาวไม่ถึงจะได้เปลี่ยนจากสายสั้นเป็น สายยาว แต่ถ้าให้ดีกว่านั้นคือเผื่อยิ่งมากยิ่งดี เผื่อไว้ทั้งสายสั้นและสายยาว  ถ้าสายสั้นเสียก็เปลี่ยนสายสั้นเพราะสายยาวเกะกะ แต่ถ้าเผื่อหลายชิ้นไม่ได้ให้เผื่อเฉพาะสายยาว

รู้จักเผื่อ ทำอะไรต้องคูณสอง คือ ให้เผื่อไว้เท่าตัว

บ่อยครั้งที่เราทำอะไรพอดีตัว แล้วในเวลาต่อมาพบว่าขาด และบ่อยครั้งเมื่อเราเผื่อแล้ว ในช่วงแรกพบว่า มีมากเกินความจำเป็น แต่ในเวลาต่อมา กลับพบว่า โชคดีที่เผื่อไว้ หลักสำคัญของการเผื่อ จึงเป็นการเผื่อสิ่งที่มองไม่เห็น และ ยังคาดไม่ถึง หรือพูดอีกด้านหนึ่งก็คือ อย่าทำอะไรพอดีตัว เวลาลงมือทำจริงมักจะมีความจำเป็นต้องใช้มากกว่าที่เคยประมาณไว้เสมอ และเหตุการณ์ไม่ปกติอาจเกิดขึ้นได้ทำให้ต้องใช้ทรัยากรเพิ่ม ขึ้น  ถ้าไม่เผื่อไว้ ถึงกลางทางแล้วเกิดขาดขึ้นมา จะทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก พร้อมผลที่ตามมาอีกเป็นลูกโซ่ คือ หลักการคูณสอง  ถือว่าเป็นหลักที่สำคัญที่สุดในการใช้อุปกรณ์ ถ้าอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเสีย เราจะได้หยิบอุปกรณ์อีกชิ้นมาใช้ ถ้าอุปกรณ์ที่มีอยู่ทำงานบางอย่างไม่ได้ เราจะได้นำอุปกรณ์อีกชิ้นซึ่งทำได้ มาทดแทน


หลักสำคัญของการเผื่อ คือ เผื่อในสิ่งที่เรายังคาดไม่ถึง

การเผื่อนี้ดูเหมือนจะเป็นกฎหลัก ที่กำหนดความสำเร็จหรือล้มเหลวในการแข่งขัน เด็กนักเรียนที่เรียนเก่งกว่าคนอื่นก็เพราะรู้จักเผื่อ อ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนคนอื่น  นักธุรกิจที่ร่ำรวยก็เพราะรู้จักเผื่อรายได้ เพื่อใช้ซื้อเครื่องจักรและจ้างคน ให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าและภัยอันตรายที่ไม่คาดฝัน

ถ้าไม่รู้จะเผื่อไว้เท่าใดจึงจะเหมาะสมก็ให้ใช้สูตรง่ายๆคือ ถ้าเป็นสิ่งใดจำเป็นต้องใช้ แต่ขาดได้ อาจเผื่อไว้เพียงเท่าตัวหรือคูณ 2  ยกเว้นจะมีเหตุผลจำเป็นที่ต้องเผื่อมากกว่านั้น เช่น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ จำเป็นต้องเผื่อไว้ 3 เท่าหรือมากกว่านั้น ถ้าเป็นของที่มีราคาแพง หรือประกอบกันหลายๆชิ้นสามารถแบ่งได้ แต่เผื่อมากไม่ได้เพราะต้องลงทุนสูง ก็ให้เผื่อไว้อย่างน้อย 25% เช่น ถ้ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง ถ้าจำเป็นต้องซื้อของชิ้นหนึ่งมาทดสอบเพราะไม่มีข้อมูล จงซื้อทั้ง 2 แบบ แต่ถ้ามีเงินจำกัด และไม่มีเวลาทดสอบ ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างซื้อของดีๆแพงๆได้ชิ้นเดียว กับซื้อของถูกๆคุณภาพปานกลางหลายๆชิ้น จงซื้อของคุณภาพปานกลางหลายๆ ชิ้นเพื่อใช้ไปแก้ขัดก่อน ถ้าเสียพร้อมกัน 2 ชิ้นจะยังมีเหลือใช้อยู่ แต่ถ้ามีชิ้นเดียวแล้วเสียหรือหาย จะไม่มีเหลือใช้ พอมีเงินแล้วค่อยไปซื้อของดี

ทำไมต้องเผื่อเท่าตัวหรือคูณ 2 ทำไมไม่เผื่อน้อยหรือมากกว่านั้น? การเผื่อเท่าตัว คือการคิดในแง่ร้ายที่สุดว่าสิ่งนั้นพังลงทั้งหมด เช่น รถพังจนใช้งานไม่ได้ บ้านถูกไล่ที่ ถ้าเราเผือ่ไม่ถึงเท่าตัวก็จะไม่มีรถขับ ไม่มีบ้านอยู่ แต่ถ้าเราเผื่อมากกว่าเท่าตัว จะทำให้สิ้นเปลืองมากขึ้น ยิ่งเผื่อมากก็ยิ่งสิ้นเปลืองมาก แถมสิ่งของหลายอย่าง เมื่อเก็บไว้นานๆก็จะเสื่อมสภาพ ของกินหมดอายุ แบตเตอรี่ทิ้งไว้นานๆแล้วไฟหมดชาร์จไม่เข้า หรือแม้แต่อุปกรณ์ที่ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปีก็จะตกรุ่นหรือล้าสมัย มีเทคโนโลยีใหม่ที่เร็วกว่า ฉลาดกว่าเข้ามาแทน ด้วยเหตุนี้ การเผื่ออย่างมีเหตุมีผล จึงควรเผื่อเท่าที่จำเป็นคือ แค่เท่าตัว ไม่ควรเผื่อมากกว่านั้น ยกเว้นจะมีเหตุผลที่ต้องเผื่อมากกว่านั้น

สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเผื่อ เพราะขาดประสบการณ์ และไม่มีใครสอนมา บางคนชอบทำอะไรรัดตัว เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง เขาเชื่อเว่าเวลาเกิดปัญหาขึ้นแล้ว เขาสามารถแก้ไขได้ตลอดเวลา บางคนไม่ค่อยชอบใช้สมองคิด ใช้แต่ความจำ จึงคิดว่าเริ่มต้นใหม่ดีกว่าเผื่อ เพราะการเผื่อทำให้เขาต้องทำงานที่ไม่เคยทำเพิ่มมากขึ้น บางคนก็ต้องการประหยัด แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตาม ผลของการทำอะไรรัดตัว จะทำให้ต้องเสียเวลาและแรงทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ส่วนใหญ่เสียไปกับการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และแก้ไขความผิดพลาด แรกๆมีเรี่ยวแรงก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอทำงานหนักไปนานๆ ประกอบกับต้องล้มบ่อยๆย่อมจะต้องหมดเรี่ยวแรงสักวัน และเมื่อวันนั้นมาถึงเขาย่อมประสบกับความล้มเหลวในชีวิตในที่สุด

ถ้ายังไม่มีเงิน ก็ต้องเผื่อ แต่หาวิธีเผื่อแบบประหยัด อาจจะดูไม่หรูหรา อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย แต่ดีกว่าขาดแล้วหาไม่ได้ พอมีเงินแล้วเราสามารถเปลี่ยนให้หรูหราขึ้นได้ภายหลัง

ข้อควรระวังในการเผื่อคือ อย่าเผื่อไปทุกเรื่อง เพราะ จะต้องใช้เงินเยอะมาก จนเราไม่มีเงินเหลือพอที่จะใช้ในเรื่องที่จำเป็นกว่า เรื่องที่ยังไม่ควรเผื่อคือ เรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น คนจีนที่ลี้ภัยมาอยู่เมืองไทยในอดีต ทนขยันอดออม เก็บเงินได้เท่าไหร่ ก็นำไปแลกเป็นเงินสกุลจีนเก็บไว้ เพื่อความหวังว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปอยู่เมืองจีน อยู่มาวันหนึ่ง ทางการจีนยกเลิกสกุลเงินเก่า ทำให้เงินเก็บของเขาทั้งหมดไร้ค่าไปในพริบตา นี่คือตัวอย่างของการเผื่อที่ไม่ถูกต้อง การเผื่อที่ถูกต้องคือ ต้องเรียงลำดับความสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ สิ่งที่ใช้ในปัจจุบัน ต้องใช้ทุกวัน ต้องทำก่อน เช่น อาหาร ต้องกินทุกวัน ต้องเผื่อไว้ เคยมีเหตุการณ์ต้นปี 2554 ที่น้ำมันปาล์มขาดตลาด ทำให้คนแย่งน้ำมันกันจนถึงขั้นชกต่อย

เป้าหมายของการเผื่อ คือ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา การเผื่อ จึงมีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียวคือ ต้องไม่เกะกะ หรือเป็นภาระ ถ้าเผื่อแล้วมีปัญหามากขึ้น ก็ไม่ควรเผื่อ อย่างเช่น การซื้อกระเป๋าเงิน ถ้าซื้อใบใหญ่เกินไป จะใส่กระเป๋ากางเกงไม่ได้ จะถือก็ลำบาก สะพายก็เกะกะ กรณีนี้ จึงควรหากระเป๋าขาดพอดีใช้ ถ้ามีของมาก อาจจะต้องหากระเป๋าอีกใบมาเพิ่ม

แต่ถ้าเผื่อไม่ได้เลย ต้องเปลี่ยนมาใช้วิธี หาสิ่งที่มั่นคงแข็งแรง และ รักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดี และทำใจเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น เช่น การมีแฟน เราไม่สามารถมีแฟนได้มากกว่า 1 คน มิฉะนั้นจะเกิดความวุ่นวายขึ้น หลักสำคัญที่สุดใน การเลือกคู่ครอง จึงได้แก่ การหาคนที่ซื่อสัตย์และมั่นคงกับคู่ของตน อย่าไปยุ่งกับคนเจ้าชู้ ถ้าคิดว่าเขาเจ้าชู้แล้วเราก็ทำได้ จะยิ่งเกิดปัญหาหนักขึ้นไปอีก

ยกตัวอย่างเช่น เวลาซื้อคอมพิวเตอร์ อย่าซื้อเครื่องเดียว ให้ซื้อเครื่องรุ่นเดียวกันไว้ 2 เครื่อง เผื่อว่า ใช้ไปในอนาคตแล้วเครื่องหนึ่งเสีย จะได้นำอีกเครื่องหนึ่งมาใช้แทนได้ โดยที่งานไม่สะดุด แต่ถ้ามีอยู่เครื่องเดียว พอเครื่องเสีย นอกจากจะต้องลำบากหาซื้อเครื่องใหม่แล้ว ปัญหาใหญ่คือ เทคโนโลยีเปลี่ยนไป พอซื้อเครื่องใหม่ เทคโนโลยีใหม่มา เครื่องใหม่ไม่รองรับอุปกรณ์เสริมที่มีอยู่เดิม ต้องลำบากเปลี่ยนอุปกรณ์เสริมยกชุดอีก บางทีเปลี่ยนยกชุดแล้วยังใช้ไม่ได้ เช่น ระบบปฎิบัติการเดิมใช้กับเครื่องรุ่นใหม่ไม่ได้ พอเปลี่ยนระบบปฎิบัติการ ซอฟท์แวร์เดิมใช้กับระบบปฎิบัติการใหม่ไม่ได้ พอเปลี่ยนซอฟท์แวร์ ฐานข้อมูลเดิมใช้กับซอฟท์แวร์ใหม่ไม่ได้ ฯลฯ ปัญหาจากการไม่รู้จักเผื่ออย่่างเดียว อาจตามมาเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ

อุปกรณ์บางอย่าง อาจเผื่อไว้แล้วเสีย เช่น อาหารที่มีวันหมดอายุ หรือ แม้แต่แบตเตอรี่ Li-ion ถ้าทิ้งไว้ไม่ใช้เป็นเวลานานหลายเดือน จะค่อยๆคายประจุออกเรื่อยๆ พอประจุหมดก็จะพัง ชาร์จไม่เข้า กรณีเช่นนี้ ควรจะเผื่อเฉพาะเท่าที่จะไม่เสีย

พยายามพึ่งตนเองให้มากที่สุด

 พึ่งตนเองไม่ได้หมายถึงต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง แต่หมายถึงให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของเรา เวลาเกิดปัญหาแล้วเราสามารถเข้าไปแก้ไขได้ ไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือคนอื่น เพราะถ้าเขาไม่ช่วยเราจะเดือดร้อน

หาคนและเครื่องจักรมาช่วยแบ่งงาน (multitask)

สูตรการทำงานคือ input = output เมื่อ input = skill x time และ output = ผลงานหรือเงิน จะเห็นว่าการทำงานคนเดียว ถูกจำกัดด้วยตัวแปรทั้งสองตัว คือ skill และ time ต่างจากการใช้คนอื่นหรือเครื่องจักรมาช่วยงาน สามารถเพิ่มตัวแปรได้ทั้งสองตัว จึงมีโอกาสได้ผลงานหรือรายได้มากกว่า

เมื่อมีงานมากขึ้น จนงานมากกว่าเวลา เราอยากจะมีเวลามากขึ้น แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีร้านขายเวลา ทุกคนมีเวลาเท่ากันคือวันละ 24 ชั่วโมง แต่มีวิธีหนึ่งที่เราจะซื้อเวลาได้คือ ซื้อเวลาของคนอื่น ด้วยการใช้คนอื่นทำงานแทน หลายงานสามารถใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนได้ เครื่องจักรดีๆ จะทำงานได้ดีกว่าคน เพราะไม่ต้องหยุดพัก และไม่เรื่องมากเหมือนคน เพราะคนมักจะมีเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน ถึงตัวเองไม่มีปัญหา คนอื่นในครอบครัวก็อาจมีปัญหา

ทุกคนมีเวลาจำกัดเพียงวันละ 24 ชั่วโมง แต่งานที่ต้องทำสามารถขยายไปได้ไม่สิ้นสุด เพราะโลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ เมื่อเริ่มทำงานก็จะเริ่มมีงานมากเกินกว่าที่ตัวเองจะทำได้หมดในเวลาจำกัด พิสูจน์ได้โดยเขียนสิ่งที่ต้องทำลงไปทุกวัน จะเห็นว่าจำนวนงานที่ต้องทำมากขึ้นเรื่อยๆ เงื่อนไขหลักในการทำงานจึงเป็นเวลา เมื่อเริ่มทำงานจึงควรหาแขนขามาช่วย การทำงานคนเดียว เปรียบเสมือนสัตว์เซลเดียว ที่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหากินไปวันๆ ไม่มีทางทำอะไรใหญ่โตได้ แค่หากินอย่างเดียวก็ยังยากลำบาก เพราะ การทำคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบ มีทรัพยากรจำกัด คือ เวลาจำกัด ความคิดจำกัดจากประสบการณ์ที่จำกัด แรงจำกัด ทรัพยากรจำกัด ทำให้เจอทางตันได้ง่าย ถ้าเริ่มมีคู่แข่งที่มีทรัพยากรมากกว่า ก็จะแพ้ทันที มนุษย์เป็นสัตว์หลายเซล ประกอบด้วยเซลจำนวนมากทำงานสัมพันธ์กัน มนุษย์จึงสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า เปรียบได้กับ การทำงานเป็นทีม ที่จะได้งานที่ยิ่งใหญ่กว่าและสบายกว่าการทำงานคนเดียว พิสูจน์ได้โดยการทดลองทำงานร่วมกับคนอื่น แล้วจดว่า มีเรื่องใดที่เราคิดหรือทำไม่ได้ แต่อีกคนคิดได้หรือทำได้ ถ้ารวมทั้งจดด้วยว่า มีงานใดที่ทำได้เร็วขึ้นเพราะถูกเพื่อนร่วมงานเร่งมา

ถ้าอยากรู้ว่า ทำงานคนเดียว ได้ผลดีที่สุดเพียงใด ให้ลองหาคนที่ทำงานคนเดียวในสังคม แล้วดูว่างานของเขาก้าวหน้าไปมากที่สุดเพียงใด เราก็หวังได้เพียงว่า เราจะทำได้ไม่เกินจากนั้น อาจมีบางอาชีพที่ร่ำรวยได้โดยใช้คนร่วมงานไม่มาก แต่ก็ยังต้องใช้คนช่วย และถ้าเราไม่ได้ทำอาชีพเดียวกับเขา เราไม่สามารถเปรียบเทียบกับเขาได้ ต้องเปรียบเทียบกับคนที่ทำอาชีพเดียวกับเราด้วย ว่าอาชีพนี้ทำคนเดียวแล้วก้าวหน้าได้มากที่สุดเพียงใด แล้วเราจะได้เห็นว่า คนที่ทำงานคนเดียว มักจะทำได้แค่งานเล็กๆน้อยๆ อย่างขายน้ำเต้าหู้ ขายโจ๊ก ฯลฯ

การทำงานที่ใหญ่ขึ้น ยังมีเรื่องความน่าเชื่อถือมาเกี่ยวข้อง คนที่ทำงานคนเดียวจะถูกมองว่า ไม่น่าเชื่อถือ

เครื่องจักรอาจจะทำงานได้ดีกว่าคนในบางเรื่อง แต่ในบางเรื่อง คนทำได้ดีกว่ากว่าเครื่องจักร เพราะฉลาดกว่าและยืดหยุ่นมากกว่า โดยเฉพาะงานที่ต้องช่วยเหลือหรือบริการคน ผู้มีประสบการณ์รู้ดีว่า ยิ่งมีคนมาช่วยเยอะ ยิ่งมีแขนขาเยอะ ยิ่งดี ถ้ามีคนช่วยไม่พอ จะบริการได้ไม่ดี แล้วโดนตำหนิ ถ้าเป็นลูกค้าก็จะหนีไปหาคู่แข่ง

ไม่ว่าคนเก่งแค่ไหน หรือ ทำงานที่ตัวเองรักเพียงใดก็ตาม ถ้าต้องอดทนทำงานที่หนักเกินไป นานเกินไป เพียงไม่กี่ปี จะเกิดอาการที่เรียกว่า burnout คือเบื่องาน หมดไฟ ไม่อยากทำต่อ งานที่เคยทำได้เร็ว ก็จะทำได้ช้า เริ่มขาดสมาธิจดจ่อกับงาน จนต้องถามตัวเองว่า ทำไมปัจจุบันไม่มีไฟเหมือนตอนเริ่มต้นใหม่ๆ ที่ทำให้เรามายืนอยู่จุดนี้ได้ ทำไมเราเปลี่ยนไปไม่เหมือนคนเดิม หลายคนเบื่อหน่ายจนเลิกทำ คนที่เลิกไม่ได้ ต้องฝืนทำต่อ จะทำงานได้ช้าลง มัวแต่ย้ำคิดย้ำทำเรื่องอื่นที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เช่น ชอบเล่นโซเชียล ชอบดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ชอบกินจนอ้วน ฯลฯ ถึงแม้ว่าการทำงานอดิเรกที่ตัวเองรักจะช่วยฟื้นฟูจิตใจได้ แต่ก็ต้องสละเวลางานไป ทำให้งานเดินไปได้ช้า ถ้าอยากให้งานเดินไปเร็ว ต้องหาคนมาช่วยแบ่งงาน เพื่อที่ตัวเองจะได้ไปพัก

คนที่ทำงานคนเดียวหนักเกินไป นอกจากจะ burnout แล้ว ยังอาจถึงตายได้ มีตัวอย่างมากมายของคนที่ทำงานหนักจนป่วยตาย อย่างขงเบ้ง จอมพลสฤษฎิ์ หรือ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ ผู้ก่อตั้้งโรงพยาบาลศิริราช ที่ต้องทำงานอย่างหนักในช่วงเริ่มต้นสร้างโรงพยาบาล จนป่วยเป็นวัณโรคภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี และเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 27 พรรษา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเริ่มต้นงานใหญ่ ควรหาคนมาช่วยมากๆ

การทำงานร่วมกันหลายๆคน จะมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากกว่าทำคนเดียว เพราะ พองานเริ่มใหญ่ขึ้น ทำคนเดียวไม่เสร็จ ทำแล้วจึงไม่ได้เงิน หรือทำเสร็จแต่ไม่ดี ทำแล้วจึงได้เงินน้อย แต่พอทำหลายๆคน ทำแล้วงานเสร็จ และได้ผลงานที่ดี จึงได้เงินมากกว่า ดังคำกล่าวที่ว่า Teamwork divides the task and multiplies the success. การทำงานร่วมกัน จะได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณคือ 1+1>2 เพราะ เมื่อแบ่งงานกันทำ แต่ละคนทำงานที่ตัวเองถนัด จึงทำได้เร็วขึ้น และเมื่อคนหนึ่งคิดได้แล้ว อีกคนจะช่วยคิดอีกมุมหนึ่งเสริมกันขึ้นไปอีก ทำให้ได้ผลลัพธ์ดีกว่าคิดคนเดียว

ข้อจำกัดของคน คือ ทำได้ทีละอย่าง ไม่สามารถทำงาน 2 อย่าง ได้ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง อ่าน เขียน หรือคิด เช่น ถ้าอ่านเรื่องหนึ่งอยู่ จะไม่สามารถอ่านเรื่องอื่นได้พร้อมๆกัน ถ้าขณะกำลังทำงานหนึ่งอยู่ แล้วมีงานอื่นมาแทรก จะต้องเลือกที่จะทำงานเก่าหรืองานใหม่ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าทำงานเก่า งานใหม่ก็จะไม่เดิน ถ้าทำงานใหม่ งานเก่าก็จะหยุดชะงัก การทำงานคนเดียว จึงทำได้แต่งานเล็กๆ ที่มีรายละเอียดไม่มากนัก งานใหญ่มีรายละเอียดมาก ถ้าทำคนเดียว จะต้องใช้เวลานานมาก ทำจนแก่ยังไม่เสร็จ เราจึงไม่สามารถสร้างทุกอย่างได้ด้วยมือของตัวเอง เพราะทุกคนมีเวลาจำกัด คนที่พยายามทำทุกอย่างด้วยตนเอง คือคนที่ขาดประสบการณ์ จึงมองไม่เห็นอนาคต สุดท้ายจะทำไม่เสร็จหรือทำเสร็จแต่ไม่ดี ถ้าอยากจะทำงานใหญ่ให้เสร็จเร็ว จึงต้องเปลี่ยนจากการลงมือทำเอง มาเป็นการใช้งานคนอื่น

เจ้าของกิจการมีงานที่ต่องทำหลายประเภท พวกเขาจึงรู้ดีว่า เวลาพยายามทำงานเรื่องหนึ่ง มักจะหลุดเรื่องอื่น เช่น ทำเรื่องหาตลาด มักจะหลุดเรื่องบัญชี, ทำเรื่องพัฒนาผลิตภัณฑ์ มักจะหลุดเรื่องการตลาด (และบัญชี)

คนที่ทำงานคนเดียว ชีวิตจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่จะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองไปได้ช้า เพราะไม่มีการแข่งขัน คู่แข่งอาจจะแอบทำเป็นทีมอยู่เงียบๆ ผลการแข่งขันอาจจะออกมาเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี คู่แข่งแซงหน้าไป

ต้นไม้ต้นเดียว ไม่ทำให้เกิดเมฆฝนได้ฝันใด คนที่ทำงานคนเดียว ย่อมไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ฉันนั้น ต้นไม้ต้นเดียวทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ให้ร่มเงา เช่นเดียวกับคนที่ทำงานคนเดียว ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เป็นที่พึ่งของคนรอบข้าง เพราะคนๆเดียวมีขีดจำกัด ทั้งด้านพลังและเวลา การทำงานด้วยแรงตัวเอง ถึงแม้จะทำจนเต็มที่แล้ว แต่เมื่อมีงานอื่นเพิ่มเข้ามา ก็จะไม่มีเวลาไปทำ เหมือนการขับรถทางไกล รถที่มีแรงม้ามากกว่า ย่อมมีโอกาสขับได้เร็วกว่า และไปถึงได้เร็วกว่า แรงม้าคือ จำนวนม้าที่ลากรถ ถ้าม้าตัวใดตัวหนึ่งป่วย รถที่มีหลายแรงม้ายังคงวิ่งต่อไปได้ด้วยแรงของม้าตัวอื่น แต่รถที่มีม้าแค่ตัวเดียว ถ้าม้าป่วยก็จะต้องจอดอยู่กับที่ รอคนมาช่วย แน่นอนว่าการไปถึงได้เร็วกว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงม้าเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นอีก เช่น คนที่ขับไปคนเดียว ถึงเวลาง่วงต้องหยุดพักนอนกลางทาง แต่ถ้าไปกันสองคน พอง่วงให้อีกคนมาขับต่อ ย่อมไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้จริงในปัจจุบัน คือ การเขียนซอฟท์แวร์ ซอฟท์แวร์ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับความนิยมมาก คือซอฟท์แวร์ที่ใช้คนเขียนหลายคนร่วมมือกัน ส่วนซอฟท์แวร์ตัวไหนที่เขียนแค่คนเดียว จะทำออกมาสู้ไม่ได้ เพราะขาดรายละเอียดปลีกย่อย ตั้งค่าต่างๆได้น้อย จึงไม่ค่อยมีคนอยากใช้ ยิ่งฝืนทำต่อไปก็จะกลายเป็นว่า ยิ่งแข่งยิ่งแพ้

เจ้าของกิจการที่เคยทำงานด้วยแรงด้วเองมาเป็นเวลานาน จะรู้ดีว่า การไม่ทำงานเลยย่อมดีที่สุด เพราะเมื่อตนเองเริ่มทำงาน ก็จะเริ่มกลายเป็นคอขวด ไม่เหมือนใช้คนอื่นทำ ที่เหมือนการคัดลอกตัวเองเพิ่มขึ้นไปเป็นหลายๆคน ยกเว้นเสียแต่ว่า จะหาคนทำไม่ได้ การทำเองย่อมเร็วกว่า หรือถ้าอยากทำให้ดี แต่หาคนทำได้คุณภาพดีไม่ได้ การทำเองย่อมดีกว่าเช่นกัน แต่เมื่อใดก็ตาม ที่หาคนทำคุณภาพยอมรับได้ ใช้คนอื่นทำย่อมดีกว่า

เจ้าของกิจการบางคนกลัวว่า ถ้าให้คนอื่นทำหมดแล้ว ตัวเองจะไม่มีอะไรทำ ที่จริงแล้ว ยังมีงานวิจัยพวก R&D ที่ลูกจ้างทำไม่ได้ เพราะติดเรื่องเงินทุน ที่ไม่คล่องตัวเหมือนเจ้าของ หรือ ถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆ ก็ไปทำงานการกุศลช่วยเหลือสังคม แต่อย่าทำงานที่ไม่อยากทำ เพราะ จะป็นการทำร้ายตัวเอง ด้วยการเพิ่มความเครียดให้ตัวเอง พอเริ่มเครียด งานจะเริ่มช้าลง แถมความเครียดยังทำให้แก่เร็วด้วย

คนที่ทำงานมาได้สักพัก จะเริ่มเห็นว่า ตัวเองมีงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำไม่หมด งานที่ล้นมือทำให้คนต้องรู้จักเรียงลำดับความสำคัญ ซึ่งจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่จะทำให้งานที่สำคัญน้อยกว่า จะถูกละเลยไป และยิ่งมีงานล้นมือมากขึ้น จะเริ่มทำไม่ทัน มีวิธีเดียวที่จะทำงานให้ครบได้คือ หาคนมาช่วย คนที่ต้องทำเอง ไม่หาคนมาช่วย มีสาเหตุหลักคือ ไม่มีเงิน ส่วนสาเหตุรองคือ ใช้คนไม่เป็น

การเอาคนที่ทำงานใช้สมอง ไปทำงานใช้แรงงานควบคู่ไปด้วย เป็นความคิดที่ผิดพลาด เพราะ จะได้งานที่มีคุณภาพน้อย เนื่องจากต้องเสียเวลาไปกับงานใช้แรงงาน อย่างเช่น ส่งของ พิมพ์ใบเสร็จรับเงิน ฯลฯ พอทำเสร็จก็เหนื่อย ไม่มีแรงจะไปทำงานใช้สมองต่อ

การทำงานอะไรสักอย่าง ควรจะปิดจ็อบให้ไว คือทำให้เสร็จเร็วที่สุด เพราะยิ่งยืดระยะเวลาทำออกไป คนทำจะยิ่งล้า ทดลองยกโต๊ะหนักๆสักตัว ถ้ายกคนเดียวจะต้องใช้เวลานาน พอยกไปสักพัก แขนจะเริ่มล้า ต้องหยุดพักบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ามีคนมาช่วยยกเพิ่ม จะยกไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น ยิ่งมีคนมาช่วยยกเพิ่ม จะยิ่งถึงจุดหมายได้เร็วขึ้นอีก ถ้าเปรียบเทียบกับการขับรถแล้วขับช้าๆ นอกจากจะไปถึงปลายทางช้าแล้ว การอยู่บนท้องถนนนานขึ้นยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น แถมยังเสี่ยงที่จะหลับในอีกด้วย การทำงานใช้สมองก็เช่นเดียวกับการใช้แรง เพียงแต่เปลี่ยนจากร่างกายล้า เป็นสมองล้า แต่บางคนก็เลือกที่จะทำเอง มากกว่าจะจ้างคนอื่นทำ เพราะลืมคำนึงถึงเรื่องเสียเวลาและความอ่อนล้า

ธรรมชาติของคน จะทำงานได้ดีที่สุด เมื่อทำงานที่มีขนาดเหมาะกับตัวเองคือ ไม่ใหญ่เกินไป และไม่เล็กเกินไป เพราะ แต่ละคนมีแรงจำกัด สมองจำกัด และเวลาจำกัด ถ้าทำงานใหญ่เกินไปจะเริ่มหลุด ทำได้ไม่ทั่วถึง หรือทำได้สักพักแล้วเหนื่อยมากจนหมดแรงไปก่อน หรือทำได้ช้ามากจนคนอื่นแซงไป  แต่ถ้าทำงานเล็กเกินไปจะละเอียดเกินไปจนไม่ได้ทำงานใหญ่

คนที่ทำงานคนเดียว จึงไม่มีทางทำงานใหญ่ได้เลย หรือทำได้แต่ไม่ดีและเสียเวลามาก เพราะงานใหญ่ประกอบด้วยงานเล็กๆจำนวนมาก คนที่ใช้แรงงานของตัวเอง จึงทำได้แต่งานที่ไม่ใหญ่นัก เช่น เปิดร้านขายอาหาร หรือเป็นลูกจ้าง คนที่จะอยากจะเติบโตหรือทำงานใหญ่ได้ จึงต้องหาคนมาช่วยทำเรื่องเล็กๆแต่ละเรื่อง แม้แต่กิจการเล็กๆ อย่างการเปิดร้านอาหาร เจ้าของที่ทำเองขายเองก็ยังต้องมีเวลาเปิดปิดร้าน ไม่สามารถขายได้ 24 ชม. ถ้าอยากจะขยายกิจการให้ขายได้  24 ชม. จำเป็นต้องหาคนมาช่วย เมื่อมีเวลาเปิดร้านมากขึ้น ก็หมายความว่ามีรายได้มากขึ้น งานประเภทอื่นก็เช่นเดียวกัน ยิ่งมีคนและเครื่องจักรมารองรับลูกค้าจำนวนมากขึ้น ก็จะยิ่งมีรายได้มากขึ้น ยิ่งบางคนมีโปรเจคที่อยากจะทำหลายเรื่อง ถ้าทำคนเดียว จะทำได้ทีละโปรเจค ทำจนแก่แค่โปรเจคเดียวก็ยังไม่เสร็จ ถ้าอยากจะทำทุกโปรเจคให้เสร็จทันก่อนแก่ มีวิธีเดียวคือ หาคนและเครื่องจักรมาช่วย

การทำงานคนเดียว จะล้าได้ง่าย พอล้าแล้วจะต้องหยุดพักบ่อยขึ้น จึงทำงานได้ช้าลง ถึงตอนนั้น นรกจะมาเยือน เพราะงานยังประดังเข้ามา แต่ทำไม่ทัน ผลคือ งานไม่เสร็จ ไม่ได้เงิน ลูกค้าทยอยหนี

หากเราต้องการเริ่มทำโครงการอะไรสักอย่าง คนอ่อนประสบการณ์มักจะเริ่มทำเลย แล้วก็ทำไม่เสร็จ เพราะมาพบในเวลาต่อมาว่า มีเรื่องที่ต้องทำมากมาย คนที่ทำเองมักจะขาดประสบการณ์ จึงไม่สามารถกำหนดเวลาได้ จนมาพบภายหลังว่า ใช้เวลามากเกินไป สิ่งหนึ่งที่บอกได้คือ จดเรื่องที่ต้องทำไว้เรื่อยๆ จะพบว่า เรื่องที่ต้องทำมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่างจากคนมีประสบการณ์ ที่จะมองไปไกลๆ แล้วกำหนดระยะเวลาขึ้นมา ว่าจะทำเสร็จเมื่อไหร่ เพราะเขารู้ดีว่าถ้ามัวแต่ยืดยาด คู่แข่งก็จะแซงไป หรือไม่ตัวเองก็แก่หมดแรงเสียก่อน คนจะมีเรี่ยวแรงและสมองดีช่วงอายุ 20-30 ปี พอถึง 25 จะเริ่มมีประสบการณ์ในการทำงาน จึงทำงานได้ดีขึ้น พอเกิน 30 ปี ร่างกายจะเริ่มเสื่อมลง ฮอร์โมนต่างๆอย่าง DHEA (ฮอร์โมนความเป็นหนุ่มสาว) เริ่มลดลง พอเกิน 35 หลายคนก็จะเริ่มเจ็บป่วยจากความเครียดหรือการทำงานหนัก เริ่มย้ำคิดย้ำทำหลังจากต้องผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมา ใครที่ชีวิตการงานก้าวหน้าเร็วแต่ต้องเครียดมาก หรือกินอาหารไม่ถูกหลัก ก็อาจจะเจ็บป่วยเร็วกว่านี้ บางคนมีครอบครัวต้องสละเวลามาเลี้ยงลูก ต้องดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เจ็บป่วย คนที่อายุเกิน 35 ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่ค่อยมีใครรับ เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องการเงินเดือนมากขึ้น แต่กลับทำงานยิ่งทำงานช้าลง เนื่องจากเหนื่อยง่าย สมองทึบ จากโรคขาดโภชนาการ พอเกิน 40 จะเรียกว่าหนุ่มใหญ่ สาวใหญ่ ร่างกายจะเริ่มเสื่อมลง เริ่มสายตายาว อ่านหนังสือลำบาก ดูอะไรใกล้ๆต้องใส่แว่น ไม่คล่องตัวเหมือนหนุ่มสาว การคัดแยกทหารจึงใช้อายุ 40 ปีเป็นเกณฑ์เพราะทหารแปลว่าคนหนุ่ม คนที่เป็นลูกจ้างมาจนกระทั่งอายุ 40 ปี จะเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน แล้วลาออกจากงาน เพื่อมาเริ่มกิจการส่วนตัว แต่ไม่รู้จะทำอะไรเพราะไม่ได้เตรียมตัวไว้ บางคนจึงไปขายกาแฟ บางคนไปขายกับข้าว พอเกิน 60 ก็หมดวัยทำงาน และถูกเรียกว่าผู้เฒ่า ผู้ชายเรียกว่าลุง ผู้หญิงเรียกว่าป้า ทำงานอะไรไม่ค่อยได้ เรี่ยวแรงไม่ค่อยมี สายตาไม่ค่อยดี ทำงานที่ต้องมองใกล้ๆลำบาก แถมเจ็บป่วยบ่อย โดยเฉพาะผู้หญิง สามวันดีสี่วันไข้ หลายคนแค่ 50 ก็ถูกเรียกว่าลุงหรือป้าแล้ว ที่จริงแค่อายุเกิน 40 ก็เริ่มโดนเด็กวัยรุ่นเรียกว่าลุงหรือป้าแล้ว บางคนหน้าแก่เกินวัย ผมขาวหมดหัว แค่ 50 ก็ถูกเรียกว่า ตาหรือยายแล้ว เวลาทำประกันสุขภาพจะใช้เกณฑ์อายุ 50-70ปีเป็นวัยชรา วัย 25-35 จึงเป็นวัยทำเงิน เป็นที่ต้องการของนายจ้าง คนที่ขยันศึกษาหาความรู้ในช่วงวัยนี้ จะสามารถนำความรู้ไปเลี้ยงตัวได้ตอนแก่ ส่วนคนที่มัวแต่เที่ยวเตร่ จะลำบากในภายหลัง เมื่อรู้กำหนดเวลาแล้ว จึงเขียนขั้นตอนต่างๆขึ้นมา แล้วประเมินดูว่าแต่ละขั้นตอนใช้เวลาทำเท่าไหร่ แล้วเขาจึงพบว่า ถ้าทำเองคงไม่มีวันเสร็จทันตามกำหนด วิธีทำให้เสร็จทันตามกำหนดคือ หาคนและเครื่องจักรมาช่วย ยิ่งมีคนและเครื่องจักรมาช่วยมากขึ้น ก็จะยิ่งเสร็จเร็วขึ้น เราสามารถเนรมิตสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วยวิธีนี้

เวลาที่เราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าต้องเสร็จในเวลาที่กำหนด โดยไม่มีอุปสรรคเลย ถึงแม้จะเป็นงานที่เราคุ้นเคยก็ตาม วิธีพิสูจน์เรื่องนี้คือ หางานที่เราคิดว่าจะทำเสร็จได้ภายในเวลา 1 วัน แล้วลองทำจริง จะพบว่า มักจะมีอุปสรรค ที่ทำให้งานยืดไปเป็น 3 วัน นั่นหมายถึง ถ้าเราทำงานเล็กๆเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป้าหมายที่ตั้งไว้ 7 ปี ก็จะยืดไปเป็น 20 ปี นั่นหมายถึง กว่าเราจะถึงเป้าหมายก็แก่พอดี อีกวิธีหนึ่งที่จะประเมินว่า พอมีคนมาช่วยแล้ว จะมีรายได้มากขึ่นหรือไม่ คือ ดูรายได้ต่อหัวของคนในองค์กร โดยนำรายได้ทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนคน

งานบางอย่าง ทำคนเดียวคล่องตัวกว่า แต่บางอย่างทำหลายคนคล่องตัวกว่า ยกตัวอย่างเช่น การยกตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นนักกล้าม มีแรงยกตู้ทั้งใบได้ แต่ปัญหาคือ ตู้ไม่ได้มีขนาดเล็กเหมือนตุ้มน้ำหนัก แต่มีขนาดใหญ่เทอะทะ ถ้ายกคนเดียว จะยกได้ช้า แถมมีโอกาสจะล้มได้ง่าย เพราะแขนเรามีความกว้างจำกัด แต่ถ้ายก 2 คนๆละด้าน จะยกได้ง่ายขึ้นมาก ของใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ คือ มีน้ำหนักไม่มาก แต่มีขนาดใหญ่

การใช้คนหรือเครื่องจักรมาช่วย มักจะจำเป็นต้องใช้เงิน นั่นคือ เราต้องเลือกทำงานที่ได้เงินเยอะที่สุด ซึ่งมักจะเป็นงานที่ใช้สมองมาก แล้วใช้เงินไปซื้อเครื่องจักรหรือจ้างคนอื่นทำงานที่ได้เงินน้อยกว่า ซึ่งมักจะเป็นงานใช้แรง

เมื่อเปรียบเทียบ การเรียนกับการทำงาน จะแตกต่างกันแบบ หน้ามือกับหลังมือ เวลาเรียนแล้วสงสัยเรื่องอะไร จะใช้วิธีเดินไปถามอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ในสถานศึกษา ซึ่งการคุยแบบเห็นหน้าจะเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย แต่เวลาทำงานจะต้องใช้วิธีโทรศัพท์หรือส่งอีเมล เพราะ ต้องติดต่อธุระกับหลายสถานที่ แต่ละสถานที่อาจจะอยู่คนไกลกัน นอกจากนี้ การคุยแบบเห็นหน้า ยังต้องมีการไหว้และรับไหว้ ทำให้ไม่สะดวกทั้ง 2 ฝ่าย เช่นเดียวกับเวลาเรียน ที่ต้องเรียนคนเดียว แต่เวลาทำงาน ทำคนเดียวไม่ได้ เพราะงานจะไม่เสร็จ หรือเสร็จแต่ไม่ดี ต้องรู้จักใช้คนอื่นทำ แล้วตัวเองพยายามอยู่เฉยๆ

เวลาเรียนหนังสือ เราต้องเรียนคนเดียว ต้องใช้กำลังของตัวเอง โกงก็ไม่ได้ แต่เวลาทำงาน เราไม่จำเป็นต้องทำคนเดียว เพราะยังทางเลือกอื่น จะเรียกว่าโกงก็ได้ คือ ใช้คนอื่นทำแทน และ ใช้เครื่องจักรมาช่วย ซึ่งทางเลือกเหล่านี้เร็วกว่าการลงมือทำเอง จึงมีแต่คนอ่อนประสบการณ์เท่านั้น ที่คิดจะทำงานด้วยแรงกายและแรงสมองของตัวเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การสร้างบ้านสักหลัง ถ้าเราคิดจะสร้างบ้านคนเดียวโดยไม่มีประสบการณ์เลย แถมยังทำคนเดียว จะต้องใช้เวลานานนับปี กว่าจะสร้างเสร็จ แต่ถ้าเราจ้างผู้รับเหมามาสร้าง จะใช้เวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ ทั้งนี้เพราะผู้รับเหมา มีประสบการณ์ มีคนงาน และ มีเครื่องจักร ส่วนเรื่องจะทำได้ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกผู้รับเหมาที่เป็นมืออาชีพเพียงใด

เด็กต้องการทำเองทุกอย่าง เพราะต้องการควบคุมทุกอย่าง เพราะ เขายังไม่รู้จักมันดีพอ จึงต้องการเรียนรู้จากการลงมือทำ แต่นั่นเป็นการเรียนรู้ที่ผิดวิธี เพราะ การเรียนรู้จากการลงมือทำจะต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก การเรียนรู้ที่ถูกวิธี ควรจะเรียนรู้จากการอ่าน แล้วจึงค่อยทดลองทำดูให้เห็นว่าทฤษฎีถูกต้อง แล้วจึงใช้คนอื่นทำแทน

ผู้ใหญ่หลายคนต้องการทำเองทุกอย่าง เพราะเขาไม่รู้จักใช้คน ไม่รู้จักมืออาชีพ เขาจึงเชื่อว่า ตนเองจะทำได้ดีกว่าคนอื่นในทุกเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเราใช้คนที่ไม่ใช่มืออาชีพแล้ว ทำเองย่อมได้ผลดีกว่า แต่ถ้าเราได้ใช้มืออาชีพตัวจริงแล้ว เราไม่มีทางจะสู้เขาได้เลย

เจ้าของกิจการจำนวนมาก มีคนช่วยแล้ว แต่ยังไม่โต เพราะพึ่งคนอื่นเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือพวกเขาต้องทำเอง ทำให้ไม่มีเวลาว่างไปทำงานบุกเบิก ถึงแม้จะทำมาเกินสิบปี ยังต้องทำงานหนัก และนอนน้อย แต่ก็ยังแค่มีพออยู่พอกินไปวันๆ ยังต้องกินและใช้อย่างประหยัด บางคนกู้เงินมาทำกิจการ ผ่านไปสิบปีแล้วยังใช้มีหนี้เท่าเดิม

เจ้าของกิจการที่ลงมือทำงานประจำด้วยตนเอง แต่ละวันจะต้องยุ่งอยู่กับงาน จนไม่ค่อยมีเวลาริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ พอถึงเวลาเลิกงานก็เหนื่อยแล้วต้องพัก พอมี ปัญหาใหม่ๆเข้ามา ก็จะไม่มีเวลาว่างไปแก้ปัญหาใหม่ เพราะติดงานประจำอยู่ ทำให้ปัญหาอื่นๆได้รับการแก้ไขล่าช้า เป็น เหตุให้กิจการไม่ ก้าวหน้า แถมยังถอยหลัง ลูกค้าก็จะหนีหายเพราะคู่แข่งแซงไป ลูกน้องก็ทำงานได้ช้าเพราะไม่มีคนคอยช่วยเหลือและช่วยตัดสินใจ คนที่มีเวลาว่างเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ก็ไม่มีทางทำงานใหญ่สำเร็จ เพราะ ยิ่งทำไปก็ยิ่งพบว่ามีงานที่คิดไม่ถึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ งานใหญ่ประกอบด้วยงานเล็กๆจำนวนมาก งานเล็กๆแต่ละเรื่อง พอแตกไปเป็นขั้นตอนที่ต้องลงมือทำ จึงพบว่า มีหลายสิบขั้นตอน จนในที่สุดก็พบว่า ลำพังแรงตัวเอง ทำได้ไม่หมด คนที่หมกมุ่นทำงานด้วยตนเองไปสัก 10 ปี มารู้ตัวอีกทีว่ายังทำไม่เสร็จก็แก่แล้ว เริ่มต้นใหม่ไม่ทัน

เจ้าของกิจการที่ลงมือทำเอง จึงเป็นคนที่ไม่รู้จักคิดเผื่อ เจ้าของกิจการที่ดีควรทำตัวให้ว่าง คอยเป็นตัวสำรอง เวลามีใครติดขัด จึงค่อยเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก จึงไม่แปลกที่มีเจ้าของกิจการที่ไม่ทำอะไรเลย แล้วกิจการไม่โตเช่นกัน เพราะ ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การก่อสร้างบ้าน เจ้าของบ้านที่ลงมือสร้างเอง จะสร้างได้ช้ามาก เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านที่ให้ช่างมาสร้าง แล้วตัวเองไม่อยู่ดูแล งานก็จะออกมาไม่ดีนัก บางคนโดนช่างโกง ใช้วัสดุคุณภาพต่ำ ใส่เหล็กน้อยชิ้น ทำให้ต้องมาตามซ่อมบ้านในภายหลัง  บ้านที่จะสร้างออกมาได้ดีที่สุด เจ้าของบ้านจะต้องจ้างช่างมืออาชีพมา แล้วตัวเองอยู่คอยกำกับดูแล ซึ่งการกำกับดูแลได้ถูกต้อง ตัวเองจำเป็นต้องรู้จริงก่อน นั่นคือ ต้องลองทำด้วยตัวเองก่อน เมื่อทำเป็นแล้ว จึงค่อยมอบหมายให้คนอื่นทำ

คนที่เป็นถึงระดับผู้จัดการ หลายคนมีความรับผิดชอบดีมาก ไม่ต่างจากเจ้าของ คือ ทำงาน 24 ชม. บางคนควักกระเป๋าตัวเอง หรือแบ่งเงินจากรายได้ส่วนอื่น อย่างค่าน้ำมันรถ เพื่อซื้อของให้บริษัท เลี้ยงลูกน้อง หรือซื้อสินค้าไปแจกลูกค้า เจ้าของกิจการที่รู้จักใช้คนเหล่านี้มาเป็นผู้จัดการ ย่อมได้ผลดีกว่าการทำงานด้วยตนเอง

ผู้มีประสบการณ์ เคยทำงานใหญ่ จะยินดีเมื่อมีคนอื่นอาสาทำแทนให้ เพราะเขาจะได้มีเวลาว่างมากขึ้น และเขารู้ดีว่า การทำเองถึงแม้จะประหยัดเงิน แต่ต้องเสียเวลามาก โดยเฉพาะเวลาเรียนรู้ก่อนจะทำเป็น ถึงแม้จะทำเป็นแล้วก็ยังต้องเสียเวลาขณะลงมือทำ ต่างจากการใช้คนอื่นทำ ที่ถึงแม้ว่าจะต้องคอยเฝ้าดูคนอื่นทำ แต่ก็ยังไม่เหนื่อย สามารถเก็บแรงไปทำงานอื่นได้  ส่วนคนที่อาสามาทำให้ ก็มักจะทำด้วยความยินดีเช่นกัน เพราะ นอกจากจะได้เงินแล้ว ยังทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่า เรียกว่า win-win ทั้งสองฝ่าย

งานหลายอย่าง เครื่องจักรไม่สามารถทำได้ เช่น การสร้างและคุมเครื่องจักร มนุษย์ไม่สามารถพัฒนาเครื่องจักรให้ฉลาดมากเกินไป มีตัวอย่างของการเขียนโปรแกรม ภาษาที่ฉลาดที่สุดและเขียนไม่ยากเกินไป คือ ภาษา c แต่ก็ต้องใช้เวลาเขียนนานพอสมควร พอยิ่งพัฒนาขึ้นมาเป็นภาษาขั้นสูงขึ้น ใช้เวลาเขียนน้อยลง อย่างเช่น java phthon แต่กลับไม่ยืดหยุ่นเท่าภาษา c แถมยังใช้หน่วยความจำมากขึ้นด้วย ทำให้คนที่เขียนโปรแกรม ยังคงต้องใช้ภาษา c อยู่

หลักการใช้เครื่องจักรคือ อ่านคู่มือที่ผู้ผลิตเขียนไว้ให้ ถ้าสงสัยอะไรก็ถามผู้ผลิต เครื่องจักรที่ดีจึงดูได้ง่าย แค่ดูว่ายี่ห้อไหนมีรายละเอียดมากกว่ากัน

คนกลุ่มที่เราควรระมัดระวังในการนำเข้ามาร่วมงาน ในช่วงเริ่มต้น ที่กำลังคนยังไม่พร้อม คือ ผู้หญิง ซึ่งจะกลายมาเป็นตัวถั่วความเจริญได้ เพราะผู้หญิงมีความสามารถจำกัดมาก ทั้งโง่เรื่องเทคโนโลยี และเดินทางลำบาก (ถึงจะขับรถเป็นแต่ชอบหลงทางเพราะดูแผนที่ไม่เป็น หรือขับรถกีดขวางทางจราจรจนเกิดอุบัติเหตุ แถมยังกลัวการเข้าห้องน้ำ) ถ้าเดินทางไกลหรือต้องเลิกงานดึกจะกลัวโดนทำร้าย แถมยังเจ็ฐป่วยง่าย สามวันดีสี่วันไข้ ผู้หญิงจึงทำได้แต่งานเบาๆ อย่างงานบ้าน กับงานใช้ปาก ผู้ชายบางคนที่ทำงานได้ไม่ต่างกับผู้หญิง คือโง่เรื่องเทคโนโลยี หรือขับรถไม่เป็น ก็ไม่เหมาะที่จะนำมาร่วมงานในช่วงที่ยังไม่พร้อม

การหาคนมาช่วย ขั้นแรกเราต้องรู้ก่อนว่า งานมี 3 ประเภท แบ่งตามความชำนาญของคน คือ งานใช้แรงงาน, งานใช้สมอง, และงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้าอย่างงานขายหรือบริการ คนใช้แรงงานมักจะเรียนมาน้อย จึงทำงานใช้สมองได้ไม่ดี แต่ทำงานใช้แรงงานได้ดี เพราะฝึกฝนมาจนชำนาญ คนใช้สมองก็จะทำงานใช้แรงงานได้ไม่ดี แต่จะทำงานใช้สมองได้ดีเพราะฝึกมาตั้งแต่เล็กๆ แต่คนที่จะทำงานใช้สมองได้ดี ต้องอยู่ในสถานที่สงบๆ เย็นๆ มีแอร์ด้วย จึงจะคิดออก ส่วนทั้งผู้ใช้แรงงานกับใช้สมอง ก็จะทำงานติดต่อกับลูกค้าได้ไม่ดี เพราะมีศักดิ์ศรีมาก ถ้าคนทั้ง 3 ประเภทนี้มาทำงานร่วมงาน ย่อมได้ผลดีกว่าการทำงานคนเดียว งานที่ได้เงินน้อยที่สุดคืองานใช้แรงงาน เพราะใครๆก็ทำได้ และผู้ใช้แรงงานก็ไม่ได้เรียกร้องค่าแรงมากนัก คนประเภทแรกที่เราควรหามาช่วยคือ คนที่ใช้แรงงานแทนเรา เช่น ซักผ้า หาข้าวให้กิน รับส่งของ ฯลฯ ผู้ใช้แรงงาน มีค่าแรงถูกและทำงานได้มาก ถ้าจ้างคนมีสมองมาใช้แรงงาน จะเสียเงินแพงแต่ได้งานมูลค่าน้อย เปรียบเสมือนเอารถปอร์เช่ไปจ่ายตลาด ต้องเสียค่าน้ำมันแพงขึ้นและเสียค่าบำรุงรักษษมากขึ้น ทั้งที่ขี่มอเตอร์ไซค์หรือรถญี่ปุ่นราคาถูกๆไปซื้อได้เหมือนกัน แต่เสียค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษาน้อยกว่า รถปอร์เช่จะเหมาะสำหรับเดินทางไปต่างจังหวัด ที่ต้องขับรถด้วยความเร็ว แต่ถ้าขับช้าๆก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปอร์เช่

อุปสรรคสำคัญอันดับแรกของการจ้างคนอื่นทำงาน คือ เรื่องการเดินทาง งานที่เกี่ยวกับการใช้แรงงาน ไม่ต้องการทักษะพิเศษมากนัก มักจะหาได้จากคนในและแวกนั้น จึงควรเริ่มจากถามคนในพื้นที่ บ้านหลังหนึ่งมักจะรู้จักคนในพื้นที่จำนวนไม่ใช่น้อย ถามหลายๆบ้านก็จะได้รู้จักคนมากขึ้น คนที่รู้ดีที่สุดเกี่ยวกับงานด้านนั้นคือ คนที่อยู่ในวงการนั้นๆ เช่น ถ้าหาช่างก่อสร้าง ก็ควรถามคนทำงานในวงการก่อสร้าง อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ ติดป้ายไว้หน้าบ้านและบริเวณใกล้เคียง จะได้คนในบริเวณนั้น แต่ต้องเขียนรายละเอียดให้ชัดเจน คนที่เห็นจะได้ไปบอกต่อ แต่ข้อเสียของกรณีนี้คือ เลือกคนเองไม่ได้มากนัก ส่วนวิธีที่ลงประกาศในหนังสือพิมพ์หรืออินเตอร์เน็ตนั้น มักจะกินพื้นที่กว้างเกินไป และหลายคนพบว่า คนทำงานอยู่ไม่ทน

วิธีกระตุ้นคน ที่ได้ผลดีคือกำหนด milestone ขึ้นมา ตั้งเป้าและกำหนดระยะเวลาไว้ แล้วคนก็จะเร่งทำเพื่อให้ได้ตามเป้า ถ้าตั้งเป้าอย่างเดียวแต่ไม่กำหนดระยะเวลา คนก็จะทำงานเฉื่ยๆ ตัวอย่างที่ดี คือ พนักงานขาย ที่ได้เงินเดือนน้อยนิด แต่บริษัทตั้งยอดขายไว้ ถ้าสิ้นปีขายถึงเป้าก็จะได้เงินเพิ่ม แต่ถ้าขายไม่ถึงเป้าก็จะไม่ได้เงินเพิ่ม ได้แค่เงินเดือน เพียงเท่านี้ คนก็จะยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้เงิน

คนที่ได้รับความชื่นชม คือคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งมักจะเป็นคนที่เริ่มต้นก่อนคนอื่น แต่เมื่องานเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น คนที่ทำทุกอย่างคนเดียวจะไม่มีทางสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีงานหลายเรื่องที่ต้องทำ โชคดีที่ธรรมชาติให้ทางเลือกไว้คือ ใช้เงินจ้างมืออาชีพมาช่วย

ผู้ยิ่งใหญ่ในโลก ไม่ได้เริ่มต้นคนเดียว อย่าง steve jobs ซึ่งประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนเริ่มต้นเขาหาคนมาช่วยทำถึง 5 คน ทำอยู่อย่างนั้นถึง 5 ปี ถึงแม้ว่าเขายังไม่รวย แต่พอเริ่มมีรายได้เล็กๆน้อยๆ เขาก็ยินดีจะจ้างมืออาชีพเพิ่มเพื่อผลิตหม้อแปลงให้ โดยที่ไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่

เราต้องกระจายงาน เพราะ ทำคนเดียวไม่ไหว ถ้าทำคนเดียวได้ ทำคนเดียวจะคล่องตัวที่สุด แต่การทำงานคนเดียว จะทำได้แต่งานเล็กๆ พองานเริ่มใหญ่ขึ้น มีหลายงานประดังเข้ามา ก็จะทำได้ไม่หมด พอทำงานหนึ่ง ก็จะพลาดอีกงานหนึ่ง เช่น เป็นแม่ทัพรักษาเมือง แต่ออกไปรบกับข้าศึกนอกเมือง ทำให้เมืองว่างเปล่า เปิดโอกาสให้ข้าศึกจากที่อื่นเข้ายึดเมืองได้ง่าย พอรู้ข่าวว่าเมืองของตนถูกตี ก็จะห่วงหน้าพะวงหลัง จะกลับเมืองก็ไม่ได้แล้วเพราะไม่มีที่อยู่ สุดท้ายจึงต้องพบกับความสูญเสียจนหมดตัว

ข้อจำกัดของคนคือ ทำงานได้ทีละอย่าง งานใหญ่ประกอบด้วยงานย่อยหลายๆงานมารวมกัน คนๆเดียวจึงทำงานใหญ่ได้ช้า ทำไม่เสร็จเสียที ถ้ามีเวลาจำกัดจะต้องเหนื่อยมาก และ ได้ผลออกมาไม่ดี เพราะขาดรายละเอียด ขาดความรอบคอบ ใช้ได้ไม่นานก็พัง คนที่จะทำงานใหญ่เสร็จได้เร็วที่สุด ต้องทำแบบคู่ขนาน คือ ทำงานย่อยๆทุกๆงานไปพร้อมๆกัน ด้วยการหาผู้ช่วย บางงานใช้เครื่องจักรช่วยได้ควรเลือกใช้เครื่องจักรก่อน เพราะเครื่องจักรไม่เรื่องมากเหมือนคน ยกเว้นงานไหนที่เครื่องจักรทำไม่ได้ก็ต้องหาคนมาช่วย

โลกกำลังก้าวไปสู่เทคโนโลยี คนที่ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี จะเสียเปรียบในการแข่งขัน เช่น ร้านค้าที่ต้องส่งพัสดุไปให้ลูกค้าจำนวนมาก ถ้าใช้ส่งไปรษณีย์แบบ ems วิธีโบราณคือ เอาใบเสร็จกลับมาพิมพ์เลขรหัสใหม่เพื่อส่งไปให้ลูกค้า บางทีพิมพ์ผิดอีก แต่คนที่รู้เทคโนโลยี จะรู้ว่าบาร์โค้ดคือ ตัวหนังสือที่ถูกออกแบบมา เพื่อให้เครื่องจักรอ่านง่าย เพราะไม่มี font คำแปลมักจะเขียนอยู่ใต้บาร์โค้ดนั้น เวลาส่ง ems จึงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือลงโปรแกรมสแกนบาร์โค้ด อ่านรหัสเข้ามือถือ แล้วส่งไปเข้าอินเตอร์เน็ตได้เลย ถ้าส่งเยอะๆ จะช่วยประหยัดเวลาได้มาก

การเรียงลำดับความสำคัญ เหมาะสำหรับใช้ในเวลาที่มีทรัพยากรจำกัดเท่านั้น เช่น ต้องทำงานคนเดียว หรือ มีเรื่องที่ต้องทำมากกว่าจำนวนคน  ถ้าเรามีทรัพยากรเพียงพอ แล้วมัวแต่เรียงลำดับความสำคัญอยู่ เรื่องที่ยังไม่ได้ลงมือทำอาจจะก่อความสูญเสียขึ้นก่อน บางเรื่องอาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โต  ดังคำโบราณว่า "กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้" ในกรณีนี้ การเรียงลำดับความสำคัญเป็นวิธีที่ถ่วงความเจริญ ถ้ามีทรัพยากรพอ และ ถ้ามีหนทางทำได้ ต้องรีบทำ เช่น ธุรกิจที่มัวแต่ชักช้า ก็จะถูกเจ้าอื่นที่เร็วกว่าแซงหน้าไป ถ้าเป็นการบริหารบ้านเมืองก็จะมีผู้คนไม่พอใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนอาจถูก ประท้วงโค่นล้มได้

วิธีทำทุกๆเรื่องไปพร้อมๆกันคือ กระจายงาน ขนเงินขนคนมาทำ มอบหมายให้แต่ละคนรับผิดชอบแต่ละเรื่อง เช่น ขณะอยู่ที่ทำงาน มีแม่คนหนึ่งกำลังป่วยหนักอยู่ที่บ้านและมีลูกอีกคนประสบอุบัติเหตุที่ โรงเรียน คุณไม่อาจแยกร่างได้ จึงต้องมอบหมายให้ภรรยากลับไปรับลูกที่โรงเรียน และตนเองไปรับแม่ที่บ้าน เคยมีคำถามว่า ถ้าคุณพายเรืออยู่กลางคลองแล้วมีแม่ป่วยอยู่ฝั่งหนึ่ง ลูกป่วยอยู่ฝั่งหนึ่ง จะเลือกใคร คำตอบคือ เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นหากมีการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า แต่ถ้าเกิดขึ้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือหาคนแถวนั้นมาช่วย


การทำงานเป็นทีม จะทำได้เร็วกว่าการทำงานคนเดียว เพราะ มีคนช่วยลดช่องว่าง

การทำงานเป็นทีม จะช่วยลดช่องว่างระหว่างเวลา ช่วยเติมเต็มจุดอ่อนของกันและกัน ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน หรือ ทำแบบคู่ขนานกันไป อย่างเช่นโทรศัพท์เกิดเงินหมดระหว่างเดินทาง โทรออกไม่ได้ ถ้าเกิดมีธุระเร่งด่วน แล้วไปคนเดียว คงต้องเสียเวลาหาเติมเงิน ทำให้เสียเวลาจนเสียงานได้ แต่ถ้าไปกับเพื่อนอาจอาศัยโทรศัพท์ของเพื่อนได้

การเริ่มทำอะไรก็ตาม ต้องมีการเตรียมเครื่องมือ เช่น การตัดกระดาษ ต้องมีการหากรรไกร และต้องเอานิ้วใส่กรรไกร การใช้คนที่ถือกรรไกรอยู่แล้วให้ช่วยตัดให้ ย่อมเร็วกว่าการไปหากรรไกรมาตัดเอง หรือสองคนที่ต้องไปตัดไป จะช้ากว่าสองคนที่ คนหนึ่งเขียน คนหนึ่งตัด เพราะไม่ต้องเสียเวลาหยิบกรรไกรใส่หรือออกจากนิ้ว

การเปรียบเทียบผลที่ได้รับจากการทำงานเป็นทีม กับการทำงานคนเดียว จะเห็นได้ชัดในงานก่อสร้างบ้าน ซึ่งมีงานหลายอย่าง ช่างแต่ละคนทำแต่ละส่วนของบ้านแบบคู่ขนานกันไป บางคนซื้อของ ทำให้ช่างไม่ต้องเสียเวลาหยุดงานไปซื้อ แต่ก็เห็นได้ในงานอื่นๆด้วย อย่างเช่น งานผลิตที่คนหนึ่งอยู่หลังบ้านคอยผลิต อีกคนอยู่หน้าบ้าน ขายอย่างเดียว พอผลิตเสร็จ คนผลิตต้องหยุดพัก คนขายรับหน้าที่ออกไปขายต่อ แต่ถ้าคนเดียวทำทั้งผลิตทั้งขาย เวลาขายจะต้องหยุดผลิต เวลาผลิตก็ต้องหยุดขาย แม้แต่การเขียนซอฟท์แวร์ก็คล้ายกับการสร้างบ้าน ซึ่งมีงานที่ต้องทำมากมาย ต้องแบ่งงานกันทำแบบคู่ขนาน

คนทำงานใหญ่ ต้องหาคนมาช่วยด้วย ยิ่งคนช่วยมากยิ่งสร้างสิ่งต่างๆได้เร็ว การทำงานคนเดียวนั้น เก่งแค่ไหนก็มีแค่ 2 มือ 2 ขา มีเวลา 24 ชม. ถึงแม้ว่าจะทุ่มเทกำลังและเวลาอย่างเต็มที่ก็ทำได้ตามกำลังของตัวเอง และ ทุกคนต้องมีเวลาหยุดพัก นอกจากนี้ แต่ละคนมีความถนัดเฉพาะทาง ตัวเราเองไม่มีทางถนัดไปทุกเรื่อง งานที่เราไม่ถนัดก็จะล้าช้า ไม่นานจะถูกคู่แข่งที่ทำงานเป็นทีมแซงไปดังภาษิตว่า "จงชนะผู้แกลัวกล้าด้วยความสามัคคี" การทำงานคนเดียวนั้น แรกๆก็ทำหามรุ่งหามค่ำได้ แต่พอทำไปนานๆก็จะเริ่มอ่อนล้า แต่งานกลับยิ่งมากขึ้นสวนทางกัน คราวนี้งานจะเริ่มเป็นดินพอกหางหมู พอทำไม่ทัน รายได้ที่ควรจะได้ก็หดหาย เพราะ คนอื่นรอไม่ไหว นี่คือเหตุผลต่างๆที่ เราจำเป็นต้องหาคนมาช่วย

ข้อจำกัดของมนุษย์นั้นมีมากเหลือเกิน เช่น ทำได้ทีละอย่าง ทำหลายๆอย่างพร้อมกันไม่ได้ เพราะเรามีเวลาจำกัด ยกตัวอย่าง ถ้าจะสร้างรถยนต์สักคัน ต้องทำ 3 อย่างคือ สร้างเครื่องยนต์ สร้างโครง และ สร้างตัวถัง สมมุติว่าแต่ละงานใช้เวลาเท่ากันคืองานละ 1 ปี ถ้าทำคนเดียว จะต้องใช้เวลาถึง 3 ปี แต่ถ้าทำ 3 คน ช่วยกันทำคนละอย่าง จะใช้เวลาแค่ 1 ปี

ทำคนเดียว
สร้างเครื่องยนต์
สร้างโครง สร้างตัวถัง
= 3 ปีเสร็จ
ทำ 3 คน
สร้างโครง
สร้างตัวถัง
สร้างเครื่องยนต์
= 1 ปีเสร็จ

ถ้าเปิดบริษัทค้าขายแข่งกัน บริษัทที่มัวแต่ทำทีละอย่าง ก็จะโดนบริษัทที่ทำ 3 คนย่อมแซงหน้าไป เพราะทำเสร็จเร็วกว่าถึง 3 เท่า ดังนั้น เจ้าของกิจการที่มีลูกน้อง 3 คนจึงขยายกิจการได้เร็วกว่าเจ้าของกิจการที่ทำคนเดียวถึง 3 เท่า คนที่ทำธุรกิจคนเดียว สุดท้ายจึงลงเอยที่เจ๊ากับเจ๊ง  เพราะทำช้ากว่าคนอื่น ทำไปนานๆจะเครียดทำงานได้ลดลง รายได้ก็ลดลง พอเครียดก็ต้องการพักผ่อนมากขึ้น ช่วงพักผ่อนรายได้ก็ลดลง หรือ เวลาลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ความต้องการของคนก็จะหลากหลายขึ้น สินค้าที่มีอยู่ ตอบสนองไม่ได้ ต้องสร้างหรือหามาเพิ่ม แต่การสร้างหรือหาต้องใช้เวลา ถ้าทำคนเดียว จะตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นไม่ทัน ถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จะเสียลูกค้าไป เพราะลูกค้าย่อมต้องหาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของเขาได้ บางทีทำตามความต้องการของลูกค้าคนหนึ่งอยู่ ลูกค้าอีกคนก็ต้องการอีกอย่าง  พอทำหลายๆอย่างก็เลยทำไม่เสร็จสักอย่าง ถ้าตอบสนองลูกค้าคนหนึ่ง ก็จะเสียลูกค้าอีกคนหนึ่งไป

ถึงแม้ว่าบางคนจะเก่งมาก สามารถทำได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน แต่คนเก่งเช่นนี้ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะเมื่อทำไปสักพักก็ย่อมเกิดความเครียดและความล้า นอกจากนี้ นิสัยของคนก็ยังมีข้อจำกัดกับงานบางประเภท ขอให้ดูตัวอย่างของช้างที่อยู่ตามปางช้าง จะมี 2 ประเภทคือ ช้างออกรบ กับ ช้างที่แสดงเป็นตัวตลกให้ความสนุกสนานแก่ผู้ชม ถ้านำช้างออกศึก มาแสดงเป็นตัวตลก เขาก็จะไม่ตลกด้วยแล้วอาจจะมีอันตรายกับผู้ชมด้วย และไม่ใช่ว่า พอเราทำงานหนึ่งเสร็จแล้ว จะทำงานอื่นต่อได้เลย แต่ยังมีอารมณ์ค้างกับเรื่องเดิมอยู่ ต้องใช้เวลาปรับอารมณ์สักพักใหญ่ๆ บางทีหลายวัน

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดตามธรรมชาติ เช่น ต้องเสียเวลารอ ถ้าจะไปที่ไหนสักที่ ก็ต้องเสียเวลานั่งรถ, แม้แต่ใช้อินเตอร์เน็ตก็ต้องเสียเวลาดาวน์โหลด พอเรื่องไหนเสียเวลา เราก็มักจะไม่อยากรอ ระหว่างที่รอ จึงเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น พอเปลี่ยนแล้ว บางทีเรื่องที่ทำค้างไว้ก็ลืมไปเลย

คนทำงานคนเดียว ไม่มีวันจะทำงานใหญ่ได้ เพราะว่า จะมีงานเล็กๆ มาคอยฉุดให้เสียเวลา เช่น เรื่องบัญชี เรื่องเทคนิค ฯลฯ ซึ่งแต่ละเรื่องยังมีรายละเอียดปลีกย่อยไปอีก มีทั้งงานที่ต้องใช้แรง และงานที่ต้องใช้สมอง เป็นธรรมดาที่ องค์กรหนึ่ง จะประกอบไปด้วยงานหลายอย่าง ดังแสดงในตารางข้างล่าง ตัวเราจะถนัดแค่งานอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะนอกจากความรู้ที่เรียนมามีจำกัดแล้ว บางคนอาจจะถนัดแต่ใช้แรง บางคนอาจจะถนัดแต่ใช้สมอง เป็นไปไม่ได้ที่จะหาคนถนัดหลายๆด้านพร้อมกัน นั่นคือ เอาตัวเราเข้าไปไว้ในช่องหนึ่งในตาราง ส่วนงานที่เหลือเราไม่ถนัด ซึ่งแน่นอนว่าเราจะทำได้ช้า ทำให้ทำได้ไม่ครบ ในทางกลับกัน ถ้าทำหลายคน แต่ละคนถนัดคนละเรื่อง จึงทำงานทุกอย่างได้เร็วขึ้น เมื่อใส่แต่ละคนลงในแต่ละช่อง มีโอกาสทำได้ครบทุกอย่าง

งานเทคนิค
งานบัญชี งานขาย
อื่นๆ
ซื้ออะหลั่ย
ขับรถส่งเอกสาร
ทำเอกสาร
ฯลฯ
วิจัย
ลงบัญชี ภาษี
ไปพบลูกค้า
ฯลฯ
ซ่อมบำรุง
ตรวจสอบบัญชี
หาลูกค้าเพิ่ม
ฯลฯ

หากฝืนทำไปคนเดียว งานที่ได้จะไม่เสร็จเสียที ถ้าเสร็จก็ออกมาลวกๆ ขาดนั่นขาดนี่ งานชิ้นหนึ่งอาจจะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนย่อยๆ 10 ชิ้น หากใช้คนๆเดียวทำ แล้วใช้เวลา 10 ปี ถ้าเปลี่ยนมาใช้มืออาชีพ 10 คนมาช่วยกันทำ จะลดเหลือเพียงแค่เดือนเดียว ไม่ใช่ปีเดียว เพราะ มืออาชีพไม่ต้องไปเสียเวลาศึกษาใหม่ทุกเรื่อง แทนที่จะทำคนละปี ก็เหลือเวลาทำแค่คนละเดือน แต่ถ้าเราทำคนเดียว เราอาจจะถนัดแค่เรื่องเดียว ที่เหลืออีก 9 เรื่องจะต้องไปเริ่มต้นศึกษาใหม่

การทำงานเปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาทำนาน ถ้าใช้วิธีวิ่งผลัด วิ่งคนละครึ่งวัน ผลัดกันไป แต่ละคนวิ่งไม่หยุด อาจใช้เวลา 3 เดือนพอดี แต่ถ้าวิ่งอยู่คนเดียว วิ่งไปได้ครึ่งวันกำลังจะเริ่มตกแล้ว ต้องหยุดกินข้าว กินอิ่มแล้วต้องหยุดให้อาหารย่อย วิ่งได้วันเดียวก็ตามเขาไม่ทันแล้ว ยังต้องหาที่นอน พอวันรุ่งขึ้นเริ่มล้า เริ่มวิ่งช้าลงเรื่อยๆ  พอถึงกลางทางร่างกายสู้ไม่ไหวเพราะวิ่งมานาน หรือเจ็บป่วยระหว่างทางซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของชีวิต ปรากฎว่า วิ่งคนเดียว อาจใช้เวลาถึง 3 ปี ยังไม่รู้จะถึงหรือเปล่า แล้วถ้างานที่สลับซับซ้อนต้องใช้เวลาทำติดต่อกันนานๆ เช่น 3 ปี  ถ้าทำอยู่คนเดียว ตลอดชีวิตก็ยังทำไม่เสร็จ ไม่ต้องพูดถึงงานง่ายๆซึ่งใครๆก็ทำได้

แต่ในการทำงานมีทางออกที่ดีกว่าการวิ่งผลัดมาก คือ ทุกคนสามารถเริ่มต้นพร้อมกันได้ ไม่ต้องรอส่งไม้ต่อ ดังนั้น คนฉลาดจะสามารถทำให้งานเสร็จไวได้ ด้วยการหาคนมาช่วย และคนมาช่วยอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นคนเก่งหรือมืออาชีพด้วย

ในยุคของการแข่งขัน ลูกค้ามีทางเลือก ถ้าติดขัดอะไรกับผู้ขายรายเดิม ก็ย้ายหนีได้ทันที ซึ่งการติดขัดเกิดจากผู้ขายขยายตัวไม่ทันกับความต้องการ เนื่องจาก ผู้ขายมีทรัพยากรจำกัด คนที่มีเงินมากกว่า จึงขยายตัวได้เร็วกว่า ถ้าขยายไปถูกทาง คือตรงกับความต้ัองการของลูกค้าแล้ว โอกาสชนะย่อมมีสูงกว่า

เราจึงสังเกตุได้ว่า งานใหญ่ มักจะเริ่มจากคน 2 คนช่วยกัน ถ้าไม่เป็นเพื่อนกันก็ต้องเป็นสมาชิกในครอบครัว เพราะเมื่อเริ่มทำไปได้สักพัก จะเริ่มมีปัญหาพรั่งพรูเข้ามา จนไม่่มีเวลาว่างไปหาคนเก่งๆมาช่วย คนที่เริ่มทำคนเดียวจะประสบความสำเร็จได้ จึงต้องมีประสบการณ์สูง จึงจะรู้ว่า เมื่อไหร่ต้องหาคนมาช่วย ให้สังเกตุว่า ถ้าทำงานเต็มที่แล้ว งานล้นมือ ทำเสร็จไม่หมด แสดงว่าขาดคน ถ้าไม่มีเงินพอจ้างคน แสดงว่า รายได้ไม่พอ ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไข แสดงว่างานที่ทำอยู่ใช้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น หาเงินด้วยวิธีอื่น พอมีเงินแล้ว จึงสามารถนำเงินส่วนอื่นมาสนับสนุนงานเดิม คราวนี้จะสามารถหาคนมาช่วยได้ งานเดิมอาจไม่ต้องมีกำไร  เมื่องานล้นมือ ไม่ได้เกิดจากขี้เกียจ แต่เกิดจากเรามีความสามารถจำกัด ทุกคนก็มีความสามารถจำกัด ถึงแม้ว่าสมัยก่อนจะทำได้มากกว่านี้ แต่เมื่อถึงเวลาที่อ่อนล้าทำต่อไม่ไหว ถือว่าเป็นข้อจำกัดของคน เป็นเรื่องปกติตามกฎธรรมชาติ

หลักสำคัญของการหาคนและเครื่องจักรมาช่วย คือ ความเร็ว เราจึงไม่ควรต้องแบ่งแยกด้วยเหตุผลด้านความรู้สึกหรือประเพณี เช่น ผู้ชายไม่ควรทำงานของผู้หญิง  หรือ คนใช้สมองไม่ควรใช้แรงงาน ฯลฯ

ข้อดีของการว่าจ้างคนคือ เด็กอายุ 20 กว่าๆ ถึงแม้จะแข็งแรง สายตาดี ไม่มีโรค แต่ข้อเสียคือ ยังเหมือนนกเพิ่งออกจากกรง หลงระเริงไปกับมายา ติดกินเที่ยวและเพศตรงข้าม จนบ่อยครั้งที่กลายเป็นขาดความรับผิดชอบไป

วิธีแก้ปัญหาให้จบ คือ พึ่งมืออาชีพ

การทำงานอะไรสักอย่าง ให้เสร็จเร็วและดี ต้องอาศัยความชำนาญ ความชำนาญต้องอาศัยการฝึกฝนผ่านกาลเวลา มือใหม่มักจะทำได้ช้าและมีข้อบกพร่อง มีคนบอกว่า ถ้าไม่ให้โอกาสมือใหม่แล้วจะมีมืออาชีพได้อย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มือใหม่สามารถฝึกฝนตนเองอยู่บ้านได้ เมื่อทำเป็นแล้วจึงค่อยมาอาสารับงาน

ปัญหาใหญ่ของการเริ่มทำงานอะไรสักอย่าง คือ ความไม่รู้ การเรียนรู้จะต้องเจออุปสรรคที่คาดไม่ถึงมากมาย กว่าจะรู้ต้องเสียเงินเสียเวลาไปมาก วิธีที่ง่ายกว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองคน หาคนที่รู้มาช่วย มืออาชีพจะเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น วิธีการสังเกตุมืออาชีพ คือ ลองเล่าเรื่องให้เขาฟัง หรือ เชิญเขามาดูสถานที่ เขาจะชี้ปัญหาให้เราเห็น (inspect) แล้วเราจึงค่อยจ้างเขามาแก้ปัญหาที่เขาเห็น ถ้าเขาไม่มีเวลาทำ ให้จ้างเขามาเป็นที่ปรึกษา

หากลองมองปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ล้วนเกิดจากการพึ่งพามือสมัครเล่น เราจ่ายเงินให้มืออาชีพ เพื่อที่จะเริ่มต้นทำถูกตั้งแต่แรก แล้วไม่ต้องไปยุ่งกับมันอีก แต่ถ้าเราจ่ายเงินให้มือสมัครเล่น เราจะต้องย้อนกลับมา ซ่อมแซม แก้ไข สิ่งที่มือสมัครเล่นทำผิดพลาดไว้ ถึงแม้ว่าเราจะเก่งมาก สามารถเรียนรู้ที่จะทำได้ทุกอย่าง แต่ เราต้องจ่ายเงินให้คนที่ทำเป็นแล้วมาช่วย เพื่อที่เราจะไม่ต้องเสียเวลาทำเอง ซึ่งใช้เวลานานกว่าจ้างคนทำเป็นมาทำ เราอาจเคยเห็น คนที่ทำงานอะไรสักอย่าง เสร็จอย่างรวดเร็ว เช่น โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมเสร็จในวันเดียว หรือ ช่างซ่อมรถซ่อมเสร็จในครึ่งวัน แล้วเราคิดไปเองว่า ถ้าเราทำเองจะเสร็จรวดเร็วเหมือนเขา แถมประหยัดเงินค่าจ้างด้วย แต่พอลงมือทำจริงๆ ปรากฎว่า ต้องเจออุปสรรคมากมาย ขาดเครื่องมือ ขาดความรู้ กว่าจะทำเสร็จอาจใช้เวลาหลายวันจนถึงเป็นเดือนๆ ซึ่งเป็นเพราะเราไม่มีความชำนาญเหมือนเขา และไม่มีเครื่องมือเหมือนเขา โดยเฉพาะเครื่องมือพื้นฐาน ที่คนทั่วไปไม่มี แต่คนทำงานด้านนั้นจะมี อย่างเช่น การซ่อมรถ ต้องขันน๊อต ต้องมีประแจหกเหลี่ยม, การเขียนโปรแกรม ต้องมีโปรแกรม text editor ที่ดีๆ ฯลฯ มืออาชีพไม่ใช่แค่ทำเร็วกว่า แต่ยังทำปราณีตกว่า มีความเสียหายน้อยกว่าด้วย เพราะเขาเคยทำผิดพลาดมาก่อน จึงรู้ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด

มืออาชีพ หรือ ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่คนที่ทำเรื่องนั้นอยู่ แต่เป็นผู้ที่มีทำงานมาระยะหนึ่ง อาจจะสักสิบปีขึ้นไป (นั่นคืออายุสัก 30 ปีขึ้นไป) จนรู้แจ้งเห็นจริงทุกซอกทุกมุมในด้านนั้น เพราะคนที่ทำเรื่องนั้นอยู่ อาจเป็นมือใหม่เพิ่งเข้าวงการ จึงรู้ไม่จริง และมักจะพาเราไปผิดทาง

มืออาชีพ เป็นคนที่เราน่าคบหาด้วย เพราะเขามีความรู้ที่หาไม่ได้ทั่วไปในท้องตลาด เราควรเสียเงินจ้างมืออาชีพ มากกว่าจ้างคนทั่วไปในท้องตลาด อย่างเช่น ถ้าเรารู้จักผู้เชี่ยวชาญเรื่องซ่อมรถ ควรใช้บริการซ่อมรถกับเขา มากกว่าที่จะไปใช้บริการร้านค้าทั่วไปในท้องตลาด อย่างศูนย์หรืออู่ตามห้าง เพราะไม่ใช่แค่เขาจะซ่อมรถเราได้ดีกว่าแล้ว เขายังช่วยเหลือเราในส่วนที่เราหาไม่ได้ในท้องตลาด เช่น เตือนเราให้ระวังเวลามีอะหลั่ยตัวไหนเริ่มมีปัญหา หรือ ให้คำปรึกษาเวลาที่เรารถเสียระหว่างทาง ถ้าหากช่วงไหนเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงินด้วยแล้ว เขาก็ยินดีจะช่วยงานเราฟรีๆอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองไกล มองแค่ปากกับจมูกว่าไปซ่อมที่ร้านค้าทั่วไปสะดวกกว่า

มืออาชีพ นอกจากจะวัดได้จากผลงานแล้ว ยังวัดได้จากวิธีคิดด้วย ผลงานดูที่ความทนทาน ใช้แล้วไม่มีปัญหาตามมา ส่วนวิธีคิด รู้ได้จากการพูดคุย ลองเอาปัญหาที่เจอถามเขาว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร มีขั้นตอนการทำอย่างไร เมื่อเทียบกับวิธีที่เราเห็นว่าทำแล้วทนทาน ไม่มีปัญหาตามมา

แต่ละคนจะมีความถนัดของตัวเอง ไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง เพราะคนที่จะมีความถนัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต้องทำเรื่องนั้นติดต่อกันมานานอย่างน้อย 2-3 ปีขึ้นไป ยิ่งทำนาน จะยิ่งถนัดมาก แต่นั่นหมายถึง ความถนัดเรื่องอื่นก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย ทำให้คนที่ถนัดด้านเทคนิค จะโง่เรื่องงานขาย แม้แต่ตัวแทนขายก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะขายของได้ เพราะคนทั่วไปจะไม่รู้ว่า การขายของให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากผูกมิตรก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาและความอดทน แม้แต่คนที่มีอาชีพตัวแทนขายโดยตรง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายของได้ดี เพราะ การผูกมิตรกับลูกค้าต้องอาศัยเวลา เพื่อเจอหน้ากันบ่อยๆ คนขายจึงจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในละแวก เดียวกับลูกค้า

การใช้มืออาชีพ เปรียบเหมือนการเดินเข้าป่า เพื่อไปยังสถานที่หนึ่งในป่า คนที่เคยไปมาแล้ว จะรู้ทาง และรู้ว่าต้องเจออะไร จึงเตรียมอุปกรณ์ไปถูก และสามารถเดินทางไปถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว ตามเวลาที่กำหนด ต่างจากคนที่ไม่เคยไปมาก่อน จะไม่รู้ว่าไปทางไหน ข้างหน้าต้องเจออะไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร เดินเข้าไปแล้วอาจจะหลง หรือเจออุปสรรคที่ผ่านไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องมือ ทำให้ต้องกลับออกมาเตรียมเครื่องมือใหม่ ต้องเข้าออกอีกหลายรอบ กว่าจะไปถึงปลายทาง จะเห็นว่า ยิ่งคนที่ทำเรื่องนั้นบ่อยๆ จะยิ่งมีความชำนาญมาก ยิ่งทำได้งานนั้นเร็วมาก เรียกคนนี้ว่า มืออาชีพ แต่ถ้าเราหามืออาชีพไม่ได้ อย่างน้อยเราควรจะหาคนที่เคยทำเรื่องนั้นจนสำเร็จลุล่วงมาแล้วครั้งหนึ่ง ดีกว่าใช้คนที่ไม่เคยทำมาช่วย

การจ้างมือสมัครเล่น เปรียบเหมือนกับการจ้างคนมาหัดปลูกข้าว ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กินข้าวหรือเปล่า เพราะยังต้องเจอกับภัยธรรมชาติ หรือคนปลูกลาออกไป ฯลฯ  ส่วนการจ้างมืออาชีพ เปรียบเหมือนกับไปซื้อข้าวที่ปลูกเสร็จแล้ว ซึ่งได้กินแน่นอน

ถ้าจ้างมือสมัครเล่นมาทำงาน เขาจะทำได้ช้า แต่อยากได้ค่าตอบแทนสูง พอทำเสร็จแล้วผลออกมาไม่ละเอียดรอบคอบ พอใช้ไปได้สักพักก็เสียอีก ยิ่งทำปัญหายิ่งบานปลาย ต้องมาตามแก้ปัญหาทีหลัง สาเหตุทั้งหมดนี้เกิดจาก คนรู้ไม่จริง

การเริ่มต้นทำอะไรก็ตาม จะต้องมี 4 ขั้นตอนคือ ศึกษาว่าทำอย่างไร ทดลองทำ ทำจริง และ เรียนรู้ที่จะทำให้แข็งแรง จึงจะใช้งานได้จริง จะเห็นได้ว่า กว่าจะใช้งานได้จริง ต้องใช้เวลามาก

อุปสรรคใหญ่ที่สุดของคนคือ ความไม่รู้ และไม่มีใครจะรู้ไปทุกเรื่อง เรื่องไหนที่เราไม่รู้ จะต้องเสียเวลาศึกษาหาความรู้ เป็นเวลานาน กว่าจะศึกษาจนรู้ คู่แข่งก็แซงหน้าไปแล้ว การเสียเงินจ้างคนที่รู้ คือจ้างมืออาชีพ จะช่วยประหยัดเวลาในการเรียนรู้ไปได้

แต่ถ้าจ้างคนเก่งหรือมืออาชีพมาทำ เขาอาจจะทำแค่ 2-3 นาทีก็เสร็จ พอทำเสร็จแล้วใช้ได้ยาว ไม่เจอปัญหาอีก สาเหตุเพราะ เขารู้จริง เขามีประสบการณ์ว่า ตรงไหนเป็นจุดอ่อนทำไปแล้วมีปัญหา และรู้ว่าจะหลีกเลี่ยงปัญหานั้นอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการแบกของ 100 กิโลกรัม ขึ้นภูกระดึง ถ้าแบกเองคนเดียวคงต้องค่อยๆเดิน อาจมืดค่ำกลางทาง หรือไม่ก็ ต้องขึ้นลงหลายเที่ยวกว่าจะหมด ของที่แบกขึ้นไปทิ้งไว้ก่อนหน้า อาจจะสูญหายเพราะไม่มีคนเฝ้า ถ้าเราเลือกให้เพื่อนเราแบก ก็ต้องใช้เพื่อนหลายๆคน เพราะแต่ละคนไม่เคยแบกของมาก่อน แต่ถ้าเราเลือกที่จะจ้างลูกหาบ อาจจะจ้างแค่คนเดียวก็แบกขึ้นไปได้หมด เพราะเขาแบกอยู่เป็นประจำ เขาจึงแข็งแรงกว่าคนทั่วไป

หรือตัวอย่างการซ่อมรถ ถ้าหากรถเสีย แล้วเราต้องการซ่อมเอง อาจต้องเสียเวลาหลายวัน เนื่องจาก ต้องหาสาเหตุเอง ไม่รู้ว่าจะหาเจอหรือไม่ ต้องไปซื้ออะหลั่ยเอง อาจจะได้อะหลั่ยปลอม ต้องเสียเวลาไปเปลี่ยน...แต่ถ้าเราไปจ้างช่างซ่อมรถที่รู้ไม่จริงมา เขาอาจจะเดาว่า เกิดจากสาเหตุอื่น เสียเงินซ่อมแล้ว ปัญหายังไม่จบ ...แต่ถ้าเราไปจ้างช่างซ่อมรถมืออาชีพ เขาสามารถจะหาสาเหตุได้รวดเร็ว หาอะหลั่ยได้เร็ว เสียเวลาซ่อมแค่ครึ่งวัน ซ่อมเสร็จแล้วปัญหาจบ

แต่การหาคนเก่งกว่าเรามาช่วยนั้นต้องมีวิธี การไปลงประกาศรับสมัครงาน มักจะไม่เจอคนเก่ง เพราะ คนเก่งจะมีงานทำอยู่แล้ว การหาคนเก่ง จึงต้องหาจากคนรู้จักแนะนำให้ แล้วชักชวนเขามาช่วย โดยถามจากคนที่เคยทำกับคนนั้นมาก่อน ว่าผลงานของคนนั้นเป็นอย่างไร มีความรับผิดชอบทำจนเสร็จงานหรือไม่

เมื่อได้คนเก่งมาช่วยงานแล้ว เรายังต้องทำให้เขาเป็นวีรบุรุษด้วย เพราะ เวลาที่คนๆหนึ่งจะทำอะไรสักอย่าง เขาจะต้องคิดว่าทำไปเพื่ออะไร ถ้าไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร เขาก็ไม่อยากจะทำให้เหนื่อย ถ้าเราเอาเงินมาล่อ เขาจะรู้สึกว่ากำลังทำเพื่อเงิน ทำงานมากแต่ได้เงินน้อยก็ไม่อยากทำ ในทางกลับกัน ถ้าทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนสำคัญหรือเป็นวีรบุรุษในสายตาคนอื่น ถ้าขึ้นชื่อว่าเก่งแล้วไม่มีตัววัดเหมือนเงิน เขาจึงกล้าทุ่มเทอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย  เพราะเวลาที่เกิดคำถามขึ้นในใจของเขาว่า ทำไปเพื่ออะไร คำตอบก็จะออกมาว่า ทำเพื่อคนอื่น  นี่คือเหตุผลที่ เราจำเป็นที่จะต้องทำให้คนอื่นเก่งกว่าเรา  เพราะ คนเก่งจะรู้สึกมีค่าในตนเอง เขาจึงไม่สนใจคุณค่าภายนอกเช่น สถานที่หรือฐานะความเป็นอยู่ของนายจ้างมากนัก  บางครั้งไม่มีเงินจ้างก็ลดราคาให้ได้ ในทางกลับกัน พวกแรงงานไร้ฝีมือ จะพยายามหาที่พึ่ง  เขาอยากรู้ว่าเขาจะเรียนรู้อะไรจากท่านได้บ้าง เขาจะพึ่งท่านได้หรือไม่เวลาที่เขาลำบาก องค์กรนี้ช่วยให้เขามีหน้ามีตาเพียงใด ฯลฯ คนพวกนี้แทนที่เขาจะมาช่วย กลับจะมากอบโกย

และเมื่อเรายกย่องใครว่าเป็นวีรบุรุษที่มีคนปรบมือให้ คนที่เห็นก็อยากจะเลียนแบบ อยากจะเป็นวีรบุรุษบ้าง  สุดท้ายก็จะมีมืออาชีพเพิ่มมากขึ้น สังคมที่ส่งเสริมคนเก่งก็จะเกิดขึ้น  แต่ถ้าเราไม่ยกย่องเขาให้เขารู้แล้ว เขามีสิทธิ์เดาไปเองได้ต่างๆนาๆเช่น คืดว่าเขาไม่มีความสำคัญ สุดท้ายเขาก็ไม่เต็มใจจะทำอะไร

สรุปว่า การทำงานใหญ่ให้ลุล่วง มี 3 ขั้นตอนคือ
  1. หาคนมาช่วย
  2. คนที่มาช่วยต้องเป็นมืออาชีพ
  3. ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนเก่งในสายตาคนอื่น
จะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนเป็นมืออาชีพ ต้องลองคุยดู คนที่รู้มากกว่า ย่อมให้ข้อมูลได้มากกว่า และต้องเป็นข้อมูลที่เคยทำจริง ไม่ใช่แค่ท่องตำรามาบอก  คนไหนตกผลึกทางความคิด คือ รู้กว้าง รู้ลึก รู้ทุกซอกทุกมุม เล่าได้เป็นฉากๆ สามารถสรุปได้สั้นๆ ว่าต้องเลือกตัวไหน บอกได้ว่าตัวเลือกอื่นข้อดีข้อเสียอย่างไร คิดถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก คนนี้ทำกี่ครั้งก็ไม่พลาด แสดงว่ารู้จริง สังเกตุว่าเขา
  1. เคยทำเรื่องนั้นมาอย่างน้อย 10 ปี
  2. กำลังทำอยู่ มีตัวอย่างของบริษัทต่างชาติ ที่ต้องการหาตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทย บริษัทจากไต้หวัน หาจากคนรู้จัก แต่พอขายไปได้สักพักก็เจ๊ง เพราะ คนขายขาดประสบการณ์ ต่างจากบริษัทญี่ปุ่น ที่หาคนที่ทำเป็นแล้ว ด้วยการไปเดินดูสินค้าในตลาด เมื่อเห็นยี่ห้อที่สนใจแล้ว จึงติดต่อกับผู้ที่นำสินค้ายี่ห้อนั้นเข้ามาจำหน่าย เพื่อให้ช่วยขายสินค้ายี่ห้อใหม่ของตนด้วย
  3. เคยทำจนถึงที่สุด หรือ ทำจนประสบความสำเร็จมาแล้ว ดูได้จากผลงานของเขา อาจจะทดลองใช้เอง หรือถามคนที่เคยใช้ผลงานของเขา มืออาชีพ
  4. มองรอบด้าน มือสมัครเล่นจะมองไปข้างหน้าด้านเดียว เขาจะพูดถึงสิ่งนี้สวย สิ่งนั้นเร็ว สิ่งนี้ออกใหม่ ต่างจากมืออาชีพที่จะมองหลายๆด้าน เขาจะพุดถึงความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยก่อน เพราะกาลเวลาบ่มเพาะให้เขารู้ว่า สิ่งใดจะสวย เร็ว หรือฉลาดสักเพียงใดก็ตาม ถ้าไปพังกลางทางก็เท่ากับไร้ค่า
  5. รู้เขารู้เรา เวลาถามเขา เขาจะถามรายละเอียดกลับมา คือ ไม่ท่องจำมาบอก แต่จะพยายามหาคำตอบที่ตรงกับสถานการณ์ของผู้ถามมากที่สุด
  6. คุยรู้เรื่อง ถามเรื่องเกี่ยวกับงานที่เขาทำอยู่ แล้วเขาตอบได้หมด ไม่ต้องขอเวลาไปเปิดตำรา หรือ ถามใคร ถ้าเรานำเรื่องที่เขาบอก ไปทำลองทำ จะพบว่าถูกต้อง ใช้งานได้จริง เรียกว่า It works
  7. เชื่อใจได้ ต้องมีความรับผิดชอบ ดูได้จากการรักษาคำพูด นัดแล้วมาตามนัดทุกครั้ง ไม่เคยเบี้ยว คนที่คำพูดตัวเองยังรักษาไม่ได้ แล้วจะไปรับผิดชอบงานที่หนักกว่านี้ได้อย่างไร คนที่ขาดความรับผิดชอบนั้น นึกจะหยุดก็หยุด แล้วมาแก้ตัวว่าป่วย คนพวกนี้วันดีคืนดีทำแล้วอาจหายตัวไป ถึงตอนนั้นเราตามตัวไม่ได้ เราจะเดือดร้อน
วิธีพิสูจน์คนเก่ง คือทดลองคุยด้วย แค่ถามเขาสัก 2-3 เรื่องที่ลึกๆ โดยเฉพาะเรื่องคนทั่วไปไม่รู้กันและมักจะทำผิดพลาด แล้วไปเช็คข้อมูลจริงกับต้นขั้ว ก็จะรู้ว่าเขารู้จริงหรือไม่ อาจแกล้งสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นมาถามเขา อาจชวนเขามากินข้าวสักมื้อ ถ้าเขารู้จริงค่อยจ้าง วิธีจ้างไม่ควรจ้างแบบต่อเนื่อง เนื่องจากมืออาชีพจะคิดแพงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย หากเราไม่ได้ใช้เขาแล้ว เราจะเสียเงินฟรีๆจนไม่มีเงินจะเสีย และที่สำคัญคือ การจ้างต่อเนื่อง เราต้องคอยรับผิดชอบชีวิตของเขาด้วย มีงานแต่ง งานศพก็ต้องไป โชคดีที่มืออาชีพคือพวกที่ชีวิตลงตัวแล้ว มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น  สามารถเรียกใช้งานได้เวลาที่เราต้องการ เราจึงควรใช้วิธีจ้างเป็นครั้งๆไป ถ้าเขามีงานประจำอยู่แล้ว อาจจ้างเป็นที่ปรึกษา โดยให้ค่าปรึกษาเป็นครั้งๆ แต่ถ้าไปเจอพวกที่ย้ายไปย้ายมาตามตัวยาก ให้ละเว้นคนพวกนี้เสีย

แน่นอนว่ามืออาชีพจริงๆ ย่อมแพงกว่ามือสมัครเล่น ถ้าไม่มีเงินจ่ายมากขนาดนั้น อาจต้องลดคุณภาพลงมา การตั้งคำถามเพื่อทดสอบเขา จึงควรลดระดับความยากของคำถามลงมาด้วย

บางเรื่องอาจดูรายละเอียดยาก จึงต้องทดลองทำอะไรกับเขาสักเรื่องหนึ่ง คนที่ทำเรื่องอะไรไม่มีคุณภาพ เพียงเรื่องเดียว เรื่องอื่นก็มักจะทำชุ่ยด้วยเช่นกัน อย่างเช่น การซื้อทุเรียน ต้องหาคนขายที่มีประสบการณ์สูง จึงจะปอกมาแล้วกินได้พอดีทุกลูก บางร้านขายทุเรียนราคาถูกกว่า แต่ปอกมาแล้ว กินไม่ได้เลยสักลูก แข็งไปบ้าง นิ่มไปบ้าง พอเราเจอคนขายแบบนี้ ถ้าเห็นเขาขายของอย่างอื่นด้วย ก็มั่นใจได้ว่า ของอย่างอื่นจะด้อยคุณภาพด้วย ผมเคยซื้อมังคุดกับแม่ค้าขายทุเรียน แต่ซื้อทุเรียนก่อน แล้วได้ทุกเรียนแข็งมา ก็รู้ได้ทันทีว่าแม่ค้าคนนี้ไม่เก่ง เห็นแก่เงิน พอลองซื้อมังคุดต่อ ก็เป็นจริงตามนั้น คือแม่ค้าก็ไม่เปิดโอกาสให้ผมเลือกเอง แกหยิบๆมาใส่ เพียงเพื่อให้ตัวเองขายหมด พอกลับมาบ้านปอกมังคุดกินก็พบว่า ส่วนใหญ่เสีย

คนที่อ่านตำรามาพูด แต่ไม่เคยทำนั้น พูดยังไงก็ผิด อย่าไปเชื่อ เพราะว่า ตอนลงมือทำจริงจะมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้อง ทำให้ผลออกมาผิดเพี้ยนไป ไม่ตรงกับในหนังสือ หรือ มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่ถ้าทำผิดนิดเดียวก็ผิดยาวเลย เช่น นักยกน้ำหนัก ถ้าไม่อ่านตำรา ก็จะโตแต่ไหล่ด้านหน้า ส่วนไหล่ด้านหลัง(rear deltoid)เล็ก พอมาอ่านตำราที่บอกวิธีสร้างไหล่ด้านหลัง เมื่อลองปฎิบัติจริงปรากฎว่าไหล่ด้านหลังไม่โต แต่หลังโตแทน เพราะว่า มีเคล็ดลับว่าเวลายกน้ำหนักอย่าให้แขนสูงจนขนานกับหลัง ถ้ายกขึ้นจนแขนขนานกับหลัง แทนที่ไหล่รับน้ำหนัก กลับกลายเป็นหลังรับน้ำหนักแทน

ถ้าให้คนไม่มีประสบการณ์มาทำ เขาต้องทดลองไปเรื่อยๆ จึงทำไม่เสร็จสักที พอทำเสร็จให้ใช้งานได้บ้าง ใช้ได้ไม่นานก็มีปัญหา ต้องปรับปรุงซ่อมแซม กว่าจะทำได้ดีก็ใช้เวลาหลายสิบปี ถ้าฝืนทำไปกว่าจะเสร็จก็เจอคู่แข่งแซงหน้าไปแล้ว ต่างจากคนรู้จริง ทำครั้งเดียว ใช้เวลาไม่นาน แต่ใช้ได้นาน ยิ่งประสบการณ์มากยิ่งใช้ได้นานมาก เพราะ เวลาจะเป็นตัวบอกข้อบกพร่องของสิ่งต่างๆ เรื่องนี้หาอ่านไม่ได้ในตำรา แต่เขารู้และสรุปได้สั้นๆในเวลา 2-3 นาที เช่นเดียวกัน ถ้าจะซื้อของสักชิ้น ควรจะดูของที่ผลิตมาเป็นเวลานาน หรือถ้าจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง ควรจะปรึกษาผู้รู้

แม้แต่คนเก่งแล้ว ทำงานด้านที่ตนถนัด ทำคนเดียวก็ยังใช้ไม่ได้ เพราะตัวเรายังเก่งไม่จริง ยังดีไม่พอ กำลังยังไม่ถึง ยังมีคนอื่นที่เก่งกว่า ควรหาคนรู้จริงที่สุดหลายๆคนมาช่วย

การทำอะไรขึ้นมาสักชิ้นต้องอาศัยสิ่งต่างๆมาประกอบก้น  ถ้าเป็นงานใหญ่ ทำไปคนเดียว 2-3 ปี ยังไม่สมบูรณ์  ถ้าทำเสร็จคงอยู่ได้ไม่นานก็ต้องล่มสลายหรือเสื่อมไป เพราะขาดคนจัดการดูแลอย่างทั่วถึง ถ้าเป็นงานเล็กๆ ทำเองก็ทำไม่ได้ดี  เพราะ ต้องอาศัยความชำนาญด้านอื่นๆด้วย เช่น จะขายของก็ต้องทำบัญชีเพื่อส่งภาษี

คนที่เคยใช้เครื่องมือหรือของเล่นมากๆ จะรู้ว่าสินค้าแต่ละยี่ห้อ ไม่เหมือนกัน สินค้าที่คนเอเชียก๊อปปี้ฝรั่งมา ดูภายนอกอาจเหมือนกับของฝรั่ง แต่เมื่อลองใช้ไปสักพักแล้ว จึงจะรู้ว่ามีปัญหา ถ้าใครเก็บเครื่องมือที่เสียๆไว้จะพบว่า ของเสียเกือบทั้งหมดเป็นยี่ห้อที่คิดโดยคนจีน ไต้หวัน เกาหลี คนเหล่านี้เป็นมือสมัครเล่น การศึกษาแบบท่องจำ ทำให้คนเหล่านี้คิดไม่เป็น ทำได้แต่ก๊อปปี้ฝรั่ง แต่ก็ยังก๊อปปี้มาไม่ครบ ขาดรายละเอียดย่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องความทนทาน พอใช้ไปสักพัก มักจะเสีย เวลาเสียจะติดๆดับๆ หาสาเหตุไม่เจอ จริงอยู่ว่า ของเอเชียดีๆก็มี แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดี ของฝรั่งแย่ๆก็มีให้เห็น แต่น้อยกว่า

คนไทยที่พอมีเงิน จะชอบซื้อของแบรนด์เนม คือ สินค้ามียี่ห้อ ที่ฝรั่งเป็นคนทำมาขาย คนไม่รู้มักจะคิดไปเองว่า เงินรั่วไหลออกนอกประเทศ แต่คนเคยใช้ของพวกนี้ จะมีประสบการณ์ว่า ของไม่มียี่ห้อที่ซื้อแถวตลาดนัด พอใช้ไปได้ไม่กี่วันก็พัง พอพังแล้วร้านไม่รับเปลี่ยนคืน ต้องเสียเงินไปเปล่าๆ ถึงแม้จะราคาไม่แพงมากก็ตาม ถึงแม้จะไปซื้อตามห้างที่รับเปลี่ยนคืนได้ภายใน 7 วัน แต่หลายอย่างที่คนเอเชียเป็นเจ้าของ มักจะไม่ทน พอเลย 7 วันไปแล้ว อาจจะเสีย ถ้าไม่เสียก็รวน ต่างจากของแบรนด์เนม ซึ่งเชื่อใจได้ว่าทนทาน ถึงขนาดส่งให้ลูกหลานใช้ต่อได้ จริงอยู่ว่าของแบรนด์เนมบางยี่ห้ออาจจะไม่ทน แต่มักจะมีไม่มากนัก และเป็นยี่ห้อที่ไม่ใช่ที่หนึ่งในท้องตลาด

การซื้อของ บางคนเลือกราคาถูกเพราะคิดว่าของถูกคงใช้ได้เหมือนกับของแพง บางคนเลือกราคาแพงเพราะคิดว่าของแพงต้องดีกว่าทนกว่า วิธีที่ถูกต้องคือ ควรซื้อยี่ห้อที่เป็นที่หนึ่งในท้องตลาด คือมืออาชีพ เพื่อที่ใช้แล้วจะได้ไม่เจอปัญหา จะรู้ได้อย่างไรว่ายี่ห้อไหนเป็นมืออาชีพ ถามคนเคยใช้จะรู้ได้ โดยถามเรื่องความทนทานเป็นอันดับแรก ยิ่งคนที่เคยใช้ยี่ห้อนั้นนานๆจะบอกได้ดีที่สุด เวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ความแข็งแรง ถามคนที่เคยใช้ว่ายี่ห้อไหนทนทานที่สุด

การถามคนเคยใช้ค่อนข้างจะเชื่อใจได้ แต่ไม่ 100% ว่าจะดี ถ้าจะให้แน่ใจ ควรจะดูด้วยตนเอง โดยดูที่กล่องหรือคู่มือ จะมีคุณสมบัติ (specification) และรายละเอียดอื่นๆเขียนไว้ มืออาชีพคือคนที่คิดมากกว่า ทำมากกว่า จึงรู้รายละเอียดมากกว่า จึงเขียนรายละเอียดได้มากกว่า และเป็นรายละเอียดที่นำไปใช้ได้จริง ส่วนพวกของก๊อปปี้ รู้ไม่จริง มักจะไม่มีรายละเอียด หรือถึงแม้จะมีรายละเอียด แต่มักจะเขียนเพื่อความสวยงาม หรือนำไปใช้ได้ไม่ได้ผลเหมือนที่เขียนไว้ อย่างเช่น เวลาซื้อไฟฉาย 2 ยี่ห้อ ยี่ห้อแรก ไม่บอกน้ำหนัก ยี่ห้อที่สองบอกน้ำหนัก ส่วนยี่ห้อที่สามบอกน้ำหนักรวมแบตเตอรี่ เราจะรู้ได้ทันทีว่า ยี่ห้อที่สามคือมืออาชีพ ส่วนยี่ห้อที่สองคุณภาพแย่กว่า ส่วนยี่ห้อแรกคุณภาพแย่ที่สุด

การดูรายละเอียดภายนอกเล็กๆน้อยๆก็บอกได้แล้ว เพราะรายละเอียดเล็กๆน้อยๆยิ่งปราณีตเท่าไหร่ ยิ่งต้องคิดมากขึ้น ต้องทดสอบมากขึ้น ต้องใช้เวลาและคนทำมากขึ้น หรือจะดูจากคนทำก็ได้ ผู้ผลิตสินค้าที่ดีที่สุด จะใช้วิศวกรที่เก่งที่สุด เพราะ สินค้ามีหลายยี่ห้อ เพราะคนทำแตกต่างกัน -> คุณภาพแตกต่างกัน -> ราคาแตกต่างกัน

ความเปลี่ยนแปลงเกิดจากมืออาชีพเพียงไม่กี่คน ส่วนมือสมัครเล่นถึงแม้จะมีเป็นล้านๆคนก็ทำได้แต่งานซ้ำๆไปวันๆ มืออาชีพคือคนที่ทำเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ มีประสบการณ์อย่างน้อย 10ปี เขาจึงรู้ปัญหาทุกแง่มุม และมีวิธีคิดแบบยึดความมั่นคงแข็งแรง สามารถแก้ปัญหาให้หายขาดได้  คนที่ทำมานานแล้วชุ่ยก็มี เช่น ช่างทำมีดยึดมีดกับด้ามโดยใช้ตะปูตอก พอใช้ไปสักพักตะปูก็หลวม คนพวกนี้ไม่เรียกว่ามืออาชีพ แต่เรียกว่าทำเป็นอาชีพ

มืออาชีพเปรียบเสมือนเป็นกันชนหรือ buffer คั่นกลางระหว่างเรากับปัญหา ถ้าเราต้องลงมือแก้ปัญหาเองจะเสียเวลามากเพราะขาดเครื่องมือ หรือแม้แต่ปัญหาซ้ำซากก็ต้องอาศัยเครื่องมือที่ดีมาจัดการ มืออาชีพนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคน แต่อาจเป็นเครื่องมือเฉพาะ ที่มืออาชีพสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับเรื่องนี้ เช่น ฮาร์ดดิกส์เสียบ่อย พอเสียแล้วทำให้เครื่องแฮงก์ ต้องหา Raid controller มาคั่นกลางเพราะ raid จะรู้วิธีจัดการกับความบกพร่องของ harddisk ได้ดีกว่า แต่ถ้ากันชนยังนำปัญหามาให้เรา แสดงว่าสิ่งนั้นไม่ใช่มืออาชีพ ควรเปลี่ยนไปหามืออาชีพที่แท้จริง ปัญหาจะหมดไป

เราไม่กล้าจ้างคนเก่งเพราะกลัวเปลืองเงิน แท้จริงแล้วคนคิดเงินแพงๆไม่ใช่คนเก่งจริง คนเก่งจริงเขาชำนาญ ความรู้ที่เขามีจึงมีค่าน้อยในสายตาของเขา เขาจึงให้ฟรีก็ได้หรือคิดราคาถูกๆก็ได้ ต่างจากพวกมือสมัครเล่นหรือพวกที่ไม่ชำนาญ พวกนี้มองว่าทำยาก แรงงานของเขาจึงมีค่ามาก เพราะเขายังทำไม่เป็น ทำไม่คล่อง ถ้าหลงไปจ้างพวกนี้มาก นอกจากจะเสียเงินมากแล้ว ยังเสียเวลาให้เขาลองผิดลองถูกอีก แรกๆทำไม่เป็นอาจเรียกค่าแรงถูกๆ แต่พอเริ่มทำเป็นก็เริ่มโก่งค่าตัว พอทำได้ชำนาญแล้วก็เผ่นไป

ค่าใช้จ่ายจริงๆ คือ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่ากิน ค่าอยู่ และความผิดพลาดในชีวิต เช่น รถชน ญาติเสีย ฯลฯ ถ้าเป็นมืออาชีพ ทำไม่นานก็เสร็จ เราจึงไม่ต้องไปรับผิดชอบชีวิตของเขา อาจจะจ่ายแพงขึ้นบ้างก็ถือว่าต้องให้ค่าวิชาที่เขาเคยเสียเวลามาในอดีต และถึงจะแพงก็ยังถูกกว่าจ้างพวกมือสมัครเล่น เพราะ มือสมัครเล่น ทำไปแล้วเกิดต้องใช้เงินเรื่องส่วนตัวทั้งหลายขึ้นมา เราก็จะต้องเดือดร้อนไปด้วย ถ้าไม่ให้ เท่ากับเราใจดำ เขาก็จะไม่เต็มใจช่วยงานเรา แต่ถ้าให้ก็เท่ากับสูญเงินจำนวนมาก แล้วยังเกิดความไม่ยุติธรรมกับคนทำงานคนอื่นๆอีกด้วย นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราไม่ควรเสียเงินไปกับการทดลอง

ถ้าอยากจะทดลอง หรือทำวิจัยอะไรใหม่ๆ ต้องมีเงินจำนวนมากไว้ละลายไปกับค่ากินค่าอยู่ของคน แต่ถ้าอยากจะก้าวหน้าอย่าทดลอง ควรศึกษาจากคนที่เคยทำมาแล้ว

การซื้อสินค้าใหม่มาใช้ครั้งเดียว หรือทดลองใช้ ควรคิดว่าสินค้านั้น จะนำไปใช้อย่างอื่นต่อได้หรือไม่ และใช้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะถ้าทดลองแล้วไม่ได้ผล จะได้ไม่เสียเงินฟรี ถึงแม้ว่ารู้แน่ว่าสินค้านั้นจะใช้ได้ แต่ถ้าซื้อมาใช้ได้แค่ครั้งเดียว ควรมองหาทางเลือกอื่น

เรื่องที่ต้องระวังในการจ้างคนเก่งก็คือ อย่าไปโกงเขาเรื่องเงิน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เอ่ยปากทวงถามค่าแรง ก็ต้องให้เขา เพราะถ้าไม่ให้เขา เขานึกขึ้นมาได้ว่าถูกโกง วันหลังเขาจะไม่มาช่วยเราทำอีก

วิธีใช้คน คือ อย่าไปมอบหมายงานให้เขา เพราะเขาจะรู้สึกว่าถูกบังคับ แต่ให้ใช้วิธีป่าวประกาศ แล้วรอให้คนที่สนใจมารรับอาสา ปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง คนที่ทำด้วยความเต็มใจ จึงจะทำงานนั้นได้เต็มที่

ข้อควรระวังในการจ้างมืออาชีพ นอกจากจะดูว่าเป็นเรื่องที่เขาเคยทำมาก่อนแล้ว ยังต้องดูว่าเขามีความสนใจที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ คนที่ไม่สนใจในเรื่องไหน ก็จะทำเรื่องนั้นไม่ดี เพราะ เมื่อไม่สนใจ ก็จะไม่รู้รายละเอียด จึงตัดสินใจจากการคาดเดา มีตัวอย่างของบริษัทแอปเปิ้ล จ้างนาย John Sculley มาเป็นที่ปรึกษา เพราะเห็นว่า Sculley ทำการตลาดให้บริษัทเปปซี่จนสามารถทำให้เปปซี่ มียอดขายแซงบริษัทโคคาโคล่าได้  แต่หลังนาย Sculley มาทำงานที่แอปเปิ้ลในปี 1983 แล้วไล่ Steve Jobs ผู้ก่อตั้งออกไป ก็ทำให้ยอดขายของแอปเปิ้ลตกต่ำลงเรื่อยๆ จนทำให้เขาต้องถูกบีบออกจากบริษัทใน อีก 10 ปีต่อมา ซึ่ง Sculley พบความจริงว่า เขาตัดสินใจพลาดหลายเรื่อง เช่น ในปี 1990 เขาให้แอปเปิ้ลไปใช้ cpu ของค่าย PowerPC ที่มีปัญหาเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล่าช้า จนตามไม่ทันคู่แข่งที่ใช้ cpu ค่าย Intel

เอางานเป็นจุดศูนย์กลาง อย่าเอาคนเป็นจุดศูนย์กลาง

บางครั้งชีวิตของเรา ไม่มีโอกาสเลือกคนมาร่วมงานได้มากนัก คนที่เรียนมาน้อยมักจะมีความคิดและความเชื่อที่บกพร่องมากกว่าคนเรียนสูง แต่เราก็จำเป็นต้องอาศัยคนเรียนน้อยมาใช้แรงงาน เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้

การทำงานกับคน จึงไม่สามารถทำงานแบบตรงๆเป๊ะๆ เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางได้ เพราะคนมีความบิดเบี้ยวแตกต่างกัน แต่เราต้องรู้จักประนีประนอม โดยคิดว่าตัวเองมีหน้าที่เหมือนวิศวกร ที่เป็นตัวประสานระหว่างฝ่ายกรรมกร กับ ฝ่ายบริหาร สามารถคุยได้กับทั้งสองฝ่าย ฝ่ายกรรมกรมีแรงงาน ฝ่ายบริหารเรียนมาสูง จึงมีความรู้และขอความช่วยเหลือกับหน่วยงานอื่น ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ล้วนแต่อยู่ในความควบคุมของคนเรียนสูง คนเรียนสูงด้วยกันจะคุยกันรู้เรื่อง คนเรียนน้อยมักจะสื่อสารกับคนเรียนสูงลำบาก เพราะ พูดไม่รู้เรื่อง และฟังคำศัพท์เฉพาะหรือภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง

การทำงานกับคน จึงต้องเอางานเป็นจุดศูนย์กลาง อย่าเอาคนเป็นจุดศูนย์กลาง เช่น บางคนพูดมากน่ารำคาญ บางคนพูดน้อยจนสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง บางคนรักษาคำพูด บางคนไม่ค่อยรักษาคำพูด จริงอยู่ว่า เราไม่ควรร่วมงานกับคนไม่รักษาคำพูด เพราะจะทำให้เราเดือดร้อน นัดแล้วไม่มาตามนัด แต่ถ้าเราไม่มีทางเลือกอื่น เราก็จำเป็นต้องเลือกเขามาทำให้งานเสร็จ จนกว่าเราจะมีคนใหม่ที่ดีกว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก เพราะจะทำให้งานล้มเหลวได้ง่าย ช่วงที่ร่วมงานกับเขา เราต้องรู้วิธีจัดการไม่ให้เขาสร้างความเดือดร้อนขึ้น เช่น ถ้ารู้ว่าเขาไม่มาตามนัด เราต้องพยายามโทรจิก

สร้างสิ่งต่างๆเพียงครั้งเดียว เพื่อที่จะไม่ต้องไปยุ่งกับมันอีก

เมื่อแน่ใจแล้วว่า สิ่งนั้นมีโอกาสได้ใช้เรื่อยๆในอนาคต เราสร้างให้ดีเพียงครั้งเดียว แล้วให้คงอยู่นานๆ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องสละเวลาไปซ่อมแซมแก้ไข เราจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ซึ่งแน่่นอนว่า การสร้างให้อยู่นานๆ จำเป็นต้องเหนื่อยมากขึ้นในครั้งแรก เพราะต้องหาตัวเลือกที่ดีที่สุด แถมต้องคิดต่อไปว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ถ้าเกิดสิ่งที่สร้างขึ้นเสีย จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องมาเริ่มต้นสร้างใหม่ เช่น เมื่อก่อกองทรายเสร็จแล้ว ต้องคิดต่อไปว่า หากน้ำท่วมหรือฝนตกจะทำให้สิ่งที่สร้างสลายตัวไป เมื่อคิดได้แล้วต้องหาวิธีป้องกันเช่น สร้างกำแพงหรือหลังคา

หาตัวแปรเพื่อความอยู่รอด

ในทุกสาขาอาชีพ จะมีตัวแปรอยู่ตัวหนึ่ง ทีกำหนดว่าจะอยู่รอดหรือจะต้องจากไป แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นตรงนี้ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางผิดเส้นทาง

ตัวแปรของเด็กนักเรียนคือเวลา ถ้าสอบตกก็ต้องซ้ำชั้น ถ้าเรียนอ่อนก็หมดโอกาสเข้าสถาบันดีๆ เนื่องจากนักเรียนทุกคนมีเวลาเท่ากันแต่ใช้ไม่เท่ากัน บางคนหมดเวลาไปกับการเที่ยวเตร่ ดังนั้น หากต้องการเรียนเก่ง ควรจะคิดเผื่อไว้ว่า หากอ่านหนังสือใกล้สอบมักจะอ่านไม่ท้น เราจึงควรรีบอ่านหนังสือล่วงหน้าตั้งแต่ปิดเทอม หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นคืออ่านล่วงหน้าเป็นปีๆ

ตัวแปรของพ่อค้าคือเงิน เพราะถ้าหากมีรายได้ไม่พอ ก็ต้องปิดกิจการไป หรือ เราจะเห็นตัวอย่างได้ทั่วไปในสังคมว่า พวกพ่อค้าแม่ค้าเจ้าของกิจการคนเดียว สุดท้ายทำคนเดียวไม่ไหวและไม่มีเงินจ้างคนต้องให้ลูกมาช่วย  พ่อค้าจึงควรจะคิดเผื่อไว้ว่า  ต้องมีรายได้มากกว่าความจำเป็นต้องใช้ เพื่อจะได้มีเงินเหลือไปจ้างคนมาช่วยงาน และ พัฒนาเรื่องอื่นๆต่อไป

ตัวแปรของลูกจ้าง คือนายจ้าง ถ้าทำให้นายจ้างไม่พอใจ เราอาจจะถูกดอง หรือถูกไล่ออกจากงาน ดังนั้น ลูกจ้างจึงควรคิดเผื่อเวลานายจ้างไม่พอใจ แล้วหานายจ้างที่ตรงกับนิสัยของเรา ถ้าเราชอบประจบ ก็หานายจ้างที่ชอบประจบ ถ้าเราชอบทำงาน ต้องหานายจ้างที่มีเหตุผล ตัดสินคนที่ผลงาน

ถ้าต้องการทำงานให้เร็ว ให้ใช้วิธีเพิ่ม อย่า recycle

 เพราะถ้ามีทรัพยากรจำกัด หมายถึงจะต้องถอดหรือยืมของที่มีใช้อยู่ที่หนึ่งมาใช้อีกที่หนึ่ง พอที่เดิมเกิดต้องใช้ขึ้นมาอีกก็ต้องย้ายกลับไปทำให้งานสะดุด สรุปว่าต้องเสียเวลาไปกับการเคลื่อนย้ายกลับไปกลับมา

ลงมือทำอะไรแล้ว ต้องทำให้เสร็จ

 ถ้าทำค้างไว้ วันหลังมาเริ่มทำต่อ จะต่อไม่ติด จะต้องมาเริ่มศึกษาใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะลืมไปแล้ว

ทำคนเดียวต้องเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม มีอุปกรณ์สำรอง แต่ถ้าทำงานใหญ่ มีวิธีเดียวคือต้องอาศัยคนมาก อย่าเข้าใจผิดว่าต้องใช้เงินมาก่อน แต่ต้องใช้คนมาก่อนเป็นอันดับแรก ปัญหาที่พบบ่อยๆคือ คนไทยทำอะไรไม่เสร็จเสียที เพราะงานใหญ่มีรายละเอียดมาก จึงต้องใช้เวลาทำมาก พอทำไปได้แค่ครึ่งๆกลางๆก็มีเรื่องปากท้องเรื่องปัญหาจุกจิกทำให้งาน ยิ่งล่าช้าไปอีก ถึงไม่ใช่งานใหญ่มาก ทำเสร็จแล้วก็ใช้งานไม่ได้จริงหรือใช้ไม่ได้ดี ยังทำได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  สาเหตุเกิดจากมีคนจำกัด ถึงแม้ทำเสร็จก็บกพร่องในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ  การทำงานใหญ่จึงมีวิธีเดียวคือหาคนมารุม แต่ปัญหาของคนคืออาจจะทิ้งงานง่ายดังนั้นจึงเผื่อเรื่องนี้ด้วยการจ้าง มาอย่างน้อย 2 คนเพื่อรับผิดชอบงานเดียวกัน หรือมากกว่านั้นหากมีคนเหลวไหลมาก  และต้องให้ค่าตอบแทนเขาพอที่เขาจะอยู่อย่างสุขสบาย เพื่อให้เขาจะทุ่มเทเวลาทำงานให้เราอย่างเต็มที่

ปัญหาของการจ้างคนจำนวนมาก คือต้องใช้เงินมาก แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากไม่มีเงิน ต้องหาแหล่งเงินทุน ถ้าไม่มีแหล่งเงินทุน ต้องเริ่มหาเงินก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าเป็นรัฐบาลคงจะไม่มีปัญหาเพราะมีเดรดิตและมีคนอยู่แล้ว ถ้าอยากได้เงินเพิ่มก็แค่เอาเครดิตไปออกพันธบัตรหรือกู้ต่างชาติ แต่ถ้าเป็นเอกชนอาจรวบรวมเงินจากญาติพี่น้องหรือคนรวยที่ใจถึงกล้ายื่น มาเข้ามาช่วย แต่ถ้าไม่มีเครดิตเลย อาจต้องเริ่มหาเงินด้วยตนเองด้วยวิธีเกาะกระแส เช่น ซื้อที่ดินที่คนกำลังแห่เข้าไปอยู่ ซื้อหุ้นที่กำลังเริ่มดัง หรือ ซื้อมาขายไป คือรับของที่เขาทำไว้สำเร็จรูปแล้วมาขายต่อในลักษณะของตัวแทนจำหน่าย หรือนายหน้า เมื่อสะสมเงินทุนได้มากพอแล้วจึงค่อยเริ่มจ้างคนมาสร้างเอง  ของที่จะรับมาขายจึงควรเป็นของ mass-market ที่ขยายตัวได้ไม่จำกัด  เมื่อรับมาขายแล้วก็ควรจะทำตลาดให้เต็มที่ ถึงจะได้เงินมาก

อย่ามัวแต่หยิ่งคิดจะสร้างอะไรด้วยตนเองตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอาจต้องใช้เวลาทั้่งชีวิตก็ยังไม่เสร็จ ต้องสืบต่อให้รุ่นลูกมาทำต่ออีก ข้อดีของการซื้อมาขายไปก็คือไม่ต้องเสียเวลาไปกับการสร้าง การซ่อมและการพัฒนา ใช้เวลาไปกับการตลาดและจัดการในสำนักงานเท่านั้น และ ในช่วงที่ขายของให้คนอื่น ถ้าต้องการสร้างอะไรด้วยตนเองแบบคู่ขนานไปก็ยังทำได้ และทำได้ดีกว่าเริ่มสร้างคนเดียวอีกด้วย เพราะจ้างคนมาแล้วก็จะมีเวลาว่าง แถมยังใช้คนที่จ้างมาช่วยงานที่สร้างได้อีกด้วย และเมื่อสร้างของใหม่สำเร็จแล้ว จะสามารถยกเลิกขายของให้คนอื่นเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่อ้างว่าขาดทุน ผู้ผลิตก็ไม่เดือดร้อนเพราะเขาสามารถหาตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ได้ ถ้าของที่รับมาขายต้องใช้ทุนสูงจะร่วมทุนกับคนอื่นก็ทำได้ไม่ยาก เพราะเป้าหมายของเราอยู่ที่เงินและคนช่วยงานเท่านั้น

อย่าทำอะไรภายใต้ความคลุมเคลือ หรือ ไม่มั่นคง

 ถ้าเราทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีไฟไม่พอ มองเห็นไม่ชัด เราก็จะพลาดได้ง่าย เราจึงต้องปรับสภาพแวดล้อมให้ชัดเจน มั่นคง ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยลงมือทำ เช่น ถ้าต้องเดินขึ้นลงบันไดมืดๆ อาจตกบันไดได้, ถ้าต้องซ่อมปลั๊กไฟแต่ต้องยืนบนพื้นเปียก อาจโดนไฟช็อตได้ ควรจะเช็ดพื้นให้แห้ง และ หาที่ยืนที่ไม่ถูกไฟดูดแน่นอน  ถ้าต้องซ่อมคอมพิวเตอร์ควรดึงปลั๊กแล้วถอดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องออกให้ หมด จะได้ไม่พลาดพลั้งไปถูกอุปกรณ์อื่นเสีย ถ้ามืดก็ต้องหาไฟฉายมาส่อง จะได้ไม่ต้องเพ่งเข้าไปดู เพราะ อาจถูกไฟช็อตหรือ อ่านค่าผิดได้

ปัญหาเกิดขึ้นที่จุดใดให้แก้ที่จุดนั้น อย่ารีบเปลี่ยนไปหาสิ่งใหม่

ปัญหาเกิดขึ้นและแก้ไม่ตกเพราะคนส่วนใหญ่อยู่กับความจำหรือการคาดเดา ไม่อยู่กับความจริง หลายคนเจอปัญหาแล้วย้อนคิดถึงอดีต ไม่ได้มองความจริงในปัจจุบัน หลายคนเจอปัญหาแล้วคิดไปถึงป่าหิมพานต์ ซึ่งไกลเกินตัวต้องลงทุนมากเกินไป เมื่อคิดว่างานใหญ่จึงท้อเลิกทำ หลายคนเจอปัญหาแล้วชอบเปลี่ยนไปหาสิ่งใหม่ เพราะคิดในแง่ดีว่าสิ่งใหม่น่าจะดีกว่า แต่ลืมคิดในแง่ลบว่า ถ้าเปลี่ยนไปที่ใหม่แล้วเจอปัญหาอีกจะทำยังไง ดังนั้นแก้้้ปัญหาเดิมให้ได้ก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน เพราะถ้าเปลี่ยนไปแล้วเจอปัญหาอีกจะได้ย้อนกลับมาที่เดิมได้

ถ้าคิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร  ให้คิดว่าถ้าปัญหาเกิดขึ้นซ้ำอีก จะทำอย่างไร เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาไปจัดการกับเรื่องนั้น เช่น ถ้ารถยนต์ที่ใช้ติดๆดับๆ หาสาเหตุไม่เจอ อย่ามัวแต่เสียเวลาไปหาสาเหตุ ให้หารถอีกคันสำรองไว้

วิธีแก้ปัญหา คือ เริ่มจากจุดที่มีปัญหา

หลังจากที่ผมทำงานมานับสิบปี ได้พบว่า คนไทยแก้ปัญหาไม่เป็น เวลาเจอปัญหาแล้ว เริ่มเดาทันที และมักจะเดาไปที่อื่น ทำให้แก้ปัญหาไม่ถูกจุด อย่างเช่น เวลาคอมพิวเตอร์มีปัญหา แทนที่จะดูข้อความจากหน้าจอว่าเขียนว่าอะไร กลับโทรไปถามคนอื่น แถมยังไปถามคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอีก

การแก้ปัญหา ขั้นแรกต้องรู้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร แล้วดูว่าจุดที่มีปัญหา มีรายละเอียดอะไรบ้าง ที่สามารถสาวต่อไปได้ แล้วจึงสาวต่อไปเรื่อยๆ ก็จะถึงต้นตอ แล้วเราก็จะเจอว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร

การดูประวัติก็อาจจะช่วยให้เรามองเห็นต้นตอของปัญหาได้ง่ายขึ้น การซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ หรือแม้แต่การรักษาโรค ใช้หลักเดียวกันคือ ดูอาการ แล้วจึงดูประวัติ เพื่อบีบคำตอบให้แคบลง อาจหาตัววัดเพื่อยืนยันว่า คำตอบนั้นถูกต้อง จึงค่อยลงมือทำ อย่างเช่น เวลาพัดลมในรถยนต์เสีย ไม่รู้เสียตรงไหน ดูประวัติว่าคนขับชอบเปิดพัดลมแรงๆ จึงสันนิษฐานได้ว่า น่าจะทำให้ชิ้นส่วนที่หมุนเสียเร็วขึ้น ดูอาการว่าเปิดพัดลมแล้ว ไม่มีลมออกมา แต่เปิดคอมเพรสเซอร์แล้วทำงาน จึงตัดตัวเลือกว่า ฟิวส์ขาด เพราะถ้าฟิวส์ขาดจะดับทั้งรถ แค่นี้ก็จะบีบคำตอบให้แคบลงได้ว่า น่าจะเป็นที่มอเตอร์พัดลมหยุดหมุน ถ้าจะพิสูจน์ก็นำมิเตอร์มาวัดไฟ แต่ช่างที่มีประสบการณ์ เจอปัญหานี้มาบ่อยๆ จะรู้ได้ทันทีว่าโดยไม่ต้องวัด  แค่ซื้อมอเตอร์มาเปลี่ยนก็จะใช้ได้ทันที

แยกดีกว่ารวม

ถ้ารวมกันเวลาเกิดปัญหาจะไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ ถ้าแยกกัน มีข้อดีหลายประการคือ

หลังการเปลี่ยนแปลง ต้องรอดูผล และ ตามแก้ไข เรียกว่า รับผิดชอบ

การทำครั้งแรกๆมักจะล้มเหลว หลังการเปลี่ยนแปลง จึงย่อมต้องมีความผิดพลาดและติดขัดเกิดขึ้น เพราะแม้แต่คนที่เก่งที่สุดก็อาจตกหล่นได้ เมื่อตกหล่นแล้วย่อมมีผลกระทบกับตนเองหรือผู้อื่น ดังนั้น หลังเปลี่ยนแปลงแล้ว อย่าหนีความรับผิดชอบ อย่าหนีไปเที่ยวไหนไกล จงเผื่อเวลาเฝ้าดูและแก้ไข จนกว่าจะแน่ใจว่าทุกอย่างจะปกติ ถ้าอยู่รับผิดชอบไม่ได้ ก็ยังไม่ควรจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร

ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไร ให้ทำตามมาตรฐาน

มาตรฐานคือ วิธีที่ผู้ที่รู้จริงด้านนั้น ถือปฎิบัติ ถึงแม้ว่ามาตรฐานอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่เราก็มั่นใจได้ว่า ถ้าเราทำตามวิธีนั้นแล้ว โอกาสผิดพลาดย่อมน้อยกว่าการเริ่มต้นคิดใหม่ เพราะ มาตรฐานย่อมผ่านการคิดและขัดเกลาด้วยกาลเวลามาแล้ว

มาตรฐานยังเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่เข้าใจง่ายโดยไม่ต้องไปศึกษาใหม่ เพราะไม่มีใครอยากมาเริ่มต้นศึกษาใหม่ อย่าพยายามคิดอะไรที่รู้อยู่คนเดียว เพราะถ้าคนอื่นไม่เข้าใจ ก็จะไม่มีใครอยากช่วย 

เลือกวิธีที่ง่ายที่สุด

ใช้แรง ใช้สมอง ใช้เวลา น้อยที่สุด ถ้าใช้กำลังไปกับเรื่องเล็กน้อยจนหมดแล้ว จะไม่มีเหลือสำหรับเรื่องหนักๆ ดังนั้น พยายามทำอะไรให้ง่ายๆ เช่น ถ้าจะซื้อของ แทนที่จะต้องออกไปเดินที่ร้าน ให้ใช้วิธีโทรศัพท์ถามว่ามีหรือไม่ และแทนที่จะต้องไปซื้อไกลๆเพียงเพื่อให้ได้ของแถม หรือลดราคาเล็กๆน้อยๆ ควรจะซื้อใกล้ๆบ้านดีกว่า เผื่อเวลาเสียจะได้ไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านให้เหนื่อย ถ้าซื้อของ ควรจะซื้อร้านที่มีประกัน เผื่อเสียจะได้เปลี่ยนได้เลย ยอมเสียแพงอีกนิด ดีกว่าไปซื้อจากร้านไกลๆที่ไม่มีประกัน พอเสียขึ้นมา กลับต้องลำบากเดินทางไปซ่อมแล้วยังต้องเดินทางไปรับอีก

เวลาคิดไม่ออก ให้ดูว่าคนอื่นทำอย่างไร

นวัตกรรม ไม่สามารถเกิดขึ้นลอยๆได้ แต่เกิดขึ้นจากการต่อยอด เพราะการสร้างอะไรสักอย่าง ต้องมีองค์ประกอบมากมาย ทั้งความรู้ เครื่องมือ และวัสดุต่างๆ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย องค์ประกอบเหล่านี้ มีอยู่ตามกาลเวลาช่วงนั้น เราไม่สามารถนำองค์ประกอบในอนาคต มาใช้ในปัจจุบันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าเราจะย้อนเวลา กลับไปอยู่ในสมัยสงครามอยุธยาได้ แต่เราไม่สามารถไปสร้างปืนขึ้นมาใช้เองได้ เพราะไม่มีคนขายเครื่องมือที่จะใช้สร้างปืน ทั้งตะกั่ว ดินปืน เครื่องเจียรเหล็ก ฯลฯ ดังนั้น เวลาคิดไม่ออก ควรออกไปมองโลกกว้าง ดูว่าคนอื่นเขาทำอย่างไร แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง

เมื่อหาทางออกไม่ได้ ให้คิดถึงเพื่อนร่วมโลก(people's pool)

ไม่ว่าเราจะเศร้าจากเรื่องส่วนตัว หรือ ติดปัญหาเรื่องงาน ขอให้มองออกไปยังโลกกว้าง ยังมีความช่วยเหลืออีกมากมายรอเราอยู่ ยังมีตัวเลือกที่ดีกว่า ทุกอย่างที่เราใช้ ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่เรากิน บ้านที่เราอยู่ เสื้อผ้าที่เราใส่ ยาที่เรากิน ล้วนมาจากเพื่อร่วมโลกทั้งนั้น แทบไม่มีอะไรเลยที่เราได้มาจากคนรอบข้าง

ปัญหาเฉพาะหน้ามักจะมีแรงกดดันทำให้คิดไม่ออก ให้ปรึกษาคนนอกที่รู้เรื่อง เพราะคนนอกไม่มีแรงกดัน จึงมีสมาธิคิดหาทางออกได้ดีกว่า และต้องเป็นคนที่มีความรู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้น ถึงจะแก้ปัญหาได้ ส่วนคนที่แก้ปัญหาอยู่นั้น มักจะคิดอะไรไม่ออกเพราะกำลังอยู่กับความวุ่นวายและแรงกดดัน ปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ หรือมีคำตอบแล้ว แต่ยังไม่ดี อาจมีใครสักคนบนโลกใบนี้ ที่คิดทางออกที่ดีที่สุดไว้แล้ว และอาจมีแค่คนเดียวในโลกด้วย ถ้าเรามัวแต่หาใกล้ตัว เราจะไม่มีทางได้คำตอบนั้น

ถ้าโลกปัจจุบัน ยังไม่มีใครช่วยเราได้ ให้รอเวลา เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะ 10 ปี จะมีคนใหม่เกิดขึ้น มีทางเลือกใหม่ๆออกมา

สรุปง่ายๆก็คือ โลกนี้ยังกว้างและไกล กว้างหมายถึง ยังมีคนอีกมากที่เราไม่รู้จัก รอเราอยู่ อย่ามัวแต่จมปลักอยู่กับสิ่งเลวๆรอบตัว ไกลหมายถึงอนาคตยังอีกยาวไกล อย่ามัวแต่จมปลักอยู่กับความเศร้าในปัจจุบัน

ตัวอย่างของความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมโลก คือ น้องพอมแพม อายุ 3 ขวบ หายตัวไปจากบ้านที่ บางพลี สมุทรปราการ ตอนต้นเดือน สค. 54 พ่อแม่จึงออกตามหา โดยไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ จึงไปหากำนัน กำนันแนะนำให้ไปหาผู้สื่อข่าว พอข่าวออกทีวีตอนเช้า ตอนเย็นก็มีครอบครัวพลเมืองดีนั่งกินข้าวอยู่ที่ จ.ชลบุรี แล้วสังเกตุเห็นเด็กหญิงหน้าตาเหมือนในทีวีถูกคนร้ายพามาขอทาน จึงติดตามคนร้ายไปจนช่วยเหลือเด็กมาได้โดยปลอดภัย แต่คนร้ายหนีไปได้ ต่อมาไม่นาน แม่ค้าในจังหวัดลำปางก็สังเกตุเห็นชายหญิง 2 คนมาขอทาน รู้ว่าเป็นคนลักพาตัวเด็กหญิงพอมแพมตามที่เห็นในทีวี จึงแจ้งตำรวจจับตัวไว้ได้

เมื่อเราได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมโลกแล้ว อย่าลืมตอบแทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งคืนแก่เพื่อนร่วมโลก

เวลาเครียด ให้หยุดทำ

เวลาทำอะไรไม่สำเร็จ เรามักจะเครียดและหงุดหงิด ถ้าฝืนทำต่อก็จะยิ่งแย่ลง เพราะเวลานั้น สมองล้า ทำให้คิดไม่ออก และ ร่างกายล้า จึงมีโอกาสทำผิดได้ง่าย ดังนั้น เวลาเครียด จึงควรหยุดทำ แล้วไปพักผ่อน หรือทำอะไรให้สบายใจก่อน พออารมณ์ดีแล้วกลับมาทำใหม่ มักจะคิดออกได้ง่าย นอกจากนี้ เมื่อได้พักผ่อนก็จะมีแรงมากขึ้น งานเคยทำยาก ก็จะทำเสร็จได้อย่างง่ายดาย เรื่องที่เคยคิดทั้งวันก็คิดไม่ออก พออารมณ์ดีแล้ว อาจจะคิดออกในเวลาไม่กี่นาที

นักวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่หยุดพักเพียง 5 นาที จะสามารถทำงานที่ใช้สมาธิสูงต่อไปได้อีกถึง 20-40 นาที

เรื่องที่ควรระวังคือ ควรทำงานให้เต็มที่ก่อน เมื่อไม่ไหวแล้วจึงค่อยหยุด อย่าหยุดบ่อยเกินไป เพราะบางทีเราอาจอุปาทานไปเองว่าตัวเองเครียดบ่อยๆ การหยุดพักบ่อยๆจะทำให้งานเดินช้า

รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

การจะทำอะไรสักอย่าง ต้องมีส่วนประกอบมากมาย เราไม่สามารถทุกอย่างได้เองทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ต้องพึ่งคนอื่นในสังคม ดูตัวอย่างของบริษัทผลิตรถยนต์ ยังต้องอาศัยชิ้นส่วนจากบริษัทอื่น ไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนทุกชิ้นได้ด้วยตนเอง

ปัญหาจะเกิดขึ้น เมื่อคนอื่นในสังคม ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทำให้เมื่อเราไปพึ่งเขาแล้ว เราต้องเดือดร้อน เพราะได้รับสิ่งไม่ดีมา สาเหตุหลักเกิดจาก ความโลภ หรือคนรู้ไม่จริง เพราะเคยไม่ลงมือทำแบบคลุกฝุ่น จึงคิดแบบคาดเดา หรือไม่ก็ไปลอกฝรั่งมาเลย บางทีก็โดนฝรั่งหลอก เพราะ ฝรั่งในระบบทุนนิยม มักจะมีความโลภและผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ฝรั่งที่มีอำนาจตัดสินใจในประเทศเหล่านั้น จึงเอนเอียงเข้าข้างนายทุน อย่างเช่น วงการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็จะเอนเอียงเข้าข้างบริษัทยา ซึ่งบริษัทยาจะเน้นรักษาโรคที่ปลายเหตุ เพื่อไม่ให้คนหายป่วย เพราะถ้าคนหายป่วย บริษัทยาจะขาดทุน

ในเมื่อเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้เอง และเราก็พึ่งคนอื่นไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือ เราต้องรู้วิธีเอาตัวรอด ด้วยการหาทางออกให้ตัวเอง อย่าไปตามคนอื่น พยายามหาจุดโหว่ที่คนอื่นมองไม่เห็น พยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง อย่างเช่น ในปี 2556 รัฐบาลไทย ประกาศยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 เพื่อสนับสนุนให้คนใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น เพื่อให้ชาวไร่มันสำปะหลังมีรายได้ดีขึ้น โดยคนประกาศไม่สนใจว่าเครื่องยนต์ของรถรุ่นเก่าจะสึกหรอเร็ว เนื่องจากถูกแอลกอฮอล์กัดกร่อน เมื่อเราใช้รถรุ่นเก่าอยู่ เราจึงต้องหาทางออกให้ตนเอง ด้วยการอย่าเชื่อรัฐบาล  ถ้ามีเงินก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าช่วย หรือเปลี่ยนไปใช้รถที่เติมน้ำมันดีเซล เพราะจุดโหว่คือ รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซล เพื่อสนับสนุนการขนส่ง ถ้ายังไม่มีเงินเปลี่ยนรถ ก็ต้องหาแหล่งเติมน้ำมันเบนซิน ซึ่งเราก็จะพบว่า รัฐบาลยังไม่ยกเลิกน้ำมันเบนซิน 95 ถึงแม้ว่า ราคาจะแพงกว่า 91 แต่เราก็ต้องทนใช้ไปก่อน จนกว่าจะได้รถใหม่


บทที่ 4. ต่อยอด

ถ้าไม่เก็บกวาดให้ดี วันหลังจะต้องเสียเวลามาเริ่มต้นใหม่

คนที่ทำงานไม่เป็น จะชอบเริ่มต้นอะไรใหม่ทั้งหมด

ชีวิตของคน เสียเวลามากที่สุด ไปกับความไม่รู้ และการค้นหา ถ้าคนรู้ งานทุกอย่างจะทำได้เร็วมาก ความไม่รู้สามารถแก้ได้ด้วยการอ่าน และการจดบันทึกเรื่องที่เคยทำไปแล้ว ส่วนการค้นหา แก้ได้ด้วยการจดบันทึกเรื่องที่เคยทำไปแล้ว และ จดบันทึกว่าสิ่งของใดเก็บที่ไหน

ตรวจทาน

ว่าทำเสร็จแล้วใช้งานได้จริง ไม่มีปัญหาตามมา ทำให้ต้องเสียเวลาย้อนกลับมาแก้ไขอีกรอบ

หยุดคิดเพื่อหาความผิดพลาด

คิดถึงความผิดพลาดแล้วหาวิธีไม่ให้ผิดพลาดซ้ำอีก ความก้าวหน้าไม่ได้เกิดจากการทำมากๆ แต่เกิดจาการคิดมากๆ คนที่ต้องย่ำอยู่กับที่เพราะต้องวนเวียนอยู่กับการทำผิดซ้ำๆ เมื่อเริ่มต้นจึงควรทำแต่เพียงน้อยๆ ทำช้าๆ แล้วหยุดคิดบ่อยๆ ถ้ารู้ตัวว่าเรากำลังทำผิดพลาด ต้องพยายามปรับปรุงหาวิธีใหม่ เราจึงจำเป็นต้องหยุดคิดคิดถึงความผิดพลาดที่ผ่านมาในแต่ละวัน หรือถ้าวันไหนไม่มีข้อผิดพลาดก็อาจจะย้อนหลังไปวันอื่นๆ เรื่องที่ทำให้เราต้องเสียเงิน เสียเวลา ต้องหาทางทำอย่างไร เพื่อที่จะได้ไม่ต้องผิดพลาดซ้ำอีก

สิ่งใดที่เคยทำแล้ว ต้องจดบันทึกวิธีทำเก็บไว้ (note) 

ชีวิตเราเสียเวลาไปกับความไม่รู้ และการค้นหา แต่พอหาเจอแล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นอีกสักพัก เรามักจะลืม พอกลับมาทำใหม่ ต้องมาเริ่มต้นค้นหาใหม่ เราสามารถประหยัดเวลาค้นหาใหม่ได้ ด้วยการจดบันทึกวิธีทำ ที่เคยทำไว้แล้ว เป็นบันทึกที่เราจะมั่นใจได้ว่า ทำตามแล้วได้ผลแน่นอน เพราะเราเคยทำมาด้วยตัวเอง ไม่เหมือนคำแนะนำจากคนอื่น ที่บางทีอาจเป็นแค่คำพูดเลื่อนลอยๆของคนที่ไม่เคยทำจริง หรือเป็นคำแนะนำที่ไม่ตรงกับเรา จึงทำตามแล้วไม่ได้ผล

ประโยชน์ที่สำคัญของการจดบันทึก คือ เมื่อเกิดผิดพลาดแล้ว เราจะได้สืบย้อนกลับไปได้ว่าเกิดจากขั้นตอนไหน เมื่อรู้สาเหตุของปัญหาแล้ว จะได้หาวิธีป้องกัน ไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้อีก อย่างเช่น เครื่องบินมีกล่องดำบันทึกเหตุการณ์บนเครื่อง เพื่อใช้หาสาเหตุว่าทำไมเครื่องบินตก

การจดบันทึกยังช่วยกันลืม บนโลกนี้มีข้อมูลมหาศาล แต่มีไม่กี่เรื่อง ที่เราต้องรู้และทำ เรื่องไหนทำเป็นประจำ เรามักจะจำรายละเอียดต่างๆได้ดี จึงลงมือทำได้เลย เพราะ ความรู้อยู่ในหัวอยู่แล้ว แต่บางเรื่องได้ทำนานๆครั้ง พอเลิกทำไปได้สักพัก แล้วกลับมาเริ่มทำใหม่ก็จะลืมรายละเอียดต่างๆไป จำขั้นตอนไม่ได้ เพราะมนุษย์มีความจำสั้น พอย้อนกลับมาทำใหม่ จึงต้องไปเปิดตำราหรือค้นหาข้อมูลใหม่ แต่การทำเช่นนี้จะเสียเวลามาก เพราะต้องแยกแยกข้อมูลที่เราต้องการ ออกมาจากข้อมูลมหาศาล วิธีป้องกันการเสียเวลา ไม่ให้เราต้องเริ่มต้นใหม่ คือ จดบันทึกวิธีทำและรายละเอียดต่างๆที่ค้นพบ พอวันหลังจะย้อนกลับมาทำ จะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ แค่มาเปิดดูบันทึกที่จดไว้ ก็สามารถต่อยอดได้เลย ตามธรรมชาติแล้ว เรื่องไหนที่เคยทำครั้งหนึ่งแล้ว มักจะมีโอกาสได้ทำอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรามักจะลืมว่าสิ่งนั้นคืออะไร (อย่างเช่นถ้ามีที่ชาร์จแบตเตอรี่หลายอัน อาจจะไม่รู้ว่าอันไหนใช้กับอุปกรณ์อะไร) หรือเวลาเครื่องมือเสีย เราอาจต้องการรู้ว่า ซื้อมาเมื่อไหร่ การบันทึกวันที่ซื้อ จะได้รู้ว่าสิ่งนั้นใช้ทนเพียงใด ความจำของมนุษย์เอาแน่นอนไม่ได้ บางครั้งลืม บางครั้งอยู่ดีๆก็นึกขึ้นมาได้ หลายคนพอทำเสร็จแล้วคิดว่าตนเองจำได้ ไม่ต้องจดบันทึก แต่หลังจากเวลาผ่านไปนานพอที่จะทำให้เขาลืม เขาจำเป็นต้องกลับมาทำซ้ำ แต่จำไม่ได้แล้วว่าเริ่มต้นอย่างไร ทำอย่างไร ชีวิตมักจะเล่นตลกเช่นนี้อยู่เสมอ

การบันทึกไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจดบันทึกด้วยมือเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นการขอโบรชัวร์หรือนามบัตร หรือแม้แต่การถ่ายรูปเก็บไว้ หลักสำคัญมีอยู่ว่า เก็บบันทึกทุกอย่างที่สนใจ ถ้าเป็นการติดต่อกับผู้อื่น ก็ควรจะอัดเสียงไว้ด้วย เผื่อใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องกันในภายหลัง

ปัญหาหรือเรื่องที่อยากรู้ มักจะเกิดขึ้นตอนที่ลืมไปแล้ว  เช่น เวลาเดินทางไปเที่ยว อย่าลืมขอโบรชัวร์หรือนามบัตรของสถานที่ต่างๆที่ผ่านหรือไปพักไว้ เผื่อลืมของหรือคราวหน้าจะมาพัก จะได้โทรมาถามโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมา ถ้าจะกลับมาพักแล้วไม่โทรมาถามก่อน มาถึงอาจที่พักเต็ม หรือ เวลาที่เราไปซื้อของ มักจะพบว่า มีสินค้าหลายแห่งที่คุณภาพและราคาต่างกัน การจดบันทึกอย่างเดียว อาจจะได้ข้อมูลไม่ครบ เพราะการจดทุกอย่างมักจะเสียเวลามาก เรามักจะจดแค่บางส่วน แล้ววันหลังเราก็มาพบว่าอยากรู้ แต่มีบางเรื่องที่ไม่ได้จดมา ถึงแม้จะได้นามบัตรมาแล้วโทรไปถาม แต่คนขายอาจจะให้ข้อมูลผิดเพราะเหตุผลทางการค้า เช่น กล้วว่าเราจะมาสืบราคา เลยบอกราคาสูงกว่าความเป็นจริง บางเรื่องมีเนื้อหาสลับซับซ้อน วิธีที่ง่ายกว่าการจดบันทึกคือ ถ่ายรูปเก็บไว้ ถ้าไม่ใช้ก็มาลบภายหลังได้ แต่ถ้านึกได้ว่าต้องใช้ขึ้นมา จะได้เปิดดูโดยไม่ต้องเสียเวลา การถ่ายรูปและขอโบรชัวร์ จึงใช้ได้ผลดีมากกับ เวลาเลือกซื้อของ หรือ บันทึกความคืบหน้าของงานก่อสร้าง

การจดบันทึกสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสาขา ตั้งแต่การเรียน จนถึงการทำงาน ตำราเรียนอาจจะมีขนาดใหญ่ และมีหลายเล่ม ถ้าเราอ่านหมดทุกเล่ม ก็จะไม่รู้ว่าตรงไหนสำคัญ แต่จะมีแค่บางเรื่องจำเป็นต้องใช้ตอนสอบ เป็นเรื่องที่อาจารย์หยิบมาสอน แค่เราเข้าห้องเรียนและจดบันทึกไว้ เราก็จะไม่ต้องอ่านหนังสือจำนวนมหาศาล การทำงานก็เช่นเดียวกัน อย่างการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด้วยภาษาใดภาษาหนึ่ง อาจจะมีคำสั่งมากมาย แต่จะมีแค่ไม่กี่คำสั่ง ที่เราต้องใช้อยู่เป็นประจำ แค่เราทดลองเขียนไปเปิดตำราไป แล้วจดบันทึกไว้ว่าคำสั่งไหนที่ต้องใช้ วันหลังเราจะเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น แค่เปิดดูบันทึกเก่าที่เราเคยจดไว้

เมื่อใช้วิธีจดบันทึกสิ่งที่เคยทำแล้ว จะพบว่า เราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้มากมาย ไม่ต้องกลัวว่า สมองจะไม่มีที่เก็บ เพราะ จดแล้วสามารถลืมเรื่องนั้น ไปเรียนรู้และคิดหรือจำเรื่องใหม่ได้ ถ้าต้องทำเรื่องที่สลับซับซ้อน พอกลับไปเปิดดูบันทึก เราก็จะมองเห็นภาพรวมของเรื่องนั้นได้ง่ายกว่าการนั่งนึกทีละเรื่อง ถ้ามีหลายเรื่องที่ต้องทำก็แค่จดแยกแต่ละเรื่องไว้ในไฟล์คนละชื่อกัน ถ้าเป็นการอ่านตำรา แล้วยังอ่านไม่จบ สามารถจดไว้ว่าอ่านถึงตรงไหน วันหลังกลับมาอ่านใหม่ จะได้รู้ว่าเคยอ่านถึงตรงไหน ไม่ต้องไปเริ่มอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น เพื่อที่จะหาว่าอ่านถึงไหน

หลักสำคัญในการจดบันทึก คือ ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ต้องจดวันที่ไว้ด้วยเสมอ ถ้าเป็นคำพูดของคนอื่น ต้องเขียนไว้ด้วยว่าใครพูด เผื่อสงสัยจะได้กลับไปถามคนพูดได้ ไม่ว่าจะจดมากหรือจดน้อย ถ้าเปลี่ยนวันก็ต้องจดวันที่ใหม่ เพราะ ในอนาคต เมื่อต้องกลับมาค้นหา จะได้อ้างอิงจากวันที่เจอได้ง่าย ถึงแม้จะเป็นของที่เก็บกองๆกันไว้ไม่เป็นระเบียบอย่างไรก็ตาม ถ้ามีวันที่บอก ก็จะสามารถนำมาเรียงใหม่ได้ ถ้าเรียงอยู่แล้วก็ค้นหาเจอได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีวันที่ เรื่องที่จดไว้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษขยะ ถ้าหาได้ก็ต้องเสียเวลาไปกับการนั่งนึกอย่างน้อยหลายวัน เช่น ถ้าได้รับจดหมาย แล้วยังไม่ว่างเปิดดู อย่างน้อยควรจะเขียนวันที่ได้รับไว้บนซอง หรือถ้าซื้อของใช้มาใหม่ แล้วไม่รู้จะจดอะไร อย่างแรกคือ จดวันที่ๆซื้อมา ติดสติกเกอร์ไว้ในจุดที่จะไม่จางง่าย หรือ จะจดใส่ไว้ที่อื่นก็ได้ และถ้าให้ดี นอกจากวันที่แล้ว ควรจะจดว่าซื้อที่ไหน ราคาเท่าไหร่ ซื้อเพราะอะไร เผื่อวันหลังเสียจะได้มีข้อมูลช่วยตัดสินใจ เช่น กลับไปซื้อร้านเดิมถูก หรือรู้ว่าต้องเตรียมเงินจำนวนเท่าไหร่เพื่อไปซื้อ

การฝึกเขียนวันที่ทุกครั้งที่มีการบันทึกข้อมูล จะมีประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะการติดต่อกับหน่วยงานใดก็ตาม ทุกหน่วยงานจะมีฐานข้อมูล ซึ่งการเก็บข้อมูล และค้นหาข้อมูล จะอ้างอิงจากวันที่เป็นหลัก แค่เราบอกชื่อนามสกุล วันที่ หรือรหัสอ้างอิง เขาก็จะไปค้นหาข้อมูลต่อได้เองทั้งหมด โดยไม่ต้องถามเราต่อ แต่อาจไม่จำเป็นต้องจดละเอียดถึงระดับเวลา เพราะ เรามักจะติดต่อกับหน่วยงานนั้นเพียงแค่วันละครั้ง

ของทุกชิ้น ต้องเขียนกำกับไว้เสมอ เพื่อกันลืม ในวันข้างหน้ามาเปิดดูจะได้รู้ โดยใช้ป้ายสติ๊กเกอร์อเนกประสงค์ แบบแบ่งเป็นช่องเล็กๆ หลายๆขนาด ซื้อมาสะสมไว้ เวลาสิ่งของชิ้นใดที่มีปัญหาอะไร ก็จะเขียนบนสติกเกอร์ แล้วแปะไว้ อย่างเบอร์โทรศัพท์ที่ติดอยู่หน้าบ้าน มีหลายกล่อง หลายเบอร์ เวลามาดูก็จะงง ไม่รู้ว่ากล่องไหน เบอร์ไหน พอทดสอบจนรู้แล้วว่ากล่องไหนเบอร์อะไร ก็ติดสติ๊กเกอร์ไว้ กล่องหนึ่งจะติดเบอร์ไว้หลายๆที่ก็ได้ เผื่ออันใดจาง ทำแบบนี้ วันหลังกลับมาดูก็จะไม่งง ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่

ควรจดวันเริ่มต้นของทุกอย่าง ถ้าซื้อของมา พอเริ่มใช้ต้องเขียนแปะไว้ว่าเริ่มวันที่เท่าไหร่ เวลาเสียจะได้รู้ว่าใช้ได้นานเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบจดวันเริ่มต้น พอเวลาผ่านไปแล้วจำไม่ได้ เวลาต้องใช้ข้อมูลวันเริ่มต้นเพื่อตัดสินใจบางอย่าง จะติดขัดทันที

ถัดจากวันที่ ต้องจดว่า สิ่งนั้นคืออะไร ถ้าเป็นชิ้นส่วนก็ต้องเขียนใช้ร่วมกับอะไร และต้องเขียนด้วยว่ารุ่นไหน เผื่อมีหลายรุ่นที่ใช้ชิ้นส่วนคล้ายกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาเปรียบเทียบ ถ้าสิ่งนั้นไม่มีรายละเอียดเขียนไว้ เช่น ยี่ห้อและรุ่น ในอนาคต เราอาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร หรือเวลามีปัญหา เช่น จะหาคู่มือ เราจะไม่รู้ว่าจะไปหาคู่มือที่ไหน เราจึงจำเป็นต้องจดรายละเอียดของสิ่งนั้น แปะไว้กับมัน ถึงแม้ว่า จะมียี่ห้อมีรุ่นแล้ว แต่บางเรื่องที่ควรระวัง ไม่ได้เขียนไว้ ก็ต้องจดข้อควรระวัง แปะไว้ด้วย เช่น เครื่องเขียนแผ่นซีดี ต้องเขียนแปะไว้ด้วยว่า ความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ เวลาเขียนแผ่นหรือซื้อแผ่นมาใส่ จะได้รู้ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดคู่มือ

การจดบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ถ้ามีแต่วันที่ ไม่มีเนื้อหา ก็อาจจะไม่มีประโยชน์เช่นกัน ถ้าช่วงนั้นกำลังยุ่ง แค่จดหัวข้อสั้นๆไว้ก็ยังดีกว่าไม่จดอะไรเลย วันหลังยังพอจะมานั่งนึกรายละเอียด ต่อจากหัวข้อนั้นได้บ้าง ใครที่เคยไปห้องสมุดของประเทศที่เจริญทางด้านวัตถุอย่างเช่น ฝรั่งเศษ จะพบว่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จะถูกเก็บบันทึกไว้เป็นวันที่ ช่วยให้ค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย เพียงรู้วันที่โดยประมาณที่อ้างอิงมาจากที่ใดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีวันที่ เราคงต้องเปิดอ่านทั้งหมด ตั้งแต่ปัจจุบัน ไล่ลงไป

ถึงแม้ว่า จะไม่มีเรื่องงาน ก็ยังควรจดบันทึกไว้ทุกวันว่า เราเสียเวลาไปกับเรื่องอะไรบ้าง เพื่ออนาคตหากพบว่า ทำไมชีวิตถึงก้าวหน้าช้า เมื่อย้อนมาดูบันทึก จะได้หาสาเหตุเจอ

วิธีบันทึกคือ อย่าจดสิ่งที่ไม่เคยทำ เพราะไม่รู้ว่าทำได้จริงหรือไม่ จดข้อมูลทุกอย่างที่เราเคยทำมาแล้ว วันหลังแน่ใจว่าไม่ใช้จะลบทิ้งก็ได้ แต่้ถ้าวันหลังขาดแล้วจะลำบาก และจะเก็บในรูปแบบใดก็ได้ จดใส่เศษกระดาษก็ได้ ไม่ต้องหรูหรา วันหลังสามารถนำไปแปลงได้ ถึงแม้จะเป็นแค่ผู้ตามไม่ใช่ผู้นำ แต่ก็ควรจดไว้ไม่เสียหาย เผื่อวันหลังจำเป็นต้องเป็นผู้นำ

การจดบันทึกในคอมพิวเตอร์ ให้เริ่มจาก สร้างโฟลเดอร์ชื่อ howto ขึ้นมา ถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์ควรมีสมุด 1 เล่มตั้งชื่อว่า howto สำหรับจดบันทึกเรื่องต่างๆแบ่่งเป็นหัวข้อๆ

ข้อมูลที่มีแต่ตัวหนังสือ อย่างเช่น รายละเอียดในการติดต่อธุระ รหัสผ่านต่างๆ ฯลฯ ควรจดด้วยโปรแกรม text editor ธรรมดาจะดีที่สุด (บน Microsoft Widows คือนามสกุล .txt) แต่ถ้าเป็นขัอมูลที่เริ่มซับซ้อนขึ้น มีการเชื่อมโยงไปยังเวปไซต์ภายนอก หรือ ต้องใส่รูปภาพ ควรเปลี่ยนมาจดบันทึกลงในไฟล์นามสกุล html จะดีที่สุด เพราะสามารถแก้ไขและเปิดดูได้จากหลายโปรแกรม หลายอุปกรณ์ เวลามีปัญหาแล้วสามารถแก้ไข source ได้ง่าย (ซึ่งหมายถึงต้องศึกษา source code ของ html มาบ้าง) ไม่จำเป็นต้องกำหนด font ตลอดเวลาเหมือนในโปรแกรม word processor อย่าง Wordpad หรือ Microsoft Office และสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้โปรแกรม html อย่างเช่น Mozilla Composer สามารถ paste รูปภาพจาก clipboard ใส่ลงไปได้เลย โดยไม่ต้องทำ link ไปยังรูปภาพแยกข้างนอก ภาษา html จึงเป็นภาษาที่เหมาะที่สุดที่จะใช้เขียนคู่มือ คนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์รู้ดีว่า ภาษาที่ใช้เขียนคู่มือการใช้โปรแกรม (รวมทั้งในส่วนของ Help ที่ติดมากับตัวโปรแกรม) เขียนด้วยภาษา html

เมื่อทำเรื่องใดเสร็จแล้ว ให้แยกว่าเรื่องนั้นจัดเป็น howto ในเรื่องใด แล้วจดใส่ไฟล์ในเรื่องนั้น เช่น การซื้อตุ้เย็นมีรายละเอียดมาก ถือเป็น 1 เรื่อง ให้จดใส่ refrigerator.txt เพื่อเวลาติดปัญหา เช่น ต้องการซื้อตู้เย็นใหม่ จะได้กลับมาเปิดดูได้ง่าย ไม่ต้องไปไล่ดูในไฟล์ที่รวมทุกเรื่อง ตัวอย่างการจดข้อมูลใน howto ชื่อ refrigerator.txt
อย่าซื้อ
- ตู้เย็นร้านหน้าปากซอย กค.59 เสียแล้วไม่รับผิดชอบ
- ตู้เย็นยี่ห้อ xxx เสียง่าย แต่เสียบปลั๊กทิ้งไว้วันเดียวเสีย

ซื้อ
- ยี่ห้อ yyy ใช้มาหลายปีแล้วไม่พัง

ถ้าเป็นเนื้อหาที่ไม่สามารถจดลง howto ได้ เพราะสั้นและไม่มีหัวข้อที่ชัดเจน หรือเป็นเรื่องสั้นๆ ทำเสร็จแล้วเสร็จเลย ไม่ใช่ howto ให้ย้ายไปเก็บไว้ในบันทึกประจำวันชื่อ DONE.txt ซึ่งเป็นที่สุดท้ายที่รวมทุกอย่าง พร้อมลงวันที่ไว้ (ถ้าใช้โปรแกรม Notepad ให้กด F5 จะขึ้นวันที่มา ถ้าใช้โปรแกรม Notepad++ ต้องติดตั้ง plugin เพิ่ม) สาเหตุที่เราต้องย้ายไปเก็บไว้ใน DONE.txt แทนที่จะลบทิ้ง เพราะอาจต้องใช้อ้างอิงอีกในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยไปตรวจเลือด แล้วรอเป็นเดือน ห้องแล็บก็ไม่ส่งผลมาให้ พอผมไปที่ห้องแล็บ เขาถามว่า วันไหน เพราะเขาจดบันทึกตามวัน ผมจำวันไม่ได้ เพราะคิดไปเองว่าเขาคงจะจดจากชื่อ โชคดีที่ผมจดวันที่ไว้ว่าทำอะไร วันไหน ผมจึงบอกวันที่เขาถูก จึงไม่ต้องเสียเงินค่าตรวจไปฟรีๆ

เรื่องที่ใส่ไว้ใน DONE.txt จะต้องอยู่ใต้หัวข้อที่เป็นวันที่ ว่าวันไหนทำอะไรไป วันที่ล่าสุดอยู่บรรทัดบนสุด เรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ให้เว้นบรรทัดแยกจากกัน เรื่องไหนที่มีขั้นตอนย่อยๆ ก่อนย้ายมาจะมีเครื่องหมายบวกอยู่หน้าว่าทำเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องไหนที่ไม่มีขั้นตอนย่อยๆก็ไม่ต้องมีเครื่องหมายบวกเพิ่มเข้าไป เช่น
17/9/2554
ติดต่อลูกค้า
+ โทรศัพท์ 0xxxxxxxx

ซ่อมรถ

16/9/2554
จ่ายค่าปรับขับรถฝ่าไฟแดง

ก่อนหกโมงเย็นไปหาหมอ เอายาเพิ่ม

จะเห็นว่าการจดสิ่งที่ได้ทำไปแล้วลงใน DONE.txt มีประโยชน์มากเวลาที่ต้องใช้ บางทีเราเขียนจดหมายส่งไปให้ผู้อื่น แล้วเกิดผิดพลาด ปลายทางอาจไม่ได้รับ ถ้าไม่มีบันทึกไว้ก็ต้องมานั่งคิดใหม่เขียนใหม่ แต่ถ้ามีบันทึกก็แค่ก๊อปปี้มาได้เลย จะเห็นว่าความสะดวกต่างกันมาก บางเรื่องถ้าขี้เกียจจดรายละเอียดไว้ใน DONE.txt อย่างน้อยที่สุด เวลาทำอะไร ควรจะบันทึกวันที่เริ่มต้นหรือสิ้นสุดไว้ เช่น ถ้าติดตั้งแบตเตอรี่ใหม่ ให้หาสติ๊กเกอร์เขียนวันที่ติดตั้ง แปะไว้ตรงแบตเตอรี่ เราอาจไม่เห็นคุณค่าของการเขียนวันที่ในวันนี้ แต่จะมีประโยชน์มากในอนาคต

เพื่อป้องกันข้อมูลยาวเกินไป พอขึ้นปีใหม่ ให้ย้ายข้อมูลของปีเก่าไปเก็บไว้ ในชื่อ DONE_yyyy.txt เมื่อ yyyy แทนปีนั้น

ข้อมูลในอดีตที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว สามารถเก็บบันทึกไว้หลายที่ได้ แต่ข้อมูลในอดีตที่อาจล้าสมัย มีการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเก็บไว้ที่เดียว

ความรู้ต่างๆบนโลกใบนี้ จะไม่มีวันสืบทอดไปยังคนรุ่นหลังได้เลย หากคนรุ่นก่อนไม่รู้จักจดบันทึก คนรุ่นหลังก็จะต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ จนไม่มีเวลาไปพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ทำให้ไม่มีความหลากหลายเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

รื้อของมาแล้วอย่าลืมเก็บเข้าที่

ของชิ้นเล็กๆแค่ชิ้นเดียว เวลาต้องการใช้ขึ้นมา อาจจะใช้เวลาค้นหาหลายชั่วโมงก็ยังไม่เจอ ไปเจออีกทีเมื่อเวลาผ่านไปนานมาก มักจะเจอตอนที่รื้อหาของอย่างอื่น การค้นหาทำให้ชีวิตเราเสียเวลามากที่สุด การเก็บของให้ถูกที่ มีจุดประสงค์เพื่อ ให้หยิบใช้ได้ง่าย เวลาต้องการใช้ ถ้าเป็นของใช้ ให้หาชั้นหรือตู้มีลิ้นชักเก็บ ถ้าไม่มีให้ไปซื้อ ถ้าของเยอะอาจต้องหาห้อง ถ้าของรกมาก ให้แบ่งเวลามาเก็บวันละเล็กวันละน้อย

เมื่อมีตู้หรือชั้นวางของแล้ว ควรตั้งชื่อตู้หรือชั้นแต่ละตัวเป็นสถานที่เก็บ โดยใช้สติกเกอร์แลป แปะไว้หน้าตู้ ตั้งชื่อให้ง่ายที่สุด เช่นใช้ตัวเลข 1,2,3...แทนตู้แต่ละใบ (การใช้ตัวเลขเรียงกัน มีข้อดีคือ เวลาสติกเกอร์หลุด จะได้ติดใหม่ได้ง่าย โดยอ้างอิงชื่อจากชื่อตู้ข้างๆ) ถ้าบ้านมีหลายชั้น อาจจะใช้ A,B นำหน้าด้วย เพื่อให้รู้ว่าของอยู่ชั้นใด ต่อมาจึงจดชื่อสิ่งของ เชื่อมโยงกับชื่อสถานที่เก็บ สำหรับของที่หยิบใช้ประจำ อาจไม่ต้องจด เพราะจำได้อยู่แล้วว่าอยู่ตรงไหน แต่สำหรับสิ่งของที่ไม่ค่อยได้ใช้ ควรจดบันทึกไว้ โดยสามารถจดใส่ไฟล์นามสกุล .txt ธรรมดา ในรูปแบบที่ขึ้นต้นด้วยชื่อสิ่งของ เว้นช่องว่างแล้วตามด้วยชื่อสถานที่เก็บ เช่น

น้ำมนต์   B1
หลอดไฟ   A2
ถ่านสำรอง   B2
...

เวลาค้นหาของ เพียงแค่มาเปิดไฟล์นี้ แล้วกดปุ่ม Find หรือ Search ก็จะหาเจอได้ง่ายกว่าการพยายามรื้อฟื้นความจำ หรือ พยายามรื้อของไปเรื่อยๆ

เวลานำของชิ้นใหม่เข้ามาในบ้าน ควรจดใส่ไฟล์นี้ไว้ด้วย แต่สำหรับสิ่งของที่มีอยู่แล้ว อาจยังไม่ต้องรีบทำเครื่องหมาย เพราะจะเสียเวลา อาจจะรอให้เจอโดยบังเอิญ แล้วนึกขึ้นได้ว่า ของชิ้นนี้ลืมไปแล้ว จึงค่อยมาจด เพื่อวันหลังลืมอีกจะได้หาเจอ

การตั้งชื่อให้ตู้ มีข้อดีอีกอย่างคือ ตู้ที่มีกุญแจแถมมา จะติดสติกเกอร์ชื่อเดียวกับตู้ เวลานำไปเก็บรวมกับกุญแจดอกอื่น จะได้หยิบเจอได้ง่าย เพียงแค่ดูสติกเกอร์ ไม่ต้องนำไปลองไขจริงทุกดอก

สิ่งของที่วางระเกะระกะจะไม่มีทางเก็บสำเร็จได้ หากไม่มีที่เก็บ ทำให้ต้องวางไว้บน โต๊ะบ้างที่พื้นบ้างแต่ก็ยังไม่พอ ชั้น วางของหรือลิ้นชักเก็บของ ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะ นอกจากจะเพิ่มพื้นที่ในการวางของแล้ว ซื้อครั้งเดียวยังใช้ได้ตลอดไป ถึงแม้จะเป็นเหล็กทาสีก็ตาม ถ้าอยู่ในห้องที่ไม่มีความชื้นจากห้องน้ำแล้ว ก็จะไม่ขึ้นสนิม ลิ้นชัก ที่เหมาะสำหรับเก็บของจุกจิก อย่างพวกเครื่องมือ เครื่องเขียน คือ ขนาดความสูงของแต่ละชั้นประมาณ 3 นิ้ว เพราะถ้าแคบกว่านี้จะใส่ของบางอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไม่ได้ บางทีใส่ของไม่พอก็ต้องเปลี่ยนไปใส่ชั้นอื่น แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ อย่างเช่น พวกน็อตสกรู ให้หากล่องพลาสติกแบบแบ่งเป็นช่องเล็กๆมาใส่

การเก็บของ อย่าเก็บทันที่ที่ใช้เสร็จ เพราะ งานอาจจะผิดพลาด ทำให้ต้องซ่อมแซม หรือ อาจนึกได้ว่างานยังไม่เสร็จต้องทำต่อ การเก็บจึงควรเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำงาน เมื่อแน่ใจจริงๆว่างานเสร็จสมบูรณ์ไม่มีอะไรต้องแก้ไขแล้ว ถ้าหากรีบเก็บขณะงานยังไม่เสร็จ อาจจะต้องเสียเวลารื้อของ หาของ บางทีหาไม่เจอเพราะจำไม่ได้ว่าไปเก็บไว้ตรงไหน สิ่งเหล่านี้เรียกว่าค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัว

ปัญหาคือ งานเก็บของเป็นงานจุกจิก เพราะมีของมากมาย จนเราไม่รู้จะทำอะไรก่อน เลยไม่ได้ทำอะไร มีวิธีแก้ไขคือ ให้เริ่มต้นด้วยการเดินดู แล้วจดใส่กระดาษไว้ก่อน ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง นึกอะไรได้ก็จดไว้ บางทีเรานั่งอยู่เฉยๆ มักจะนึกไม่ออกว่ามีอะไรตกหล่นบ้าง จนกว่าจะเดินไปสำรวจตรวจตราจึงจะเจอ บางทีเดินไปเดินมาจนสบายใจแล้วนึกขึ้นได้ก็มี แต่ถึงเวลาที่นึกขึ้นได้ ถ้าไม่จดไว้ สักพักก็จะลืม แต่เวลาที่นึกขึ้นได้ มักจะไม่มีสมุดบันทึกอยู่ใกล้ตัว เราจึงอาศัยใช้ความจำ แต่จำได้ไม่นานก็ลืม วิธีป้องกันลืมคือ พกสมุดบันทึกติดตัวไว้ แล้วจึงไปเดินสำรวจดู เพียงเท่านี้ พอถึงเวลาจะทำก็แค่ทำตามที่จดไว้ ทีละเรื่อง เลือกเรื่องที่ทำง่ายที่สุดในเวลานั้น เรื่องที่ทำยากก็จดไว้ว่า ควรทำเวลาใดจะง่ายที่สุด

อย่าทิ้งอะไรเลย พยายามหาที่เก็บ

การหาที่เก็บ ไม่ได้หมายถึง เก็บเฉพาะสิ่งของที่ต้องใช้เท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งของที่ไม่ได้ใช้และขยะด้วย เพราะสักวันหนึ่งอาจได้ใช้

เราจะไม่เห็นคุณค่าของสิ้งนั้น จนกว่าเราจะต้องการใช้มัน ของใช้ที่วันนี้ไม่ได้ใช้ อยากจะทิ้ง เพราะเกะกะ แต่อนาคตอาจนึกได้ว่าต้องใช้ เศษวัสดุ อาจมีประโยชน์อย่างมากในภายหลัง อย่างน้อยเวลาต้องใช้ขึ้นมา ก็ช่วยประหยัดเวลาให้เราไม่ต้องไปหาซื้อใหม่ แม้แต่ของที่คิดว่าจะไม่ได้ใช้แล้ว อย่างเช่น ซิมโทรศัพท์มือถือ ที่หมดอายุแล้ว วันหนึ่งก็สามารถนำมาใส่โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า เพื่อใช้เป็นนาฬิกาปลุกได้ (โทรศัพท์มือถือที่ไม่มีซิม จะไม่อนุญาติให้ตั้งค่า) หรือโทรศัพท์มือถือเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก็สามารถนำมาใช้ทดสอบสัญญาณเทียบกับโทรศัพท์รุ่นใหม่ เวลาที่โทรศัพท์รุ่นใหม่รับสัญญาณในที่ไกลความเจริญได้ไม่ดีเท่าเดิม ซึ่งธรรมชาติของคนทั่วไป เมื่อได้เครื่องใหม่ ก็จะขายเครื่องเก่าทิ้ง พอจำเป็นต้องใช้เครื่องเก่าแล้วไม่มี หรือแม้แต่เชือกเส้นเล็กและสั้นมาก ที่ไม่คิดว่าจะใช้ได้ วันหนึ่งก็สามารถนำมาทำเป็นหูรูดซิปเวลาที่หูเดิมหัก หรือ แม้แต่แบตเตอรี่ที่หมดอายุแล้ว จดวันที่ใช้งานเก็บไว้ แล้วไปซื้อแบตเตอรี่ยี่ห้อใหม่ พอวันข้างหน้า ก็จะรู้ว่า แบตเตอรี่แต่ละยี่ห้อใช้ได้นานต่างกันหรือไม่ สิ่งของที่เราพบว่า วันนี้เสีย แต่วันข้างหน้าอาจมีความรู้ใหม่เข้ามา แล้วพบว่ามันไม่ได้เสีย หรือซ่อมได้ง่ายมาก เช่น เมื่อซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่มาแทนของเก่าที่เปิดไม่ติด จึงรู้ว่า อุปกรณ์เก่าไม่เสีย แค่สายไฟเสีย ซื้อสายไฟมาเปลี่ยนก็ใช้ได้

แม้แต่ข้อมูลเก่าที่เลิกใช้ เพราะทำเรื่องนั้นเสร็จแล้ว เช่น เบอร์โทรติดต่อกับคนที่เคยเกี่ยวข้อง หรือแม้แต่รายละเอียดเก่าที่เลิกใช้แล้ว อาจจะมีประโยชน์ภายหลัง เพราะ การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดปัญหาขึ้น อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนกลับ จำเป็นต้องโทรติดต่อคนที่เคยเกี่ยวข้องหรือดูรายละเอียดเก่าเพื่ออ้างอิง ถึงแม้จะผ่านมาหลายปี ข้อมูลนั้นอาจจะมีประโยชน์ขึ้นมา ยกตัวอย่าง ผมเคยมีปัญหากับอินเตอร์เน็ตของทีโอที แล้วได้เบอร์โทรช่างไอทีส่วนกลางเพื่อโทรไปคุยจนแก้ปัญหาเรียบร้อย ต่อมาอีกหลายปี มีปัญหาแบบเดิมซ้ำอีก แต่ไม่ได้เก็บเบอร์โทรช่างไอทีส่วนกลางไว้ คราวนี้ไม่สามารถหาเบอร์โทรได้แล้ว ต้องติดต่อผ่านแผนกอื่นแทน และแผนกอื่นไม่ยอมให้เบอร์โทร ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ ทำให้พบว่า การจดเบอร์โทรลงใน text file แค่ไม่กี่บรรทัด คุ้มค่ากว่ามากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในภายหลัง

พยายามย้ายทุกอย่าง ไปเก็บไว้ในที่เก็บของสักพักก่อน ถึงแม้ว่าเราจะตรวจสอบรอบคอบแล้ว ว่าถ้าทิ้งไปแล้ว จะไม่เกิดมีปัญหา แต่ก็ยังมีโอกาสพลาดได้ เพราะเวลานั้นเราอาจคิดหรือตรวจสอบ ได้ไม่ละเอียดพอ แม้แต่ของที่เสียแล้ว ยังไม่ควรทิ้งทันที แต่ควรจะหาที่เก็บแล้วแปะสติกเกอร์ไว้ว่าตรงไหนเสีย พร้อมลงวันที่เสียด้วย เผื่อวันหลังจะใช้สิ่งนั้นเพื่ออ้างอิงได้ เช่น หม้อแปลงไฟของอุปกรณ์ไฟฟ้าเสีย เราจึงไปซื้อหม้อแปลงไฟใหม่มาเปลี่ยน ผ่านมาระยะหนึ่ง หม้อแปลงไฟที่ซื้อมาเสียอีก คราวนี้เราไม่รู้แล้วว่า ถ้าจะไปซื้อหม้อแปลงไฟใหม่ จะสามารถยืดหยุ่นกระแสไฟฟ้าได้เท่าไหร่ เพราะไม่มีหม้อแปลงไฟดั้งเดิมจากโรงงานมาเทียบ

ที่เก็บ ให้เลือกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพื่อที่จะไม่ต้องทิ้งอะไรเลย เพราะถ้าทิ้งหมายถึงวันหน้าอาจนึกได้ไม่มีแล้ว ถ้าต้องเลือกระหว่างชั้นกว้างกับชั้นแคบ จงเลือกชั้นกว้าง ส่วนชั้นแคบสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ภายหลัง

การเก็บเอกสารที่ไม่ใช้แล้ว พวกใบเสร็จรับเงิน สัญญา ฯลฯ เบื้องต้นให้ใช้คลิปเล็กๆหนีบ แยกหมวดหมู่ของเอกสารออกจากกัน เช่น เรื่องรถยนต์คันหนึ่งตั้งแต่ทะเบียนรถจนถึงประกันภัย หนีบไว้รวมกันชุดหนึ่ง, เรื่องบ้าน หนีบไว้รวมกันอีกชุด ฯลฯ แล้วหากระดาษแผ่นเล็กๆมาแปะตรงหัวว่าเป็นเรื่องอะไร เพื่อวันหลังจะได้ค้นหาได้ง่าย แค่ดูที่กระดาษแปะหัว โดยไม่ต้องดูเนื้อหาทั้งหมด ถ้าไม่ได้ใช้อีก สามารถเก็บไว้ในลังหรือลิ้นชัก ปัญหาของการหนีบคลิปคือ ถ้ารวมกันแล้วจะค้นหายาก เอกสารที่ยังใช้อยู่ แล้วต้องเก็บรวมกันอยู่ในลิ้นชักเดียวกัน ควรใส่ซองพลาสติกใส แยกกลุ่มไว้

เมื่อเอกสารมีจำนวนมากขึ้น การหนีบคลิปจะเริ่มวุ่นวาย เอกสารเก่าที่มีโอกาสได้ใช้ในอนาคต ควรจะเก็บไว้ในแฟ้ม จะสะดวกกว่าการใช้คลิปหนีบ การเก็บในแฟ้ม ต้องไปซื้อตัวเจาะรูด้านข้างของกระดาษเป็น 2 รู แล้วจึงนำกระดาษไปร้อยใส่ในแฟ้ม การเจาะรูด้านข้างกระดาษให้อยู่กึ่งกลางพอดี ให้เริ่มต้นด้วยการพับครึ่งกระดาษแผ่นแรก แล้วจึงนำมารวมกับกระดาษที่เหลือเป็นปึก เมื่อสอดกระดาษทั้งปึกเข้าไปในตัวเจาะรู ให้รอยพับตรงกับขีดกลางของตัวเจาะรู ซึ่งหมายถึง ตัวเจาะรู ต้องมีขีดกลางบอกด้วย แต่ถ้ามีกระดาษที่ต้องเก็บใส่แฟ้มเป็นจำนวนมาก ควรหาตัวเจาะรูแบบมีแถบวัดยื่นออกมา เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาพับกระดาษ ข้อดีอีกอย่างของแฟ้ม คือสามารถวางตั้งบนหิ้งได้ ซึ่งหมายถึง ควรซื้อชั้นวางของ แต่ชั้นวางของที่เปิดโล่ง ทิ้งไว้นานๆจะมีฝุ่นจับ ถ้าไม่ต้องการฝุ่น ให้เปลี่ยนมาใช้ตู้เอกสารแบบมีประตูปิด

การเรียงเอกสารในแฟ้ม ให้เรียงตามวันที่ ถ้าเป็นแฟ้มสำหรับเก็บเอกสารนั้นชนิดนั้นอย่างเดียว เช่นรายการเดินบัญชี ของธนาคารเดียว บัญชีเดียว ให้เรียงวันที่ล่าสุดไว้บ้างบน เพื่อจะได้ใส่เอกสารชิ้นใหม่ได้ง่าย แต่ถ้าเป็นแฟ้มเก็บเอกสารหลายๆชนิดรวมไว้ด้วยกัน อย่างเช่น รายการเดินบัญชี หลายธนาคาร หรือหลายบัญชี การเรียงวันที่ล่าสุดไว้ด้านบนไม่ได้ทำให้ใส่เอกสารเพิ่มได้ง่าย จึงควรเก็บเอกสารแต่ละชนิดแยกกันไว้คนละชั้น แต่ละชั้นเรียงวันที่ล่าสุดไว้ด้านล่าง เพื่อเวลาค้นจะง่ายขึ้น

การจะรู้ว่าเอกสารใดควรเก็บ เอกสารใดควรทิ้ง ให้ดูว่า เอกสารนั้นยังมีโอกาสใข้อีกหรือไม่ อย่างเช่น รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง อาจต้องใช้เพื่อขอเครดิต หรือเอกสารใดผลผูกพันอยู่หรือไม่ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต เราก็จะนำเอกสารมายืนยันได้ แต่ถ้าหมดสัญญากันแล้ว ก็สามารถทิ้งได้ โดยย้ายออกจากแฟ้ม นำไปมัดเชือกเก็บไว้ที่เก็บของเก่า จะทิ้งหรือไม่ทิ้งก็ได้ แต่ถ้ายังไม่จำเป็นก็ยังไม่ควรทิ้ง

เอกสารใดที่ไม่มีผลทางกฎหมายในอนาคต สามารถสแกนเป็นรูปภาพเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ จะดีที่สุด เพราะ กินพื้นที่น้อย ไม่ต้องเปลืองตู้เก็บเอกสาร และเรียกดูแบบ online ได้จากทุกที่ ต่างจากการเก็บในกระดาษ ซึ่งต้องใช้ที่เก็บมาก และไม่สามารถเรียกดูจากที่อื่นได้ แต่สาเหตุที่คนรุ่นเก่าชอบเก็บกระดาษ ไม่ชอบเก็บในฮาร์ดดิสก์ เพราะใช้เทคโนโลยีไม่เป็น จึงกลัวว่า ถ้าฮาร์ดดิสก์พังแล้วข้อมูลจะหาย หรือ เก็บไว้แล้วหาไม่เจอ จริงๆแล้วเก็บในฮาร์ดดิสก์ปลอดภัยกว่า เพราะ สามารถเคลื่อนย้ายไปไว้ในที่ปลอดภัยได้ วิธีป้องกันฮาร์ดดิสก์พังคือ เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์หลายๆลูก ประมาณ 2 ลูก ถือว่าค่อนข้างปลอดภัยแล้ว เพราะฮาร์ดดิสก์ใหม่แทบจะไม่มีโอกาสเสียพร้อมกัน วิธีเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างฮาร์ดดิสก์ ใช้ raid1 จะยุ่งยากน้อยที่สุด รองลงมาคือการใช้โปรแกรม sync ข้อมูล ซึ่งถ้าใช้คนจัดการตลอดเวลา จะค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าให้โปรแกรมอัตโนมัติจัดการ จะต้องเปิดฮาร์ดดิสก์อีกลูก ไว้ตลอดเวลา

การเก็บไฟล์ไว้ในฮาร์ดดิสก์ ให้สร้างโฟลเดอร์ชื่อ work (หรือจะใช้ชื่ออื่นก็ได้) แทนตู้เอกสาร แล้วภายในโฟลเดอร์ work ให้สร้างโฟลเดอร์ย่อยๆเป็นแฟ้มสำหรับเก็บข้อมูลแต่ละเรื่อง เช่น เรื่องรถ ตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า car ถ้ามีรถหลายคัน จะตามด้วยะเลขทะเบียน xxxx เป็น car_xxxx ก็ได้ ถ้าเป็นเอกสารจากผู้อื่น ให้ตั้งชื่อขึ้นต้นตามผู้ที่ติดต่อด้วย เช่น กรมทะเบียนการค้า ให้ตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า dbd ไฟล์ที่ได้รับมาจากกรมทะเบียนการค้า ให้เติม dbd_ เข้าไปข้างหน้า โดยไม่ลบชื่อไฟล์เดิมทิ้ง เพราะ อาจจะจำเป็นต้องใช้อ้างอิง การตั้งชื่อแบบนี้ เวลาค้นหาจะง่ายมาก

สาเหตุที่ไม่ควรใช้ My Documents แต่ใช้ชื่อ work เพราะว่าเวลามีโฟลเดอร์อื่นหลายๆตัวอยู่ด้วย เช่น My Pictures  จะหายาก ต้องเพ่งดูแล้วค่อยคลิก แต่ถ้าเราตัดคำว่า My ออกไป จะหาโฟลเดอร์ได้ง่ายขึ้น โดยพิมพ์ชื่อนำหน้าโฟลเดอร์แทน เช่น โฟลเดอร์ work พิมพ์ w จะ hilight ที่โฟลเดอร์ที่ขึ้นต้นด้วย w ทันที

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บของคือ
การจัดของไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จในครั้งเดียว อาจจะค่อยๆทำไปเรื่อยๆวันละเล็กๆน้อยๆ

ปัญหาของการเก็บของ โดยเฉพาะอะหลั่ยสำรอง คือ บางชิ้นไม่ได้ใช้นานหลายปี แล้วลืมว่ายังมีอยู่ พอต้องการใช้ จึงต้องเสียเงินไปซื้อใหม่ แทนที่จะทำของที่เก็บไว้มาใช้ ทางแก้เรื่องนี้คือ ทำแฟ้มเก็บข้อมูลไว้ว่า มีอะไร เก็บอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าใด

การเก็บของที่ได้ผลมากที่สุด คือย้ายไปอาศัยอยู่ในห้องนั้น เพื่อที่เราจะได้เห็นปัญหามากขึ้น แล้วอาศัยช่วงเวลาว่างอย่างเช่น ตอนคุยโทรศัพท์หรือฟังวิทยุ จุดของไปด้วย

ทำงานอดิเรกที่ตัวเองมีความสุข

ธรรมชาติของคน ไม่สามารถอยู่กับสิ่งจำเจได้เป็นเวลานาน มิฉะนั้นจะเกิดอาการเบื่อหรือล้า ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งเปลี่ยนอาหารการกิน เปลี่ยนอริยาบถ ฯลฯ การทำงานก็เช่นกัน คนที่ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ จะต้องใช้ความอดทน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ตัวเองรัก แต่ก็จะมีเรื่องที่ต้องอดทน เช่น ต้องส่งงานตามกำหนดเวลา คนที่อดทนไปนานๆ พอถึงจุดหนึ่ง จะเกิดอาการ เบื่อ หมดไฟ แล้วเปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากตอนเริ่มต้น ถ้ายังต้องฝืนทำต่อก็จะทำแบบขอไปที คือทำได้ช้า และขาดสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ต้องทำ วิธีสังเกตุว่าอาการก่อนเบื่อ ในระยะเริ่มต้น คือ เรารู้สึกผ่อนคลาย หลังจากเสร็จงาน นั่นแสดงว่าเป็นงานที่เราต้องใช้ความอดทน วิธีแก้ไขอาการเบื่อ คือ พยายามอย่ากำหนดว่าอะไรต้องเสร็จเมื่อไหร่ ถ้ามีกำหนดเวลา ควรพยายามหาคนมาช่วยแบ่งงาน ทำงานแบบวิ่งผลัด ถ้ามีปัญหาเรื่องงานให้หาคนระบาย และเมื่อเกิดอาการเบื่อในสิ่งที่ทำ ให้แบ่งเวลาไปทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข

ผมเคยคุยกับป้าคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของรีสอร์ทเล็กๆทางภาคใต้ อ.ลานสกา ป้าเล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบันอายุหกสิบกว่าปีแล้ว ป้ายังไม่เคยไปไหนไกล เกินว่าจังหวัดที่ตัวเองอยู่เลย เมื่อผมถามว่าป้าทนอยู่ได้อย่างไร ป้าตอบว่า "ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแสวงหาอะไรอีก" จึงไม่แปลกที่เราเห็นบางคนไม่มีงานอดิเรกเลย นั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้น ทำงานที่ไม่มีความเครียด เช่นเป็นแม่บ้าน หรือไม่มีงานทำ

มีคนไม่มากที่จะโชคดีเหมือนป้าคนนี้ สังเกตุได้ว่า คนที่ต้องออกเดินทางไปเที่ยวพักผ่อน ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานตามสำนักงานในเมืองใหญ่ ต้องทำงานที่ตัวเองไม่อยากทำ ทำให้เกิดความเครียด ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ตัวเองรัก แต่ถ้าทำบ่อยๆก็มีโอกาสเบื่อได้ ดังภาษิตโบราณว่า "ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่อร่อย แต่กินบ่อยๆก็น่าเบื่อ" ถึงแม้จะเป็นงานที่ตัวเองรัก แต่ก็ยังมีเรื่องที่ตัวเองไม่อยากทำเข้ามาแทรก เช่น ปัญหาเพื่อนร่วมงาน เรื่องเหล่านี้ทำให้เกิดอารมณ์ด้านลบ เช่น ความเครียด เบื่อหน่าย ธรรมชาติของคนจะหาวิธีผ่อนคลายความเครียดให้ตัวเอง ซึ่งวิธีการผ่อนคลายที่คนทั่วไปใช้ได้ผลคือ เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ เพราะ การไปในที่ๆอยากไป ทำในสิ่งที่อยากทำ เป็นการสร้างอารมณ์ทางบวก ช่วยเจือจางอารมณ์ทางลบ หรืออย่างน้อย การได้ไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ช่วยให้เราลืมความซ้ำซากจำเจที่พบเจออยู่ทุกวัน

มีคนเคยบอกว่า ไม่ต้องทำงานอดิเรกก็ได้ เราจะสังเกตุว่าคนเหล่านั้น ก็ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเช่นกัน เพราะ คุณภาพของคนไม่ได้มาจากการทำงาน แต่มาจากงานอดิเรกหรือการเล่น เพราะการเล่นจะต้องออกเงินเอง และไม่มีความจำเป็นมาบีบบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาเลี้ยงชีพหรือเรื่องเวลา อยากจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ด้วยเหตุนี้ คนที่ทำงานอดิเรก จึงต้องทำมันด้วยใจรัก เมื่อทำด้วยใจรักก็จะค่อยๆทำไปจนดี แล้วผลดีนั้นก็จะตกมากับตัวเอง เพราะส่วนหนึ่งของงานอดิเรกก็จะนำมาใช้กับงานอื่นได้ พอเคยทำอะไรไปครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปเราจะทำได้เร็วขึ้นและดีขึ้นเรื่อยๆ  มีตัวอย่างของ เด็กชายธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี อายุ 11 ขวบ มีชื่อติดโผ 15 สุดยอดเด็กอัจฉริยะของโลก เมื่อถามถึงแหล่งที่มาทราบว่า พ่อแม่ให้เด็กทำเฉพาะในสิ่งที่เด็กมีความสุข หรือเรียกว่าให้เด็กเล่นนั่นเอง พอเด็กมีความสุข ทักษะก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่เด็กทำแล้วไม่สนุกก็จะเปลี่ยน การเปลี่ยนบ่อยๆทำให้เด็กพัฒนาทักษะไปได้เร็ว

แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้เหมือนเด็กชายธนัช โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่จำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพ ต้องทนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ ทำให้เกิดความเครียดขึ้น ความเครียดทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป จากที่เคยทำงานอย่างเดียวไม่ต้องพัก ก็กลายเป็นคนที่ชอบพักระหว่างทำงาน ชอบแสวงหาความสุขใส่ตัว

วิธีป้องกันความเครียดคือ อย่าทำอะไรที่ผูกมัดตัวเอง หรือถ้าจำเป็นต้องทำ ต้องรู้จักผ่อนคลายด้วย

คนเก่งกว่า คือคนที่ทำมานานกว่า ไม่ใช่คนที่หักโหมกว่า เพราะการหักโหม จะทำให้เกิดความเครียด คนที่ทำด้วยความเครียด ทำได้ไม่นานก็ต้องเลิก เพราะทำไปแล้วไม่มีความสุข ไม่เหมือนคนที่ทำมานาน แต่ทำทีละเล็กละน้อย ทำเมื่อตนเองอยากทำ จึงทำด้วยความสุข จึงทำงานนั้นต่อไปได้นาน

คนที่ทำงานอย่างเดียว พอมีปัญหาเกิดขึ้น มักจะแก้ไม่ตก เพราะรู้แคบ ต่างจากคนที่รู้กว้างกว่า อาจจะผ่านปัญหาไปได้อย่างง่ายดาย เพราะ ความรู้เรื่องหนึ่ง สามารถนำไปใช้กับเรื่องอื่นได้ด้วย อย่างเช่น คนที่ชอบไปยกน้ำหนัก พอยกแล้วก็ต้องศึกษาเรื่องสุขภาพและอาหารการกิน พอศึกษาเรื่องสุขภาพก็ช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง ทำงานได้มากขึ้น พอศึกษาเรื่องสุขภาพไปลึกๆ ก็ได้รู้ว่า ผืนดินที่อยู่ใกล้ทะเลมีแร่ธาตุสูง จึงสามารถนำความรู้นี้มาใช้ซื้อบ้านได้ คือ บ้านไม่ควรอยู่ไกลทะเล

ภาษิตว่า All work and no play makes Jack a dull boy. All play and no work makes Jack a mere toy แปลว่า ถ้าทำงานอย่างเดียว โดยไม่ทำในเรื่องที่ตัวเองมีความสุขเลย แรกๆอาจจะขยันดี ไม่รู้สึกอะไร แต่พอเริ่มเครียด ก็จะเริ่มเบื่องาน จนในที่สุดไม่อยากทำงาน รู้สึกว่าทำแล้วเหนื่อยง่าย และรู้สึกเครียดง่าย ต้องหาวิธีแก้เครียดบ่อยๆ บางคนไปเที่ยว บางคนติดเซ็กส์ บางคนไปกินอาหารอร่อยๆ บางคนไปชอปปิ้งจนเกินความจำเป็น ถึงแม้ว่าวิธีเหล่านี้จะช่วยหลังสารสุขคือเอ็นโดฟิน แต่ผลที่ได้กลับมีทุกข์พ่วงมา เช่น ยิ่งเที่ยวยิ่งเสียเงิน และเสียเวลา ยิ่งกินยิ่งอ้วน ยิ่งซื้อของมากองจนเหลือใช้ และไม่มีที่เก็บ

คนปกติจะสามารถอดทนทำงานที่ตัวเองไม่ชอบได้ระยะหนึ่ง แต่คนที่ทำงานมากเกินไปจนสมองล้า (mental fatigue) จะมีอาการขาดสมาธิจดจ่อกับงาน และ รู้สึกอยากไปเที่ยวหรือทำงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ แต่ในมุมของเหตุผลอาจจะคัดค้านไม่ให้ไป เพราะคิดว่า ร่างกายยังทำงานต่อไปไหว หรือมีเป้าหมายที่ต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด หรือถูกสถานการณ์บังคับ คนที่ฝืนทำต่อไป สมองจะเริ่มล้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขาดสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เวลางานมักจะชอบเปลี่ยนไปทำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงาน แต่ช่วยให้ตัวเองมีความสุข จนสุดท้ายงานไม่เดิน มีผลงานต่ำ เรียกอาการนี้ว่า Directed Attention Fatigue (DAF)

การคิดค้นเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่มาจากงานอดิเรก เพราะ เวลาทำงานอดิเรก คือเวลาที่คนสบายใจ จึงทำงานนั้นได้ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความสบายใจ ทำให้งานเดินก้าวหน้า ธรรมชาติของคนส่วนใหญ่จะมีความสุข เมื่อได้อยู่กับธรรมชาติที่งดงาม มีภูเขา มีทะเล

การสร้างอะไรใหม่ๆ จะเต็มไปด้วยความไม่รู้ ทำไปได้สักพัก จะต้องเจอกับอุปสรรค เมื่อมีอุปสรรคจะมีความเครียดตามมา เมื่อเครียดก็ต้องหยุดพักหรือเปลี่ยนพฤติกรรม กลายเป็นย้ำคิดย้ำทำในเรื่องที่ตัวเองมีความสุข จนทำให้งานเริ่มช้าลงเรื่อยๆ แถมยังมีเรื่องจุกจิกรอบตัวเข้ามารบกวนอีก ทำให้สุดท้ายงานไม่เสร็จ พอมีงานใหม่เข้ามาก็เข้าวัฎจักรเดิมอีกคือ ทำไปได้สักพักแล้วทำไม่เสร็จ ต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆจนทำอะไรไม่เสร็จเลยสักอย่าง บางเรื่องไม่สามารถหามืออาชีพได้ ถ้าต้องลงมือทำเอง จำเป็นต้องแบ่งเวลาพักผ่อนเพื่อทำงานอดิเรกบ้าง เพื่อไม่ให้กลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ

การทำงานให้ประสบความสำเร็จ เปรียบเหมือนการขึ้นเขา มีเวลา 1 วันที่ต้องขึ้นถึงยอดเขาให้ทันก่อนค่ำ ถ้าหยุดพักบ้างช่วงสั้นๆ ก็ยังไปถึง แต่ถ้าไม่หยุดพักเลย อาจจะล้มพับหมดแรงอยู่กลางทาง หรือ ถ้ามัวแต่เถลไถลหยุดพักนานเกินไป อาจจะไปถึงยอดไม่ทัน ต้องมืดค่ำกลางทาง จะลงเขาก็ไม่ได้ ขึ้นเขาก็ไม่ได้ เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

คนที่มุ่งมั่นแต่จะทำงานให้สำเร็จ กลัวว่าถ้าไม่เสร็จ จะเสียหน้า เสียสัจจะ จึงต้องอดทนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ หรือทำในเวลาที่ตัวเองไม่อยากทำ ทำให้เกิดความเครียด หงุดหงิดฟุ้งซ่าน และวิตกกังวล พอต้องอดทนบ่อยๆ ก็จะติดเป็นนิสัย กลายเป็นโรคประสาทหรือโรคบ้า มีอารมณ์ทางลบสะสมไว้มาก เวลามีอะไรมากระทบจึงเครียดง่ายกว่าคนทั่วไป และเครียดมากกว่าคนทั่วไป พอเครียดมากๆจึงอยากฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าเป็นวิธีเดียวที่จะหายเครียด จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นเด็กที่เรียนเก่งมาก พอทำพลาดแค่ครั้งเดียว มักจะฆ่าตัวตาย

วิธีแก้ความอ่อนล้าเบื่อหน่าย คือ ผ่อนคลาย นอนหลับให้เพียงพอ อยู่ในที่เงียบๆตามลำพัง และ เปลี่ยนไปทำเรื่องอื่นที่ตัวเองอยากทำบ้าง ถึงเวลาพักก็ต้องพัก เลิกกำหนดว่าจะต้องทำให้ได้ ต้องทำให้เสร็จในเวลาเท่าใด อาศัยค่อยๆทำไปเรื่อยๆ  สักวันคงจะได้เอง แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทฤษฎี Attention restoration theory บอกว่า การได้เห็นต้นไม้เขียวๆ หรือ การไปเที่ยวธรรมชาติ จะช่วยฟื้นฟูสมองได้

ถ้าอยากทำงานให้เต็มที่ ต้องพักผ่อนให้เต็มที่ ทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ ถ้าทำไม่เต็มที่ จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังไม่จบเสียที  เช่น ถ้าไม่สบาย เป็นหวัด ร้อนใน หรือไปถอนฟันมา นอนพักให้เต็มที่ 1-2 วันก็จะเริ่มหาย แต่ถ้ายังนอนน้อย ยังฝืนไปทำงาน อาจจะต้องป่วยอย่างนั้นไปอีกหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน จนกว่าจะถึงวันที่ได้พักอย่างเต็มที่จึงจะหายดี ช่วงเวลาที่ป่วยอยู่ก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่

ลองสังเกตุว่า หากนอนเพียงพอแล้ว ยังทำงานได้ช้าลง รู้สึกเบื่องาน ขาดสมาธิจดจ่อกับงาน เริ่มย้ำคิดย้ำทำ หรืออยากกินจุกจิกตลอดเวลา หรือในเวลาทำงาน กลับสนใจแต่เรื่องสนุกสนานที่ไม่เกี่ยวกับงาน นั่นคืออาการเริ่มแรกของความเบื่อหน่าย ใครไม่เชื่อว่าโรคนี้มีอยู่จริง ทดลองฟังเพลงที่ตัวเองชอบ ฟังซ้ำๆไปเรื่อยๆ ไม่นานจะเริ่มรู้สึกเบื่อ และไม่อยากฟังอีกเป็นเวลานาน ซึ่งความเบื่อหน่ายที่เกิดจากความจำเจนี้ แก้ได้ง่ายๆด้วยการ หยุดทำงานนั้นจนกว่าจะหายเบื่อ แล้วเปลี่ยนไปทำงานใหม่ โดยเฉพาะงานที่ทำแล้วตอบสนองเร็ว เห็นผลเร็ว ก็จะยิ่งทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น แต่การหยุดงานอาจทำให้เราขาดรายได้ อาจใช้วิธีเปลี่ยนไปทำงานประเภทอื่น เช่น เปลี่ยนจากใช้สมองเป็นใช้แรง หรือ เปลี่ยนจากใช้แรงไปใช้สมอง

สุขภาพใจเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ สังเกตุได้ยาก วัดได้ยาก ไม่เหมือนการกินหรืออริยาบถที่สังเกตุได้ง่าย แต่สุขภาพใจจะแสดงออกทางพฤติกรรม เราจะสังเกตุได้ว่า องค์กรใดก็ตาม ที่การพัฒนาหยุดนิ่งอยู่กับที่ นอกจากจะเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพกายแล้ว ยังเกิดจากปัญหาสุขภาพใจ คือ ไม่รู้จักแบ่งเวลา มุ่งแต่งาน จนไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับทำงานอดิเรกที่ตนเองมีความสุข

คนทำงานก็เช่่นกัน คนที่จะประสบความสำเร็จเรื่องงาน จำเป็นต้องทำงานให้หนัก เพราะ ยิ่งทุ่มเทมาก ยิ่งได้ผลมาก งานที่ทำหนักๆเสร็จเพียงไม่กี่วัน ถ้าทำไปเรื่อยๆ อาจจะใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่ผลที่ตามมาของการทำงานหนัก ก็คือความเครียด ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการพักผ่อน การที่จะทุ่มเททำงานได้อย่างเต็มที่  จำเป็นต้องได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เช่นกัน ถ้านอนน้อยจะทำให้ไม่เหลือเรี่ยวแรงทำงานในวันรุ่งขึ้น และ นอกจากจะนอนมากๆแล้ว ยังต้องมีวันหยุดยาวๆ และการพักผ่อนธรรมดาก็ไม่พอที่จะทำให้หายเครียด อาจต้องพักอย่างสุดเหวี่ยง เช่น ไปผจญภัย ปีนป่าย หกคะเมนตีลังกา ทำในเรื่องที่เสี่ยงชีวิต หรือ ที่คนอื่นทำไม่ได้ เมื่อพักอย่างเต็มที่แล้วก็จะรู้สึกสดชื่น มีเรี่ยวแรงกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ เวลาทำงานหากรู้สึกเหนื่อยล้า ก็จะนึกถึงช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างสุดเหวี่ยง จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต จะทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานต่อ แต่ถ้ายังฝืนทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดพักอย่างเต็มที่ ความเครียดจะยังสะสมอยู่ ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่

คนทำงานก็เหมือนคนป่วย แต่เป็นอาการป่วยทางจิตซึ่งมองเห็นยาก ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ตนเองชอบ ถึงแม้ว่าจะเป็นงานประจำเบาๆ แต่ถ้าทำไปนานๆก็อาจจะเบื่อเนื่องมาจากความจำเจ ถ้าหากพักผ่อนไม่เต็มที่ หยุดแค่ 1-2 วัน ความเบื่อหน่ายก็จะยังไม่หาย คนทำงานประจำ จึงจำเป็นต้องมีช่วงวันหยุดพักผ่อนยาวๆในรอบปีเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้ หายเบื่อจากที่ทำงาน

คนที่ไม่รู้เรื่องพลังบวกที่ได้จากการทำงานอดิเรก มักจะผลัดวันประกันพรุ่ง มุ่งแต่งาน ถึงเวลาพักแล้วไม่ยอมพัก คิดเสียดายว่ายังพอมีเรี่ยวแรงทำไหวก็ยังฝืนทำต่อไปแบบช้าๆก็เอา ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆขนาดที่ว่ามีใครมาฉุดลากไปแล้วก็คงจะฝืนทำงานอยู่ อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าดูแล้วไม่มีสถานการณ์อะไรน่าเป็นห่วง ให้สังเกตุตัวเองว่า ถ้ามีสมาธิจดจ่อ ไม่รู้สึกเบื่อ แสดงว่าพร้อมทำงาน อาการที่แสดงว่า ตนเองกำลังต้องการไปทำงานอดิเรก เช่น

ล้มได้ แต่อย่าเลิก

คนที่ประสบความสำเร็จมีลักษณะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ล้มแล้วไม่เลิก บางครั้งเราอาจหมดไฟ หมดกำลังใจ เราต้องการเวลาอยู่เฉยๆ ไม่ต้องการทำอะไรสักพัก แต่ในไม่ช้า ต้องพยายามลุกขึ้นมาสู้ใหม่  วิธีการคือ สร้างกำลังใจ ด้วยการออกไปเห็นโลก เห็นมุมมองใหม่ๆ ให้มากขึ้น อาจอ่านหนังสือ หรือ หาเช่าวีดีโอแนวที่สนใจมาดู ภาพยนต์แต่ละเรื่อง จะแฝงข้อคิดไว้ ความจริงที่เห็นหรือคิดได้ จะช่วยให้ เรามีกำลังใจสู้ต่อไป  เช่น

สรุป

ชีวิตคนทำงาน มีเรื่องที่ต้องทำมากมาย ถึงแม้ว่าเรื่องความมั่นคงปลอดภัย เป็นเรื่องที่ควรทำก่อน แต่ยังไม่อาจทำได้ถ้าขาดเงิน แรงกาย ความรู้ และ เครื่องมือ สำหรับคนที่มีองค์ประกอบเหล่านี้ครบแล้ว สามารถทำเรื่องความปลอดภัยได้ทันที แต่สำหรับผู้เริ่มต้นจากศูนย์ จำเป็นต้องหาเงินก่อน เมื่อมีเงินแล้ว จึงนำเงินมาสร้างสิ่งต่างๆให้ชีวิตอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัย มี 2 อย่าง ที่ต้องอยู่กับเราไปชั่วชีวิต คือ ร่างกาย กับ บ้าน เมื่อเริ่มมีเงิน จึงควรทำ 2 อย่างนี้ให้ดี
  1. หาเงิน ชีวิตที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในสังคม ใช้เงินซื้อทุกอย่าง ตั้งแต่ที่พัก น้ำ อาหาร ไฟฟ้า วิธีที่จะได้เงินคือทำงาน การทำงานเป็นตอบแทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งคืนให้แก่สังคม ในฐานะที่สังคมเคยผลิตสิ่งต่างๆให้แก่เรา ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า ฯลฯ
  2. ดูแลสุขภาพร่างกาย ใช้เงินตรวจสุชภาพ และรักษาสุขภาพด้วยการกินอาหารทีมีประโยชน์ และตาดแดดตอนเที่ยงให้เพียงพอ เมื่อสุขภาพดี ก็จะมีแรงทำงาน มีสมองแจ่มใส จิตใจสบาย
  3. ทำบ้านให้น่าอยู่ ประหยัดพลังงาน และแข็งแรง เพราะบ้านคือที่พัก ที่คิด ที่เก็บของ ที่เราต้องอยู่ไปชั่วชีวิต ถ้าบ้านไม่ดี งานจะออกมาไม่ดีด้วย ควรสร้างบ้านในที่ดินของตัวเอง การเช่าบ้านคนอื่นอยู่นั้น มีข้อจำกัดมากมาย
  4. กระจายงาน ด้วยการหาคนและครื่องมือช่วยทำงานหาเงิน
  5. สร้างความแข็งแรง มั่นคง ปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน
  6. หาความรู้ ความรู้ช่วยให้รู้ช่องทางหาเงินเพิ่มขึ้นไปอีก

เกี่ยวกับผู้เขียน

หลังจากทำงานมา 10 ปี ผมได้ทำความผิดพลาดครั้งสำคัญที่ไม่น่าให้อภัย ก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นกับผู้ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบจำนวนมาก ผมอยากจะคิดสั้น แต่นึกขึ้นได้ว่าเคยอ่านเรื่องทศชาติชาดกตอนเตมีย์ใบ้ จึงทดลองทำตาม โดยใช้วิธีอธิษฐาน ขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยกยอดตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา และพระปิยะมหาราช หลังจากสิ้นคำอธิษฐานในตอนเช้า ความช่วยเหลือก็เริ่มพรั่งพรูเข้ามา เพื่อนสนิทแวะมาเยี่ยมในตอนสายๆ บอกวิธีแก้ไขและหาทางช่วยเหลือ หลังจากนั้น เริ่มมีเสียงแว่วมา บอกให้ทำอย่างนั้นสิ ทำอย่างนี้สิ จนกระทั่งผ่านไปหลายเดือน ปัญหาเริ่มคลี่คลาย  ประโยคสุดท้ายที่แว่วมาคือ "เป็นผู้ใหญ่เสียทีนะ" ผมเข้าใจตั้งแต่วันนั้นว่า ผู้ใหญ่กับเด็กต่างกันตรงที่ เด็กจะคิดแต่ทำ คิดแต่เดินหน้าอย่างเดียว พอเจอความผิดพลาด สิ่งที่สร้างมามักจะพัง เพราะไม่ได้คิดเผื่อความผิดพลาดไว้ เหมือนภาษิตโบราณว่า "คบเด็กสร้างบ้าน" ต่างจากผู้ใหญ่จะคิดรอบด้าน คือจะคิดถึงความผิดพลาดก่อน เมื่อความผิดพลาดมาเยือน ทุกอย่างจึงดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก  ผมได้จดบันทึกคำบอกเล่าที่ได้ยินแว่วๆเรื่อยมา ประกอบกับประสบการณ์ล้วนๆ มิได้อ้างอิงจากตำราเล่มใดเลย จนกลายมาเป็นเรื่องราวยืดยาว อาจมีข้อคิดเล็กๆน้อยๆ ที่ผมได้ฟังเทศน์ของพระสงฆ์ หรือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ เห็นว่าเนื้อหาตรงกัน แต่คำพูดของท่านเหล่านั้น เข้าใจง่ายกว่า จึงหยิบยกมาใช้แทน บางเรื่องได้เห็นวิธีทำงานของคนรู้จักที่มีประสบการณ์การทำงานมานาน เห็นว่าคิดตรงกัน จึงมั่นใจว่าเป็นความรู้ที่นำไปใช้ได้ผลจริง

ก่อนหน้านี้ ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับฝรั่งคนหนึ่ง ชื่อคุณ Andrew Macgregor ชาวออสเตรเลีย เมื่อเจอหน้ากันครั้งแรก เขาสอนผมว่า "จำไว้นะ ทำอะไรต้องคูณสอง" มีอีกหลายๆประโยคที่เขาสอนมา ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจความหมาย เพราะการศึกษาของไทยไม่เคยสอนเรื่องพวกนี้มาก่อน จนกระทั่ง ผมได้เจอกับความผิดพลาดในครั้งนี้ ทำให้ผมเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของทุกๆประโยคของเขา ว่ามีเป้าหมายเดียวกันคือ ไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดขึ้น เมื่อผมถามคุณ Andrew ว่าเขาเรียนรู้แนวคิดเหล่านี้มาจากไหน เขาตอบว่า เรียนรู้จากประสบการณ์การทำงาน

ผู้เขียนหวังว่า เนื้อหาเหล่านี้จะเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่คนทำงาน รวมทั้งช่วยให้คำตอบและให้กำลังใจเวลาเกิดปัญหา เหมือนกับที่ผู้เขียนเคยใช้เนื้อหาเหล่านี้ ช่วยเหลือเวลาการทำงานยากๆจนลุล่วงไปได้เสมอ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดอีกเลย ยกเว้นจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ตั้งใจไม่ระวังเอง

เริ่มเขียน 23 กพ. 52
แก้ไขล่าสุด 29 มิย. 62